พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 026 ตอนที่ 26
ตอนที่ 26 ในหอไม่รู้วันเวลา
อวิ๋นจือขาอ่อน สะดุดนั่งลงบนพื้นทั้งตัวดัง ตุ้บ เสียงสั่นว่า “คุณ...คุณหนู?”
มั่วชิงเฉินสีหน้าเปลี่ยนทันที เสียงร้องไห้แหลมเล็กนี้ คือเสียงร้องไห้หญิงสาวที่ได้ยินในป่าข้างสุสานที่วันนั้นนางตามท่านปู่มาคารวะสุสานบิดาชัดๆ
“พี่อวิ๋นจือ พี่อย่าลน เรา...รีบไป” มั่วชิงเฉินกดเสียงให้ต่ำลง
แม้อวิ๋นจือเป็นแม่นางน้อยธรรมดา ทว่าก็เป็นคนที่โดดเด่นในหมู่สาวใช้มากมายจนได้เป็นสาวใช้ของมั่วชิงเฉิน คุณสมบัติย่อมไม่เลวอยู่แล้ว เมื่อได้ยินดังนั้นจึงได้สติคืนมาแล้วรีบลุกขึ้น โชคดีที่กล่องอาหารยังถูกกอดไว้แน่นไม่ได้หล่นเสียหาย อีกมือหนึ่งพยุงมั่วชิงเฉิน หนึ่งนายหนึ่งบ่าวทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
มั่วชิงเฉินรู้สึกเพียงว่าเมื่อเท้าเหยียบบนใบไม้ที่ร่วงอยู่เกิดเสียง กรอบแกรบ ชัดเจนเป็นพิเศษ อีกทั้งตามด้วยเสียงร้องไห้เดี๋ยวสูงเดี๋ยวต่ำของหญิงสาว ความรู้สึกเช่นนั้นช่างเป็นรสชาติที่บรรยายไม่ถูก
ไม่รู้วิ่งทะยานมานานเท่าใด ในที่สุดนายบ่าวสองคนก็ออกจากป่าได้
“คุณหนู ท่านไม่เป็นไรนะ” อวิ๋นจือหอบแฮกๆ พลางถาม
“ข้า...ข้าไม่เป็นไร” มั่วชิงเฉินพูดไปหอบไปเช่นกัน อย่างไรเสียนางก็ตัวเล็กขาสั้น การวิ่งตามอวิ๋นจือมาตลอดทำให้รู้สึกว่าขาจะขาดแล้ว
“คุณหนูดูสิ จากตรงนี้ผ่านภูเขาจำลองนี่ก็ถึงเรือนหย่าจู๋ที่พำนักของท่านสิบสี่แล้ว” อวิ๋นจือชี้ไปข้างหน้า
มั่วชิงเฉินยิ้มว่า “ยังดี นับว่าไม่ได้ตกใจเก้อ”
อวิ๋นจือพลางหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดเหงื่อให้มั่วชิงเฉินพลางเอ็ด “คุณหนูยังจะพูดอีก ต่อให้รีบอย่างไรก็ไม่คุ้มกันนะเจ้าคะ ต่อไปต่อให้ตีอวิ๋นจือให้ตายก็ไม่กล้าพาท่านเดินไปทางนั้นแล้ว กลับไปสายนายท่านห้าเป็นห่วงก็จริงอยู่ แต่ก็ยังดีกว่าให้คุณหนูต้องตกใจกลัว”
มั่วชิงเฉินลูบหน้าอกให้หายใจสะดวกขึ้นแล้วเอ่ย “พี่อวิ๋นจือพูดถูก ชิงเฉินบุ่มบ่ามไปแล้ว พี่อวิ๋นจือ เหตุใดในป่านั่นถึงมีเสียงร้องไห้ของหญิงสาวล่ะ”
อวิ๋นจือหน้าซีดว่า “ใครจะทราบได้ล่ะเจ้าคะ น่ากลัวจริงๆ เลย ไอยา เวลานี้นึกย้อนดูขายังอ่อนเลยเจ้าค่ะ”
เห็นท่าตบหน้าอกของอวิ๋นจือ มั่วชิงเฉินพลันว่า “ถ้าเช่นนั้นพี่อวิ๋นจือ พี่รู้ว่าป่าทึบนั่นติดกับที่ใดหรือไม่”
อวิ๋นจือตาเป็นประกายว่า “ใช่แล้ว ด้านหลังป่าทึบนั่นคือโถงเหยี่ยนเย่ว์เจ้าค่ะ!”
“โถงเหยี่ยนเย่ว์?” มั่วชิงเฉินกะพริบตาด้วยความสงสัย
อวิ๋นจือพยักหน้าว่า “ใช่เจ้าค่ะ ลือกันว่าหากในตระกูลมีผู้ก่อความผิดใหญ่หลวงก็จะถูกขังในโถงเหยี่ยนเย่ว์ ห้ามออกมาแม้ครึ่งก้าว คนในตระกูลต่างรังเกียจว่าที่นั่นอัปมงคล ปกติไม่มีคนเข้าไปใกล้ที่นั่น”
ที่แท้ ในตระกูลยังมีสถานที่เช่นนี้อยู่ ถ้าเช่นนั้นผู้หญิงคนนั้นใช่ผู้ที่ถูกขังในโถงเหยี่ยนเย่ว์หรือไม่ นางทำผิดอะไรกันแน่นะ ในคืนนั้นเพราะเหตุใดถึงไปปรากฏตัวในป่าหลังเขา เหตุใดท่านปู่จึงผวาเพราะเรื่องนี้จนกลับมาดึกดื่นนะ
คำถามมากมายถาโถมเข้ามา ก่อเกิดเป็นความคลางแคลงใจมหึมาขึ้นในใจมั่วชิงเฉิน นางรู้สึกว่าจวนมั่วตรงหน้าดูสงบไร้คลื่นลม ชีวิตของตนก็สงบเรียบง่าย ทว่าราวกับมีเงามืดตะคุ่มๆ เริ่มคืบคลานเข้ามาเงียบๆ
“คุณหนู ถึงแล้วเจ้าค่ะ” ในที่สุดอวิ๋นจือก็วางใจลงได้เสียที เอ่ยอย่างดีใจ
ช่างเถอะ เด็กหญิงอายุหกขวบเช่นตนเองจะทำอะไรได้ล่ะ ทำเรื่องตรงหน้าตนให้ดีก่อนดีกว่า
เมื่อคิดได้เช่นนี้มั่วชิงเฉินจึงทิ้งเรื่องนั้นไว้ข้างๆ ยิ้มให้อวิ๋นจือพลางว่า “ถ้าเช่นนั้นเราเดินเร็วหน่อย”
ยิ่งเดินยิ่งใกล้เรือนไม้ไผ่เข้ามา แสงสีเหลืองสลัวทะลุออกจากม่านหน้าต่างผ้าไหมอ่อนสีฟ้าหลังฝน เงาผอมร่างหนึ่งสะท้อนบนม่านหน้าต่างอย่างชัดเจน
มั่วชิงเฉินยืนตะโกนเรียกห่างจากเรือนไม้ไผ่หลายจั้ง “ท่านอาสิบสี่ ท่านอยู่หรือไม่”
ในห้องเงียบอยู่สองสามวินาทีก็เห็นเงานั้นเริ่มขยับ จากนั้นประตูไม้ไผ่เปิดออกดังเอี๊ยดหนึ่งที มั่วสิบสี่ใส่เสื้อยาวสีขาวนวล ยืนยิ้มอยู่หน้าประตูอย่างสบายอารมณ์ “นางหนูมาหรือนี่ รีบเข้ามา”
มั่วชิงเฉินรู้สึกอบอุ่นในใจ เดินก้าวเข้าข้างใน
“นางหนู เหตุใดจึงมาดึกเช่นนี้” มั่วสิบสี่ถาม
มั่วชิงเฉินส่งสัญญาณให้อวิ๋นจือนำกล่องอาหารวางไว้บนโต๊ะว่า “ท่านอาสิบสี่ วันนี้ชิงเฉินจัดงานเลี้ยงในลานบ้านเชิญทุกคนในโถงเฉาหยางมากินลูกท้อลิ้มลองสุราร่วมกัน คิดได้ว่าลูกท้อเลิศรสเช่นนี้ จะไม่เอามาให้ท่านอาสิบสี่ชิมบ้างได้อย่างไรกัน”
มั่วสิบสี่หัวเราะหึๆ ขึ้นมา “เจ้าเด็กกะล่อน ไม่เจอกันไม่กี่วันพูดจาฉะฉานขึ้นมาเลยนะ”
มั่วชิงเฉินกัดริมฝีปากด้วยความน้อยใจว่า “มีที่ไหนกัน ท่านอาสิบสี่ เดิมทีชิงเฉินก็คิดถึงท่านอยู่แล้วนะเจ้าคะ”
ใบหน้ามั่วสิบสี่เต็มไปด้วยรอยยิ้มอย่างเห็นได้ชัดว่า “ถ้าเช่นนั้นก็ต้องขอบคุณนางหนูแล้ว ฟ้ามืดแล้ว อาสิบสี่ไปส่งพวกเจ้า รีบกลับไปเถอะ”
มั่วชิงเฉินก้มหน้าต่ำ พูดต่อว่า “แน่นอน...ชิงเฉินยังมีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อยากขอร้องท่านอาสิบสี่...”
มั่วสิบสี่ชะงักทีหนึ่งก่อนจะหัวเราะเสียงต่ำขึ้นมาว่า “นางหนูนี่ ที่แท้ก็ไร้เรื่องร้อนใจไม่ถ่อไปวัด[footnoteRef:1]หรือนี่ มีเรื่องอันใด บอกอาสิบสี่มาเถอะ” [1: ไร้เรื่องร้อนใจไม่ถ่อไปวัด เป็นสำนวน หมายถึง หากไม่ต้องการบางสิ่งก็คงไม่เดินทางมาหา]
มั่วชิงเฉินเงยหน้ามองมั่วสิบสี่ว่า “ท่านอาสิบสี่ ท่านรู้จักหอคัมภีร์หรือไม่”
มั่วสิบสี่หยุดกึก “หอคัมภีร์? สถานที่เก็บเคล็ดลับวรยุทธ์ของทางโลกในตระกูล?”
“เจ้าค่ะ” มั่วชิงเฉินพยักหน้าแรงๆ หนึ่งที
“นางหนู เจ้าถามถึงที่นั่นเพื่อสิ่งใด” มั่วสิบสี่ถามด้วยความสงสัย
มั่วชิงเฉินตัดสินใจไม่ยืดเยื้ออีก รีบกล่าวว่า “ท่านอาสิบสี่ ชิงเฉินละอาย จนบัดนี้ยังไม่อาจดึงลมปราณเข้าร่างได้ ทว่า...งานประลองย่อยปลายปีใกล้เข้ามาแล้ว ชิงเฉินคิดว่า...ไปดูที่หอคัมภีร์เสียหน่อยจะได้หรือไม่”
มั่วสิบสี่นิ่งเงียบไปนานกว่าจะยื่นมือลูบหัวมั่วชิงเฉินเบาๆ ว่า “นางหนู เจ้าต้องจำไว้ เวลาสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรนั้นมีค่ายิ่งนัก ดังนั้นจะวางลำดับความสำคัญสลับกัน หลงเดินทางคดไม่ได้เป็นอันขาด”
มั่วชิงเฉินพยักหน้าว่า “ท่านอาสิบสี่ ชิงเฉินรู้จักแยกแยะหนักเบา เพียงแค่คิดรับมือสถานการณ์เฉพาะหน้าให้ผ่านพ้นไปให้ได้เท่านั้นเอง”
“ถ้าเช่นนั้นเอาเถอะ นางหนู เจ้าตามข้ามา” ในที่สุดมั่วสิบสี่ก็พยักหน้า
“พี่อวิ๋นจือ พี่รอข้าอยู่ที่นี่” มั่วชิงเฉินกำลังพูดอยู่ก็ถูกมั่วสิบสี่ลากเดินออกไปข้างนอก
ฟ้ามืดแล้ว มั่วสิบสี่ใช้คาถาเหยียบลมอีกครั้ง แม้ระเบียงยาวใต้หลังคาแขวนโคมไฟสีแดงสดเป็นแถวๆ แต่มั่วชิงเฉินยังคงไม่ทันมองทางที่เดินให้ชัดเจน แน่นอนต่อให้เห็นชัดนางก็จำไม่ได้ นางรู้ตัวตั้งแต่สมัยอยู่ยุคปัจจุบันแล้วว่าตนเป็นคนหลงทิศอย่างร้ายแรง!
“หยุดนะ ผู้ไม่เกี่ยวข้องห้ามเข้าหอคัมภีร์หลังปลายยามเซิน!” หน้าประตูหอเล็กๆ สามชั้นที่สร้างอย่างประณีต องครักษ์หอคัมภีร์คนหนึ่งแต่งชุดดำกล่าว
มั่วสิบสี่เหล่องครักษ์ผู้นั้นปราดหนึ่งนิ่งเรียบ
“มองอะไร หากไม่ไปอีกอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ!” องครักษ์ผู้นั้นกำลังพูดอยู่กลับพบว่าสหายข้างๆ กระตุกเสื้อผ้าเขาไม่หยุด
“เป็นอะไรไป ซุ่นจื่อ?” องครักษ์มองสหายข้างๆ ทีหนึ่ง
เห็นเพียงสหายหน้าซีด ตัวสั่นงันงกคุกเข่าลงด้วยขาข้างเดียวว่า “ขอคารวะ...คารวะท่านสิบสี่!”
“ท่านสิบสี่?” องครักษ์คนก่อนหน้ายังคิดขึ้นไม่ได้ สหายที่อยู่ข้างๆ ร้อนใจออกแรงใช้ฝ่ามือฟันที่หัวเข่าของเขาหนึ่งที องครักษ์ผู้นั้นขาอ่อนคุกเข่าลงดัง ตุบ
เข่าถึงพื้นพอดีทับลงบนก้อนหินก้อนเล็กก้อนหนึ่ง ความเจ็บปวดราวกับเจาะเข้ากลางใจกลับทำให้สมองปลอดโปร่งขึ้นมา คิดออกทันทีว่าท่านสิบสี่คือใคร รีบโขกศีรษะติดพื้นว่า “ท่านสิบสี่ ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่...”
“ไม่ต้องโขกแล้ว ท่านสิบสี่เข้าไปนานแล้ว” สหายอีกคนหนึ่งเอ่ย
องครักษ์ผู้นั้นเงยหน้าขึ้นมา มองดูหน้าประตูที่โล่งโจ้งไร้ผู้คน เกิดเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก