ความลับแห่งจินเหลียน: Chapter 018 ตอนที่ 18
ตอนที่ 18 กำไลหยกทรงกุ้ยเฟย
ซีเหมินจินเหลียนเห็นท่าทางของสวี่ปินแล้วก็นึกอยากจะกลืนก้อนหยกลงท้องเสียให้สิ้นเรื่อง เขามองก้อนหยกจนตาแทบถลน ไม่ต้องแสดงออกขนาดนี้ก็ได้มั้ง ถึงเธอจะชอบเงินมาก แต่ตอนที่เธอถือหยกก้อนใหญ่ไว้ก็ไม่เห็นจะเป็นเหมือนเขาเลยสักนิด
ซีเหมินจินเหลียนรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่ชอบเงินมาก อาจถึงขั้นหน้าเงินหน่อยๆ ด้วยซ้ำ แต่เมื่อเทียบกับช่างสวี่คนนี้แล้ว เธอก็เทียบเขาไม่ได้เลย ช่างสวี่คนนี้น่าจะเป็นคนที่เคยเห็นของดีๆ มาเยอะ เขาเป็นถึงช่างแกะสลักหยกมือหนึ่งของหลินซื่อจิวเวลรี่ เงินเดือนก็สูง แต่ทำไมถึงได้ดูเป็นคนบ้านนอกยิ่งกว่าเธอเสียอีก
ในความเป็นจริงแล้ว ซีเหมินจินเหลียนไม่เข้าใจว่าคนที่รักในหยกสีเขียวนั้น ไม่ว่าใครที่ได้เห็นก้อนหยกสีเขียวสดใสแวววาว เนื้อใสบริสุทธิ์แบบนี้ ต่างก็ต้องเป็นแบบสวี่ปินกันทั้งนั้น
ส่วนเธอเองก็คงมึนงงไม่น้อย ก่อนหน้านี้ เธอต้องทำงานเหนื่อยสายตัวแทบขาดเพื่อแลกกับเงินเดือนแค่สองสามพันหยวน จะทำอะไรก็ต้องคอยดูสีหน้าของเจ้านายและเพื่อนร่วมงานซึ่งมันไม่ง่ายเลย
แต่มาวันนี้ เธอแค่ไปเที่ยวเล่นที่ร้านขายหินหยกของเถ้าแก่โจวในตลาดค้าของเก่า แต่ดันผ่าเจอก้อนหยกสีเขียวตั้งสองก้อน ก้อนแรกขายออกไปในราคาห้าแสนเธอก็ดีใจจนเนื้อเต้น ใจเต้นไม่เป็นส่ำแล้ว ส่วนก้อนหยกก้อนที่สองนั้น เมื่อได้ยินว่าประธานเฉินเสนอราคาที่สูงถึงสี่สิบล้าน เธอก็ตัวชาไปแล้ว ตอนที่ได้เห็นตัวเลขศูนย์ยาวเป็นพรวนตรงหน้าจอตู้เอทีเอ็ม มันช่างเป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบายจริงๆ
“ช่างสวี่ ดูจากก้อนหยกแล้ว คุณคิดว่าน่าจะทำกำไลได้สักกี่วงคะ” ซีเหมินจินเหลียนรีบเรียกสติกลับคืนแล้วถามสวี่ปินขึ้น นี่เป็นก้อนหยกเนื้อแก้วสีเขียวสดที่เธอได้จากการซื้อหวยหยกครั้งแรกเชียวนะ และเป็นครั้งแรกที่เธออยากทำเครื่องประดับให้กับตัวเองสักชุด เธอจึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษ
“ก้อนหยกหนาสองเซนติเมตร!” สวี่ปินพูดพลางหยิบตลับเมตรวัดออกมาจากลิ้นชักโต๊ะทำงาน เขาวัดก้อนหยกแล้วตอบ “มีความยาวและความกว้างพอที่จะทำกำไลได้สองคู่แน่นอน ส่วนหยกตรงกลางที่เหลือจากทำกำไลเอามาทำเป็นจี้หยก เศษหยกชิ้นเล็กๆ เอามาเจียให้กลม ถ้ามีมากพอก็น่าจะทำสร้อยหยกได้สักหนึ่งเส้น”
“อ้อ...” ซีเหมินจินเหลียนพยักหน้ารับรู้แล้วบอก “ถ้าอย่างนั้น อย่างที่ฉันบอกไปแล้ว ฉันอยากได้แค่กำไลหนึ่งคู่ ส่วนจี้หยก ฉันจะเลือกสักสองชิ้น ส่วนที่เหลือฉันยกให้คุณหลินทั้งหมดค่ะ”
“จินเหลียน” หลินเสวียนหลานถอนหายใจ
ซีเหมินจินเหลียนรีบพูดต่อโดยไม่เปิดโอกาสให้หลินเสวียนหลานได้พูดแทรก “เพราะฉะนั้น จี้หยกที่เหลือ ช่างสวี่ถามคุณหลินได้เลยค่ะว่าอยากได้แบบไหน”
สวี่ปินได้แต่มองหลินเสวียนหลานด้วยความฉงน หญิงสาวคนนี้ใจป้ำเกินไปแล้ว บอกว่าจะให้กำไลหยกเนื้อแก้วสีเขียวสดก็ยกให้ง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ แต่มันก็ไม่เกี่ยวกับเขานี่นา เขาจึงรีบผงกศีรษะรับ “ถ้าอย่างนั้น คุณผู้หญิงอยากได้กำไลแบบไหนและขนาดเท่าไหร่ครับ”
“แล้วมีแบบไหนบ้างคะ” ซีเหมินจินเหลียนถามด้วยความสนใจ
“มีกำไลหยกแกะสลักลาย กำไลหยกทรงท้องปลิง กำไลหยกทรงกลม กำไลหยกทรงกุ้ยเฟยและทรงอื่นๆ คุณผู้หญิงรอสักครู่นะครับ เดี๋ยวผมหารูปมาให้ดู!” สวี่ปินพูดพลางหยิบสมุดภาพสี่สีออกมาจากลิ้นชักโต๊ะทำงาน เขาเปิดสมุดภาพแล้วยื่นให้ซีเหมินจินเหลียน
ซีเหมินจินเหลียนรับสมุดภาพมาดู ในนั้นมีภาพหยกที่มีแบบและสีต่างๆ เธอเดาว่าสมุดภาพเล่มนี้น่าจะเป็นสมุดภาพที่สวี่ปินสะสมเอาไว้ เพราะดูแล้วไม่เหมือนนิตยสารที่วางขายทั่วไป น่าจะเป็นรูปภาพที่ถูกพิมพ์ออกมาโดยตรงและเย็บเล่มเองมากกว่า
กำไลหยกแกะสลักลายคือกำไลหยกที่มีการแกะสลักลวดลายต่างๆ ลงบนตัวกำไลซึ่งมีลายต่างๆ ให้เลือกสรรมากมาย กำไลหยกทรงท้องปลิง[footnoteRef:1]เพิ่งได้รับความนิยมเมื่อไม่กี่ปีมานี้ เนื่องจากข้อมือและแขนของคนเราไม่ได้กลมมน กำไลหยกทรงท้องปลิงจึงถูกออกแบบให้ขอบด้านในแบนราบ เวลาสวมใส่กำไลจะได้แนบสนิทกับข้อมือและแขน ทำให้ใส่สบายกว่ากำไลหยกแบบทรงกลม กำไลหยกทรงกลม[footnoteRef:2]เป็นทรงที่เก่าแก่ที่สุดและสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน [1: กำไลหยกทรงท้องปลิง (扁镯) ขอบด้านในแบนราบราวกับท้องปลิง ขอบด้านนอกโค้งกลม ตัวกำไลเป็นแบบครึ่งวงกลม] [2: กำไลหยกทรงกลม (圆镯) ขอบด้านในโค้งกลม ขอบด้านนอกโค้งกลม ตัวกำไลกลมมน]
กำไลหยกทรงกุ้ยเฟย[footnoteRef:3]เป็นกำไลหยกทรงวงรีที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันเช่นเดียวกัน กำไลหยกทรงนี้มีขอบด้านในเป็นทรงวงรี หากเทียบกับกำไลหยกทรงกลมแล้ว เท่ากับว่าตัดกำไลหยกทรงกลมออกเกือบครึ่งหนึ่ง [3: กำไลหยกทรงกุ้ยเฟย (貴妃镯) ขอบด้านในเป็นวงรีแบนราบ ขอบด้านนอกเป็นวงรี ตัวกำไลมีทั้งแบบครึ่งวงกลมและแบบขอบบาง ถูกออกแบบมาเพื่อให้ใส่พอดีกับข้อมือ ตามตำนานกล่าวไว้ว่าสนมเอกหยางกุ้ยเฟยชื่นชอบกำไลหยกทรงวงรีมาก จึงเรียกว่ากำไลหยกทรงวีรีนี้ว่ากำไลหยกทรงกุ้ยเฟย]
ซีเหมินจินเหลียนแอบตั้งแง่ในใจว่ามันเป็นการประหยัดเนื้อหยกซะมากกว่ากระมัง
ถึงเธอจะคิดเช่นนี้ แต่เธอก็ไม่ชอบกำไลหยกแกะสลักเพราะมันดูลายตาเกินไป และเธอก็ไม่ชอบกำไลหยกทรงท้องปลิงที่ดูสมัยนิยมเกินไปเช่นกัน ส่วนกำไลหยกทรงกลมก็ดูโบราณคร่ำครึไม่เหมาะกับคนสมัยใหม่อย่างเธอ สรุปแล้วกำไลหยกทรงกุ้ยเฟยน่าจะถูกโฉลกกับเธอที่สุด เพราะมันดูเรียบง่ายและคลาสสิก
“ฉันชอบกำไลหยกทรงกุ้ยเฟยค่ะ!” ซีเหมินจินเหลียนตอบยิ้มๆ ถึงเธอจะบอกแบบนี้ แต่ก็ยังเปิดสมุดภาพอีกหลายหน้าจนเจอภาพปี่เซียะตัวอ้วนๆ ดูน่ารักมากซึ่งเธอชอบใจนัก เธอพูดแกมหัวเราะ “แล้วก็เอาจี้รูปปี่เซียะหนึ่งชิ้นกับจี้รูปท้ออีกหนึ่งชิ้นได้หรือเปล่าคะ”
“ได้แน่นอนครับ ก้อนหยกของคุณก้อนใหญ่มากพอ น่าจะทำจี้ได้หลายชิ้น คุณลองเลือกแบบอื่นๆ ด้วยสิครับ ตอนทำผมจะคำนวณให้พอดี!” สวี่ปินพูดพลางยิ้ม
ซีเหมินจินเหลียนพยักหน้ารับแล้วเรียกหลินเสวียนหลานให้มาช่วยกันเลือก จนกระทั่งทั้งสองได้แบบจี้ที่ถูกใจเพิ่มอีกหลายแบบ สวี่ปินจดทุกรายละเอียด จากนั้นเขาจึงขอวัดขนาดข้อมือของเธอแล้วจดบันทึกเอาไว้ โดยทั่วไปแล้ว ความกว้างวงในของกำไลหยกอยู่ที่ 55-58 มิลลิเมตร หากข้อมือไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไปก็สามารถใส่ได้
“กำไลหยกของคุณหลินต้องทำขนาดให้ใหญ่ขึ้นไหมคะ” ซีเหมินจินเหลียนถามด้วยความหวังดี
“ไม่จำเป็นหรอกครับ!” หลินเสวียนหลานส่ายศีรษะปฏิเสธ “ขนาดมาตรฐาน 55-58 มิลลิเมตรก็พอแล้วครับ ผู้ชายตัวโตอย่างผมคงไม่ใส่กำไลหยกหรอก อีกอย่าง กำไลหยกนี่...เก็บไว้ในตู้นิรภัยน่าจะดีกว่า” ใครมันจะไปใส่กำไลหยกมูลค่าหลายล้านไปโชว์ให้คนอื่นเห็นกันล่ะ
ซีเหมินจินเหลียนได้ฟังดังนั้นก็ได้แต่ยิ้มๆ ส่วนสวี่ปินรีบใช้มือกอบกุมก้อนหยกเนื้อแก้วอย่างระมัดระวังเพื่อนำไปเก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัย
“แล้วต้องใช้เวลานานเท่าไหร่คะ” ซีเหมินจินเหลียนถาม เธอเริ่มตื่นเต้นแล้วว่ากำไลหยกที่ทำออกมาหน้าตาจะเป็นยังไง ขนาดเป็นแค่ก้อนหยกยังงดงามขนาดนี้ ถ้าทำเป็นเครื่องประดับแล้วจะสวยงามขนาดไหนกันนะ
“ประมาณครึ่งเดือนครับ!” สวี่ปินตอบพร้อมรอยยิ้ม
“อ้อ!” ซีเหมินจินเหลียนผงกศีรษะรับทราบ ขณะที่เธอกำลังจะพูดอะไรสักอย่างนั้น ท้องเจ้ากรรมก็หิวจนเธอต้องรีบกล่าว “คุณหลิน แถวนี้มีอะไรกินบ้างคะ ฉันหิวจะแย่อยู่แล้วค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นเราไปกันเถอะครับ ผมเป็นเจ้ามือเอง คุณนี่จริงๆ เลยนะ ทำไมต้องทรมานตัวเองแบบนี้ด้วย” หลินเสวียนหลานบ่นเสร็จก็รีบไปขับรถสปอร์ตคันหรูมารับซีเหมินจินเหลียน เขาเปิดประตูรถให้เธอขึ้นนั่งเสร็จแล้วจึงพูดกลั้วหัวเราะ “อย่าหาว่าผมยุ่งเลยนะ คุณก็แค่เลิกกับแฟน ไม่เห็นจะเป็นเรื่องใหญ่อะไรเลย ผู้ชายน่ะมีเต็มบ้านเต็มเมืองนะครับ!”
“ฉันไม่ได้อดข้าวนะคะ แต่ฉันไม่มีเวลากินต่างหากล่ะ!” พอพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ซีเหมินจินเหลียนก็รู้สึกน้อยใจนิดๆ เมื่อวานนี้ใครกันที่ขับรถชนเธอจนสลบ พอตอนเช้ายังมาลากเธอออกไปข้างนอกตั้งแต่ไก่โห่อีก แล้วจะให้เธอเอาเวลาที่ไหนไปกินข้าวกันล่ะ
พูดถึงเรื่องเลิกรา ซีเหมินจินเหลียนก็ได้แต่ยิ้มขื่นๆ พวกเขาดูถูกว่าเธอจน เป็นคนบ้านนอก...แล้วดูเธอในตอนนี้สิ เลิกรากับหวังหมิงหยางแค่วันเดียว เธอกลับกลายเป็นเศรษฐีนีรวยเป็นสิบล้านไปซะนี่...
ถ้าเธอกลับไปหาหวังหมิงหยางตอนนี้และบอกเขาว่าเธอมีเงินสี่สิบล้าน เธออยากรู้จังว่าเขาจะทำหน้ายังไงนะ
“จินเหลียน คุณก็หาผู้ชายหล่อ รวย ขับรถสปอร์ตสักคนมาเป็นแฟนสิ เอาให้แฟนเก่าเจ็บใจไปเลย!” หลินเสวียนหลานเองก็รู้สึกแย่ไม่แพ้กัน เมื่อคืนเขาอุตส่าห์โทรหาผู้ชายที่ชื่อหวังหมิงหยางด้วยความหวังดี แต่สิ่งที่ได้มากลับกลายเป็นคำพูดทำร้ายจิตใจแบบนั้น นี่เขายังเป็นผู้ชายอยู่หรือเปล่า ถึงจะเลิกกันแล้ว แต่ก็ไม่ควรใจจืดใจดำกันขนาดนี้นี่นา
ไล่แฟนสาวออกจากบ้านดึกดื่นมืดค่ำโดยที่ไม่ห่วงกันเลยเนี่ยนะ
_______________________________________