ข้ามกาลบันดาลรัก: Chapter 012 ตอนที่ 12
ตอนที่ 12 อาหารค่ำอุดมสมบูรณ์
หลังจากกินอาหารเที่ยงเสร็จ ครอบครัวเมิ่งทั้งหกคน แต่ละคนต่างก็แบกตะกร้าคนละใบ พร้อมกับเครื่องมือเดินมุ่งหน้าขึ้นเขา
ระหว่างทางที่เดินนั้น ก็มีคนเห็นครอบครัวนี้เดินมาพร้อมหน้า เช่นนั้นก็ถามขึ้นด้วยความประหลาดใจว่า “เอ้ออิ๋น พวกเจ้าทั้งหมดจะไปที่ใดกันหรือ”
“อ่อ งานที่ท้องนาทำเสร็จหมดแล้ว จะขึ้นไปขุดผักป่าบนเขากับเก็บฟืนน่ะ อีกไม่กี่วัน ต้องทำงานในท้องนาต่อ คงไม่มีเวลาอีก” เมิ่งเอ้ออิ๋นตอบคำถามที่คิดเอาไว้เรียบร้อยแล้วออกไป
ทุกคนต่างพยักหน้าเข้าใจ ครอบครัวเมิ่งเอ้ออิ๋นคนมากที่น้อย เวลาทำงานจะเสร็จก่อนคนอื่นเสมอ เวลาว่างจึงขึ้นเขาไปเก็บฟืน เก็บมาได้มากยังเอาไปขายเป็นเงิน ไว้ใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ในบ้านได้
คนกลุ่มนั้นไม่ซักไซ้ไล่ถามต่อ ครอบครัวเมิ่งทั้งหมดจึงเดินมาถึงแปลงมันฝรั่ง เมื่อเห็นว่าไม่มีร่องรอยของคนอื่นก็ถอนหายใจยาวโล่งอก ความดีความชอบนี้ต้องยกให้เมิ่งเชี่ยนโยวที่ปิดบังไว้ได้ดี ตอนที่นางขุดมันฝรั่งก็ไม่ทำให้เถามันฝรั่งเสียหาย ขุดเสร็จก็ปิดด้านบนเอาไว้อย่างพิถีพิถัน หากไม่สังเกตให้ดีแล้ว จะไม่มีทางพบว่าเคยมีคนขุดมาก่อน
ทั้งหมดวางตะกร้าสะพายหลังลง สองสามีภรรยาแซ่เมิ่งและเมิ่งฉี กับเมิ่งเชี่ยนโยวช่วยกันขุดมันฝรั่ง ส่วนเมิ่งเสียนและเมิ่งเจี๋ยสองพี่น้องนอกจากเอามันฝรั่งที่ขุดเสร็จแล้วใส่ตะกร้าก็ยังมีหน้าที่เก็บฟืนโดยรอบ อดจะชื่นชมไม่ได้ว่าครอบครัวชาวนาทำงานเก่ง รู้สึกว่าใช้เวลาเพียงไม่นานก็ขุดมาได้กองใหญ่ เมิ่งเชี่ยนโยวคำนวณอยู่ครู่หนึ่ง ด้วยความเร็วขนาดนี้ สามวันก็น่าจะขุดมันฝรั่งออกมาได้ทั้งหมด
“พวกเจ้ากับแม่ขุดกันไปก่อน พ่อกับเสียนเอ๋อร์จะแบกกลับไปก่อนรอบหนึ่ง” เห็นว่าขุดได้ไม่น้อยแล้ว เมิ่งเอ้ออิ๋นจึงพูดขึ้น
เมิ่งชื่อพยักหน้า ลุกขึ้นหยิบตะกร้าใบใหญ่ขึ้นสะพายไปที่หลังของเมิ่งเสียนอย่างระวัง พูดกำชับว่า “พอถึงบ้านให้พ่อเจ้าช่วยเอาลงมา เจ้าห้ามออกแรงแขนเด็ดขาด”
“รู้แล้วขอรับ ท่านแม่” เมิ่งเสียนตอบ
เมิ่งชื่อหอบฟืนอีกจำนวนหนึ่งวางไว้บนตะกร้าสะพายหลังของทั้งสองคน สองพ่อลูกจึงเดินลงเขาไป
เมิ่งชื่อหันกลับมาพูดกับเมิ่งเชี่ยนโยวว่า “โยวเอ๋อร์ เจ้าพักหน่อยเถอะ แม่กับพี่รองเจ้าขุดก็พอแล้ว”
“ข้าไม่เหนื่อยเจ้าค่ะ ท่านแม่” เมิ่งเชี่ยนโยวตอบเสียงหวาน
“ลูกสาวแม่ทำงานเก่งจริงๆ” เมิ่งชื่อชื่นชม แล้วย่อตัวลงขุดมันฝรั่งต่อ
แม่ลูกทำงานไม่พูดไม่จา ส่วนพ่อลูกไม่นานนั้นก็เดินกลับมา เมื่อเห็นทั้งสามคนขุดได้อีกจำนวนมาก จึงไม่หยุดพัก แบกกลับบ้านต่อ กลับไปกลับมาเช่นนี้หลายครั้ง ท้องฟ้าก็ค่อยๆ สิ้นแสงลง
เมิ่งเชียนโยวมองดูท้องฟ้า และพูดกับเมิ่งชื่อว่า “ท่านแม่ พวกเรากลับบ้านไปทำกับข้าวเถอะเจ้าค่ะ วันนี้ข้าซื้อเนื้อมาตั้งเยอะ คืนนี้ข้าจะแสดงฝีมือให้พวกท่านเอง”
เมิ่งชื่อมองท้องฟ้าแล้วพยักหน้า พูดกับเมิ่งเอ้ออิ๋นว่า “พ่อ พวกเราจะกลับบ้านไปทำกับข้าวก่อน พวกเจ้าพ่อลูกขุดต่ออีกหน่อย แล้วค่อยกลับบ้านนะ”
เมิ่งเอ้ออิ๋นพยักหน้าลง เมิ่งชื่อสะพายตะกร้ามันฝรั่งพาเมิ่งเชี่ยนโยวและเมิ่งเจี๋ยลงจากเขา
...
เมื่อกลับมาถึงบ้าน วางตะกร้าลงแล้ว กลับพบว่าในลานบ้านไม่มีมันฝรั่ง เมิ่งชื่อก็ตกใจหนัก รีบค้นหาโดยรอบ แล้วก็พบมันฝรั่งถูกปิดบังไว้แถวเงาตะคุ่มข้างห้องครัว เช่นนั้นถึงค่อยวางใจลง หัวเราะพูดกับเมิ่งเชี่ยนโยวขึ้นว่า “พ่อเจ้าก็ฉลาดนัก รู้จักซ่อนมันฝรั่งเอาไว้”
เมิ่งเชี่ยนโยวหัวเราะยั่วเย้า “พ่อเป็นคนฉลาดนะ ไม่อย่างนั้นตอนนั้นแม่จะชอบพ่อได้อย่างไร”
“เจ้าลูกคนนี้นี่ แม้แต่แม่ก็ยังล้อเลียน ต้องโดนตีเสียบ้างแล้ว” เมิ่งชื่อพูดจบ ก็แสร้งทำเป็นโมโหยกมือขึ้นตีลงมา
เมิ่งเชี่ยนโยวหัวเราะแล้ววิ่งหนี เมิ่งชื่อก็หัวเราะยกน้ำออกมา เรียกสองพี่น้องมาล้างเนื้อล้างตัว
หลังจากล้างมือเสร็จ เมิ่งชื่อก็พูดกับเมิ่งเชี่ยนโยว “โยวเอ๋อร์ คืนนี้จะทำอะไรกินหรือ”
“มันฝรั่งตุ๋นเนื้อหมู หมูผัดเปรี้ยวหวาน มันฝรั่งเส้นผัดเผ็ด ข้าวสวยเจ้าค่ะ” เมิ่งเชี่ยนโยวตอบอย่างคล่องปาก
เมิ่งชื่อได้ยินชื่ออาหารที่ตัวเองไม่เคยได้ยินมาก่อนก็พูดขึ้นว่า “แม่ทำของพวกนี้ไม่เป็น แม่เป็นลูกมือให้เจ้าแล้วกันนะ”
“ได้สิเจ้าคะ วันนี้รับประกันความอร่อย แม้แต่ลิ้นพวกท่านก็อยากกินเข้าไปด้วยเลยล่ะเจ้าค่ะ” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดขึ้นอย่างมั่นใจ
เมิ่งชื่อหลุดหัวเราะออกมา “เจ้าลูกคนนี้ ชักพูดจาเหลวไหลขึ้นทุกวัน มีใครกินอาหารแล้วกินลิ้นเข้าไปด้วยกันเล่า”
เมิ่งเชี่ยนโยวหัวเราะร่วนไม่พูดต่อ รอนางทำอาหารออกมาก่อน เมิ่งชื่อจะไม่พูดแบบนี้อีก
เมิ่งชื่อเข้าบ้านไปเอาเนื้อออกมา เมิ่งเชี่ยนโยวเปิดห่อกระดาษออก แล้วหยิบเนื้อหมูออกมาพูดกับเมิ่งชื่อ “ท่านแม่ อีกเดี๋ยวเราเอามันหมูพวกนี้มาเจียวเป็นน้ำมันนะเจ้าคะ”
เมิ่งชื่อมองดูมันหมูเหล่านั้น ดีใจจนทนไม่ไหวนานแล้ว มันหมูเยอะขนาดนี้จะต้องเจียวน้ำมันออกมาได้เยอะมากแน่ๆ อย่างน้อยก็พอกินไปอีกปีสองปี เมิ่งชื่อในตอนนี้ก็ไม่คาดคิดว่าน้ำมันหมูที่นางวางแผนไว้กินสองปี ไม่ถึงหนึ่งเดือนก็ถูกลูกสาวตัวเองกินจนหมด
เมิ่งเชี่ยนโยวหยิบเนื้อหมูติดมันอีกห่อออกมาพูดว่า “เนื้อนี้ข้าซื้อมาห้าจิน เดี๋ยวเราหั่นครึ่ง ให้พ่อเอาไปให้ท่านปู่ท่านย่า” แล้วก็ชี้หมูเนื้อแดงพูดว่า “ข้าจะใช้หมูนี้ทำหมูผัดเปรี้ยวหวานให้พวกท่านเจ้าค่ะ”
เมิ่งชื่อหยิบกะละมังสะอาดมาใบหนึ่ง เอาเนื้อใส่ในนั้น แล้วหยิบเขียงออกมา ทำตามที่เมิ่งเชี่ยนโยวบอก เริ่มจากการแล่หนังหมูออก แล้วหั่นมันหมูเป็นชิ้นลูกเต๋า เนื้อหมูติดมันหั่นเป็นชิ้นเล็ก หมูเนื้อแดงหั่นเป็นเส้นยาวหนา ขนาดเท่ากัน เมิ่งเชี่ยนโยวหยิบกะละมังเล็กออกมาเอาหมูเนื้อแดงใส่ลงไป ใส่เกลือ ตอกไข่ใส่ลงไปสองฟอง หลังจากคนไปทางเดียวกันจนเข้ากันดีแล้ว วางพักไว้อีกด้าน เมิ่งชื่อก็ไม่ทำตัวว่าง หยิบมันฝรั่งมาปอกเปลือก เมิ่งเจี๋ยก็ลากเก้าอี้เตี้ยมานั่งตรงหน้านาง เก็บมันฝรั่งที่ปอกเสร็จแล้วใส่ในกะละมัง
หลังจากปอกเปลือกมันฝรั่งเสร็จ เมิ่งชื่อก็ล้างเขียง เอามันฝรั่งมาหั่นเป็นเส้นบางๆ และเป็นชิ้นเล็กๆ เมิ่งเชี่ยนโยวนำเครื่องปรุงที่ซื้อมาแบ่งใส่ในขวดต่างๆ กัน หลังจากเตรียมของทุกอย่างเสร็จแล้ว เมิ่งเชี่ยนโยวและเมิ่งชื่อจึงเริ่มทำอาหารอย่างจริงจัง
เมิ่งชื่อติดไฟ รอจนกระทะร้อนแล้ว เมิ่งเชี่ยนโยวก็เทมันหมูทั้งหมดลงไปในกระทะ ผัดกลับไปกลับมาด้วยความเร็ว เพียงไม่นานก็ได้น้ำมันออกมาจำนวนมาก ก้อนมันหมูค่อยๆ เล็กลงจนกลายเป็นกากหมูแทน เมิ่งชื่อดับไฟ ตักกากหมูออกมาวางไว้ในถ้วย ตักมันหมูใส่ในกะละมัง พักให้เย็นค่อยกรอกใส่ขวดน้ำมัน
เมิ่งเชี่ยนโยวเอากากหมูในถ้วยมาวางบนโต๊ะ ร้องเรียกเมิ่งเจี๋ยพูดว่า “น้องเล็ก มาชิมกากหมูสิ อร่อยมากเลยนะ”
เมิ่งเจี๋ยที่น้ำลายสอเพราะกลิ่นหอมมานานแล้ว พอได้ยินเสียงเรียกก็รีบวิ่งเข้ามาทันที เมิ่งเชี่ยนโยวหยิบตะเกียบ คีบขึ้นมาหนึ่งชิ้นแล้วเป่า ใส่เข้าปากเมิ่งเจี๋ยแล้วพูดว่า “ค่อยๆ กินนะ ระวังร้อน”
เมิ่งเจี๋ยลองเคี้ยวดู พบว่าไม่ได้ร้อนขนาดนั้น จึงเคี้ยวหนุบหนับเต็มคำ “ท่านพี่ อร่อยมากเลย อร่อยกว่าที่ท่านแม่ทำอีก เวลาแม่ทำกินแล้วขม”
เมิ่งเชี่ยนโยวลูบหัวเด็กตัวน้อย ไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาไม่รู้หรอกว่า ทุกครั้งที่เมิ่งชื่อเจียวน้ำมันหมูนั้นจะเจียวจนกากหมูแห้งสนิท แล้วถึงยอมตักขึ้น เวลากินย่อมรู้สึกขมเป็นธรรมดา
“กินสองสองชิ้นก็พอแล้ว เดี๋ยวพี่จะทำของอร่อยให้เจ้ากินอีก” เห็นเมิ่งเจี๋ยคีบกากหมูอีกชิ้นเข้าปาก เมิ่งเชี่ยนโยวพูดขึ้น
เมิ่งเจี๋ยวางตะเกียบอย่างเชื่อฟัง นั่งบนเก้าอี้เตี้ยอย่างสงบเสงี่ยม
เมิ่งเชี่ยนโยวหยิบถ้วยมาใส่แป้งสาลี ผสมน้ำเล็กน้อยคนจนเข้ากันดี หลังจากนั้นก็นำหมูสันในที่หมักได้ที่แล้วใส่ลงไปในแป้ง คลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นนำน้ำส้มสายชู น้ำตาลทราย น้ำสะอาดเทลงในถ้วยผสมเป็นเครื่องปรุง นางร้องบอกเมิ่งชื่อให้ติดไฟ นำน้ำมันที่เพิ่งเจียวได้เมื่อครู่ใส่ลงไปสองสามตะหลิว รอจนน้ำมันร้อนเจ็ดถึงแปดส่วนจึงเทหมูเนื้อแดงที่หั่นเป็นเส้นๆ ลงไปทั้งหมด รอจนเนื้อหมูเปลี่ยนสีแล้วก็ให้เมิ่งชื่อเพิ่มไฟให้แรงขึ้น ตักเนื้อหมูทอดสีทองอร่ามขึ้นมา ตักน้ำมันที่อยู่ในกระทะเกือบทั้งหมดออก เหลือน้ำมันเพียงเล็กน้อยแล้วใส่กระเทียมลงไปผัดจนหอม จากนั้นนำเครื่องปรุงที่ผสมเรียบร้อยแล้วเทลงในกระทะ รอจนเครื่องปรุงเดือด จึงเทหมูเนื้อแดงทั้งหมดลงไป ผัดพลิกไปมาโดยเร็ว จนเข้ากันดีก็รีบตักขึ้นใส่จาน เอาฝาปิดแล้วนำไปวางบนโต๊ะ
เมื่อเห็นท่าทางการทำอาหารในชั่วอึดใจเดียวของเมิ่งเชี่ยนโยว เมิ่งชื่ออดรู้สึกสงสัยไม่ได้ ท่าทางการทำอาหารที่คล่องแคล่วของลูกสาวนี้ ก็เหมือนทำมาเป็นร้อยเป็นพันครั้งแล้ว แต่ทว่าก่อนหน้านี้ลูกสาวของนางก็ไม่เคยทำอาหารมาก่อนเลย
“โยวเอ๋อร์ ลูกทำอาหารคล่องแคล่วขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน” เมิ่งชื่อถามขึ้น
“ก็ฝึกทำในฝันอย่างไรเจ้าคะ ท่านแม่จำได้หรือไม่ว่ามีช่วงหนึ่งที่ข้าชอบโวยวายเอาแต่ใจ นั่นเพราะข้าฝันเห็นของอร่อยต่างๆ นานาทุกวัน เวลาผ่านไปนานเข้า ก็รู้สึกว่าทำได้ไปเอง”
เมิ่งชื่อย่อมจำช่วงเวลานั้นได้ น่าจะประมาณสักสองเดือนก่อนที่ลูกสาวโวยวายเอาแต่ใจทุกวัน ถามนางว่าเป็นอะไรก็ไม่บอก ซื้อของอร่อยให้กินก็ไม่ยอม นางกับเมิ่งเอ้ออิ๋นนึกว่านางถูกผีเข้า เกือบจะเชิญคนมาปัดเป่าให้นางแล้ว ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง “แล้วทำไมลูกถึงไม่บอกพ่อกับแม่” เมิ่งชื่อกล่าวตำหนิ
“ก็เพราะกลัวทำพวกท่านลำบากใจอย่างไรเจ้าคะ พอแล้ว ท่านแม่ ท่านรีบล้างกระทะติดไฟเถอะ ข้ายังต้องทำอาหารอีกอย่าง” เห็นเมิ่งชื่อเชื่อในคำอ้างของตัวเอง เมิ่งเชี่ยนโยวจึงรีบเปลี่ยนเรื่องพูด
เมิ่งชื่อล้างกระทะจนสะอาด เติมเชื้อฟืนในเตา รอจนกระทะแห้งแล้ว เมิ่งเชี่ยนโยวก็ใส่น้ำมันลงไปนิดหน่อย ใส่กระเทียมและต้นหอมที่เตรียมไว้แล้วลงไปผัดจนหอม จากนั้นใส่หมูเนื้อแดงลงไปผัดในกระทะ รอจนเนื้อหมูส่งกลิ่นหอมออกมาจึงเติมน้ำสะอาด มันฝรั่ง และเกลือลงไปเล็กน้อย ปิดฝากระทะ พูดกับเมิ่งชื่อ “ต้องใช้ไฟอ่อนค่อยๆ ตุ๋น”
เมิ่งชื่อได้ยินก็ถอนไฟออก เหลือไฟเพียงไม่กี่ท่อนอยู่ในเตา
ตุ๋นได้ครู่หนึ่งแล้ว จนกลิ่นหอมของเนื้อและมันฝรั่งลอยออกมา
“พอแล้วเจ้าค่ะ” เมิ่งเชี่ยนโยวเปิดฝาออก เห็นมันฝรั่งเปลี่ยนสี จึงรีบตักออกมาใส่จาน แล้วปิดฝา นำไปวางบนโต๊ะ เห็นเด็กตัวน้อยมองตาปริบๆ น้ำลายหยดติ๋งๆ นางก็นำถ้วยใบเล็ก คีบเนื้อหนึ่งชิ้นและมันฝรั่งสองสามชิ้นใส่ลงไป วางตรงหน้าเขาพูดว่า “กินแค่นี้ก่อนนะ รอท่านพ่อกับพี่ใหญ่ พี่รองกลับมาก่อน พวกเราค่อยกินด้วยกัน”
เด็กตัวน้อยพยักหน้าหงึกๆ หยิบตะเกียบคีบกินอย่างอดใจรอไม่ไหว
“ยังมีอาหารอีกหนึ่งอย่าง ให้แม่ทำเองเถอะ ครั้งก่อนเห็นลูกทำ แม่ก็ทำเป็นแล้ว” เมิ่งชื่อพูดขึ้น
“ท่านแม่จุดไฟเถอะเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าทำเอง ครั้งนี้จะทำแบบเผ็ด ได้ไหมเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวถาม
“ได้สิ แต่อาหารรสจัดจะกินข้าวเยอะ เราต้องหุงข้าวเท่าไหร่ถึงจะพอ” พอได้ยินว่าเป็นอาหารเผ็ด เมิ่งชื่อจึงลังเลครู่หนึ่ง
“วันนี้พวกเราซื้อข้าวสารมาหลายสิบจิน ท่านแม่หุงได้ตามสบายเลย เหลือก็ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ข้าจะทำเป็นข้าวผัด” เมิ่งเชี่ยนโยวรู้ว่าเมิ่งชื่อต้องลำบากกับชีวิตที่ไม่มีเสบียงอาหารมานานแล้ว เช่นนั้นจึงรีบพูดให้กำลังใจ
เมิ่งชื่อได้ฟังก็ไม่ลังเลอีก ย่อตัวจุดไฟอีกครั้ง
รอจนกระทะร้อน เมิ่งเชี่ยนโยวก็ใส่น้ำมันลงไป พอน้ำมันร้อนแล้วก็เทพริกที่หั่นเสร็จแล้วลงไปผัดในกระทะ เพียงไม่นานกลิ่นฉุนและกลิ่นหอมก็ส่งกลิ่นฟุ้งกระจาย นางเทมันฝรั่งเส้นลงไปผัด พอมันฝรั่งเปลี่ยนสีก็รีบตักใส่จานทันที จากนั้นปิดฝาและวางไว้บนโต๊ะเหมือนกัน
“เสร็จแล้ว สำเร็จลุล่วง อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน” ได้กลิ่นหอมของอาหาร เมิ่งเชี่ยนโยวก็พูดอย่างเคลิบเคลิ้ม
เมิ่งชื่อหัวเราะในท่าทีของนาง “เจ้าลูกคนนี้ มีใครชมตัวเองแบบนี้บ้างกัน”
“หอมจังเลย ข้าอยู่บนเขาก็ได้กลิ่นหอมแล้ว” มีเสียงดังขึ้น จากนั้นพ่อลูกแซ่เมิ่งก็แบกมันฝรั่งผ่านประตูบ้านเข้ามา “เป็นฝีมือของโยวเอ๋อร์อีกแล้วสินะ แม่เจ้าทำอาหารไม่หอมขนาดนี้หรอก” เมิ่งเอ้ออิ๋นพูดขึ้นอีก
“เมื่อเป็นเช่นนี้ ต่อไปข้าจะไม่ทำอาหารให้เจ้ากินอีก” เมิ่งชื่อเอ่ยวาจาค่อนขอด
“ไม่เอาสิ ข้าแค่พูดเล่นเท่านั้น เจ้าก็คิดจริงจังไปได้” พอได้ยินว่าเมิ่งชื่อจะไม่ทำอาหารให้ตัวเองกินอีก เมิ่งเอ้ออิ๋นก็ตกใจจนต้องรีบยอมรับผิด
ทั้งครอบครัวหัวเราะครื้นเครงฉับพลัน
เห็นลูกๆ หัวเราะตัวเองเช่นนี้ เมิ่งเอ้ออิ๋นก็เดินแบกมันฝรั่งเข้าไปด้านหลังครัวอย่างเก้อเขิน
เมิ่งเชี่ยนโยวเข้าไปหยิบขนมกล่องหนึ่งจากในบ้าน เอาเนื้อชิ้นนั้นวางไว้ด้วยกัน รอจนเมิ่งเอ้ออิ๋นล้างมือเสร็จแล้ว ถึงพูดขึ้นว่า “ท่านพ่อ นี่เป็นขนมและเนื้อที่ซื้อให้ปู่กับย่า ท่านเอาไปให้เถอะเจ้าค่ะ”
เมิ่งเอ้ออิ๋นไม่คิดว่าลูกสาวจะซื้อให้สองผู้เฒ่าด้วย เช่นนั้นก็รู้สึกตื้นตันใจ “เด็กดี พ่อขอบใจเจ้ามาก หลายปีมานี้พ่อไม่มีความสามารถซื้อขนมให้ปู่ย่ากินได้เลย เจ้าทำแทนพ่อแล้ว”
“ดูท่านพ่อพูดเข้าสิเจ้าคะ เรากตัญญูต่อท่านปู่ท่านย่าก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้วไม่ใช่หรือ” เห็นเมิ่งเอ้ออิ๋นซาบซึ้งใจ เมิ่งเชี่ยนโยวรีบเปลี่ยนเรื่องพูด “ท่านรีบเอาไปเถอะเจ้าค่ะ อย่าให้เสียเวลานาน ท่านแม่ใกล้จะหุงข้าวเสร็จแล้ว”
เมิ่งเอ้ออิ๋นรีบหยิบขนมและเนื้อไปที่บ้านใหญ่
เมิ่งชื่อเริ่มหุงข้าว เมื่อข้าวเพิ่งจะสุกก็เห็นเมิ่งเอ้ออิ๋นเดินกลับมา จึงถามด้วยความประหลาดใจ “เหตุใดครั้งนี้ถึงกลับมาเร็วเช่นนี้”
ไม่ต้องแปลกใจเลยที่เมิ่งชื่อถามเช่นนี้ หากเป็นเมื่อก่อนเมิ่งเอ้ออิ๋นไปบ้านใหญ่ถ้าไม่อยู่ต่อเกินหนึ่งชั่วยามไม่มีทางกลับมา
เมิ่งเอ้ออิ๋นพูดกับเมิ่งชื่อด้วยความไม่เข้าใจ “ข้าพบว่าพี่ใหญ่ผิดปกติเกินไป เมื่อก่อนทุกครั้งที่ข้าไปบ้านใหญ่ พี่ใหญ่มักจะอาละวาดกับท่านพ่อท่านแม่ แต่เมื่อครู่ตอนที่ข้าไปนั้น พี่ใหญ่ไม่เพียงไม่โวยวาย แต่ยังรินน้ำให้พวกท่าน เจ้าว่า พี่ใหญ่คิดจะทำอะไรอีกหรือเปล่า”
เมิ่งชื่อก็ไม่เข้าใจ นี่ก็ผิดปกติเกินไปจริงๆ ไม่เหมือนการปฎิบัติตัวของเมิ่งต้าจิน
มีเพียงเมิ่งเชี่ยนโยวและเมิ่งเสียนเท่านั้นที่รู้ต้นสายปลายเหตุ แต่ว่าสองพี่น้องก็เพียงแค่สบตากัน ไม่มีใครพูดอะไรออกมา