ข้ามกาลบันดาลรัก: Chapter 013 ตอนที่ 13
ตอนที่ 13 เก็บเกี่ยวมันฝรั่ง
เมิ่งชื่อคิดอยู่ครู่หนึ่งก็หาสาเหตุไม่ได้ จึงตัดบทพูดขึ้นว่า “ไม่คิดแล้ว ต่อไปคอยไปดูที่บ้านใหญ่ หากพี่ใหญ่มีแผนอะไร ผ่านไปนานเข้าก็จะเห็นเอง” และพูดขึ้นอีกว่า “กินข้าวเถอะ เด็กๆ หิวกันแล้ว”
เมิ่งเอ้ออิ๋นพยักหน้า
เมิ่งชื่อหยิบถ้วยออกมา แล้วตักข้าวสวยพูนถ้วยให้ทุกคน เมิ่งเชี่ยนโยวเปิดฝาที่ครอบอยู่ทั้งหมดออก ทั้งลานบ้านพลันเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของอาหารลอยฟุ้ง
“หอมจังเลย” เด็กตัวน้อยทนไม่ไหวจนต้องร้องออกมา คนอื่นๆ ก็แอบเห็นด้วย รู้สึกหิวขึ้นมาฉับพลัน
“กินข้าวเถอะ” เมิ่งชื่อพูดขึ้น
ทุกคนหยิบตะเกียบแล้วพุ้ยข้าวกิน กินไปพลางส่งเสียงร้องชม “อร่อย” “อร่อย” “อร่อย” ไปพลาง
เมิ่งเชี่ยนโยวมองดูครอบครัวตรงหน้า แม้จะไม่เคยได้กินอิ่มมาก่อน แต่เมื่อเผชิญหน้ากับอาหารเต็มโต๊ะเช่นนี้กลับไม่มีใครแย่งคีบอาหาร แม้แต่เด็กตัวน้อยพอกินกับข้าวในถ้วยตัวเองหมดถึงจะคีบกับข้าวอย่างอื่นมากิน ในครอบครัวยุคปัจจุบันน้อยนักที่จะมีแบบนี้
“โอ๊ย ข้ากินลิ้นเข้าไปแล้ว” เมิ่งเชี่ยนโยวร้องอุทานขึ้นเสียงหนึ่ง
ทุกคนต่างตกใจ กำลังจะเคลื่อนไหว ก็ได้ยินเมิ่งเชี่ยนโยวถามขึ้นว่า “ลิ้นของทุกคนยังอยู่ดีหรือไม่” เมื่อพูดจบก็กะพริบตาทำหน้าทำตาล้อเลียน
เช่นนั้นทุกคนถึงได้สติกลับมา เมิ่งชื่อหัวเราะแล้วพูดว่า “ลูกคนนี้ก็ซุกซนอีกแล้ว”
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านรู้สึกว่าอาหารที่ข้าทำเหล่านี้อร่อยมากใช่หรือไม่เจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวถามขึ้น
“อร่อยมาก พ่อก็ไม่เคยกินอาหารที่อร่อยเช่นนี้มาก่อน” เมิ่งเอ้ออิ๋นพูด
“เช่นนั้นหากข้าเอาสูตรอาหารพวกนี้ไปขายให้ภัตตาคาร ควรจะขายเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสมหรือเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวถามต่อ
“ขายสูตรอาหาร มีคนต้องการหรือ พ่อครัวในภัตตาคารใหญ่ๆ ก็ทำอาหารเป็นทุกอย่าง” เมิ่งเอ้ออิ๋นรู้สึกว่าความคิดนี้ก็แปลกประหลาดเกินไป
“มันก็ไม่แน่นะเจ้าคะ อาหารพวกนี้ข้าเป็นคนคิดค้นขึ้นเอง คนอื่นไม่มีฝีมือนี้แน่” นางชี้ไปที่มันฝรั่งแล้วพูดต่อ “ขายสูตรอาหาร เราจะได้ขายมันฝรั่งไปด้วยทั้งหมด ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลยนะเจ้าคะ”
“ข้าว่าน่าจะลองดูนะขอรับ” เมิ่งเสียนสนับสนุน
“ข้าก็เห็นด้วย ขายไม่ได้บ้านเราก็ไม่ขาดทุนอะไร” เมิ่งชื่อพูด
“เช่นนั้นก็ว่าตามนี้ รอให้เราเก็บมันฝรั่งเสร็จแล้ว ข้ากับพี่ใหญ่จะไปลองดูที่ภัตตาคารในเมือง” เมิ่งเชี่ยนโยวก็พูดยืนยันขึ้น
“ได้ ไปลองดู” เมิ่งเอ้ออิ๋นตัดสินใจแล้ว หากขายได้จริงๆ ครอบครัวของพวกเขาจะได้มีรายรับเพิ่มอีกทาง
เมื่อกินอาหารค่ำเสร็จ เมิ่งเชี่ยนโยวก็หยิบห่อผ้าที่ซื้อไว้ออกมาพูดกับเมิ่งชื่อ “ท่านแม่ ข้ายังซื้อผ้ามาให้ทุกคนในบ้านตัดชุดอีกด้วย ได้คนละสองชุด ท่านว่าทำแบบไหนถึงจะเหมาะสมเจ้าคะ” นางชี้ไปที่ผ้าอีกห่อหนึ่งแล้วพูดว่า “นี่เอาไว้ทำผ้าห่ม ได้คนละผืน ผ้าห่มของพวกเราก็เก่าเกินไปแล้ว ไม่อุ่นเลยสักนิด”
เมิ่งชื่อลูบคลำห่อผ้าไปมาอย่างปลาบปลื้ม พูดรับปากว่า “แม่จะทำชุดที่ดีที่สุดให้พวกเจ้าใส่” “สำหรับผ้าห่ม...” นางย่นหัวคิ้ว “บ้านเราไม่มีนุ่น...”
“ไปซื้อในหมู่บ้านเถอะเจ้าค่ะ เดิมทีข้าคิดจะซื้อนุ่นมาด้วย แต่มาคิดดูแล้วเราซื้อในหมู่บ้านดีกว่า จ่ายเงินมากกว่าสองอีแปะ แต่ได้ความสัมพันธ์กลับมา ต่อไปถ้าในบ้านมีเรื่องเดือดร้อน จะหาคนช่วยก็ง่ายขึ้นแล้ว” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดขึ้น
“เจ้าก็ช่างรอบคอบนัก เอาตามที่เจ้าว่าแล้วกัน รอให้เสร็จงานนี้ก่อน แม่จะไปถามดูว่าบ้านใครมีนุ่นบ้าง ตอนนี้แม่จะไปตัดชุดให้พวกเจ้าก่อน” พูดจบ นางก็เดินเข้าห้องไปอย่างมุ่งมั่น
เมื่อเห็นท่าทางทนรอต่อไปไม่ไหวของเมิ่งชื่อ เมิ่งเชี่ยนโยวหัวเราะร่วน เดินมายังห้องฝั่งตะวันตก นอนลงบนเตียง ครุ่นคิดแล้วพูดว่า รอให้ขายฉั่งฉิกและมันฝรั่งนี้หมดก่อน ความเป็นอยู่ในบ้านก็จะมั่นคงขึ้น แผนออกกำลังกายของตัวเองจะได้เป็นจริงสักที คิดถึงตรงนี้แล้ว ความง่วงก็เข้าคืบคลาน ค่อยๆ เข้าสู่ห้วงความฝัน
...
วันที่สองยังคงเป็นวันแห่งการทำงานหนัก เพราะมีประสบการณ์ของเมื่อวานแล้ว วันนี้ทุกคนจึงแบ่งงานกันทำได้เป็นอย่างดี งานหลักของเมิ่งชื่อและเมิ่งฉีคือการขุดมันฝรั่ง งานหลักของเมิ่งเอ้ออิ๋นและเมิ่งเสียนคือแบกมันฝรั่งลงเขา ส่วนเมิ่งเชี่ยนโยวรับผิดชอบทำอาหารสามมื้อให้คนทั้งครอบครัวกิน ความวุ่นวายนี้ผ่านไปสามวัน ตอนบ่ายของวันที่สี่ในที่สุดก็เก็บมันฝรั่งกลับมาบ้านได้ทั้งหมด ระหว่างนั้นแม้จะมีคนสงสัยว่าบ้านเมิ่งแค่เก็บฟืนทำไมต้องทำกันหามรุ่งหามค่ำเช่นนี้ แต่ก็ไม่มีใครเอ่ยถามขึ้นมา
เมิ่งชื่อเทมันฝรั่งตะกร้าสุดท้ายลงในมุมอับ เช็ดหยาดเหงื่อที่หน้าผากแล้วพูดอย่างยินดี “ทั้งหมดนี้น่าจะมีสองร้อยจินได้ ต่อให้ขายไม่ได้ ต่อไปบ้านเราก็ไม่ต้องทุกข์ยากอีกแล้ว ทั้งหมดนี้เพียงพอให้พวกเรากินไปจนหมดฤดูหนาว”
เมิ่งเอ้ออิ๋นพยักหน้าลงอย่างเห็นด้วย
เมิ่งเชี่ยนโยวเดินเข้ามาพูดว่า “ท่านพ่อท่านแม่ พวกเราคัดแยกมันฝรั่งพวกนี้หน่อยเถอะเจ้าค่ะ เอาที่ขุดเสียหาย และที่หัวเล็กคัดแยกออกมากินเอง ส่วนที่ดีๆ ลูกใหญ่ๆ นั้นเราก็เอาไปขาย”
เมิ่งชื่อได้ยินพูดอย่างกลัดกลุ้ม “บ้านเราไม่มีที่แล้ว หากคัดแยกอีก จะทำให้ข้างบ้านเห็นเอาได้”
“เอาที่คัดแล้วไปเก็บไว้ในบ้าน ห้องสามห้องยังพอให้วางได้” เมิ่งเอ้ออิ๋นพูด
เมิ่งชื่อตีหน้าผาก “ข้าก็ดีใจจนโง่ไปแล้ว ลืมไปว่าในห้องยังมีที่วาง”
“มันฝรั่งเท่านี้ท่านแม่ก็ดีใจจนเลอะเลือนแล้วหรือเจ้าคะ หากพวกเราเก็บได้สองหมื่นจิน ห้าหมื่นจินเล่า ท่านแม่ยังจะจำพวกเราได้หรือไม่” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดหยอกเย้าขึ้น
“เจ้าลูกคนนี้ล้อแม่อีกแล้ว จะเก็บมันฝรั่งเยอะเช่นนั้นได้อย่างไร” เมิ่งชื่อถาม
“ต่อไปท่านจะรู้เองเจ้าค่ะ” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดโยกโย้ไม่บอก
เมิ่งชื่อส่ายหน้า ไม่ได้พูดอะไรออกมา อย่างไรเสียก็เพราะลูกของนางมีความคิดต่างไม่เหมือนใคร
การคัดแยกมันฝรั่งเร็วกว่าขุดมันฝรั่งเยอะ ใช้เวลาเพียงสองชั่วยามก็แบ่งจนเสร็จทั้งหมด
เมิ่งชื่อล้างมือ เตรียมทำอาหารค่ำ เมิ่งเอ้ออิ๋นและลูกๆ รวมตัวกันปรึกษาเรื่องไปขุดฉั่งฉิกวันพรุ่งนี้
“พรุ่งนี้พวกเราจะต้องขุดฉั่งฉิกกลับมาทั้งหมด” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดอย่างขึงขัง
ทุกคนมองนางอย่างไม่เข้าใจ
“หากพวกเราเก็บทีละน้อย แล้วค่อยๆ นำไปขาย จะเป็นการเสียเวลามาก ถ้าพวกเราเก็บไปเป็นจำนวนมาก ตอนเอาไปขายจะต้องเป็นที่สังเกตของร้ายยาร้านอื่น และถูกคนสะกดรอยตามได้ เพราะนี่เป็นสมุนไพรมีชื่อ ใครก็อยากได้โดยไม่ต้องใช้เงินซื้อ พวกเราเก็บและขายไปในทีเดียว ต่อให้มีคนคิดจะไปเก็บ ก็ไม่มีให้เก็บแล้ว” เมิ่งเชี่ยนโยวอธิบาย
เมิ่งเอ้ออิ๋นได้ฟังถามขึ้น “โยวเอ๋อร์ จะไม่เกิดเรื่องยุ่งยากกับพวกเราใช่หรือไม่”
“วางใจเถอะเจ้าค่ะท่านพ่อ พวกเราไม่ได้ขโมย ไม่ได้แย่งชิงใครมา แค่ไปเก็บของบนเขาที่ไม่มีใครเอา ไม่มีทางเป็นอะไรอย่างเด็ดขาด” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดปลอบประโลมขึ้น
เมิ่งเอ้ออิ๋นคิดแล้วก็เห็นด้วย ร้านยาใหญ่ๆ ในเมืองมีสมุนไพรเลื่องชื่อทุกชนิด จะมาคิดวางแผนเพื่อฉั่งฉิกแค่นี้ได้อย่างไร
จะเห็นได้ว่า คนซื่อมีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย เขาไม่คิดบ้างว่าเหตุใดร้านยาต้องรับซื้อฉั่งฉิกเป็นจำนวนมาก
“เวลาที่เราเด็ดจะต้องแยกเก็บส่วนใบและส่วนดอก เวลาใส่ในตะกร้าก็ต้องใส่ให้ดี พยายามอย่าให้เสียหาย” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดกำชับ
“เหมือนที่เจ้าเก็บมาวันนั้น” เมิ่งฉีถาม
“อือ” เมิ่งเชี่ยนโยวพยักหน้า
“แต่พวกเราไม่มีตะกร้ามากขนาดนั้น” เมิ่งฉีถามอีก
“พ่อจะไปยืม ต้องใช้ตะกร้ากี่ใบ” เมิ่งเอ้ออิ๋นถามเมิ่งเชี่ยนโยว
เมิ่งเชี่ยนโยวคำนวณครู่หนึ่ง “ประมาณยี่สิบใบเจ้าค่ะ”
“ยี่สิบใบ” เมิ่งเอ้ออิ๋นย่นหัวคิ้ว
“ยืมยากหรือคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวถาม
“แต่ละบ้านมีเหลือเก็บน้อยมาก ยี่สิบใบน่าจะต้องยืมเกือบครึ่งหมู่บ้าน ยืมไม่กี่บ้านยังพอว่า ยืมเยอะขนาดนี้ หากคนในหมู่บ้านถามขึ้นมาจะตอบเขาลำบาก” เมิ่งเอ้ออิ๋นพูดอย่างลำบากใจ
เมิ่งเชี่ยนโยวก็คิดถึงปัญหานี้เช่นกัน ยืมตะกร้าจำนวนมากไม่ได้การ จะเรียกความสงสัยจากคนในหมู่บ้านได้
“แถวนี้มีขายตะกร้าหรือไม่เจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวถาม
“บ้านยายเจ้าขายตะกร้านี้ ตะกร้าของบ้านเราบ้านยายเจ้าเป็นคนทำมาให้ แต่พวกเราซื้อตะกร้ามายี่สิบอันเพื่อใช้ครั้งเดียวก็น่าเสียดายเกินไป” พอคิดว่าหลังจากขายฉั่งฉิกแล้ว ตะกร้าพวกนี้ก็จะไม่ได้ใช้อีก เมิ่งเอ้ออิ๋นก็ปวดใจเหลือจะทน
“พรืด” เมิ่งเชี่ยนโยวหลุดขำออกมา หัวเราะแล้วพูดว่า “ใครบอกว่าใช้ครั้งเดียวเจ้าคะ ต่อไปพวกเรายังต้องได้ใช้อีก อีกทั้งตะกร้าก็ไม่เสียหายสักหน่อย”
“จริงด้วยสิ วางไว้ต่อไปก็ยังเอามาใช้ได้ เหตุมดข้าถึงลืมเสียได้” เมิ่งเอ้ออิ๋นพลันคิดขึ้นได้
“ท่านพ่อ ท่านกับพี่ใหญ่ไปซื้อตะกร้าจากบ้านท่านยายมายี่สิบใบ อย่าบอกว่าพวกเราซื้อเอง บอกว่าเถ้าแก่ในเมืองต้องการใช้ วันนี้เอามาไว้ที่บ้านเราก่อน พรุ่งนี้ค่อยเอาไปส่ง ให้เพิ่มอีกใบละสองอีแปะ” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดกำชับ
“พ่อจะไปเดี๋ยวนี้” เมิ่งเอ้ออิ๋นลุกขึ้นเดินไปทางประตู
เมิ่งเสียนรีบตามไป
“ข้าวใกล้จะเสร็จแล้ว พวกเจ้าพ่อลูกจะรีบไปไหนอีก” เมิ่งชื่อเห็นพ่อลูกเดินออกจากประตูไปแล้ว ตะโกนเรียกขึ้น
“ไปบ้านแม่ยาย พวกเจ้ากินก่อนเถอะ ไม่ต้องรอพวกเรา” เสียงดังลอยกลับมา
“ดึกขนาดนี้แล้ว ไปบ้านยายเจ้าทำอะไร” เมิ่งชื่อถามเมิ่งเชี่ยนโยวด้วยความสงสัย
“พวกเราปรึกษากันว่าพรุ่งนี้จะต้องเก็บฉั่งฉิกให้หมดภายในครั้งเดียว แต่ตะกร้าไม่พอ ท่านพ่อจะไปซื้อมาจากบ้านยายเจ้าค่ะ” เมิ่งเชี่ยนโยวอธิบายขึ้น
“ดึกขนาดนี้ไปบ้านยาย ได้ทำยายเจ้าตกใจแย่ อีกอย่างไม่เอาของอะไรไปบ้างก็ไปบ้านแม่ยายแบบนั้นได้อย่างไรกัน” เมิ่งชื่อตำหนิ
“พวกเราเองก็เพิ่งคิดได้ ท่านพ่อไม่ได้คิดอะไรมาก ก็พาพี่ใหญ่ออกไปแล้ว ท่านไม่ต้องร้อนใจหรอกเจ้าค่ะ พอเราขายฉั่งฉิกและมันฝรั่ง ได้เงินมาซื้อเนื้อและขนม พวกเราค่อยไปเยี่ยมตากับยายด้วยกันทั้งหมด” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดปลอบใจ
เมิ่งชื่อคิดว่าตัวเองตั้งแต่ปีใหม่กลับมาก็ไม่ได้กลับบ้านแม่ ถึงเวลากลับไปเยี่ยมบ้านแล้ว พยักหน้ารับคำ
อาหารทำเสร็จแล้ว เก็บอีกส่วนหนึ่งไว้ในกระทะ ที่เหลือหลังจากทุกคนกินเสร็จ ก็มานั่งรอเมิ่งเอ้ออิ๋นและเมิ่งเสียนอยู่ที่ลานบ้าน
กระทั่งเมิ่งเจี๋ยหลับไปแล้ว เมิ่งเอ้ออิ๋นและเมิ่งเสียนถึงแบกตะกร้าสะพายหลังกลับมา
เมิ่งชื่อรีบลุกขึ้นไปรับตะกร้าพูดว่า “เหตุใดถึงกลับมามืดค่ำเช่นนี้”
“ขาดสองอัน พ่อตากับพี่ใหญ่ช่วยกันสานให้ พวกเราถึงเพิ่งกลับมา” เมิ่งเอ้ออิ๋นตอบ
“พวกเจ้าไปดึกแบบนี้ ท่านพ่อท่านแม่ไม่ตกใจแย่หรือ” เมิ่งชื่อถามต่อ
“ตอนเห็นพวกเราก็ตกใจมาก แต่พอได้ยินว่าเราจะมาซื้อตะกร้ายี่สิบใบ อีกทั้งให้เพิ่มอีกใบละสองอีแปะ ก็ดีใจยกใหญ่” เมิ่งเอ้ออิ๋นพูดไปพลางเอาตะกร้าทั้งหมดเข้าไปจัดเก็บในเพิง
“ดึกขนาดนี้แล้ว หิวแล้วสิ ข้าจะไปเตรียมข้าวให้นะ” เมิ่งชื่อเดินไปข้างกระทะ เตรียมจะอุ่นอาหารให้ร้อน
“ไม่ต้องแล้ว พวกเรากินมาจากบ้านพ่อตาแล้ว” เมิ่งเอ้ออิ๋นพูดจบหัวเราะแหะๆ “ยังกินเหล้ามานิดหน่อยด้วย”
“เจ้านี่นะ” เมิ่งชื่อเอ็ด
เมิ่งเอ้ออิ๋นลูบหัวอย่างรู้สึกผิด “รอพวกเราทำงานนี้เสร็จ ซื้อของขวัญไปฝากบ้านพ่อตาเยอะหน่อยเถอะ”
“อือ ข้ารู้แล้ว เหนื่อยมาทั้งวัน ลูกๆ เหนื่อยกันหมดแล้ว รีบไปอาบน้ำนอนเถอะ”
เมิ่งเอ้ออิ๋นพยักหน้า เดินเข้าไปในห้อง สามพี่น้องแซ่เมิ่งก็แยกย้ายกันเข้าห้องตัวเอง