ข้ามกาลบันดาลรัก

ข้ามกาลบันดาลรัก: Chapter 010 ตอนที่ 10

#10Chapter 010

ตอนที่ 10 ซื้อของ

หลังจากบอกลาหลงจู๊และหมอชราแล้ว สี่พี่น้องก็เดินออกมาจากร้านยาเต๋อเหริน

เงินที่อยู่ในอกทำให้เมิ่งเชี่ยนโยวรู้สึกว่าแม้แต่แสงแดดที่สาดส่องก็น่ารัก “พี่ใหญ่ พี่รอง พวกเราไปซื้อของกันเถอะ!” พูดจบ ก็ก้าวเท้ายาวเตรียมจะไปซื้อของให้หนำใจ

“น้องสาว ช้าก่อน” เมิ่งเสียนส่งเสียงลอยมา

เมิ่งเชี่ยนโยวหันหลังไปมองก็หลุดขำออกมา เห็นเมิ่งเสียน เมิ่งฉีพี่ชายทั้งสองยืนพิงข้างกำแพงด้วยสองขาที่สั่นระริกไม่หยุด นางก็หมุนร่างกลับมาถามอย่างหยอกเย้า “พี่ใหญ่ พี่รอง พวกท่านเป็นอะไรไปหรือ”

เมิ่งเสียนจับเมิ่งเชี่ยนโยวไว้แน่น “น้องสาว เจ้าบอกข้าสิว่านี่ไม่ใช่ความฝัน พวกเรามีเงินแล้วจริงๆ” เมิ่งฉีที่อยู่อีกด้านก็มองนางอย่างเฝ้ารอ

เมิ่งเชี่ยนโยวหยุดหัวเราะ พูดกับพี่ชายทั้งสองอย่างขึงขัง “พี่ใหญ่ พี่รอง ข้าขอพูดพวกท่านอย่างจริงจัง เรื่องนี้ย่อมต้อง...เป็นความจริง!” พูดจบก็หัวเราะออกมา

เมิ่งเสียน เมิ่งฉีพี่ชายทั้งสองเริ่มจากตกใจกับสีหน้าของเมิ่งเชี่ยนโยว พอเห็นนางพูดจบก็หัวเราะเสียงดัง ถึงได้รู้ว่าตัวเองถูกแกล้ง หัวเราะตามไปด้วยอย่างอดไม่ได้

เห็นทั้งสองคนพอจะได้สติแล้ว เมิ่งเชี่ยนโยวพูดขึ้นอีก “เงินแค่นี้ยังจิบจ้อย ต่อไปครอบครัวของเราจะต้องมีหลายร้อยตำลึง หลายพันตำลึง หลายหมื่นตำลึง...เยอะจนนับกันไม่หวาดไม่ไหว”

มองดูท่าทีมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวของเมิ่งเชี่ยนโยวแล้ว ไม่รู้ว่าเพราะอะไรพี่ชายทั้งสองถึงได้เชื่อมั่นว่าครอบครัวของพวกเขาจะต้องมีวันนั้นสักวันอย่างประหลาด

“ไปเถอะ วันนี้ข้าจะต้องซื้อของให้หนำใจ พวกท่านใครก็ห้ามขวางข้า” พูดจบก็จูงมือเมิ่งเจี๋ยเดินนำหน้าไป ส่วนเมิ่งเสียน เมิ่งฉีพี่ชายทั้งสองก็รีบเดินตามไปด้านหลัง

เมิ่งเชี่ยนโยวเดินบนถนน นางเพิ่งได้มีแก่ใจประเมินตัวเมืองโบราณเล็กๆ แห่งนี้ เก่าแก่แต่เจริญ สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงแน่นขนัด เสียงร้องตะโกนขายของดังขึ้นเป็นระลอก สินค้าละลานตากลาดเกลื่อน แม้จะไม่ได้มีหลายชนิดเหมือนยุคปัจจุบัน แต่ก็เต็มไปด้วยความรู้สึกของความเรียบง่าย

เห็นร้านขายขนมร้านหนึ่ง เมิ่งเชี่ยนโยวก็สาวเท้าเดินเข้าไป

“รับอะไรดีขอรับ” เมื่อเห็นลูกค้าเข้ามา พนักงานในร้านก็ร้องทักทายอย่างยินดี พอเห็นว่าเป็นเด็กที่แต่งตัวมอซอสี่คน รอยยิ้มบนใบหน้าก็พลันหุบลงในทันที พูดขึ้นอย่างดูแคลน “พวกเจ้าสี่คนต้องการอะไร ซื้อเสร็จแล้วก็รีบไป อย่ามาเกะกะพวกเราทำการค้า”

เมิ่งเชี่ยนโยวหัวเราะ เมิ่งเจี๋ยตกใจจนจับมือนางแน่น ส่วนเมิ่งเสียนนั้นกลับพูดกับนางเบาๆ ว่า “น้องสาว พวกเราไปเถอะ ขนมร้านนี้แพงมาก พวกเราซื้อไม่ไหวหรอก”

เมื่อได้ยินเขาพูดแบบนี้ พนักงานยิ่งทวีความดูแคลนมากยิ่งขึ้น “ไปๆๆ ออกไปเลี้ยวซ้ายมีร้านขายขนมเถาซู[footnoteRef:1] อยู่ พวกเจ้าไปซื้อที่นั่นเถอะ นี่ไม่ใช่ที่ๆ พวกเจ้าควรจะมา” [1: ขนมแป้งกรอบ]

“งั้นใครกันที่มาได้” เมิ่งเชี่ยนโยวไม่ขยับ จ้องตาถามพนักงาน

“ก็ต้องเป็นฮูหยิน คุณหนูที่มีเงินน่ะสิ เห็นหรือไม่ ขนมของพวกเรากล่องหนึ่งอย่างน้อยก็ต้องมีสองตำลึงแล้ว พวกเจ้ามีเงินหรือ” พนักงานชี้ไปที่ขนมแต่ละกล่องนั้น พูดจาอย่างโอ้อวดเย่อหยิ่ง

“พวกเจ้าทำการค้าเช่นนี้หรือไง ไปเรียกหลงจู๊ของพวกเจ้ามา ข้าอยากถามนักว่าทำไมพวกเราถึงซื้อไม่ได้” พูดจบ นางก็ดึงเมิ่งเจี๋ยมานั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง แล้วพูดกับพี่ชายที่ยืนไม่เป็นสุขทั้งสอง “พี่ใหญ่ พี่รอง พวกท่านก็นั่งสิ”

พอเห็นนางนั่งลง พนักงานก็ร้อนรนขึ้นมา “นังเด็กคนนี้กล้าดียังไงถึงนั่งลงได้ ข้าจะบอกอะไรให้นะ รีบออกไปซะ ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าข้า “เชิญ” พวกเจ้าออกไป”

“หลิวซาน!” ชายหนุ่มอายุสามสิบกว่าคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้านจากด้านหลัง ตำหนิพนักงานขึ้นในทันที “ไม่ต้อนรับลูกค้าให้ดี เอะอะโวยวายอะไรกัน อยากโดนหักเงินงั้นรึ”

“หลงจู๊ เด็กพวกนี้...” พนักงานเพิ่งคิดจะอธิบาย

“อาหวัง / อาหวัง” สองสามเสียงดังขึ้นอย่างพร้อมกัน

เมื่อได้ยินเสียงเรียก หลงจู๊ถึงได้สังเกตเห็นเด็กจำนวนหนึ่งในร้าน นั่นก็คือเด็กๆ บ้านเมิ่งข้างบ้านของตัวเอง

“พวกเจ้ามาได้อย่างไร ป้าหวังบอกให้พวกเจ้าเอาของมาให้ข้าหรือ” หลงจู๊ถาม

เมิ่งเชี่ยนโยวเองก็จำได้แล้วว่าหลงจู๊ตรงหน้านี้เป็นใคร นางจึงรีบพูดว่า “ไม่ใช่เจ้าค่ะอาหวัง พวกเราแค่จะเข้ามาซื้อขนมกิน แต่พนักงานบอกว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ๆ พวกเราควรจะมาเจ้าค่ะ”

“ซื้อขนม” หวังเหลียงงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง สถานะของครอบครัวเมิ่งนั้นเขาพอเข้าใจบ้าง คนมากที่น้อย เดิมทีก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร บวกกับไม่นานมานี้แม่หนูคนนี้ก็ได้รับบาดเจ็บ ใช้ชีวิตลำบากมากกว่าเดิม จะเอาเงินที่ไหนมาซื้อขนมกัน แต่ก็หันไปตำหนิพนักงาน “เจ้าต้อนรับลูกค้ายังไง ไม่อยากทำงานนี้แล้วใช่หรือไม่!”

พนักงานตกใจตกใจยกใหญ่ ถ้ารู้ว่าเด็กพวกนี้รู้จักหลงจู๊ ให้ตายเขาก็คงไม่ทำเช่นนี้แน่ เขาต้องทำงานจับกังมาสามปีถึงได้งานนี้มา ถ้าต้องถูกไล่ออกเพราะเหตุนี้ พ่อได้ตีเขาตายแน่ เช่นนั้นจึงรีบร้อนพูดเว้าวอนขึ้น “หลงจู๊ ข้าผิดไปแล้ว ให้อภัยข้าสักครั้งเถอะนะขอรับ” แล้วก็หันไปพูดขอร้องเมิ่งเชี่ยนโยว “แม่นาง อย่าถือสาข้าเลยนะ ให้อภัยข้าสักครั้งเถอะ”

เมิ่งเชี่ยนโยวรู้ว่าพนักงานตรงหน้าไม่ใช่คนใจแคบอะไร เพียงแค่เจอคนมีเงินมากเกินไป ถึงได้มีความความคิดยกย่องคนรวยดูแคลนคนจนเช่นนี้ เจอกับบทเรียนในครั้งนี้แล้ว ภายหน้าเขาคงจะไม่กล้าอีกแล้ว “อาหวัง ช่างเถอะ หางานสักงานไม่ใช่เรื่องง่าย ลงโทษหน่อยก็ได้แล้ว”

“ได้ยินหรือยัง ครั้งนี้ข้าจะหักเงินเดือนของเจ้าครึ่งหนึ่ง หากมีครั้งหน้าอีก ก็ม้วนเสื่อออกไปได้เลย!” หวังเหลียงพูดกับพนักงานด้วยท่าทีขึงขัง

“ขอบคุณหลงจู๊ ขอบคุณแม่นาง!” พนักงานพูดขึ้นด้วยความร้อนรน

“ไปทำงาน!”

หวังเหลียงไม่สนใจพนักงานอีก หันมาถามสี่พี่น้องว่า “พวกเจ้าอยากซื้อขนมแบบไหน”

“ท่านปู่ท่านย่าอายุมากแล้ว ข้าอยากซื้อให้พวกท่านทาน สำหรับของพวกเรา เอาธรรมดาก็พอ” เมิ่งเชี่ยนโยวตอบ

หวังเหลียงพยักหน้าลง แล้วเรียกพนักงานมาสั่งการ พนักงานคนนั้นจึงรีบบรรจุขนมสองกล่องออกมา

หวังเหลียงชี้กล่องที่มีลวดลายพูดว่า “ขนมในกล่องนี้ค่อนข้างอ่อนนุ่ม เหมาะให้คนสูงอายุกิน” และชี้ไปที่อีกกล่องพูดว่า “ในนี้เป็นขนมทั่วไป มีทั้งหมดแปดชิ้น”

“ขอบคุณอาหวัง ทั้งหมดเท่าไหร่เจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวถาม

“ทั้งหมดสามร้อยอีแปะ” สิ้นเสียง ก็ได้ยินเสียงสูดลมหายใจสองเสียง

แต่เมิ่งเชี่ยนโยวกลับมองหวังเหลียงอย่างตื่นตะลึง “อาหวัง เมื่อครู่นี้พนักงานบอกว่าหนึ่งกล่องก็ราคาสองตำลึงแล้วไม่ใช่หรือ”

“อ่อ นั่นเป็นขนมชั้นเลิศ ขนมทั่วไปไม่ได้แพงขนาดนั้นหรอก” หวังเหลียงตอบ

“ข้ารู้แล้ว” นางหันหลังบอกเมิ่งเสียน “พี่ใหญ่ จ่ายเงินสิ”

เมิ่งเสียนกุมถุงผ้าแน่น พูดอึกๆ อักๆ ว่า “น้องสาว คือ มันแพงเกินไป พวกเราไม่กิน ซื้อให้ปู่ย่ากล่องเดียวก็พอ”

“พี่ใหญ่ พี่อยากให้ข้าร้องไห้ให้พี่ดูใช่หรือไม่” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดขู่

เมิ่งเสียนได้ยินก็รีบคลายถุงผ้าออก หยิบเงินออกมานับสามร้อยอีแปะมอบให้พนักงาน

หวังเหลียงเห็นทั้งหมด แม้จะสงสัย แต่ก็ไม่ได้ถามให้มากความ

เมิ่งเชี่ยนโยวรับขนมมาพร้อมบอกลาหวังเหลียง แล้วสาวเท้าเดินตรงไปที่ร้านขายอาหารแห้งต่อ

พอมาถึงร้านขายอาหารแห้งแล้ว เห็นว่าข้าวสารและแป้งสาลีอย่างดีค่อนข้างแพง ข้าวสารหนึ่งจินราคายี่สิบอีแปะ แป้งสาลีหนึ่งจินราคาสิบห้าอีแปะ คุณภาพรองลงมาหนึ่งจินราคาสิบอีแปะ ส่วนแป้งสาลีไม่ขัดสีนั้นหนึ่งจินราคาสามอีแปะ

เมิ่งเชี่ยนโยวเดินดูอยู่รอบหนึ่ง ก็ตัดสินใจพูดขึ้นมาว่า “หลงจู๊ พวกเราต้องการข้าวสารอย่างดีห้าสิบจิน แป้งสาลีอย่างดีห้าสิบจิน แป้งสาลีคุณภาพรองอีกห้าสิบจิน ขอราคาพิเศษคำนวณมาว่าราคาเท่าไหร่”

หลงจู๊เห็นเด็กสามสี่คนเข้ามา นึกว่าจะมาซื้อแป้งไม่ขัดสีไม่กี่กิโล แต่ไม่คิดว่าจะเป็นเจ้าใหญ่เช่นนี้ เช่นนั้นจึงรีบเข้าไปต้อนรับด้วยมิตรไมตรีทันที

“ข้าวสารห้าสิบจินหนึ่งพันอีแปะ ข้าวสาลีห้าสิบจินเจ็ดร้อยห้าสิบอีแปะ คุณภาพรองห้าร้อยอีแปะ ทั้งหมดสองพันสองร้อยห้าสิบอีแปะ ข้าคิดพวกเจ้าสองตำลึง”

เมิ่งเชี่ยนโยวพยักหน้า ชี้ไปที่เครื่องปรุงพูดว่า “ขอน้ำตาลทรายห้าจิน เกลือห้าจิน นอกจากนั้นก็เอาพริกฮวาเจียว เครื่องเทศต่างๆ...” พูดยังไม่ทันจบ นางก็ถูกเมิ่งเสียนดึงแขนไว้ “น้องสาว เยอะเกินไปแล้ว พวกเราใช้ไม่หมดหรอก”

“ไม่เยอะหรอก ต่อไปฐานะทางบ้านเราจะดีขึ้น เช่นนั้นก็ต้องใช้มากขึ้นตาม อีกอย่างข้ายังอยากทำของอร่อยให้ท่านกินอีกนะ ไม่มีเครื่องปรุงแล้วจะทำได้ยังไง” ด้วยกลัวว่าเมิ่งเสียนจะไม่ยอมเปลี่ยนใจในทันที นางจึงพูดต่อว่า “พี่ใหญ่ ข้ายังคิดว่าตอนที่พวกเราไม่ยุ่งจะเปิดแผงขายของกินเล่น หากไม่ซื้อเครื่องปรุงไปฝึกทำเยอะๆ ถ้าเกิดทำแล้วไม่มีคนกินขึ้นมาจะทำยังไง”

“เปิดแผงขายของกินเล่น ทำไมข้าไม่เคยได้ยินเจ้าพูดเรื่องนี้มาก่อน” เมิ่งเสียนปล่อยมือ ถามด้วยความฉงน

“ข้าเพิ่งตัดสินใจ ถึงได้จะซื้อเครื่องปรุงเยอะหน่อยเอากลับไปลองทำที่บ้าน” ไม่รอเมิ่งเสียนมีปฏิกิริยาตอบกลับ หันไปพูดกับหลงจู๊ว่า “ที่นี่มีพริกขายหรือไม่ พวกเราเอาครึ่งจิน”

“มี” หลงจู๊พอจะมองออกแล้ว ในบรรดาคนพวกนี้แม่นางคนนี้เสียงดังที่สุด

“พอแล้ว เท่านี้ล่ะ ทั้งหมดเท่าไหร่”

“น้ำตาลทรายหนึ่งจินหนึ่งร้อยอีแปะ เกลือหนึ่งจินหนึ่งร้อยห้าสิบอีแปะ เครื่องปรุงทั้งหมดรวมกันแล้ว ทั้งหมดหนึ่งพันห้าร้อยอีแปะ รวมทั้งหมดก็สามตำลึงห้าร้อยอีแปะ พวกเจ้าซื้อเยอะ ข้าจะแถมพริกให้เจ้าเพิ่มอีกครึ่งจิน”

เมิ่งเชี่ยนโยวหยิบตั๋วแลกเงินสิบตำลึงออกมาจากกระเป๋าส่งให้หลงจู๊ “นี่คือตั๋วแลกเงินสิบตำลึง ท่านดูว่าใช้ได้หรือไม่”

หลงจู๊รับมาดูครู่หนึ่ง เห็นเป็นตั๋วแลกเงินที่แลกเปลี่ยนเงินได้ทุกทีจึงรีบพูดขึ้น “ได้ๆๆ ข้าจะหาเงินทอนให้” เขาทอนพวกเขาไปหกตำลึงห้าร้อยอีแปะ ทั้งยังพูดอย่างเป็นมิตรว่า “ต่อไปแม่นางต้องการอะไรขอให้มาที่ร้านข้าได้เลย”

หลังจากรับเงินทอนแล้ว จึนพูดขึ้นว่า “หลงจู๊ พวกเรายังต้องการซื้อของอย่างอื่นอีก ของพวกนี้ฝากไว้ที่นี่ก่อนนะ”

“ได้ๆๆ แม่นางไปซื้อเถอะ ไว้ค่อยกลับมาเอาก็ได้”

ออกจากร้านอาหารแห้งแล้ว นางก็เข้าไปที่ร้านผ้าแห่งหนึ่งอีก มองดูผ้าแถบหนึ่งในร้าน แล้วถามขึ้น “เสี่ยวเอ้อ ที่นี่ขายผ้าฝ้ายอย่างไร”

“ผ้าฝ้ายละเอียดหนึ่งฉื่อ[footnoteRef:2]หกสิบอีแปะ ผ้าฝ้ายหยาบหนึ่งฉื่อสี่สิบอีแปะ” พนักงานในร้านเห็นลูกค้าเข้าร้าน รีบเข้าไปแนะนำด้วยมิตรไมตรี [2: ฉื่อ(尺) หนึ่งฉื่อหรือเซี๊ยะมีความยาวประมาณหนึ่งฟุต]

“เจ้าว่าพวกเราพี่น้องตัดเย็บคนละสองชุด ต้องใช้สักเท่าไหร่หรือ” คำพูดของเมิ่งเชียนโยวทำให้พนักงานตกใจสะดุ้งโหยง ดูการแต่งกายของเด็กเหล่านี้ก็รู้ว่าฐานะทางบ้านไม่ดี คิดว่าอย่างน้อยอาจจะเป็นพ่อแม่ที่รักลูกมาก ซื้อผ้าลายดอกไม่กี่ฉื่อตัดเสื้อผ้าให้ลูกสาวสักชุด แต่ไม่คิดว่าจะต้องการถึงคนละสองชุดเช่นนี้

“ข้ากับน้องเล็กไม่เอา เจ้ากับพี่ใหญ่ซื้อก็พอ ข้าใส่ที่พี่ใหญ่ใส่ไม่ได้แล้วก็พอแล้ว” เมิ่งฉีที่ไม่พูดมาตลอดนั้นพูดขึ้นบ้าง

“ไม่ได้ คนละสองชุด ต่อไปพวกเราจะต้องเข้ามาในเมืองบ่อยๆ พี่ใส่ชุดเก่าๆ จะพูดคุยการค้ากับคนอื่นได้ยังไงกัน” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดอย่างมุ่งมั่นเด็ดขาด

“ให้พี่ใหญ่มาก็พอ ข้าทำงานในท้องนาเอา” เมิ่งฉียังคงยืนหยัดไม่ซื้อ

“ต่อไปพวกเรามีวิธีหาเงินได้อีกมาก จะอาศัยแต่พี่ใหญ่คนเดียวได้ยังไงกัน เชื่อข้าเถอะ ซื้อคนละสองชุดก่อน ต่อไปพอพวกเรามีเงินแล้ว ค่อยซื้อที่ดีกว่านี้” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดตัดสินใจ

ฟังคำสนทนาของสองพี่น้อง ท่าทีของพนักงานก็ยิ่งเป็นมิตรกว่าเดิม ไม่แน่ว่าต่อไปเด็กพวกนี้จะเป็นลูกค้าใหญ่ของร้านก็ได้ “พวกเจ้าผู้ใหญ่สามคนต้องใช้ผ้าคนละห้าฉื่อ ส่วนเจ้าตัวเล็ก สามฉื่อก็เพียงพอแล้ว ทั้งหมดใช้ผ้าสามสิบหกฉื่อ ไม่ทราบว่าพวกเจ้าต้องการผ้าแบบไหน”

“ใช้ผ้าฝ้ายละเอียด ยังมีพ่อแม่อีก ซื้อให้พวกท่านคนละสองชุดด้วย ทั้งหมดเจ็ดสิบฉื่อเจ้าช่วยคำนวณราคาด้วยนะ”

“ทั้งหมดสี่ตำลึงสองอีแปะ” พนักงานคำนวณอย่างรวดเร็ว

“ข้าต้องการผ้าฝ้ายหยาบมาทำผ้าห่ม ต้องการทั้งหมดหกผืน รวมแล้วเป็นเงินเท่าไหร่”

“ร้านของพวกเรามีผ้าห่มสำเร็จรูป ผืนละสองร้อยอีแปะ เจ้าดูก่อนว่าได้หรือไม่” พนักงานชี้แนะนำไปที่โต๊ะหน้าร้านอีกด้าน

เมิ่งเชี่ยนโยวหันมามอง แล้วพูดขึ้นว่า “ได้ พวกเราต้องการหกผืน รวมทั้งหมดเป็นเงินเท่าไหร่”

“ทั้งหมดห้าตำลึงสี่อีแปะ ปัดเศษออกแล้ว คิดห้าตำลึงก็พอ นอกจากนั้นเวลาพวกเราตัดผ้าจะมีเศษผ้าเหลือ เจ้าเลือกไปสักสองสามชิ้นเถอะ เอากลับไปทำรองเท้าอะไรก็ได้” อยู่ๆ ก็ซื้อของห้าตำลึง พนักงานก็ดีใจเนื้อเต้น ร้านเล็กๆ ของพวกนางเป็นร้านขายผ้าขนาดกลางถึงล่าง ปกติลูกค้ามาซื้อแค่ไม่กี่ฉื่อเท่านั้น ไม่เคยขายในครั้งเดียวได้มากถึงขนาดนี้

เมิ่งเชี่ยนโยวมองดูเศษผ้าที่กองทิ้งอยู่ด้านข้าง มีทั้งใหญ่ทั้งเล็ก มีทุกสีสันทุกลวดลาย จึงเดินเข้าไปเลือกสองสามชิ้น ส่งให้พนักงาน “เอาสองสามชิ้นนี้แล้วกัน ช่วยห่อให้ข้าทั้งหมดนี้นะ”

พนักงานตัดผ้าอย่างคล่องแคล่ว เอาทั้งหมดห่อเข้าด้วยกัน

เมิ่งเชี่ยนโยวหยิบเงินออกมาจ่าย พูดกับพนักงานเหมือนเดิมว่า “พวกเรายังต้องซื้อของสิ่งอื่นอีก ผ้านี้วางไว้ที่นี่ก่อน อีกเดี๋ยวพวกเราค่อยมาเอา”

พนักงานรับประกันจะวางไว้เป็นอย่างดี ทั้งหมดถึงได้เดินออกไปจากร้านขายผ้า

มองดูดวงอาทิตย์ก็เห็นว่าเป็นเวลาสายมากแล้ว เมิ่งเชี่ยนโยวจึงตัดสินใจจัดการเรื่องราวให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

“พี่ใหญ่ ท่านรู้หรือไม่ว่าร้านขายเนื้ออยู่ที่ใด ข้าไม่ได้กินเนื้อมาครึ่งปีแล้ว” เมิ่งเชี่ยนโยวถาม

เมื่อเห็นท่าทีน่าสงสารของนาง เมิ่งเสียนก็กลืนคำที่จะพูดลงไป ชี้ไปทางทิศตะวันออกแล้วพูดว่า “ทางนั้นมีตลาดสด ข้างในมีเนื้อขาย”

“งั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ ซื้อเสร็จพวกเราก็กลับบ้านกัน”

พอได้ยินว่าซื้อเนื้อเสร็จก็กลับบ้าน พี่ชายทั้งสองต่างก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกพร้อมกัน วันนี้น้องสาวใช้เงินมากเกินไปแล้ว แม้ตอนนี้พวกเขาจะมีเงิน แต่ถ้าใช้อย่างที่นางใช้ ไม่นานก็จะใช้หมด ยังดี ซื้อเนื้ออีกอย่างก็ได้กลับบ้านแล้ว

หากเมิ่งเชี่ยนโยวรู้ความคิดในใจของพวกเขา จะต้องบอกพวกเขาว่า : ข้าแค่กลัวทำพวกท่านตกใจไปมากกว่านี้ ถึงได้ซื้อของเพียงเท่านี้ ถ้าพี่สาวคนนี้บ้าพลังขึ้นมา ให้มีเงินมากแค่ไหนก็ไม่พอจ่ายหรอก

เพียงไม่นาน ทั้งหมดก็เดินมาถึงตลาดสด ตลาดสดในสมัยนี้นั้นก็คึกคักเป็นอย่างมาก ส่วนใหญ่ล้วนมาจากบ้านนอก ด้านหน้าตรงนี้แบขายหัวหอม ด้านโน้นแบขายผักสด ยังมีแบขายสิ่งของที่ตัวเองทักทอขึ้น มากมายละลานตา มีครบทุกอย่าง

เมิ่งเชี่ยนโยวค่อยๆ เดินจนมาหยุดอยู่หน้าคนขายน้ำตาลปั้น “น้ำตาลปั้นนี้ขายยังไง”

คนขายน้ำตาลปั้นเป็นชายมีอายุวัยห้าสิบกว่าปี กำลังปั้นน้ำตาลอย่างขะมักเขม้น ได้ยินคนถาม ตอบโดยไม่เงยหน้า “อันละสามอีแปะ”

“เอาหนึ่งอัน น้องเล็ก เจ้าชอบแบบไหน” เมิ่งเชี่ยนโยวก้มหน้าถามเด็กตัวน้อย

พอได้ยินว่าจะซื้อน้ำตาลปั้นให้ เมิ่งเจี๋ยก็ดีใจสุดแรง ชี้ไปที่รูปสัตว์ตัวหนึ่งแล้วพูดขึ้น “ข้าเอาอันนี้”

เมิ่งเชี่ยนโยวลูบหัวเด็กตัวน้อย ล้วงเงินออกมาสามอีแปะให้กับชายมีอายุ หยิบน้ำตาลปั้นส่งให้เขา ทั้งยังกำชับ “กินระวัง อย่าให้เลอะเสื้อผ้า”

เด็กตัวน้อยได้ฟังพยักหน้าหงึกๆ รับน้ำตาลปั้นมากินด้วยความดีใจ

ทั้งหมดเดินมาถึงหน้าร้านขายเนื้อ ชายขายเนื้อคนนั้นทักทายอย่างเป็นกันเอง “ซื้อเนื้อรึ เอาเท่าไหร่”

เมิ่งเชี่ยนโยวมองดู พบว่าเนื้อยังค่อนข้างสด ถามขึ้น “เนื้อนี้ขายยังไง”

“มันหมูหนึ่งจินสิบห้าอีแปะ เนื้อแดงหนึ่งจินสิบอีแปะ เนื้อติดมันหนึ่งจินสิบสามอีแปะ พวกเจ้าต้องการแบบไหน” ชายขายเนื้อรีบหยิบมีด ชี้ไปที่เนื้อ

“เอามันหมูห้าจิน เนื้อแดงสองจิน เนื้อติดมันห้าจิน แล้วกระดูกชิ้นใหญ่นี้ขายยังไง” เมิ่งเชี่ยนโยวชี้ไปที่กระดูกที่กองอยู่ด้านข้างถามขึ้น

พอได้ยินว่าพวกเขาซื้อเนื้อเยอะขนาดนี้ ชายหนุ่มก็ยินดีปรีดา พูดอย่างชื่นมื่นขึ้นว่า “ถ้าพวกเจ้าเอาเนื้อเยอะขนาดนี้จริงๆ กระดูกนี้ข้าจะแถมให้พวกเจ้า”

“ได้ ทั้งหมดเท่าไหร่” ได้กระดูกชิ้นใหญ่เยอะขนาดนี้ เมิ่งเชี่ยนโยวก็ยินดีปรีดา

“ทั้งหมดหนึ่งร้อยหกสิบอีแปะ” ชายขายเนื้อพูดจบก็ขมีขมันแล่เนื้อทันที หลังจากแล่เสร็จ ใช้กระดาษห่อเนื้อ จากนั้นห่อกระดูกชิ้นใหญ่ต่อแล้วส่งให้พวกเขา เมิ่งฉีรีบรับมาใส่ในตะกร้าสะพายหลัง จินล้วงเงินออกมาจ่ายให้ชายหนุ่ม

“แม่หนู คราวหลังมาอีกนะ ข้าจะลดราคาให้เจ้าเป็นพิเศษ” ชายหนุ่มรับเงินมานับจำนวนครบถ้วน ยิ่งทวีความเป็นกันเอง

“ขอเพียงเนื้อของเจ้าสดใหม่ พวกเราจะต้องมาบ่อยๆ แน่” เมิ่งเชี่ยนโยวพูด

“หมูร้านข้าฆ่าสดๆ ทุกวัน รับประกันความสดใหม่ได้เลย” พอได้ยินว่าพวกเขาจะมาอีก ชายหนุ่มตบหน้าอกรับประกัน

เมิ่งเชี่ยนโยวหัวเราะพยักหน้า ร้องบอกคนที่เหลือทั้งสามให้เดินกลับ

devc-f78f2e12-33002ข้ามกาลบันดาลรัก: Chapter 010 ตอนที่ 10