พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 027 ตอนที่ 27
ตอนที่ 27 หอซ่อนคัมภีร์ลับ
“ท่านอาสิบสี่ มีเคล็ดลับวรยุทธ์มามายเช่นนี้เลยหรือ” มั่วชิงเฉินมองดูชั้นวางคัมภีร์เป็นแถวๆ กลางห้องมีคัมภีร์วางเต็มไปหมด สูดหายใจเข้าลึกแล้วเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ
มั่วสิบสี่ยิ้มเอ่ย “นี่ไม่เท่าไร หอคัมภีร์นี้มีทั้งหมดสามชั้น แต่ละชั้นล้วนเต็มไปด้วยเคล็ดลับวิชา เพียงแต่ว่า นางหนู เจ้าเพียงแค่อยากเรียนวรยุทธ์ที่สำเร็จได้ในเวลาอันรวดเร็ว ก็เลือกจากชั้นหนึ่งนี้ก็แล้วกัน ที่ลึกล้ำเกินไปไม่อาจเข้าใจได้ในเวลาอันสั้น”
มั่วชิงเฉินมองไปรอบๆ ชั้นวางคัมภีร์เต็มสองตานางจนทำอะไรไม่ถูก จึงเงยหน้ามองมั่วสิบสี่
มั่วสิบสี่ลังเลชั่วครู่ สุดท้ายก็ถอนใจว่า “นางหนู เหลืออีกแค่สี่เดือนก็จะถึงการประลองย่อยปลายปี วิชาที่ต้องก็ใช้เวลาในการศึกษาเช่นเคล็ดลับทางใจหรือกำลังภายในพวกนั้นก็ไม่ต้องไปคิดถึงมันแล้วนะ ทางที่ดีเลือกวิชาประเภทใช้ร่างกายหรือหมัดมวยมาลองฝึกดู เจ้าอยากฝึกอะไรเป็นรูปธรรมอาสิบสี่ก็ไม่สะดวกก้าวก่ายแล้วนะ เจ้าลองคิดดูดีๆ อาสิบสี่รอเจ้าอยู่ข้างนอก อีกครึ่งชั่วยามเจ้าออกมาหาข้า”
แม้ในใจมั่วชิงเฉินจะแอบผิดหวังอยู่บ้าง แต่รู้ว่าที่ท่านอาสิบสี่ทำเช่นนี้ก็เพื่อให้ดีกับตัวนางเองจึงรับเสียงใสว่า “ขอคุณท่านอาสิบสี่”
จนกระทั่งได้ยินเสียงประตูของหอคัมภีร์ปิดดัง ปัง มั่วชิงเฉินถึงได้เดินไปหน้าชั้นวางคัมภีร์ที่อยู่ใกล้ที่สุดเริ่มพิจารณาขึ้นมา
ชั้นวางคัมภีร์ทำจากไม้ชิงชันแบ่งเป็นหกชั้น แต่ละชั้นมีกล่องไม้สี่เหลืองอ่อนสิบกว่าใบวางตามหมายเลข ด้านที่หันหน้าเข้าหาคนใช้จานฮวาเสี่ยวไข่[footnoteRef:1]เขียนชื่อเคล็ดวิชาไว้อย่างเป็นระเบียบ [1: จานฮวาเสี่ยวไข่ คือ ตัวอักษรพู่กันจีนชนิดหนึ่ง]
มั่วชิงเฉินมองไป คัมภีร์เคล็ดอาบตะวัน คัมภีร์หมุนเวียนสามสิบหกจุดชีพจร เคล็ดคุณธรรม...ชื่อเรียงต่อกันเป็นแพดูจนนางตาลาย
จริงตามนั้น มั่วชิงเฉินเห็นอักษรเคล็ดวิชาฝึกจิตใจสองคำตรงแถบแสดงชื่อคัมภีร์บนชั้นวางคัมภีร์ด้านบน
มั่วชิงเฉินจดจำคำพูดของท่านอาสิบสี่ไว้อย่างเคร่งครัด มุ่งหน้าเดินไปสู่ชั้นวางคัมภีร์อันต่อไปอย่างแน่วแน่ ดูติดต่อกันอยู่หลายอัน ในที่สุดหยุดอยู่หน้าชั้นวางคัมภีร์ข้างหน้าต่างอันหนึ่ง
ที่เก็บอยู่ในชั้นวางนี้คือเคล็ดฝ่ามือ มีตั้งแต่ฝ่ามืออรหันต์ ฝ่ามือพระเวท ฝ่ามือยูไลพันกรอะไรต่างๆ นานา มั่วชิงเฉินดึงคัมภีร์ฝ่ามือทลายภูผาเล่มหนึ่งออกมาตามใจชอบ เห็นด้านบนเขียนไว้ด้วยอักษรอิ๋งโถวเสี่ยวไข่[footnoteRef:2]ว่า ฝ่ามือทลายภูผา คิดค้นโดยเจ้าสำนักพรรคซงซานรุ่นที่หนึ่ง เงาฝ่ามือไร้รูป พลังดุจภูผา ฝึกโดยใช้ฝ่ามือฟันหินวันละพันครั้ง จากนั้นแช่ในน้ำสมุนไพรสูตรลับ... [2: อิ๋งโถวเสี่ยวไข่ คือ ตัวอักษรจีนที่มีขนาดเล็กเหมือนหัวแมลงวัน อิ๋งโถว หมายถึง หัวแมลงวัน]
ใช้ฝ่ามือฟันหินพันครั้ง...มั่วชิงเฉินยื่นมือเล็กๆ ขาวนวลจนเกือบโปร่งใสเล็กน้อยของตน น้ำตาแอบไหลพราก...
เวลากระชั้นชิด มั่วชิงเฉินดึงออกมาอีกหลายเล่ม รีบๆ พลิกดู อีกครั้งที่วางคัมภีร์ฝ่ามือพายุอัสนีลง นางถอนหายใจมุ่งหน้าสู่ชั้นวางคัมภีร์อันถัดไป
ครานี้เป็นเพลงหมัดหลากหลายประเภท มั่วชิงเฉินปิดคัมภีร์เคล็ดลับหมัดโปร่งแสงที่เก่าจนเหลืองลงเงียบๆ วางกลับบนชั้นคัมภีร์ ถอนใจในใจว่า ‘จะไม่มีสักเล่มที่ฝึกสำเร็จได้อย่างรวดเร็วและเหมาะให้เด็กผู้หญิงหกขวบอย่างข้าฝึกเลยหรือ’
มั่วชิงเฉินคิดพลางหันตัว จู่ๆ ได้ยินเสียง ตุบ ทีหนึ่ง ก้มศีรษะมองดูถึงพบว่าเพราะแขนเสื้อไปเกี่ยวกับชั้นวางคัมภีร์อีกอันหนึ่งที่อยู่ติดกัน กล่องไม้ที่ใส่เคล็ดวิชาใบหนึ่งตกอยู่บนพื้น
มั่วชิงเฉินก้มตัวเก็บกล่องไม้ขึ้นมา กำลังจะวางไว้ที่เดิม สายตากวาดกล่องปราดหนึ่งอย่างไม่ได้ตั้งใจ ร่างก็หยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น
“เข็มกล้วยไม้ปัดจุด? เหตุใดข้าถึงจำได้ว่ามันเป็นวิชาเฉพาะของอึ้งย้ง[footnoteRef:3]ที่อ่านเจอในหนังสือนิยายเมื่อก่อนล่ะ หรือว่าที่นี่ก็มีวิชานี้” มั่วชิงเฉินบ่นพึมพำพลางยื่นมือหยิบเคล็ดวิชาออกจากกล่องไม้ [3: อึ้งย้ง นางเอกในนิยายเรื่องมังกรหยก แต่งโดยกิมย้ง]
มั่วชิงเฉินใช้เวลาเต็มหนึ่งเค่อถึงอ่านเคล็ดวิชาเล่นนี้จบอย่างลวกๆ ซ่อนความตื่นเต้นบนใบหน้าไว้ไม่มิดพลางว่า “เดินจนรองเท้าเหล็กขาดก็หาไม่พบ ได้มาโดยไม่เสียพลังจริงๆ”
ที่แท้เข็มกล้วยไม้ปัดจุดนี้เป็นวิชานิ้วแขนงหนึ่ง แน่นอนว่าในห้วงเวลานี้ย่อมไม่ใช่วิชาเฉพาะของเกาะดอกท้อแล้ว เพียงแต่ก็มีส่วนที่คล้ายอยู่
วิชาแขนงนี้ไม่ต้องการความแข็งแรงของร่างกายนัก ข้อสำคัญอยู่ที่จำจุดชีพจร สิ่งที่เน้นคือเร็ว แม่น ใส แปลก โดยเฉพาะเคล็ดคำว่า ‘ใส’ ในนี้ยากที่สุด จำเป็นต้องลงมืออย่างสง่า อิริยาบถตามสบาย ลงมือแผ่วเบา เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แน่นอน มั่วชิงเฉินไม่ได้คิดว่าจะฝึกให้ถึงแก่นลึก เพียงนางเข้าใจเร็วแม่นแปลกสามคำได้บางส่วนก็พอใจแล้ว ที่สำคัญที่สุดคือ วิชานิ้วแขนงนี้ ช่างเหมาะกับร่างกายเด็กผู้หญิงอายุหกขวบเช่นนางเหลือเกิน
เวลามีจำกัด ระหว่างที่มั่วชิงเฉินเลือกอยู่นี้ก็ปาเข้าไปเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว นางคิดดูแล้ว ห่างจากการประลองย่อยปลายปีมีเวลาอีกไม่มาก โลภมากเคี้ยวไม่ละเอียด หากสามารถฝึกวิชาเข็มกล้วยไม้ปัดจุดนี้ให้พอไปวัดไปวาได้ก็โชคดีหนักหนาแล้ว จึงหันหลังเดินออกไปอย่างไม่ลังเล
“นางหนู เลือกเสร็จแล้วหรือ” มั่วสิบสี่ในเสื้อยาวสีนวลยืนอยู่นอกประตู ทำให้รู้สึกถึงแสงจันทร์กระจ่างสายลมเย็นฉ่ำในคืนที่เงียบสงบและสะอาดนี้
มั่วชิงเฉินพยักหน้าว่า “เลือกเสร็จแล้วเจ้าค่ะ ชิงเฉินขอขอบคุณท่านอาสิบสี่แล้ว”
มั่วสิบสี่โบกมือแผ่วเบายิ้มว่า “ไปเถอะ นางหนู” พูดจบก็มององครักษ์เฝ้าหอที่อยู่ข้างๆ สองคนกล่าวอย่างนิ่งเรียบว่า “จำไว้ วันนี้ไม่มีใครมาที่นี่ทั้งนั้น”
องครักษ์สองคนตกใจสะดุ้ง จากนั้นรีบประกอบหมัดว่า “ข้าน้อยจดจำคำสั่งของท่านสิบสี่ไว้แล้ว”
มั่วสิบสี่ไม่ได้ถามมั่วชิงเฉินว่าเลือกเคล็ดวิชาอะไรกันแน่ เขาจูงมือมั่วชิงเฉินใช้คาถาเหยียบลมก้าวเดินกลางสวน ฝ่ามือใหญ่อบอุ่นแต่แห้งกร้าน
“น้องสิบสี่ เจ้าไปไหนมาล่ะนี่?” มั่วชิงเฉินเพิ่งตามมั่วสิบสี่ก้าวเข้าเรือนหย่าจู๋ได้เพียงก้าวเดียว ก็ได้ยินเสียงหญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยถาม
หญิงสาวผู้นั้นใส่ชุดกระโปรงสีแดงลูกท้อ รูปร่างเล็กอรชร ท่าทางอายุยี่สิบกว่าปี ที่พิเศษที่สุดคือรูปหน้าเป็นรูปหัวใจ ดูแล้วชดช้อยน่าหลงใหล
มั่วชิงเฉินสะดุ้ง อดหันไปมองอวิ๋นจือที่อยู่หลังนางไม่ได้
เห็นเพียงอวิ๋นจือสีหน้ากระอักกระอ่วน ยิ้มให้มั่วชิงเฉินอย่างทำอะไรไม่ถูก
“พี่สิบสาม ท่านมาได้อย่างไร” มั่วสิบสี่ถาม
จากนั้นก็เห็นหญิงสาวเดินมาถึงในไม่กี่ก้าวหน้าเต็มไปด้วยความน้อยใจว่า “ทำไม ข้ามาไม่ได้หรือ”
“ไม่ใช่ พี่สิบสามเข้าใจผิดแล้ว” มั่วชิงเฉินเห็นมั่วสิบสี่เหงื่อเย็นไหลโซกลงมาอย่างชัดเจน
หญิงสาวกอดแขนมั่วสิบสี่กวักแกว่งว่า “น้องสิบสี่ จะทำเช่นไรดี ท่านพ่อข้าเขาจะให้ข้าแต่งไปตระกูลฮวาให้ได้! ฮือ ข้าไม่ต้องการ ฮวาเชียนซู่อะไรนั่นไม่เคยได้ยินแม้แต่ชื่อ ได้ยินมาว่า...ได้ยินมาว่ายังเป็นรุ่นเดียวกับหู่โถว เป็นญาติผู้พี่ของหู่โถว นี่...นี่มันมิใช่ลำดับรุ่นปนกันมั่วซั่วไปหมดหรือไร!”
มั่วสิบสี่ตกใจสะดุ้งก่อนจะกระแอมว่า “พี่สิบสาม เจ้าสิบหกยังอยู่นี่อยู่เลยนะ”
หญิงสาวชะงัก จากนั้นก็เพ่งพิศมั่วชิงเฉินปราดหนึ่ง
“ชิงเฉินขอคารวะท่านอาสิบสาม” มั่วชิงเฉินเห็นหญิงสาวมองมาพลันรีบย่อตัวคำนับ
“เอ๊ะ เจ้าก็คือเจ้าสิบหกคนนั้นใช่หรือไม่ ชื่อชิงเฉินใช่หรือไม่ เป็นชื่อที่ดีจริงๆ น้องสิบสี่ที่แท้นางหนูนั่นเป็นสาวใช้ส่วนตัวของเจ้าสิบหกหรือนี่ ข้ายังสงสัยอยู่ว่าแม่นางบ้านใดมาหาเจ้ากลางดึกกลางดื่นกัน ถามนาง นางก็อึกๆ อักๆ ไม่ยอมพูด” มั่วสิบสามกล่าว
มั่วสิบสี่จนด้วยคำพูดว่า “พี่สิบสาม ท่านคิดไปถึงไหนแล้ว”
มั่วสิบสามกะพริบตาล้วงของสิ่งหนึ่งออกมาพูดกับมั่วชิงเฉินว่า “เจ้าสิบหก อาหญิงก็ไม่มีของดีอะไรจะให้เจ้า ยันต์พรางตัวนี้เจ้าเก็บไว้เล่นเถอะนะ”
“ขอบคุณท่านอาสิบสาม” มั่วชิงเฉินรีบเอ่ย
“นางหนู ฟ้ามืดแล้วเจ้ารีบกลับไปเถอะ อาสิบสี่ยังมีธุระนิดหน่อยก็ไม่ไปส่งเจ้าล่ะนะ” มั่วสิบสี่กล่าว
มั่วชิงเฉินคำนับทั้งสองอย่างนอบน้อม พาอวิ๋นจือถอยออกไป
ยังไม่ทันไปไกลก็ได้ยินมั่วสิบสามในห้องกล่าวว่า “น้องสิบสี่ เจ้าว่าท่านพ่อข้าจะผลักข้าลงกองไฟให้ได้ใช่หรือไม่ หึ สมัยนั้นหากไม่ใช่เพราะเขาเห็นแก่ประโยชน์ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว พี่หกจะตกอยู่ในสภาพเช่นทุกวันนี้ได้อย่างไร!”