ข้ามกาลบันดาลรัก: Chapter 004 ตอนที่ 4
ตอนที่ 4 คนละชิ้น
“โยวเอ๋อร์!” “น้องสาว!” สิ้นเสียงของเมิ่งเชี่ยนโยว ในบ้านก็เกิดเสียงอุทานร้องดังขึ้นสองเสียง
เมิ่งเสียนวางถ้วยในมือลง แล้วรีบเข้าไปพูดกับเมิ่งเชี่ยนโยวอย่างไม่รอช้า “น้องสาว เรื่องนี้จะเอามาเดิมพันไม่ได้เด็ดขาดนะ” เขาหันไปพูดกับเมิ่งต้าจินอีกว่า “ลุงใหญ่ น้องสาวยังเด็ก ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังพูดอะไร ท่านอย่าฟังนางเด็ดขาดนะขอรับ”
“ใช่แล้ว โยวเอ๋อร์ เรื่องนี้หลานจะตัดสินใจเองไม่ได้ ต่อให้เราจนอย่างไร เราก็ไม่มีทางขายลูกขายหลาน ท่านย่ากับท่านปู่หลานแก่แล้ว มีชีวิตไม่กี่ปีก็ตาย ปล่อยให้เจ้าลูกอกตัญญูนี่ทรมานไปเถอะ” หญิงชราพูดด้วยความร้อนใจ
“ยุ่งอะไรกันนักหนา เรื่องนี้นังตัวดีเป็นคนพูดเอง ข้าไม่ได้บีบบังคับ อีกอย่างไปเป็นสาวใช้บ้านเศรษฐีไม่ดีตรงไหน ได้กินอิ่มอยู่สบาย หากบังเอิญถูกนายท่านคนไหนต้องตาเข้า เอาไปเป็นอนุของเขา พวกท่านก็จะได้สุขสบายไปด้วยอย่างไร” เห็นท่าทีไม่ค่อยดี เมิ่งต้าจินจึงรีบร้องโวยวาย
“เจ้าหุบปากเดี๋ยวนี้นะ! เจ้าลูกอกตัญญู อยากให้พวกเราโมโหตายหรือยังไง” หญิงชราพูดจบก็หยิบตะเกียบในมือขว้างใส่เมิ่งต้าจินอย่างแรง
“ตี ตีแรงๆ เลย จัดการเจ้าลูกบัดซบนี่ให้ตาย” ชายชราร้องตะโกนอย่างฉุนเฉียว
“ท่านปู่ ท่านย่า อย่าโมโหไปเลยเจ้าค่ะ ความคิดนี้ข้าเป็นคนพูดเอง อย่าไปโทษลุงใหญ่เลย เมื่อข้าพูดได้ ก็ต้องมีวิธีทำให้ได้” เมิ่งเชี่ยนโยวปลอบประโลมสองผู้เฒ่าชรา
“โยวเอ๋อร์เอ๊ย ปีนี้เก็บเกี่ยวไม่ดี มีหลายครอบครัวไม่มีข้าวให้กิน ผู้ใหญ่หลายคนกลัดกลุ้มจนผมขาวไปทั้งหัว หลานอายุแค่นี้จะมีวิธีอะไร เชื่อย่าเถอะนะ อย่าไปให้เงื่อนไขอะไรกับลุงใหญ่ทั้งนั้น เจ้าคนเลวนี่ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ทำได้ทั้งนั้น!” หญิงชราโน้มน้าวใจอย่างมีความหมายแฝง
“ท่านปู่ท่านย่าวางใจได้เลยเจ้าค่ะ ในเมื่อข้ากล้ารับปากลุงใหญ่แล้วก็จะต้องทำให้ได้ ไม่เพียงจะทำให้ลุงใหญ่มีเนื้อกิน ทั้งยังจะทำให้ครอบครัวเราทั้งหมดมีกินมีใช้ไม่ลำบากอีก” เมิ่งเชี่ยนโยวเอ่ยปากแน่วแน่
เมิ่งเสียนอ้าปากเหมือนอยากจะพูดอะไรออกมา เห็นแววตาเด็ดเดี่ยวของน้องสาวแล้ว คำพูดที่ริมฝีปากก็ถูกกลืนลงไป แบบนี้ก็ดี อย่างน้อยต่อไปชีวิตของท่านปู่ท่านย่าจะได้สบายใจขึ้น ท่านพ่อท่านแม่ก็ไม่ต้องเป็นห่วงอีก อย่างมากตัวเองพอไม่มีงาน ขึ้นเขาให้บ่อยหน่อยก็ได้
เมิ่งต้าจินเบ้ปากพูดกับตัวเอง : นังตัวดีปากกล้าดีนัก! ถ้าทำไม่ได้ คอยดูว่าข้าจะจัดการเจ้ายังไง
ชายชรามองไปที่เมิ่งเชี่ยนโยว หลานสาวตัวน้อยที่นั่งอยู่ตรงนั้น รอบตัวกลับมีพลังที่น่าเชื่อถือประหลาดแผ่ออกมา จำต้องพูดกับหญิงชราว่า “ยายแก่ ไม่ต้องเป็นห่วงนะ ไว้ข้าหายป่วยแล้ว ยังพอช่วยได้อีกแรง”
มองชายชรา แล้วก็มองเมิ่งเชี่ยนโยว ในที่สุดหญิงชราก็กลืนคำพูดที่มุมปากนั้นลงไป ทำได้เพียงถอนหายใจยาว
“ลุงใหญ่ตัดสินใจได้หรือยังเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวหันไปถามเมิ่งต้าจิน
“ข้าตกลง!” เห็นทุกคนถูกเมิ่งเชี่ยนโยวพูดให้ยอมได้แล้ว เมิ่งต้าจินก็รีบรับคำ
“แล้วหากลุงใหญ่ทำไม่ได้จะทำยังไง” เมิ่งเชี่ยนโยวถามอีก
“เจ้าจะเอายังไง”
“ง่ายมากเจ้าค่ะ ถ้าลุงใหญ่ทำไม่ได้ ต่อไปท่านปู่ท่านย่าก็จะต้องไปอยู่บ้านของพวกเรา ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับบ้านใหญ่อีก!”
เมื่อได้ฟังเงื่อนไขของเมิ่งเชี่ยนโยว แววตาของเมิ่งต้าจินก็สะท้อนออกมา มองพ่อแม่ตัวเอง แล้วก็มองไก่ในถ้วย กัดฟันแล้วตอบ “ตกลง!” ตอนที่เดินออกมาจากประตูบ้านใหญ่ ฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
“พี่ใหญ่ เงื่อนไขที่ข้ารับปากกับลุงใหญ่ พี่ไม่บอกพ่อแม่ได้หรือไม่เจ้าคะ ข้ากลัวพวกท่านเป็นห่วง” ระหว่างทางเดินกลับที่มืดสนิท เป็นเมิ่งเชี่ยนโยวที่เอ่ยปากขึ้นก่อน
“อือ” เมิ่งเสียนรับคำอย่างง่ายๆ
“พี่ใหญ่ไม่สบายใจหรือ กำลังตำหนิที่ข้าตัดสินใจโดยพลการใช่หรือไม่” นางถามขึ้น
“พี่ไม่ได้ตำหนิเจ้า พี่กำลังตำหนิตัวเอง พี่ไม่ได้เรื่อง ช่วยพ่อแม่แบกรับครอบครัวเราไม่ได้ ทำให้น้องสาวต้องถูกรังแก” เมิ่งเสียนลูบหัวของเมิ่งเชี่ยนโยวอย่างแผ่วเบาแล้วพูดต่อ “เจ้าวางใจเถอะ นับจากวันนี้ไปพี่จะขยันทำงานให้มาก พี่จะไม่ยอมให้นางถูกขายไปเด็ดขาด”
“ข้าเชื่อพี่ใหญ่เจ้าค่ะ”
“อือ”
... “ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกเรากลับมาแล้ว” เมิ่งเสียนร้องตะโกนข้ามบานประตูเข้ามา
ได้ยินเสียงร้อง ทุกคนในบ้านก็มองตรงมาพร้อมกัน
“เสียนเอ๋อร์ เหตุใดถึงเพิ่งกลับมา แม่กำลังจะให้พ่อไปหาพวกลูกอยู่พอดี” เห็นลูกชายลูกสาวที่ในที่สุดก็กลับมาแล้ว หญิงสาวถอนหายใจโล่งอกถาม
“พวกเราดูท่านปู่ท่านย่ากินข้าวเสร็จถึงกลับมาขอรับ” เมิ่งเสียนมองเมิ่งเชี่ยนโยวแวบหนึ่ง ตอบอย่างรู้สึกผิด
“รีบกินข้าวเถอะ แม่ลูกอุ่นกับข้าวไว้ให้อีกรอบแล้ว” ชายหนุ่มพูดไปพลางยกโต๊ะเก่าตัวหนึ่งมาตั้งกลางลานบ้าน เมิ่งฉีรีบไปหยิบตะเกียงและถ้วยตะเกียบออกมาจากเพิงเล็กๆ ที่สร้างไว้ข้างๆ เด็กตัวน้อยหยิบเก้าอี้สองสามตัวมาให้อย่างรู้ความ
อาหารถูกวางลงบนโต๊ะ แม้จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่เมิ่งเชี่ยนโยวก็ยังงงกับสิ่งตรงหน้า ข้าวต้มคนละถ้วยจางจนมองเห็นเม็ดขาวที่นอนอยู่ก้นถ้วย แป้งทอดไส้ผักไหม้เกรียมที่ไม่รู้ว่าใช้อะไรทำ ถ้วยเล็กๆ ถ้วยหนึ่งวางอยู่กลางโต๊ะ เห็นชัดว่านี่เป็นสิ่งที่เรียกว่า “กับข้าว”
“วันนี้พวกเราจะกินพวกนี้หรือเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวถามอย่างแคลงใจ ในความทรงจำแม้ครอบครัวนี้จะยากจน แต่ก็ไม่ถึงขั้นกินไม่อิ่มท้องเช่นนี้
“แน่นอนว่าไม่ใช่ ยังมีเนื้อไก่ไว้ให้โยวเอ๋อร์ของพวกเรากิน” แม่พูดไปพลางยกถ้วยเนื้อไก่มาวางตรงหน้าเมิ่งเชี่ยนโยว
เมื่อเห็นเนื้อไก่ไม่กี่ชิ้นในถ้วยตรงหน้า และมองกับข้าวที่เหลืออย่างอื่น เมิ่งเชี่ยนโยวก็รู้สึกพูดไม่ออก แม้จะเพิ่งมาอยู่บ้านนี้ได้เพียงวันเดียว แต่เธอก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่ไม่เคยได้รับมาตลอดชีวิตยี่สิบปีในชาติก่อน มีพ่อแม่รักเอ็นดู มีพี่น้องคอยปกป้อง
“เหตุใดโยวเอ๋อร์ถึงไม่กินล่ะ ยังปวดหัวอยู่ใช่หรือไม่” เห็นเมิ่งเชี่ยนโยวไม่ยอมขยับตะเกียบ หญิงสาวจึงถามอย่างเป็นห่วง
“พวกเรากินด้วยกันเถอะเจ้าค่ะ!” เมิ่งเชี่ยนโยวได้สติคืนจากภวังค์ แล้วผลักถ้วยไปไว้ตรงกลาง
“พ่อกับแม่ไม่กิน” หญิงสาวพูด
“พวกเราก็ไม่กิน” เมิ่งเสียน เมิ่งฉีก็พูด
“เจี๋ยเอ๋อร์ก็ไม่กินขอรับ” เด็กตัวน้อยก็รีบพูด
“เนื้อไก่หอมมากเลยนะ เจี๋ยเอ๋อร์ไม่กินจริงๆ หรือ” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดหยอกเย้ากับเด็กน้อย
“เมื่อครู่ท่านแม่ตักน้ำซุปหนึ่งทัพพีให้ข้าดื่มแล้ว อร่อยมาก พี่สาวกินเนื้อไก่เถอะ กินแล้วพี่จะได้ไม่ปวดหัวอีก” เด็กตัวน้อยพูดด้วยความเดียงสา
เมิ่งเชี่ยนโยวขอบตาชื้น ความรู้สึกในใจเอ่อทะลักขึ้นมาอีกครั้ง ครอบครัวนี้ทำให้เธอซาบซึ้งใจมากเกินไปแล้ว
“หากทุกคนไม่กิน เช่นนั้นข้าก็ไม่กิน” เมิ่งเชี่ยนโยวผลักถ้วยออกไป จากนั้นก็พูดขึ้นว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ารู้ว่าเมื่อก่อนข้าเอาแต่ใจ ไม่รู้ความ คิดว่าพวกท่านสมควรต้องรักข้า พวกพี่ๆ สมควรต้องยอมให้ข้า ของดีๆ สมควรต้องให้ข้ากิน แต่หลังจากหกล้มครั้งนี้ข้าก็เข้าใจแล้วว่าข้าโตแล้ว จะงอแงไม่รู้ความอีกไม่ได้แล้ว ต่อไปข้าจะกตัญญูกับท่านพ่อท่านแม่ จะขยันทำงาน และเมื่อมีของดีก็ต้องกินด้วยกัน”
“โยวเอ๋อร์ ลูก...” หญิงสาวเผยอปากเหมือนจะพูดอะไร
“เอาล่ะ เชื่อลูกเถอะ คนละชิ้น เสียนเอ๋อร์และฉีเอ๋อร์ก็ยังอยู่ในวัยเจริญเติบโต” ชายหนุ่มตัดบทที่หญิงสาวจะพูด หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบเนื้อใส่ในถ้วยเด็กตัวน้อยก่อนเป็นคนแรก
หญิงสาวถอนหายใจออกมา คีบเนื้อให้ลูกชายทั้งสองคนละชิ้นเช่นกัน
“ท่านพ่อท่านแม่ก็กินด้วยสิ” ลูกทั้งสามส่งเสียงพูดพร้อมกัน
เมื่อมองดูสายตาดึงดั้นของลูกๆ พวกเขาจึงไม่มีทางเลือก แต่ละคนคีบคนละชิ้นเข้าปากเคี้ยวหนุบหนับ
ทันใดนั้น บ้านที่ซอมซ่อหลังน้อยก็เต็มไปด้วยบรรยากาศอบอุ่น
หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว เมิ่งชื่อก็เก็บกวาดล้างถ้วย เมิ่งเชี่ยนโยวไม่ต่อรองจะช่วยอีก เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้เตี้ย ประเมินบ้านที่แสนยากจนหลังนี้อย่างละเอียด บ้านสามห้องนอนหันไปทางทิศเหนือ ดูมีอายุประมาณหนึ่งแล้ว บนหลังคามีหญ้าขึ้นบางจุด ยังดีที่ไม่มีรอยรั่วรอยแตก ฝั่งตะวันตกของบ้านมีบ้านมุงจากหลังหนึ่ง ในความทรงจำของเธอนั้นเป็นที่อาศัยของพี่ชายเมิ่งทั้งสองคน ด้านหน้าบ้านมุงจากเป็นเพิงเล็กหลังหนึ่ง เป็นห้องครัวของครอบครัวนี้ ติดกับห้องครัวคือเตาไฟขนาดใหญ่อันหนึ่ง แม้ตัวบ้านจะกว้าง ทั้งสี่ด้านล้อมเป็นกำแพงด้วยต้นไม้ขนาดเล็ก ตรงกลางเป็นทางเดินไปยังบานประตูไม้ “ก็ไม่เลว” เมิ่งเชี่ยนโยวประเมินดูโดยรอบ พึมพำให้คำติชม
“น้องสาว พรุ่งนี้พี่ใหญ่จะไปหางานทำในเมือง เจ้าอยากกินอะไร พี่ได้เงินค่าแรงมาจะซื้อให้เจ้า” เมิ่งเสียนเดินมาพูดข้างเมิ่งเชี่ยนโยว
เมิ่งเชี่ยนโยวนิ่งอึ้ง “พี่ใหญ่ก็ไปด้วย”
“อือ งานในท้องนาทำเกือบหมดแล้ว ที่เหลือแม่กับน้องรองทำกันเองได้ พี่ถามพ่อแม่แล้ว พวกท่านอนุญาตให้พี่ไป”
“พี่ตัวแค่นี้ จะมีคนใช้งานหรือ” ในสังคมสมัยนี้ นี่เป็นการใช้แรงงานเด็กชัดๆ
“พ่อบอกว่า อาจจะหาได้น้อยหน่อย ได้วันละห้าอีแปะ แต่ว่าหากถูกใจเถ้าแก่คนไหน ได้ทำงานระยะยาว ก็จะได้เงินเยอะเอง”
“พี่ใหญ่อยากทำงานระยะยาวหรือ”
“อือ ทำงานระยะยาววันหนึ่งจะได้ยี่สิบอีแปะ พอมีเงิน ท่านพ่อท่านแม่จะได้ไม่ต้องลำบากแบบนี้”
“ทำงานระยะยาวก็จะไม่ได้กลับบ้าน พี่ใหญ่ไม่คิดถึงบ้านหรือ”
เกิดเป็นความนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง
“เวลาที่งานไม่ยุ่ง พี่จะบอกเถ้าแก่ขอกลับบ้านมาหาพวกเจ้า” ครู่หนึ่ง เมิ่งเสียนก็ตอบ
“ข้ามีเรื่องอยากจะถามพี่ใหญ่” เมื่อเห็นสีหน้ากล้ำกลืนของเมิ่งเสียนแล้ว เมิ่งเชี่ยนโยวก็เปลี่ยนเรื่องพูด
“เรื่องอะไรหรือ” เมิ่งเสียนเรียกกำลังใจถาม
“ข้าจำได้ว่าบ้านเรายังมีเสบียงอาหารอีกมาก เหตุใดการกินวันนี้ถึงได้แย่เช่นนี้”
เมิ่งเสียนมองเมิ่งเชี่ยนโยว เผยอปาก แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
“เพราะว่าข้า ใช่หรือไม่” เห็นสีหน้าเมิ่งเสียนแล้ว เมิ่งเชี่ยนโยวก็พูดอย่างมั่นใจ
พอเห็นว่าปิดบังไม่ได้ เมิ่งเสียนพิจารณาถ้อยคำพูดว่า “เจ้าล้มหัวกระแทก สลบไสลไม่ยอมฟื้น หมอในหมู่บ้านบอกว่าไม่มีทางรักษา ท่านพ่อท่านแม่ก็เลยเชิญหมอที่มีชื่อในเมืองมา ถึงช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้ได้ แต่ในบ้านไม่มีเงินจ่ายค่ายาและค่ารักษามากขนาดนั้นแล้ว จำต้องเอาเสบียงอาหารในบ้านไปขาย สินสมรสของท่านแม่ก็ขายไปแล้ว”
“แต่เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงนะ ในบ้านยังมีไข่ไก่ที่ป้าใหญ่ส่งมาให้เจ้ากิน” เมิ่งเสียนกลัวว่าเมิ่งเชี่ยนโยวจะเสียใจจึงรีบพูดออกมา
เมิ่งเชี่ยนโยวมองเมิ่งเสียนอย่างเหม่อลอย เกิดความรู้สึกที่พูดไม่ออก สวรรค์จะต้องสงสารที่ชาติที่แล้วเธอโดดเดี่ยวเกินไป ดังนั้นจึงส่งครอบครัวที่ดีขนาดนี้มาตรงหน้าเธอ
“น้องสาว!” เห็นเมิ่งเชี่ยนโยวมีอาการเหม่อลอย เมิ่งเสียนจึงลองเอ่ยปากเรียกขึ้น
“พี่ใหญ่ไม่ต้องเป็นกังวล ข้าไม่อาละวาดหรอก” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดแฝงรอยยิ้มจางๆ
เมื่อเห็นท่าทีสงบนิ่งของนางแล้ว เมิ่งเสียนก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ท่านพ่อท่านแม่กำชับเด็ดขาดว่าไม่ให้พวกเราบอกน้องสาว กลัวว่านางจะเสียใจรู้สึกผิด ร้องโวยวายอาละวาด ทำให้อาการป่วยกำเริบ ไม่คิดว่าน้องสาวจะคาดเดาได้เอง ตัวเองจึงไม่อาจปิดบังต่อได้อีก
“น้ำร้อนต้มเสร็จแล้ว โยวเอ๋อร์รีบไปอาบน้ำเถอะ” หญิงสาวส่งเสียงดังลอยมา “พวกลูกกับพ่อรีบไปอาบน้ำได้แล้ว จะได้รีบนอน พรุ่งนี้ต้องเข้าเมืองไปแต่เช้า หากไปสายก็จะไม่มีงานให้ทำ”
“ขอรับ!”
“รู้แล้วขอรับ!”
เมิ่งเชี่ยนโยวตักน้ำมาหนึ่งกะละมังเดินเข้ามาเช็ดตัวลวกๆ ในห้องฝั่งตะวันตก แล้วเอนตัวไปบนเตียงอย่างเหนื่อยล้า พูดทอดถอนใจว่า : ร่างนี้แตกต่างกับชาติที่แล้วมากจริงๆ ชาติที่แล้วตอนกลางวันต้องฝึกฝนอย่างผิดมนุษย์ ตอนกลางคืนยังไม่กล้าข่มตาหลับ กลัวถ้าหลับเต็มอิ่มจะมี “ญาติ” คนไหนมาตามฆ่าถึงในฝัน ผ่านไปวันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า ก็ยังไม่รู้สึกเหนื่อยมากเหมือนวันนี้ ดูท่าจะต้องกำหนดแผนการอย่างชัดเจน ให้ตัวเองมีระดับร่างกายที่เหมือนกับชาติที่แล้วให้ได้โดยไว
หยิบผ้าห่มผืนเก่าห่มไว้บนตัว สูดดมกลิ่นแล้วพูด : โชคดีที่ร่างเดิมรักความสะอาด ไม่อย่างนั้นยังไม่รู้เลยว่าตัวเองจะนอนหลับได้หรือเปล่า
คิดได้เท่านี้ ดวงตาก็ค่อยๆ ปิดลง