พันธกานต์ปราณอัคคี: Chapter 042 ตอนที่ 42
ตอนที่ 42 ปล่อยบุปผาพันต้นยามค่ำคืน
มั่วต้าเหนียนขยับตัวเล็กน้อย แต่กลับพยายามอดทนไว้ กฎระเบียบตั้งกี่ปีของตระกูลมั่ว หากต้องถูกทำลายโดยตน เกรงว่าต่อไปนางหนูคงโงศีรษะไม่ขึ้นไปตลอดชีวิต
“ก็เท่านี้เองนี่นา” มั่วหร่านอีมองดูมั่วชิงเฉินที่ล้มอยู่บนพื้นอย่างทุลักทุเล สะบัดแขนเสื้อสีแดงสดไปด้านนอก เอ่ยนิ่งเรียบ
มั่วชิงเฉินมองดูมุมปากที่ยกขึ้นแผ่วเบาของมั่วหร่านอี ได้แต่รู้สึกว่ารอยยิ้มนั้นช่างบาดตาเหลือเกิน
“การศึกษาแลกเปลี่ยนครั้งนี้...” ชายชุดเขียวประกาศ
“ช้า...ช้าก่อน” มั่วชิงเฉินพูดพลางใช้มือทั้งสองยันพื้น ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
ชายชุดเขียวมองมั่วชิงเฉิน เกิดลังเลเล็กน้อย
มั่วหร่านอีขมวดคิ้วแผ่วเบา เพ่งพิศมั่วเชิงเฉินที่ยืนร่างกายสั่นเทาเบาๆ อยู่กลางตำหนักใหญ่ ช่างดูอ่อนแอผิดปกติ
“เอาใหม่!” มั่วชิงเฉินพูดพลางยื่นมือเช็ดเลือดที่มุมปากออกไป
หากนางนั่งอยู่บนพื้นเช่นนี้ไม่ลุกขึ้นมาอาจเจ็บปวดน้อยหน่อย ทว่าความเย่อหยิ่งในส่วนลึกของวิญญาณภายในร่างกายกลับโห่ร้องให้นางลุกขึ้นยืน
ยิ่งกว่านั้น มั่วชิงเฉินแอบรู้สึกว่าการสู้กันในเวลาอันสั้นนี้ เข็มกล้วยไม้ปัดจุดของนางยิ่งใช้ยิ่งคล่องแคล่วดั่งใจนึก นางอยากอาศัยโอกาสหายากในครั้งนี้ ดูว่าพลังแฝงของตนอยู่ที่ใด อย่างไรเสียอาการบาดเจ็บของคนธรรมดา ใช้โอสถทิพย์ระดับต่ำสุดเพียงเม็ดเดียวก็รักษาให้หายได้แล้ว
มั่วหร่านอีแค่นเสียง หึ เย้ยหนึ่งที “ไม่ประมาณตน!”
มั่วชิงเฉินไม่สะทกสะท้านสักนิด ขยับร่างกายเข้าใกล้มั่วหร่านอี เวลาเดียวกันนี้สองมือขยับพร้อมกัน เล็งจุดชีพจรของมั่วหร่านอีอย่างแม่นยำ
มั่วหร่านอีอมยิ้มที่มุมปากยิ้มเยาะ มองดูมั่วชิงเฉินโถมมาในตาพลางฉายแววดูแคลน
มั่วชิงเฉินเพียงรู้สึกตาลาย ก็ไม่เห็นเงาร่างของมั่วหร่านอีอีก จากนั้นกลางหลังเกิดเจ็บปวดรุนแรงคนทั้งคนบินไปข้างหน้า แล้วร่วงลงสู่พื้นดัง ปัง
“คาถาเหยียบลม!” เสียงร้องด้วยความร้อนใจของพวกหู่โถวลอยมาจากในตำหนัก
ใช่แล้ว เหตุใดตนจึงลืมไปว่ามั่วหร่านอีสามารถใช้คาถาเหยียบลมได้ ไม่เพียงเท่านี้ นางที่อยู่ระดับหลอมลมปราณขั้นสี่ ยังสามารถใช้คาถาโล่ดิน คิดว่าประมือกับตนนางคงไม่มีแม้แต่ความจำเป็นที่จะต้องใช้กระมัง
มั่วชิงเฉินคิดเช่นนี้ไปพลางกลับลุกขึ้นยืนช้าๆ อีกอย่างไม่รู้สึกตัว
ครั้งนี้มั่วหร่านอีตกตะลึงเล็กน้อยเอ่ยเสียงเย็นว่า “ทำอะไร อย่าบอกนะว่าเจ้ายังคิดจะประลองต่อไป”
มั่วชิงเฉินกัดริมฝีปากล่างแล้วพยักหน้า พ่นออกมาสองคำ “เอาใหม่!”
“ในเมื่อเจ้าอยากหาเรื่องเจ็บตัว ถ้าเช่นนั้นก็อย่าโทษข้าไม่ไว้ไมตรีแล้วกัน ข้าสงเคราะห์เจ้า” เสียงของมั่วหร่านอีสูงขึ้นกะทันหัน ผู้คนรอบข้างฟังแล้วต่างรู้สึกแสบหู
เผชิญหน้ากับมั่วชิงเฉินที่เป็นเช่นนี้ มั่วหร่านอีนอกจากจะโกรธเกรี้ยวแล้วในจิตใต้สำนึกยังมีความยำเกรงเล็กน้อย
มั่วชิงเฉินเข้าใกล้ครั้งแล้วครั้งล่า ในเวลาไม่กี่อึดใจก็ถูกมั่วหร่านอีซัดเข้าอีกหนึ่งฝ่ามือบนตัว
ไปๆ มาๆ มั่วชิงเฉินไม่รู้แล้วว่าตนโดนไปกี่ฝ่ามือแล้ว
“ตกลงเจ้าจะยอมแพ้หรือไม่!” มั่วหร่านอีซัดลงอีกฝ่ามือหนึ่งลงบนไหล่ซ้ายมั่วชิงเฉินแล้วถามเสียงเข้ม
หน้าผากของมั่วหร่านอีเริ่มมีเหงื่อออกเล็กน้อย นางไม่คิดมาก่อนว่ามั่วชิงเฉินที่สูงยังไม่ถึงไหล่นาง กลับลุกขึ้นมาได้ครั้งแล้วครั้งเล่า จู่โจมใส่นางครั้งแล้วครั้งเล่า จากนั้นล้มลงกับพื้นซ้ำแล้วซ้ำอีก จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนเช็ดเลือดที่มุมปากทิ้งแล้วจู่โจมต่อ
มั่วชิงเฉินที่เป็นเช่นนี้ทำให้มั่วหร่านอีที่อายุเพียงแค่สิบขวบรู้สึกเย็นยะเยือก ต่อให้นางมีตบะสูงกว่ามั่วชิงเฉินถึงเพียงนี้แต่นางกลับรู้สึกว่ามั่วชิงเฉินในชุดกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ซึ่งถูกย้อมด้วยเลือดจนเหมือนมีดอกท้อเบ่งบานอยู่นับไม่ถ้วนให้แรงกดดันแก่นางอย่างบอกไม่ถูก
มั่วหร่านอีอดทั้งโกรธทั้งหงุดหงิดไม่ได้ นางก็บอกไม่ถูกเพราะเหตุใดตนถึงรู้สึกเช่นนี้ จนถึงท้ายสุดได้แต่ถามมั่วชิงเฉินครั้งแล้วครั้งเล่าว่า “ตกลงเจ้าจะยอมแพ้หรือไม่”
“น้องสิบหก เจ้ายอมแพ้เถอะ” ด้านข้างของตำหนักใหญ่ มีเสียงสะอึกสะอื้นของมั่วหนิงโหรวลอยมาแล้ว
“ชิงเฉิน เจ้าโง่ เจ้าจะอวดเก่งหาอะไร เจ้าสู้พี่สิบไม่ได้หรอก” หู่โถวตะโกนด้วยความโกรธถึงขีดสุด
มั่วสิบสี่จ้องเงาร่างเล็กๆ ในลานประลองตาไม่กะพริบ งึมงำว่า “เด็กโง่เอ๊ย”
มั่วเฟยเยียนมองร่างสั่นเทาแต่กลับพยายามยืนตัวตรงสุดชีวิตของมั่วชิงเฉินในลานประลอง ใบหน้าราวกับรูปสลักน้ำแข็งเสมอมาในที่สุดก็ปรากฏความหวั่นไหวขึ้นเล็กน้อย
มั่วต้าเหนียนในเวลานี้กลับดูใจเย็นอย่างผิดปกติ มือของเขาข้างหนึ่งกดลงบนมือจับเก้าอี้ ครึ่งตัวบนโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อย จ้องลานประลองอย่างไม่ขยับเขยื้อน เอ็นสีเขียวบนมือกลับปูดออก แสดงถึงความไม่สงบของเขา
ท่านหัวหน้าตระกูลมั่วต้าซานซึ่งนั่งอยู่ตรงกลางส่ายศีรษะเนิบๆ ถอนใจแผ่วเบาว่า “รู้อยู่ว่าเป็นไปไม่ได้ยังดันทุรัง คือการใช้แต่กำลังไม่ใช้สมอง”
ตั้งแต่วันนั้นที่เซ่นไหว้บิดาที่หลังเขา มั่วชิงเฉินก็เปลี่ยนเป็นชุดขาวบริสุทธิ์อย่างรู้ตัว อย่างไรเสียบิดาบังเกิดเกล้าของร่างกายร่างนี้เพิ่งจากไปไม่นาน หากตนยังใส่ชุดสีชมพูที่ท่านอาสิบสี่จัดหาให้คงไม่ค่อยเหมาะสม
มั่วชิงเฉินก้มศีรษะมองดูหน้าอกชุดกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ของตน รอยเลือดสีแดงสดซ้อนกันเป็นชั้นๆ เปรียบดั่งดอกท้อที่กำลังผลิบาน สวยสดงดงาม
มั่วชิงเฉินยิ้มอย่างแผ่วเบาที่สุด
มั่วหร่านอีตะลึงงัน จากนั้นถามด้วยเสียงที่ดังขึ้นกว่าเดิมว่า “ตกลงเจ้าจะยอมแพ้หรือไม่!”
จนถึงเหตุการณ์ตรงหน้าเวลานี้ กลับกลายเป็นมั่วหร่านอีที่รู้สึกใจหนาวสะท้าน หวังให้มั่วชิงเฉินยอมแพ้โดยเร็ว มิเช่นนั้นทุกครั้งที่ฝ่ามือฟาดลงบนร่างกายผอมเล็กนั้นล้วนมีความรู้สึกที่พูดไม่ออก
มั่วชิงเฉินมองดูมั่วหร่านอีที่ท่าทางแทบจะบ้าคลั่ง นัยน์ตาดอกท้อที่มีชีวิตชีวาส่องประกายอย่างบอกไม่ถูก โถมเข้าใส่นางทั้งตัวอีกครั้ง
มั่วชิงเฉินเป็นพวกคลั่งความเจ็บปวดหรือ?
แน่นอนว่าไม่ใช่!
ตั้งแต่ที่นางถูกจู่โจมล้มลงครั้งแรกแล้วลุกขึ้นยืนเพราะไม่ยอมแพ้ จากนั้นถูกจู่โจมล้มลงอีกสองครั้ง นางก็รู้แล้วว่าการทำเช่นนี้เป็นการหาเรื่องเจ็บตัวโดยแท้ นางที่เดิมทีคิดจะยอมแพ้ตั้งแต่เวลานั้น ไม่คิดเลยว่าในร่างกายกลับปรากฏความเปลี่ยนแปลงหลังถูกมั่งหร่านอีซัดเข้าหนึ่งฝ่ามือบริเวณส่วนท้อง
จุดแสงที่ว่ายเวียนอยู่นอกร่างกายมั่วชิงเฉินเหล่านั้น ไม่คิดเลยว่าจะเริ่มซึมเข้าร่างกายนางทีละนิด ตามการจู่โจมลงบนตัวแต่ละครั้ง จุดแสงเหล่านั้นก็ยิ่งว่ายเวียนเข้าสู่ร่างกายเร็วขึ้น จนภายหลังมั่วชิงเฉินไม่ค่อยรู้สึกถึงความเจ็บปวดแล้ว ในทางตรงกันข้ามกลับสัมผัสได้ถึงกระแสความร้อนในร่างค่อยๆ เกาะเกี่ยวกันเป็นสายเริ่มไหลสู่ทั่วร่างกาย
หรือว่า...หรือว่านี่คือโอกาสอันดีที่สุดที่นางจะก้าวเท้าเข้าสู่ประตูเซียน...
เมื่อตระหนักได้ถึงจุดนี้ มั่วชิงเฉินย่อมไม่ยอมปล่อยโอกาสงามให้หลุดลอยไป นางยอมโดนซัดและโจมตีมั่วหร่านอีครั้งแล้วครั้งเล่า จนถึงภายหลังไม่คิดเลยว่าการโจมตียิ่งนานยิ่งดูรุนแรงขึ้น
มั่วหร่านอีทนแรงกดดันประหลาดเช่นนี้ไม่ไหวจริงๆ นางไม่ยั้งมืออีกต่อไป ยื่นฝ่ามือซัดใส่มั่วชิงเฉินอย่างแรง
มั่วชิงเฉินรู้สึกเพียงว่าร่างกายของตนลอยไปด้านหลังทั้งร่าง ในเวลาเดียวกันนี้เองจุดแสงในร่างกายค่อยๆ ปกคลุมในรูปของหมอก ไหลผ่านทุกแห่งในร่างกายสุดท้ายไปรวมกันที่จุดตันเถียน[footnoteRef:1] [1: จุดตันเถียน คือชื่อของจุดชีพจรจุดหนึ่ง ตำแหน่งอยู่หลังสะดือหน้าไต ต่ำจากสะดือสามนิ้ว]
ในพริบตานั้น มั่วชิงเฉินรู้สึกสมองเกิดเสียงดัง ตูม ทีหนึ่ง จากนั้นพบว่าตนมองเห็นปราณวิญญาณในร่างกายกำลังหล่อเลี้ยงร่างกายอย่างเอื่อยๆ ของเสียสีดำเหม็นคาวปริมาณมากถูกขับออกทางรูขุมขน เกาะติดเต็มผิวหนังในพริบตา
จากนั้น รอยยิ้มเมตตาของคุณปู่คุณย่า คำพูดห่วงใยของคุณพ่อคุณแม่ ภาพเหตุการณ์ที่น้องชายหยอกตน สิ่งต่างๆ ในชาติที่แล้วแล่นผ่านหน้าในชั่วพริบตา ต่อมาคือหลังจากนางทะลุมิติมาถึงหมู่บ้านดอกท้อ ความลำเค็ญของการอาศัยหลังคาชาวบ้าน การทารุณกรรมของน้าสะใภ้ ความห่วงใยของหลิวหลิงจือ ความยินดีที่ได้ขี่นกกระเรียนกระดาษโบกบินยามค่ำคืนร่วมกับหู่โถว สุดท้าย ที่ปรากฏต่อสายตาของนางคือชายหนุ่มร่างสูงในชุดขาว
ลมตะวันออกในยามค่ำคืนโชยผ่านบุปผาพันต้น ดอกไม้ไฟพัดร่วงดุจฝนดารา...[footnoteRef:2] [2: ตัดมาจาก บทกวีชื่อ ‘โต๊ะหยกครามในคืนงานโคม’ (青玉案·元夕) ประพันธ์โดย ซินชี่จี๋ (辛弃疾)]
ในพริบตานั้น จู่ๆ มั่วชิงเฉินก็นึกถึงกลอนบทนั้น จากนั้นข้างหน้าพลันมืดลง ตกสู่ความมืดมิดไร้ขอบเขต