ข้ามกาลบันดาลรัก: Chapter 011 ตอนที่ 11

#11Chapter 011

ตอนที่ 11 กลับบ้าน

เห็นว่าซื้อของครบประมาณหนึ่งแล้ว พี่น้องทั้งหมดก็ไม่รอช้า เดินตรงไปที่ร้านอาหารแห้งทันที

“พี่ใหญ่ พี่รอง พวกเราจ้างรถวัวเทียมเกวียนเถอะเจ้าค่ะ” เมิ่งเชี่ยนโยวเดินมาถึงหน้าตลาดสด เห็นรถรับจ้างจึงเอ่ยปากขึ้น

“ไม่ต้องหรอก น้องสาว ของแค่นั้นเอง ข้ากับพี่รองของเจ้าแบกกลับได้” พอคิดว่าจ้างรถจะต้องใช้เงินอีก เมิ่งเสียนก็เจ็บปวดใจ รีบปฏิเสธไป

เมิ่งเชี่ยนโยวรู้ว่าพวกเขาเสียดายเงิน แต่แบกของเยอะขนาดนี้กลับไป คาดว่าได้เหนื่อยตายแน่ อีกอย่างเดินมาทั้งเช้าแล้ว นางก็เหนื่อยจนจะแย่แล้ว จะเอาแรงที่ไหนไปเดินกลับอีก เมื่อคิดว่าต้องเดินกลับไป นางก็ปวดไปทั้งตัว

“พวกเราจะต้องจ้างรถ ของเยอะขนาดนี้ต่อให้พวกท่านแบกกลับได้ ข้ากับน้องเล็กก็เดินกลับไม่ไหวแล้ว ถึงตอนนั้นจะทำอย่างไร ทิ้งพวกเราไว้กลางทางงั้นหรือ หรือทิ้งของที่ซื้อมาวันนี้ทั้งหมดไป”

เมื่อคิดถึงภาพนั้น พี่ชายทั้งสองก็ส่ายหน้าออกมาพร้อมกัน ไม่ว่าอย่างไหนพวกเขาก็ไม่อยากทำ แต่ทว่าพวกเขาไม่อยากใช้เงินอีกแล้วจริงๆ

เห็นท่าทางลังเลของพวกเขาแล้ว เมิ่งเชี่ยนโยวก็ยิ่งสุมไฟเพิ่มเข้าไปอีก “พวกเราจ้างรถสักคัน พอบรรทุกของเสร็จแล้ว ก็ไปหาท่านพ่อ ตอนนี้พวกเรามีเงินแล้ว ท่านพ่อก็ไม่ต้องทำงานแบกหามกินแรงพวกนั้นอีกแล้ว”

เมิ่งเสียนคิดถึงตอนที่ตัวเองทำงานอย่างยากลำบากเมื่อวาน ก็ไม่ได้ดื้อดึงอีก พยักหน้ารับทันที

เมิ่งเชี่ยนโยวเดินไปข้างรถเทียมเกวียนคันหนึ่ง ถามชายชราบังคับวัวขึ้นว่า “ท่านลุง พวกเราจะไปหมู่บ้านหวง อยากจะจ้างรถของท่าน ท่านคิดราคาเท่าไหร่หรือ”

ชายชราเหล่มองเด็กทั้งหมดตรงหน้า แม้จะรู้สึกแปลกใจว่าเด็กแต่งตัวมอซอเช่นนี้จะมีเงินมาจ้างรถได้อย่างไรกัน แต่ก็ยังตอบกลับว่า “ยี่สิบอีแปะ”

เมิ่งเชี่ยนโยวพยักหน้าลง “พวกเรายังมีข้าวสารอาหารแห้งและห่อผ้าต้องเอาไปด้วยทั้งหมด มีไม่เยอะมาก นอกจากนั้นเรายังต้องไปรับคนที่อีกด้านของตัวเมือง ข้าให้ท่านสามสิบอีแปะได้หรือไม่”

ชายชราคำนวณอยู่ครู่หนึ่ง ลูกค้าจะมีสิ่งของขึ้นรถไปด้วยนั้นเป็นเรื่องปกติ ส่วนเรื่องไปรับคนก็เพิ่มระยะทางอีกไม่เท่าไร จึงพูดว่า “แม่หนูให้มากไปแล้ว ยี่สิบห้าอีแปะก็พอ”

“สามสิบอีแปะเถอะ เพราะทำให้ท่านเสียเวลา” พูดจบ ก็ไม่รอให้ชายชราพูดต่อ อุ้มเมิ่งเจี๋ยขึ้นไปบนรถ ตัวเองก็นั่งไปด้วย ส่วนเมิ่งเสียน เมิ่งฉีทยอยตามขึ้นไปนั่งบนรถ

ชายชรายกแส้ขึ้นอย่างยินดี บังคับให้วัวเดินไป จากการบอกทางของเมิ่งเชี่ยนโยวเริ่มจากไปรับอาหารแห้งที่ร้านอาหารแห้งก่อน จากนั้นจึงไปรับห่อผ้าจากร้านผ้า จากนั้นก็ไปอีกด้านของเมืองตามที่เมิ่งเสียนบอก

เดินทางมาไม่นานเท่าไหร่ ก็เห็นเรือนหลังใหญ่ยังสร้างไม่เสร็จหลังหนึ่งอยู่ไกลๆ คนกลุ่มหนึ่งกำลังขมีขมันทำงาน พอเข้ามาใกล้แล้ว เมิ่งเชี่ยนโยวก็ให้ชายชราหยุดรถ พูดกับเมิ่งเสียนว่า “พี่ใหญ่ พี่ไปเรียกท่านพ่อมาเถอะ บอกท่านว่าเงินค่าแรงพวกเราไม่เอาแล้ว ให้ท่านกลับบ้านด้วยกัน”

เมิ่งเสียนพยักหน้าแล้วลงจากรถไป เดินตรงไปยังกลุ่มคน เพียงไม่นานก็หาเมิ่งเอ้ออิ๋นพบ เมิ่งเอ้ออิ๋นเดินไปพูดไปว่า “เจ้าลูกคนนี้ มีเรื่องอะไรทำไมถึงพูดข้างในไม่ได้ จะต้องออกมาให้ได้ มันเสียเวลา แล้วผู้รับเหมาจะหักเงินได้”

“ท่านพ่อ!” เมิ่งเชี่ยนโยวตะโกนเรียกขึ้น

เมิ่งเอ้ออิ๋นเงยหน้าขึ้นมอง ตกใจจนสะดุ้งโหยง ลูกของตัวเองทั้งหมดกำลังนั่งอยู่บนรถเทียมเกวียน ข้างๆ ยังมีสิ่งของกองหนึ่ง รีบพูดขึ้นว่า “พวกเจ้าขึ้นไปนั่งรถของใครกัน รีบลงมาเร็ว ไม่กลัวถูกลักพาตัวหรือ!”

เมิ่งเชี่ยนโยวเดินลงจากรถ ยิ้มตาหยีพูดขึ้นว่า “ท่านพ่อ นี่เป็นรถที่พวกเราจ้างมา ของบนรถก็เป็นของพวกเราเจ้าค่ะ”

เมิ่งเอ้ออิ๋นยิ่งทวีความประหลาดใจ ถามเสียงสูงว่า “พวกเจ้าไปเอาเงินมากมายมาจากที่ไหนกัน ไปทำเรื่องไม่ดีมาใช่หรือไม่”

“ท่านพ่อ” เมิ่งเชี่ยนโยวแหนงหน่าย จับแขนเสื้อเมิ่งเอ้ออิ๋น “พวกเราไม่ได้ทำเรื่องไม่ดีอะไรเจ้าค่ะ พวกเราเอาดอกไม้ใบไม้ที่เอามาด้วยเมื่อเช้านี้ไปขาย แล้วซื้อของพวกนี้มา”

เมิ่งเอ้ออิ๋นตกตะลึง รีบถามขึ้น “ใบไม้ดอกไม้พวกนั้นขายได้จริงๆ หรือ”

เมิ่งเชี่ยนโยวพยักหน้ายืนยัน

เมิ่งเอ้ออิ๋นสาวเท้าเดินไปข้างรถ เห็นสิ่งของบนรถแล้วก็สูดลมหายใจคำโต เพิ่งคิดจะเอ่ยปาก ก็ถูกเมิ่งเชี่ยนโยวห้ามไว้ก่อน “ท่านพ่อ ไว้กลับบ้านข้าจะพูดให้ท่านฟังอย่างละเอียดนะเจ้าคะ ตอนนี้ท่านไปลาออกจากงานก่อนได้หรือไม่เจ้าคะ” พูดจบ ก็ส่งสายตามองไปยังชายบังคับรถ

เมิ่งเอ้ออิ๋นพลันเข้าใจได้ในทันที จึงรีบเปลี่ยนเรื่องขึ้น “แต่ค่าแรงสามสิบอีแปะของพ่อเล่า พ่อทำมาครึ่งวันแล้ว พวกเจ้ากลับบ้านไปก่อนเถอะ พ่อทำของวันนี้เสร็จแล้วค่อยตามกลับไป”

“พวกเรากลับบ้านยังมีเรื่องใหญ่ให้ปรึกษา เงินค่าแรงไม่ต้องเอาแล้วเจ้าค่ะ” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดเป็นเชิงตัดสินใจขึ้น

“แต่ว่า...” เมิ่งเอ้ออิ๋นยังยืนหยัด

“ท่านพ่ออยากจะหาเงินได้วันละสามสิบอีแปะ หรือวันละสามตำลึงเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวยื่นหน้าเข้าใกล้เมิ่งเอ้ออิ๋น แล้วพูดเสียงเบา

“ก็ต้องสามตำลึงสิ!” เมิ่งเอ้ออิ๋นตอบอย่างไม่ลังเล

“ถ้าเช่นนั้นท่านพ่อก็กลับบ้านพร้อมกับพวกเราเถอะเจ้าค่ะ ข้ามีวิธีทำให้พ่อหาเงินได้วันละสามตำลึง” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดขึ้นด้วยความแน่วแน่

เมื่อมองลูกสาว และสิ่งของบนรถแล้ว เมิ่งเอ้ออิ๋นก็กัดฟันเดินกลับไปในสวน เพียงไม่นานก็เดินออกมา พร้อมกับพูดขึ้นว่า “ไปเถอะ พวกเรากลับบ้านกัน”

พ่อลูกทั้งหมดนั่งบนรถเรียบร้อยแล้ว ชายชราก็บังคับวัวมุ่งหน้าไปยังประตูเมือง เพิ่งจะมาถึงหน้าประตูเมือง กลิ่นหอมฟุ้งของซาลาเปาก็ส่งกลิ่นลอยมา เมิ่งเชี่ยนโยวกลืนน้ำลาย มองไปโดยรอบก็พบว่าด้านซ้ายของหน้าประตูเมืองมีร้านขายซาลาเปาอยู่ร้านหนึ่ง กลิ่นหอมส่งกลิ่นลอยมาจากทางนั้น

“ท่านลุง หยุดรถเจ้าค่ะ” เมิ่งเชี่ยนโยวตะโกนบอก

ชายชราดึงบังเหียน หันกลับไปมองเป็นเชิงซักถาม เมิ่งเชี่ยนโยวกลับเงยหน้าพูดขอร้องเมิ่งเอ้ออิ๋นว่า “ท่านพ่อ พวกเราซื้อซาลาเปากันเถอะเจ้าค่ะ พวกเราไม่เคยกินซาลาเปาไส้หมูมาก่อนเลย”

ได้ยินคำพูดเมิ่งเชี่ยนโยวแล้ว เมิ่งเอ้ออิ๋นก็ปวดใจแปลบ จำต้องพยักหน้าพูดขึ้น “ไปเถอะ ซื้อมาเยอะหน่อย ให้พี่น้องเจ้าได้กินด้วยกัน”

เมิ่งเชี่ยนโยวรับคำลงจากรถไปอย่างยินดี เมื่อเดินมาถึงร้านซาลาเปาก็ร้องเรียกขึ้นว่า “เถ้าแก่ ข้าจะซื้อซาลาเปา”

“ซาลาเปาไส้หมูลูกละสองอีแปะ ไส้ผักลูกละหนึ่งอีแปะ เจ้าต้องการกี่ลูก” เถ้าแก่ขายซาลาเปาถาม

“ข้าเอาซาลาเปาไส้หมูยี่สิบลูก” นางพูดเสียงใส

“ได้เลย!” เถ้าแก่หยิบซาลาเปาไส้หมูร้อนๆ ควันขโมงยี่สิบลูกออกมาจากซึ้งไม่ไผ่ ห่ออย่างดี แล้วส่งให้นาง

เมิ่งเชี่ยนโยวนับเงินสี่สิบอีแปะมอบให้เถ้าแก่ หันไปร้องบอกกับเมิ่งฉีว่า “พี่รอง มาช่วยข้าถือซาลาเปาหน่อย”

เมิ่งฉีรีบเดินมา รับซาลาเปาและเมิ่งเชี่ยนโยวกลับขึ้นรถด้วยกัน ชายชราถึงหยิบแส้ขึ้น ออกเดินทางต่อ

พอออกจากประตูเมือง เมิ่งเชี่ยนโยวก็หยิบซาลาเปาออกมาพูดกับทุกคนว่า “ซาลาเปาไส้หมูคนละสองลูก ไม่กินไม่ได้ ไม่เช่นนั้นข้าจะโยนทิ้งเดี๋ยวนี้” นางหาวิธีรับมือกับคนครอบครัวนี้ได้แล้ว แค่พูดว่าจะโยนทิ้ง รับรองพวกเขาจะต้องกินจนหมดแน่ และก็เป็นจริงดังคาด เมื่อได้ยินที่นางพูด คนทั้งหมดก็ไม่พูดไม่จา หยิบซาลาเปาขึ้นมากินทันที

เมิ่งเชี่ยนโยวหยิบซาลาเปาออกมาอีกสองลูก แล้วส่งให้ชายชราบังคับรถ “ท่านลุง ใกล้จะเที่ยงแล้ว ท่านเองก็กินสักสองลูกเถอะเจ้าค่ะ”

“ทำเช่นนี้ไม่ได้” ชายชราพูดปฏิเสธ “ข้ารับเงินจากเจ้ามามากเกินแล้ว จะรับซาลาเปาเจ้าอีกไม่ได้ ข้าก็พกอาหารแห้งมา อีกเดี๋ยวค่อยกินก็ได้แล้ว”

“รับไปเถอะ พี่ชาย” เมิ่งเอ้ออิ๋นพูด “คนลำบากด้วยกันทั้งนั้น ไม่ต้องคิดมากหรอกขอรับ”

ชายชรารับซาลาเปาพร้อมกับขอบคุณซ้ำไปซ้ำมา กินซาลาเปาไปพลางพูดขึ้นว่า “น้องชาย เจ้าโชคดีจริงๆ ที่มีลูกสาวที่ดีเช่นนี้ ต่อไปเจ้าจะได้เสวยสุขแน่ๆ”

ได้ยินคนชมลูกสาวตัวเองเช่นนี้ เมิ่งเอ้ออิ๋นก็ดีใจพูดว่า “ใช่แล้ว ลูกสาวของข้าดีที่สุดแล้ว รู้ความกว่าเด็กทั่วไปนัก”

ท่ามกลางการพูดคุยตลอดทางนั้น รถเทียมเกวียนก็ค่อยๆ มาถึงหมู่บ้านหวง เพราะเพิ่งจะเลยเวลาเที่ยงมา คนส่วนใหญ่จึงยังพักผ่อนอยู่ในบ้าน ดังนั้นหมู่บ้านจึงเงียบสงัด เมิ่งเชี่ยนโยวแอบพูดขึ้นในใจว่า โชคดีที่กลับบ้านมาเวลานี้ ไม่อย่างนั้นหากมีคนถาม นางยังไม่รู้จะตอบอย่างไรเลยว่าเหตุใดอยู่ๆ ถึงได้มีเงินซื้อของเหล่านี้

...

เมื่อมาถึงหน้าประตูใหญ่ เมิ่งเอ้ออิ๋นก็ลงจากรถก่อน เขาเปิดบานประตูออกเพื่อให้ชายชรานำรถเทียมเกวียนเข้ามาจอดกลางลานบ้าน พี่น้องทยอยกันลงมาจากรถ เพิ่งคิดจะขนของลงมา เมิ่งชื่อก็พุ่งตัวออกมาจากในบ้าน พูดกับเมิ่งเอ้ออิ๋นว่า “พ่อ ทำไมถึงกลับมาเร็วเช่นนี้เล่า”

เมิ่งเอ้ออิ๋นโบกมือให้เมิ่งชื่อพูดว่า “มีเรื่องอะไรค่อยว่ากันเถิด ยกของลงมาก่อน” พูดจบ เริ่มจากยกข้าวสารเจ้าไปในบ้าน

เมิ่งเจี๋ยวิ่งไปตรงหน้าเมิ่งชื่อพูดด้วยความยินดี “ท่านแม่ วันนี้ข้าได้กินน้ำตาลปั้นกับซาลาเปาไส้หมูด้วย อร่อยมากเลยขอรับ!”

เมิ่งชื่อได้ยินเช่นนั้น ความงุนงงในใจก็ยิ่งทวีคูณ อุ้มเมิ่งเจี๋ยเดินไปข้างรถเทียมเกวียน พอเห็นของบนรถตาก็พลันโบกโพลง

เมิ่งเสียนไม่ต้องยกของ ท่ามกลางดวงตาเบิกโพลงอ้าปากค้างของเมิ่งชื่อนั้น เมิ่งเชี่ยนโยวและเมิ่งฉีก็ยกของที่เหลือลงมาจนเสร็จแล้ว นับเงินเหรียญสามสิบอันส่งให้ชายชรา ชายชราพูดขอบใจ แล้วบังคับรถจากไปด้วยความดีอกดีใจ

รถเทียมเกวียนจากไปไกลแล้ว เมิ่งเชี่ยนโยวถึงพูดกับเมิ่งชื่อที่ยังอยู่ในสภาพตกตะลึงว่า “ท่านแม่ เอาของพวกนี้ไว้ที่ไหนดีเจ้าคะ”

เมิ่งชื่อได้สติคืนกลับมา พูดกับเมิ่งเชี่ยนโยวขึ้นว่า “โยวเอ๋อร์ นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น ของพวกนี้ไปเอามาจากไหนกัน”

“ก็ซื้อมาน่ะสิเจ้าคะ พวกเราเอาใบไม้และดอกไม้ที่เก็บมาได้ไปขาย ขายได้เงินเยอะมากเลยนะเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดขึ้นอย่างยินดี

เมิ่งชื่อยิ่งรู้สึกประหลาดใจ ใบไม้ดอกไม้พวกนั้นก็มีค่าเพียงนี้เชียวหรือ นางคิดจะถามต่อ แต่เมิ่งเชี่ยนโยวกลับพูดขึ้นว่า “ท่านแม่ ท่านมาดูก่อนเถิดเจ้าค่ะว่าของพวกนี้จะเอาไว้ที่ไหนดี ถ้ากองไว้ลานบ้านเช่นนี้ คนอื่นเข้ามาเห็นจะอธิบายอย่างไรเจ้าคะ”

“อ้อ จริงด้วย” เมิ่งชื่อชี้สั่งการให้นำสิ่งของไปวางในที่แตกต่างกัน

หลังจากวางของเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมิ่งเชี่ยนโยวก็ถามขึ้น “ท่านพ่อ ท่านแม่ เข้าไปในห้องพวกท่านเถอะเจ้าค่ะ ข้ามีเรื่องจะพูดกับพวกท่าน”

สองสามีภรรยาแซ่เมิ่งร้อนใจจนแทบทนไม่ไหว พลันรีบเข้าไปในห้อง แล้วนั่งลงบนเตียงหลังเก่าคร่ำครึ พี่น้องบ้านเมิ่งอีกสามคนเองก็นั่งลงด้วย

เมิ่งเชี่ยนโยวล้วงตั๋วแลกเงินสามใบที่เหลือออกมาจากในอก วางไว้บนเตียงแล้วพูดกับสองสามีภรรยาแซ่เมิ่งว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่ นี่เป็นเงินที่เหลือในวันนี้ ข้ากลัวจะพกลำบาก เช่นนั้นจึงให้หลงจู๊เปลี่ยนเป็นตั๋วแลกเงินสิบตำลึง ทั้งหมดสามสิบตำลึง และเรายังมีเศษเงินอีกจำนวนหนึ่ง อยู่ที่พี่ใหญ่เจ้าค่ะ”

สองสามีภรรยาแซ่เมิ่งอ้าปากสูดลมหายใจเข้าไปพร้อมกัน พูดด้วยอารามตกใจเป็นเสียงเดียวกันว่า “สามสิบตำลึง!”

เมิ่งชื่อหยิบหนึ่งในนั้นขึ้นมาดูอย่างละเอียด แล้วถามขึ้นว่า “นี่ก็คือตั๋วแลกเงิน เอาไปแลกเป็นเงินมาใช้จ่ายได้หรือ”

เมิ่งเชี่ยนโยวนิ่งอึ้งไป พลันนึกขึ้นได้ว่า ครอบครัวชาวนายากจน ปีหนึ่งมีรายได้ไม่กี่ตำลึง ย่อมไม่มีโอกาสที่จะได้เห็นตั๋วแลกเงินมาก่อน เช่นนั้นก็พยักหน้ายืนยัน “นี่คือตั๋วแลกเงิน ฝากแลกได้ทุกที่ เอาไว้แลกเป็นเงินที่ไหนก็ได้ หรือจะใช้โดยตรงเลยก็ได้เจ้าค่ะ”

เมิ่งชื่อลูบคลำอีกครู่หนึ่ง ถึงได้วางลงอย่างอาวรณ์ เมิ่งเชี่ยนโยวจึงพูดขึ้นอีกว่า “ใบไม้และดอกไม้ที่พวกเราเด็ดมานั้นชื่อฉั่งฉิก เป็นสมุนไพรเลื่องชื่อชนิดหนึ่ง ปกติไม่ค่อยมีคนเก็บได้ หลงจู๊ร้านยาเต๋อเหรินให้ราคาพวกเราสูงลิ่ว อีกทั้งยังบอกว่าต่อไปพวกเรามีเท่าไหร่พวกเขาก็รับซื้อเท่านั้นเจ้าค่ะ”

“ถ้าเช่นนั้นพรุ่งนี้พวกเราทั้งหมดก็ไปเก็บด้วยกันเถอะ” พอเมิ่งชื่อได้ยินว่าเก็บแค่ไหนก็มีคนรับซื้อ พลันพูดขึ้นอย่างยินดี คนอื่นๆ ต่างก็ทยอยกันพยักหน้าลง

“ที่ข้าอยากจะปรึกษากับพวกท่านก็คือเรื่องนี้เจ้าค่ะ สองสามวันนี้ห้ามพวกเราไปเก็บอีก” เมิ่งเชี่ยนโยวเห็นท่าทางอยากจะเก็บเสียตอนนี้ของทุกคนแล้ว ก็พูดขัดอารมณ์พวกเขาขึ้น เห็นทุกคนทำหน้าฉงน ก็พูดอธิบายว่า “ประการแรก วันนี้ข้าก็บอกหลงจู๊ว่า สถานที่เก็บอยู่ห่างจากบ้านพวกเรามาก ต้องใช้เวลาห้าถึงหกวันกว่าจะไปและกลับรอบหนึ่ง หากพรุ่งนี้เราเอาไปให้พวกเขาอีก เขาจะคิดว่าพวกเราพูดโกหก ต่อไปจะทำการค้ากันก็ยากแล้ว ประการที่สอง ข้าเตรียมจะเก็บมันฝรั่งบนเขากลับมาบ้านก่อน มันฝรั่งเราขุดไว้แล้ว ง่ายต่อการถูกค้นพบ หากเกิดคนทยอยไปขุดกัน พวกเราก็จะพลาดโอกาสร่ำรวยนี้ไปเจ้าค่ะ”

“แต่ถ้าฉั่งฉิกถูกคนพบเข้าจะทำอย่างไรเล่า” เมิ่งชื่อถามด้วยความร้อนรน

“สถานที่ที่ต้นฉั่งฉิกขึ้นนั้นค่อนข้างลึกลับ คนทั่วไปยากจะพบเจอได้ ครั้งก่อนถ้าไม่ใช่เพราะน้องเล็กพลัดหลงเข้าไป พวกเราก็คงไม่เจอ อีกอย่างต่อให้พวกเขาเจอ ก็จะต้องคิดว่าเป็นเพียงดอกไม้ใบหญ้าธรรมดา ไม่เก็บเอามาใส่ใจเด็ดขาด รอให้พวกเราขุดมันฝรั่งกลับบ้านก่อน พวกเราค่อยเก็บฉั่งฉิกกลับมาบ้านทีเดียวทั้งหมด ไม่เพียงใบและดอก แม้แต่ลำต้นกับรากพวกเราก็ขุดกลับมาให้หมด ไม่แน่ว่าก็เอามาขายได้เจ้าค่ะ” เมิ่งเชี่ยนโยวไม่กล้าพูดว่าลำต้นและรากยิ่งมีราคา เช่นนั้นจำต้องพูดหลอกล่อ

เมิ่งเอ้ออิ๋นใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกว่าลูกสาวพูดจามีเหตุผล จึงตัดสินใจพูดว่า “เราทำตามที่โยวเอ๋อร์บอกเถอะ”

“อีกอย่าง ห้ามให้คนอื่นมาช่วยเด็ดขาดนะเจ้าคะ ไม่ว่าใครก็ไม่ได้ทั้งนั้น หากมีคนหนึ่งรู้เข้า คนอื่นๆ ก็จะรู้ใรทันที” เมิ่งเชี่ยนโยวมองเมิ่งเอ้ออิ๋นแล้วพูดขึ้น

เมื่อถูกลูกสาวรู้ทัน เมิ่งเอ้ออิ๋นก็หน้าแดงเรื่อ เดิมทีเขาคิดจะให้น้องชายสองคนมาช่วย คนมาก จะได้งานเร็ว ไม่ได้คิดอย่างอื่นอีก

“ที่สำคัญที่สุดคือตอนที่เราขนมันฝรั่งกลับมาจะต้องปิดบังให้ดี เลี่ยงไม่ให้คนอื่นเห็นเข้า” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดเตือน

ทุกคนพยักหน้า

พอเห็นว่าทุกคนเข้าใจความหมายของนางแล้ว เมิ่งเชี่ยนโยวจึงโล่งอก พูดกับเมิ่งชื่อว่า “ท่านแม่ ตั๋วแลกเงินนี้ท่านเก็บไว้ให้ดีนะเจ้าคะ หากไม่มีเรื่องจำเป็นก็อย่าเอาออกมาเด็ดขาด ส่วนเงินที่เหลือพวกนี้ ท่านลองดูว่าพวกเราติดค้างเงินบ้านไหน แล้วรีบเอาไปคืนพวกเขา ห้ามหลุดปากพูดออกไปเด็ดขาด บอกแต่เพียงว่าท่านพ่อได้งานงานหนึ่ง จึงขอเบิกค่าแรงออกมาก่อน”

เมิ่งชื่อพยักหน้า แล้วหยิบตั๋วแลกเงินมาครุ่นคิดพักใหญ่ นางก็ยังไม่รู้ว่าจะเก็บไว้ที่ไหนดี

เมื่อเห็นท่าทีกลัดกลุ้มของนางแล้ว เมิ่งเชี่ยนโยวก็หัวเราะ “ท่านแม่ เก็บไว้ในที่ที่ปกติท่านแม่เก็บเงินไว้ก็พอเจ้าค่ะ ท่านไม่พูด ก็ไม่มีใครรู้หรอกว่าพวกเรามีเงิน”

“ไม่ได้นะ แม่ไม่เคยเห็นเงินมากเท่านี้มาก่อน จะต้องเก็บให้ดี ไม่เช่นนั้นแม่ก็ไม่สบายใจ” เมิ่งชื่อโต้แย้งขึ้น

“หากแม่เก็บดีเกินไป ภายหลังหาไม่เจอจะทำอย่างไรเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวหยอกเย้า

เมิ่งชื่อนิ่งอึ้ง นางก็คิดถึงปัญหานี้เช่นกัน จึงหันไปพูดกับเมิ่งเอ้ออิ๋นว่า “พ่อ เจ้าว่าเก็บไว้ที่ไหนดี”

“เก็บไว้ในห่อผ้าในตู้สิ” เมิ่งเอ้ออิ๋นก็รู้สึกว่าเก็บไว้ในที่ปกติไม่ปลอดภัย จึงพูดแนะนำขึ้น

“เช่นนั้นก็ดี” เมิ่งชื่อพยักหน้า ลุกขึ้นหยิบห่อผ้าออกมาจากในตู้ แล้วนำตั๋วแลกเงินใส่ไว้ข้างใน จากนั้นก็วางห่อผ้าไว้ที่เดิมอย่างระมัดระวัง แล้วจึงหันมาแยกเงินตำลึงและเงินอีแปะออกให้เรียบร้อย

หลังจากทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมิ่งชื่อถึงพูดขึ้นว่า “โยวเอ๋อร์ เหตุใดถึงแก้ผ้าพันแผลที่หัวออกแล้วเล่า หมอว่าอย่างไรบ้าง”

“หมอบอกว่าเดิมทีที่หัวข้าก็ไม่ได้เป็นอะไรมากอยู่แล้ว ทายาหน่อยก็พอเจ้าค่ะ เพราะพวกท่านสองคนเป็นห่วงข้าเกินไป ถึงให้หมอพันหัวให้ แขนของพี่ใหญ่ก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก พวกเราได้น้ำมันหงฮวามาแล้ว ทาไม่กี่ครั้งก็จะหายดีเจ้าค่ะ” เมิ่งเชี่ยนโยวตอบ

“เช่นนั้นก็ดี” ได้ยินว่าลูกสาวและลูกชายไม่เป็นอะไร เมิ่งชื่อก็รู้สึกสบายใจขึ้น

“พวกเจ้าหิวกันหรือยัง แม่จะไปทำกับข้าวให้ กินเสร็จพวกเราจะได้ไปขุดมันฝรั่ง” เมิ่งชื่อที่คิดได้ว่าพวกเขาจะต้องยังไม่ได้กินข้าว นางจึงรีบลงจากเตียง เตรียมจะไปทำอาหาร

“ไม่ได้หิวมากเจ้าค่ะ พวกเราซื้อซาลาเปาไส้หมูกินระหว่างทางที่กลับมาคนละสองลูกแล้ว ที่เหลือใส่อยู่ในตะกร้าสะพายหลัง แม่เอาไปอุ่นสักหน่อย ทำเป็นซุปก็ได้แล้ว พวกเราซื้อเนื้อมาด้วย คืนนี้ข้าจะทำของอร่อยให้ทุกคนกิน” เมิ่งเชี่ยนโยวพูด

เมิ่งชื่อพยักหน้า เอาซาลาเปาไปทำอาหาร ส่วนพ่อลูกแซ่เมิ่งที่เหลือหาที่พักผ่อนร่างกาย

devc-174234ce-33051ข้ามกาลบันดาลรัก: Chapter 011 ตอนที่ 11