ข้ามกาลบันดาลรัก: Chapter 008 ตอนที่ 8

#8Chapter 008

ตอนที่ 8 เข้าเมือง

ทั้งครอบครัวนั่งข้างโต๊ะอย่างมีความสุข กินอาหารค่ำพร้อมสรรพเต็มโต๊ะ เสียงร้องอุทานดังขึ้นไม่ได้ขาด

“พี่ใหญ่ ข้าป้อนพี่นะ” คำพูดของเมิ่งเชี่ยนโยวดึงดูดความสนใจของทุกคน

“ไม่ต้อง พี่กินเอง” เมิ่งเสียนฝืนยิ้มออกมา พยายามออกแรงหยิบตะเกียบ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็คีบอาหารไม่ได้

“เสียนเอ๋อร์ มือเจ้าเป็นอะไร” ตอนนั้นเองเมิ่งชื่อก็พบความผิดปกติของลูกชายคนโต

“ไม่เป็นอะไรหรอกท่านแม่ คงเพราะทำงานวันแรก เหนื่อยไปหน่อยนะขอรับ” เมิ่งเสียนวางตะเกียบลง “ข้ากินอิ่มแล้ว ขอตัวไปพักผ่อนก่อนนะขอรับ” เมื่อพูดจบก็ลุกขึ้นเดินตรงไปในห้อง

“พี่ใหญ่ พรุ่งนี้พี่ยังคิดจะไปทำงานอีกหรือ” เมิ่งเชี่ยนโยวถาม

เมิ่งเสียนนิ่งอึ้ง

เมิ่งเชี่ยนโยวฉวยโอกาสนี้ถลกแขนเสื้อของเมิ่งเสียนขึ้น ทุกคนสูดลมหายใจเข้าปาก เห็นเพียงแขนทั้งสองข้างของเมิ่งเสียนบวมจนไม่เป็นรูปร่าง

“เมิ่งเสียน มือของลูก...” เมิ่งชื่อกรีดเสียงร้องขึ้น แล้วดึงแขนเมิ่งเสียนมาดูอย่างสั่นเทิ้ม

เมิ่งเอ้ออิ๋นก็ตกตะลึงไปด้วยเช่นกัน วันนี้พ่อลูกทำงานด้วยกันทั้งวัน แต่เขากลับไม่ได้สังเกตเห็นว่าแขนของลูกชายตนเองกลายเป็นแบบนี้เสียแล้ว

“ท่านพ่อท่านแม่ไม่ต้องเป็นกังวล เป็นเพราะทำงานหนักเกินไป แขนของพี่ใหญ่ถึงได้เป็นเช่นนี้ พักสักสองสามวันก็จะหายดีเองเจ้าค่ะ” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดปลอบประโลมขึ้น

“พ่อ วันนี้พวกเจ้าทำงานอะไรกัน” เมิ่งชื่อถามเมิ่งเอ้ออิ๋นอย่างร้อนรน

“บ้านอู๋ไฉในเมืองจะสร้างบ้าน เขาขาดแรงงานก่อปูน ข้ากับเสียนเอ๋อร์จึงทำกันทั้งวัน”

“ก่อปูน งานแบบนี้ผู้ชายอกสามศอกยังทำไม่ไหว แล้วลูกชายเรายังเด็ก เหตุใดเจ้าถึงยอมให้เขาทำ” เมิ่งชื่อกล่าวตำหนิขึ้น

“ตอนนี้คนว่างงานมาหางานทำเยอะ งานหาไม่ได้ง่ายๆ อีกอย่าง งานนี้ก็ให้เงินมาก ข้าไม่ได้คิดมาก จึงได้พาเสียนเอ๋อร์ไปทำ” เห็นเมิ่งชื่อเคืองขุ่น เมิ่งเอ้ออิ๋นจึงอธิบายขึ้นเสียงอ่อย

“ข้าไม่เป็นอะไรขอรับ พักคืนหนึ่งก็หายแล้ว” เห็นท่านพ่อท่านแม่เป็นกังวลเช่นนี้ เมิ่งเสียนจึงรีบพูด

“หากพี่ใหญ่ยังไปทำงานต่อ แขนนี้ต่อไปไม่มีทางยกขึ้นจริงๆ แน่” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดขู่

ได้ยินคำพูดของเมิ่งเชี่ยนโยวแล้ว ทุกคนต่างตกใจ เมิ่งชื่อนั้นถึงกับร้อนใจจนน้ำตาไหล

“ข้ารู้วิธีหนึ่ง สามารถลดอาการบวมที่แขนของพี่ใหญ่ได้ แต่ช่วงเวลาสองสามวันนี้ห้ามพี่ใหญ่ทำงานหนักอีก”

“ไม่ทำ! ไม่ทำแล้ว!” เมิ่งเอ้ออิ๋นไม่ทำแล้ว เขารีบตบปากรับคำทันที

“เดี๋ยวพอเรากินข้าวอิ่มแล้ว พี่รอง ท่านช่วยนวดบริเวณที่บวมของพี่ใหญ่สักพักหนึ่ง จากนั้นให้ใช้น้ำร้อนประคบทิ้งไว้หนึ่งชั่วยาม ทำสักสองสามวัน แขนของพี่ใหญ่ก็จะหายดีแล้ว”

“ข้าจะช่วยพี่ใหญ่นวดเดี๋ยวนี้!” เมิ่งฉีพับแขนเสื้อขึ้น แล้วดึงแขนเมิ่งเสียนมา

“พี่รอง พี่ใหญ่ยังไม่ได้กินข้าวนะ ท่านให้พี่ใหญ่กินข้าวอิ่มก่อนค่อยทำ ท่านไม่หิว แต่พี่ใหญ่หิวนะ” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดเตือน

“เดี๋ยวแม่ป้อนเอง เจ้าก็กินเถอะ กินอิ่มแล้วช่วยพี่ใหญ่นวดให้ดีๆ” เมิ่งชื่อเช็ดน้ำตา หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบอาหารมากมายใส่ลงในถ้วย แล้วนั่งลงข้างเมิ่งเสียน

“ท่านพ่อ ท่านแม่ ขอโทษ ข้าไม่ได้เรื่องเอง” ได้ยินว่าสองสามวันนี้ตัวเองจะทำงานไม่ได้ เมิ่งเสียนจึงพูดออกมาอย่างละอาย

“เด็กโง่ ขอเพียงพวกเจ้าแข็งแรงดี ให้บ้านเราจนกว่านี้ก็ไม่เป็นไรหรอก” เมิ่งชื่อพูดปลอบใจขึ้น

“พี่ใหญ่ ไม่ต้องเป็นกังวลไปเจ้าค่ะ บ้านเรากำลังจะมีเงินแล้ว” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดอย่างเชื่อมั่น

“หืม น้องสาว เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าบ้านเรากำลังจะมีเงินแล้ว” เมิ่งเสียนถามขึ้นอย่างหยอกล้อ

“วันนี้พวกเรายังเจอของดีอีกอย่างมาด้วย ไว้พวกเราขายได้ก็จะมีเงินแล้ว” นางพูดขึ้นอย่างแฝงความนัย

“หืม ของดีอะไรหรือ” เขายื่นหน้าไปหาเมิ่งเชี่ยนโยว ถามด้วยท่าทีลึกๆ ลับๆ เลียนแบบนางบ้าง

นางกลอกตามองบนใส่เขา หันหลังพูดอย่างกระเง้ากระงอด “ไม่บอกท่านหรอก”

“ฮ่าๆๆ...” ทั้งครอบครัวหัวเราะขึ้นมาอย่างครื้นเครงให้กับพฤติกรรมของนาง เมิ่งเชี่ยนโยวถอนใจออกมาอย่างโล่งอก การปรับเปลี่ยนบรรยากาศนี่ก็ช่างยากนัก ยากยิ่งกว่าการฆ่าคนเสียอีก

หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จแล้ว เมิ่งฉีช่วยนวดแขนให้เมิ่งเสียน เมิ่งชื่อและเมิ่งเอ้ออิ๋นก็ได้นั่งคุยกันอยู่ในลานบ้าน

เมิ่งเชี่ยนโยวหยิบเก้าอี้เตี้ยตัวหนึ่งมานั่งตรงหน้าพวกเขา “ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ามีเรื่องอยากปรึกษากับพวกท่านเจ้าค่ะ”

“เรื่องอะไรหรือ” เห็นลูกสาวท่าทางจริงจัง เมิ่งชื่อจึงถามขึ้น

“พรุ่งนี้ข้าอยากเข้าเมืองไปกับท่านพ่อ”

เมิ่งชื่อตกใจ พลันนึกขึ้นได้ว่ายาของลูกสาวดื่มหมดแล้ว อาการบาดเจ็บที่หัวก็ควรให้หมอดูอีกครั้ง แม้ครั้งก่อนที่หมอมาจะบอกว่ากินยาชุดนั้นหมดก็ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง แต่ไปหาสักหน่อยจะได้วางใจ ไม่ให้มีผลข้างเคียงอะไรภายหลัง

“ตกลง พรุ่งนี้ให้พ่อเจ้าพาไป”

“ข้าอยากให้พี่ใหญ่ พี่รองพาน้องเล็กไปด้วยกัน”

เห็นเมิ่งชื่อลังเล เมิ่งเชี่ยนโยวจึงรีบอธิบายขึ้น “แขนของพี่ใหญ่ต้องให้หมอในเมืองดูอาการ น้องเล็กยังไม่เคยออกไปไกลบ้าน ส่วนพี่รอง ข้าก็อยากให้เขาแบกดอกไม้และใบไม้ที่พวกเราเด็ดได้วันนี้เข้าเมืองเจ้าค่ะ”

“พ่อก็เข้าเมือง หอบเอาไปให้เจ้าก็ได้ ให้พี่รองอยู่ช่วยงานแม่ที่บ้านเถอะ”

“แต่ว่าพ่อต้องไปทำงานรับจ้างอีก จะมีเวลามาอยู่กับพวกเราได้อย่างไรเจ้าคะ ถ้าดอกไม้และใบไม้ขายได้ ข้ายังอยากอยู่เที่ยวเล่นในเมืองด้วย”

เมิ่งชื่อคิดถึงลูกชายคนโตและลูกชายคนรองที่รู้ความของตัวเองยังไม่เคยได้เที่ยวเล่นในเมืองสักครั้ง จึงพยักหน้ารับคำ “ตกลง ไปทั้งหมดนั่นล่ะ” และพูดกับเมิ่งเอ้ออิ๋นอีกว่า “ท่านพ่อ ไปยืมเงินป้าหวังมาหนึ่งร้อยอีแปะ รอพวกเราขายผลผลิตได้ค่อยคืนนาง”

เมิ่งเอ้ออิ๋นรับคำ ลุกขึ้นเดินออกไป

เมิ่งชื่อก็ลุกขึ้นบ้าง “แม่จะไปห่อแป้งทอดมันฝรั่งให้พวกเจ้าจำนวนหนึ่ง พรุ่งนี้เอาไปกินระหว่างทางนะ”

เมิ่งเชี่ยนโยวบอกข่าวนี้กับคนที่เหลือทั้งสาม ทำเอาเด็กตัวน้อยโห่ร้องยินดีไม่หยุด

ตอนที่เมิ่งชื่อเดินเข้ามาในบ้าน เมิ่งเชี่ยนโยวก็รู้สึกตัวแล้ว ความเคยชินที่ติดตัวมานานหลายปีในชาติที่แล้ว ช่วงเวลาสั้นๆ ยังไม่อาจเปลี่ยนได้

เมื่อเห็นนางลืมตาขึ้น เมิ่งชื่อพูดเสียงเบา “โยวเอ๋อร์ ตื่นได้แล้ว หากไปช้าพ่อเจ้าจะหางานทำไม่ได้นะ” พูดจบก็รีบร้อนเดินออกไป

เช่นนั้นเมิ่งเชี่ยนโยวจึงรีบใส่เสื้อผ้าแล้วเดินออกไป

“ไปเถอะ” เมื่อเห็นนางออกมา เมิ่งเอ้ออิ๋นก็แบกตะกร้าขึ้นหลัง หมุนตัวแล้วเดินออกไป พี่ชายน้องชายครอบครัวเมิ่งทั้งสามรีบเดินตามไป

เมิ่งเชี่ยนโยวไม่อยากเป็นตัวถ่วง เช่นนั้นนางจึงได้รีบเดินตามติดไป ทั้งครอบครัวออกเดินทางอย่างเอิกเกริก

เดินบนถนนเล็กมืดสนิท เมิ่งเชี่ยนโยวรู้สึกหนาวจนจามออกมา นางห่อตัวด้วยเสื้อผ้าซอมซ่อบนตัว อดคิดขึ้นไม่ได้ว่า : อย่างมากคือหนึ่งเดือน จะต้องเปลี่ยนแปลงสภาพการกินไม่อิ่ม เสื้อผ้าใส่ไม่อุ่นนี้ให้ได้

“น้องสาว ทางเดินไม่ค่อยดี ระวังเดินสะดุดเขาล่ะ” เมิ่งเสียนกำชับอย่างห่วงใย

“รู้แล้ว พี่ใหญ่ พวกเราจะถึงตัวเมืองตอนไหนหรือเจ้าคะ”

“ข้ากับท่านพ่อเดินหนึ่งชั่วยามก็ถึงแล้ว วันนี้มีเจ้ากับน้องเล็กด้วย น่าจะต้องใช้เวลาสักสองชั่วยาม”

“สองชั่วยาม!” เมิ่งเชี่ยนโยวอุทาน หากนางจำไม่ผิด สองชั่วยามก็คือสี่ชั่วโมง เดินเท้าสี่ชั่วโมง ด้วยร่างกายที่จะหลุดเป็นชิ้นๆ ให้ได้ในตอนนี้!

“อีกเดี๋ยวถ้าเดินเหนื่อยแล้ว ก็บอกพ่อ พ่อจะแบกเจ้าเอง”

“ไม่ต้องเจ้าค่ะท่านพ่อ ท่านพ่อแบกน้องเล็กก็พอ ข้าเดินได้เจ้าค่ะ”

“ไม่ต้องแบกข้า ข้าโตแล้ว ข้าเดินเองได้” เด็กตัวน้อยพูดต่อต้าน

กลุ่มคนหัวเราะร่วน เดินมุ่งหน้าไปในความมืดต่อ

กระทั่งตอนที่เห็นอักษร “ตำบลซี” ขนาดใหญ่นั้น เมิ่งเชี่ยนโยวก็เหนื่อยจนชาไปทั้งตัวแล้ว มีแต่ฟ้าที่รู้ว่าตัวเองยืนหยัดมาได้อย่างไร มองดูเมิ่งเอ้ออิ๋นที่แบกเมิ่งเจี๋ย และมองดูสีหน้าฮึกเหิมของเมิ่งเสียนและเมิ่งฉี จึงอดทอดถอนใจขึ้นไม่ได้ เกรงว่ามาตรฐานที่ดีที่สุดของตัวเองในชาติก่อนก็คงตามพวกเขาไม่ทันแน่

เมื่อเข้าเมืองแล้วจึงส่งเสียงปลุกเมิ่งเจี๋ย เมิ่งเอ้ออิ๋นล้วงถุงผ้าที่ใส่เหรียญอีแปะออกมาให้เมิ่งเสียน “นี่เป็นเงินค่าหมอของเจ้ากับโยวเอ๋อร์ เจ้ารับไป ห้ามทำหายเด็ดขาด เจ้ารู้จักหมอชราอวี๋ร้านยาเต๋อเหริน ตรงไปที่นั่นก็ได้แล้ว วันนี้พ่อยังต้องไปทำงานที่บ้านอู๋ไฉ หากมีเรื่องอะไรตรงไปหาพ่อที่นั่นก็ได้”

เมิ่งเสียนรับถุงผ้ามา พยักหน้ารับคำ จากนั้นเมิ่งเอ้ออิ๋นก็รีบร้อนเดินจากไป

เมิ่งเสียนนำสามพี่น้องเดินไปยังร้านยาเต๋อเหริน

“พี่ใหญ่ ข้าหิวแล้ว” เมิ่งเชี่ยนโยวที่เดินผ่านแผงขายอาหารเช้าร้านหนึ่ง หย่อนก้นนั่งบนเก้าอี้ในทันที พูดกับเมิ่งเสียนอย่างน่าสงสาร

เมิ่งเสียนตกตะลึง หมายจะลากนางขึ้นมา “น้องสาว ท่านแม่เตรียมอาหารแห้งไว้ให้พวกเราแล้ว อีกเดี๋ยวพี่ใหญ่จะให้เจ้ากิน เจ้าอย่านั่งตรงนี้ เกะกะเถ้าแก่ทำการค้าเลย”

เมิ่งเชี่ยนโยวจ้องเกี๊ยวน้ำหอมกรุ่นแวบหนึ่ง ไม่ขยับตัว “พี่ใหญ่ พวกเรากินเกี๊ยวน้ำสักถ้วยเถอะ ข้าไม่ได้กินมานานแล้ว”

“น้องสาวเชื่อพี่ ลุกขึ้นแล้วไปได้แล้ว อีกเดี๋ยวพี่จะซื้อแป้งทอดอร่อยๆ ให้เจ้า” เมิ่งเสียนพูดหลอกล่อ

“แต่ข้าอยากกินเกี๊ยวน้ำ” พูดจบเอามือลูบหัวตัวเอง

เห็นหัวที่ถูกพันไว้ของเมิ่งเชี่ยนโยว เมิ่งเสียนกัดฟันถาม “เถ้าแก่ เกี๊ยวน้ำถ้วยละเท่าไหร่”

“สองอีแปะ”

“เอามาให้พวกเราสองถ้วย และขอน้ำซุปให้พวกเราอีกสองถ้วย” ไม่รอเมิ่งเสียนพูด เมิ่งเชี่ยนโยวก็ร้องตะโกนเสียงดังออกไปแล้ว จากนั้นอธิบายขึ้นว่า “น้องเล็กไม่เคยกินมาก่อน”

เห็นน้องเล็กที่มองเกี๊ยวน้ำตาปริบๆ เมิ่งเสียนก็เผยอปากขึ้นแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา

ซื้อเกี๊ยวน้ำสองถ้วย เมิ่งเชี่ยนโยวรู้ว่านี่เป็นขีดสุดของเมิ่งเสียนแล้ว หากตัวเองฝืนจะเอาสี่ถ้วย ไม่แน่ว่าเมิ่งเสียนจะปวดใจจนร้องไห้ก็ได้ เดิมทีตัวเองคิดว่าหลังจากขายฉั่งฉิกได้แล้วค่อยมาหาของอร่อยกิน แต่ตอนเดินผ่านร้านก็ถูกกลิ่นหอมดึงดูด ยังไงก็ก้าวขาไม่ออก คิดถึงตัวเองตอนเป็นนักฆ่า “กำพร้า” ที่ใครได้ยินก็ต้องหวาดผวาในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ตกต่ำจนถึงขั้นต้องออกอุบายเพื่อเกี๊ยวน้ำถ้วยเดียว เมิ่งเชี่ยนโยวสบประมาทตัวเองอย่างหนัก

เกี๊ยวน้ำถูกยกเข้ามา เมิ่งเชี่ยนโยวมองดูเกี๊ยวน้ำถ้วยใหญ่ตกอกตกใจยกใหญ่ คนที่นี่ทำการค้าซื่อสัตย์จริงๆ ถึงกับให้มาหนึ่งถ้วยใหญ่เต็มๆ

เมิ่งเสียนก็มองเถ้าแก่อย่างตกตะลึง

“ดูท่าทางของพวกเจ้าแล้วจะต้องตื่นมาตั้งแต่กลางดึกแล้ว หิวแย่แล้วสินะ ตอนนี้ยังเช้าอยู่ ยังไม่มีคน ข้าเลยเพิ่มให้พวกเจ้าอีกหน่อย” เถ้าแก่พูดใบหน้าเปื้อนยิ้ม

“เอ่อ...” เมิ่งเสียนสับสนเล็กน้อย หยิบเงินหกอีแปะออกมาจากถุงผ้าวางไว้บนโต๊ะ “ท่านพ่อบอกพวกเราเสมอว่าห้ามเอาเปรียบคนอื่น นี่เป็นเงินค่าเกี๊ยวน้ำขอรับ ท่านรับไว้เถอะ”

เถ้าแก่รับมาสี่อีแปะ คืนเงินสองอีแปะนั้นไปตรงหน้าเมิ่งเสียน “เกี๊ยวน้ำที่ให้เกินข้าเลี้ยงพวกเจ้า ไม่ต้องเอาเงินพวกเจ้า”

เมิ่งเชี่ยนโยวรั้งเมิ่งเสียนที่ยังยืนหยัด พูดเสียงหวานกับเถ้าแก่ “ขอบคุณมากเจ้าค่ะเถ้าแก่ ต่อไปการค้าท่านจะต้องเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป”

“แม่หนูคนนี้ ปากหวานจริงๆ” เถ้าแก่ลูบหัวนางอย่างเอ็นดู หันหลังกลับไปเก็บของ

เมิ่งเชี่ยนโยวหยิบช้อนขึ้น พูดกับเมิ่งเสียนและเมิ่งฉี “พี่ใหญ่ พี่รองเกี๊ยวน้ำเยอะขนาดนี้ข้ากับน้องเล็กกินไม่หมด แบ่งให้พวกท่านบ้างนะ”

สองพี่น้องรีบปิดถ้วยตัวเองไว้ “พวกเรากินอาหารแห้งกับน้ำซุปนี่ก็ได้แล้ว พวกเจ้ากินเถอะ”

“พี่ใหญ่พี่รองไม่กิน ข้าก็ไม่กิน” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดขู่

“น้องสาวอย่าดื้อเลย เมื่อก่อนท่านพ่อเคยพาพวกเราสองคนมากินแล้ว พวกเจ้ากินเถอะ”

เมิ่งเชี่ยนโยวไม่พูดอะไร จ้องพวกเขาตาปริบๆ ใช้พฤติกรรมบอกพวกเขา พวกท่านไม่กินข้าก็ไม่กิน เด็กตัวน้อยก็ทำเลียนแบบด้วย

เมิ่งเสียนไม่มีทางเลือก ตักเกี๊ยวสองชิ้นออกมาใส่ถ้วยตัวเอง แล้วก็ตักให้เมิ่งฉีอีกสองชิ้น พูดอย่างแหนงหน่าย “พอใจหรือยัง”

เมิ่งเชี่ยนโยวหัวเราะ พี่น้องทั้งสี่กินด้วยกันอย่างมีความสุข

devc-9e6f2c5e-32994ข้ามกาลบันดาลรัก: Chapter 008 ตอนที่ 8