ข้ามกาลบันดาลรัก: Chapter 014 ตอนที่ 14

#14Chapter 014

ตอนที่ 14 ท่านอา หลอกเด็กเป็นสิ่งผิด

หลับสบายตลอดทั้งคืน

...

วันที่สองทั้งครอบครัวต่างยุ่งวุ่นวายกับการเก็บส่วนใบและดอกของฉั่งฉิกกลับมาทั้งหมด

เมิ่งฉีนับดูแล้วมีทั้งหมดยี่สิบสามตะกร้า จึงพูดกับเมิ่งเชี่ยนโยวด้วยความยินดี “น้องสาว ครั้งนี้พวกเราคงขายได้เงินไม่น้อยเลยนะ”

เมิ่งเชี่ยนโยวพยักหน้าแล้วพูด “น่าจะขายได้ประมาณหนึ่งพันตำลึง”

“หนึ่งพันตำลึง!” เมิ่งฉีร้องอุทานออกมา จากนั้นก็เอามือปิดปาก มองโดยรอบลานบ้านอย่างระแวดระวัง

เมิ่งเชี่ยนโยวมองดูท่าทีของเขาแล้วก็หลุดหัวเราะเสียงดังลั่น

“โยวเอ๋อร์ มีเรื่องอะไรทำให้เจ้าดีใจได้ถึงเพียงนี้หรือ” เห็นเมิ่งเชี่ยนโยวหัวเราะอย่างมีความสุขแล้ว เมิ่งซื่อก็ถามขึ้น

“ความลับเจ้าค่ะ” เมิ่งเชี่ยนโยวกะพริบตาทำหน้าหยอกล้อตอบเมิ่งซื่อ

“ลูกคนนี้นี่ กับแม่ยังต้องมีความลับอีก” เมิ่งซื่อยิ้มตำหนิอย่างเอ็นดู ไม่ได้ซักถามอะไรต่อ

เมิ่งฉีลอบถอนหายใจออกมา เขาก็รู้สึกว่าท่าทางเมื่อครู่ของตัวเองนั้นไร้สติเกินไป โชคดีที่น้องสาวไม่ได้พูดออกมา

“ท่านพ่อ เราจ้างรถเทียมเกวียนสองคันเข้าเมืองเถอะเจ้าค่ะ ของเยอะขนาดนี้พวกเราเอาไปไม่ไหวแน่” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดกับเมิ่งเอ้ออิ๋น

เมิ่งเอ้ออิ๋นพยักหน้าลง “เดี๋ยวพ่อลองไปถามดูว่ามีวัวบ้านไหนว่างบ้าง พรุ่งนี้เราขอยืมใช้สักวัน”

“ตอนยืมวัวบอกว่าพวกเราจะเอาฟืนไปขายนะเจ้าคะ อีกอย่าง พวกเราไม่ยืมเปล่าๆ ตอนกลางคืนกลับมาจะให้เงินยี่สิบอีแปะ” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดเตือนขึ้น

“ได้สิ พ่อจะลองไปถามดู ตอนนี้ยังไม่มีงานในท้องนา น่าจะยืมได้ไม่ยาก” เมิ่งเอ้ออิ๋นพูดจบก็เดินออกไป

...

เมิ่งซื่อเตรียมทำอาหารค่ำ นางเพิ่งจะเติมน้ำ เมิ่งเอ้ออิ๋นก็กลับมาแล้ว เข้ามาถึงเขาก็พูดว่า “ยืมได้แล้ว วัวของบ้านหนิวเอ้อและบ้านหลิวซาน พวกเขาบอกว่าจะเอามาให้พรุ่งนี้ยามอิ๋น[footnoteRef:1]” [1: ยามอิ๋น คือ ช่วงเวลาประมาณ 03.00 – 05.00 น.]

เมิ่งซื่อตกใจ “เร็วเพียงนี้เชียวหรือ”

“ข้าเดินไปไม่ไกลก็เจอหนิวเอ้อเดินกลับมาจากท้องนาแล้ว พอได้ยินว่าข้าจะยืมรถเทียมเกวียนให้เงินยี่สิบอีแปะ เขาก็ตอบรับทันที หลิวซานเดินผ่านมาพอดี บอกว่าให้เรายืมรถเทียมเกวียนของตัวเองด้วยหนึ่งวัน” เมิ่งเอ้ออิ๋นพูด

“ข้าจะรีบทำอาหาร กินเสร็จแล้วจะได้รีบพักผ่อน พรุ่งนี้จะต้องตื่นแต่เช้า” เมิ่งซื่อรีบจุดไฟทำอาหาร ทั้งครอบครัวกินกันอย่างเรียบง่าย จากนั้นก็เข้านอนแต่หัวค่ำ

...

ยามอิ๋น วันต่อมา ทั้งสองบ้านก็นำรถเทียมเกวียนมาส่งให้ตรงตามเวลา กำชับสองสามประโยคแล้วก็จากไป พ่อลูกบ้านเมิ่งทั้งหมดช่วยกันขนฉั่งฉิกขึ้นรถ เมิ่งเชี่ยนโยวแบ่งที่ไว้วางมันฝรั่งเล็กน้อย ด้านบนนั้นปิดด้วยฟืนแห้ง พ่อลูกทั้งสี่คนบังคับรถเทียมเกวียนสองคันเดินทางเข้าเมือง

รถเทียมเกวียนเร็วกว่าคนไม่เท่าไหร่ กว่าจะถึงตัวเมืองฟ้าก็แจ้งมากแล้ว พ่อลูกทั้งหมดไม่สนเรื่องกินข้าว มุ่งหน้าตรงไปที่ร้านยาเต๋อเหรินทันที ร้านยาเต๋อเหรินมีคนมารับการตรวจโรคแล้ว เสี่ยวเอ้อร์ของร้านคนหนึ่งเห็นรถเทียมเกวียนบรรทุกฟืนแห้งสองคันมาจอดอยู่หน้าประตูร้าน มองแวบหนึ่งด้วยความประหลาดใจ พอเห็นเมิ่งเชี่ยนโยวนั่งอยู่บนรถรีบวิ่งออกไปทันที พูดด้วยความยินดีว่า “แม่นาง เจ้ามาแล้วหรือ หลงจู๊ของเราคอยเจ้าตั้งแต่เมื่อวานแล้ว”

เมิ่งเชี่ยนโยวลงมาจากรถเทียมเกวียน แล้วพูดกับเสี่ยวเอ้อร์ว่า “เจ้าช่วยไปบอกหลงจู๊ทีว่าพวกเราเอาของมาส่งแล้ว”

เสี่ยวเอ้อร์รับคำ แล้วรีบวิ่งไปหลังร้านตะโกนเรียกหลงจู๊ เพียงไม่นาน หลงจู๊ก้าวเดินฉับๆ ออกมา มองรถเทียมเกวียนสองคันแวบหนึ่ง แล้วพูดกับเมิ่งเชี่ยนโยว “แม่นาง ทั้งหมดบนรถใช่หรือไม่”

เมิ่งเชี่ยนโยวพยักหน้า

หลงจู๊ยินดียิ่งนัก “เอ้อร์จื่อ รีบไปเรียกคนมาขนถ่ายสิ่งของลงจากรถเร็ว!”

เสี่ยวเอ้อร์กำลังจะไปเรียกคน ก็ถูกเมิ่งเชี่ยนโยวห้ามไว้ก่อน “หลงจู๊ ฉั่งฉิกมากขนาดนี้ ขนย้ายจากหน้าร้านยาจะไม่เหมาะสมหรือไม่”

หลงจู๊นิ่งอึ้ง จากนั้นก็เข้าใจ “เป็นแม่นางที่ไตร่ตรองรอบคอบเสมอ” หันไปพูดสั่งการพนักงาน “นำรถเทียมเกวียนไปด้านหลัง”

เสี่ยวเอ้อร์รับคำ เดินนำทางให้พ่อลูกแซ่เมิ่งตามไป เมิ่งเชี่ยนโยวคิดจะเดินตามไป กลับถูกหลงจู๊เรียกเอาไว้เสียก่อน “แม่นางช้าก่อน”

เมิ่งเชี่ยนโยวมองเขาอย่างแคลงใจ

“เจ้าของร้านพวกเรามาแล้ว มีเรื่องอยากปรึกษากับแม่นาง ไม่ทราบว่าเจ้าจะพบได้หรือไม่” หลงจู๊ถาม

“ถ้าข้าไม่พบ ฉั่งฉิกนี้พวกท่านยังจะรับซื้อหรือไม่” เมิ่งเชี่ยนโยวถาม

“ย่อมรับอยู่แล้ว”

“งั้นก็ไม่พบ” เมิ่งเชี่ยนโยวปฎิเสธตามตรง

หลงจู๊ไม่คิดว่าเมิ่งเชี่ยนโยวจะปฏิเสธ ถึงขั้นตกตะลึงไปชั่วขณะ เตรียมจะพูดขึ้นต่อ ทว่าชั้นบนกลับมีเสียงหัวเราะเสียงหนึ่งดังลอยมา “แม่หนูคนนี้น่าสนใจยิ่งนัก” จากนั้นมีเสียงดังลอยมาว่า “แม่หนู ข้าจะให้เจ้าเพิ่มอีกจินละห้าสิบอีแปะ เจ้าจะยอมพบหรือไม่”

“สองร้อยอีแปะ” เมิ่งเชี่ยนโยวพูด

คนชั้นบนหยุดชะงัก เมิ่งเชี่ยนโยวจึงหันหลังเดินจากไป

“เพิ่มเพียงสองร้อยอีแปะ” น้ำเสียงชั้นบนพูดอย่างร้อนรน

เมิ่งเชี่ยนโยวหยุดชะงักฝีเท้า “ข้าจะไปบอกพ่อกับพี่ชายก่อน” สิ้นเสียง คนก็เดินออกไปถึงประตูหลังร้านแล้ว

“ช่างเป็นเด็กสาวที่ฉลาดยิ่งนัก” เสียงชั้นบนดังลอยมาอีกครั้ง

หลงจู๊ถอนหายใจอย่างโล่งอก นับว่าเบาใจลงแล้ว หากวันนี้แม่หนูยืนหยัดจะไม่พบเจ้าของร้าน ชามข้าวนี้ของเขาคงรักษาไว้ไม่ได้แล้ว

เมิ่งเชี่ยนโยวเดินมาถึงหลังร้าน หยุดการขนถ่ายสินค้าของพ่อลูกแซ่เมิ่ง พูดข้างหูพวกเขาสองสามคำ พ่อลูกแซ่เมิ่งหยุดมืออย่างเชื่อฟัง

“ถึงเวลาต้องขนถ่ายข้าจะตะโกนบอกพวกท่าน” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดย้ำขึ้น

พ่อลูกทั้งหมดพยักหน้า เมิ่งเชี่ยนโยวถึงเดินตามพนักงานขึ้นไปชั้นบน

เดินมายังห้องหนึ่งบนชั้นสอง พนักงานล่าถอยออกไป เมิ่งเชี่ยนโยวช้อนสายตามองประเมินห้องตรงหน้า เมื่อดูก็รู้ว่าเป็นห้องทำงาน ในห้องนั้นไม่มีเครื่องเรือนมากเกินความจำเป็น มีเพียงโต๊ะไม้ถานชั้นดีตัวหนึ่งวางอยู่ทิศใต้ของห้อง ด้านหลังโต๊ะมีชายหนุ่มผิวพรรณดีอายุราวยี่สิบต้นๆ คนหนึ่งนั่งอยู่ ข้างๆ มีเก้าอี้ขนาดใหญ่โบราณหลายตัว หนึ่งในเก้าอี้นั้นมีชายหนุ่มถือดาบน่าเกรงขามคนหนึ่งนั่งอยู่

เมิ่งเชี่ยนโยวเดินตรงไปนั่งบนเก้าอี้ที่อยู่ใกล้โต๊ะที่สุด ถามชายวัยหนุ่มขึ้นว่า “ท่านเจ้าของร้านไม่ทราบจะถามเรื่องอันใด”

“เจ้าไม่กลัว” ชายหนุ่มมองเมิ่งเชี่ยนโยวที่นั่งลงอย่างไม่สะทกสะท้าน ถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ ต้องรู้ว่าคนข้างๆ เขานี้อยู่ในกองทัพมานาน ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยพลังสังหาร คนในเมืองใครเห็นก็ต้องหวาดผวา ไม่กล้าเข้าไปใกล้ แต่หญิงสาวตรงหน้ากลับมีท่าทีสบายๆ ทำให้เขาประหลาดใจไม่น้อย

“ข้ามีความแค้นกับเขาหรือ” เมิ่งเชี่ยนโยวถาม

“ไม่มี” ชายหนุ่มส่ายหน้า

“เขาจะฆ่าข้าหรือ” เมิ่งเชี่ยนโยวถามขึ้นอีก

“เขาไม่มีความแค้นกับเจ้า จะฆ่าเจ้าทำไม” ชายหนุ่มตอบกลับ

“งั้นทำไมข้าต้องกลัวเขา” เมิ่งเชี่ยนโยวใช้สายตามองคนโง่มองเขาแล้วตอบ

ชายหนุ่มสะอึก หยุดชะงักฉับพลัน

“เรื่องของท่านเจ้าของร้านถ้าถามจบแล้ว ข้าขอตัว” เมิ่งเชี่ยนโยวเตรียมลุกขึ้น

“ช้าก่อน ข้ายังไม่ได้ถาม” ชายหนุ่มร้อนรนพูด

เมิ่งเชี่ยนโยวนั่งบนเก้าอีกอีกครั้ง

“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าเป็นเจ้าของร้าน” ชายหนุ่มเปลี่ยนน้ำเสียงถามอีกครั้ง

“ท่านแน่ใจว่าจะถามคำถามนี้” เมิ่งเชี่ยนโยวตอบเหมือนหัวเราะแต่ไม่หัวเราะออกมา

ชายหนุ่มเห็นท่าทีของนางก็รู้ได้ทันทีว่าไม่น่าจะพูดคุยกันดีๆ ได้ แต่ยังคงฝืนตอบกลับไป “แน่ใจ”

“เข้าเรื่องเถอะ” ไม่รอให้เมิ่งเชี่ยนโยวพูด ผู้ชายข้างๆ เอ่ยปากพูดขึ้น

ได้ยินคำพูดของชายผู้นั้น ชายหนุ่มก็พลันนั่งยืดตัวตรง จิบน้ำชาคำหนึ่ง แล้วพูดด้วยสีหน้าขึงขัง “แม่นาง ข้าได้ยินหลงจู๊หลี่บอกว่า เจ้าพบฉั่งฉิกจำนวนมาก...”

“ไม่ใช่จำนวนมาก” เมิ่งเชี่ยนโยวพูด “ส่วนใบและดอกที่เรานำมาส่งให้วันนี้เป็นของที่มีทั้งหมดแล้ว ไม่มีเหลืออีกแล้ว”

“ได้ๆๆ ไม่ใช่จำนวนมาก เช่นนั้นเจ้าบอกข้าได้หรือไม่ว่าเจ้าพบของสิ่งนี้จากที่ใด” ชายหนุ่มเกลี้ยกล่อม

“ไม่ได้” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดอย่างหนักแน่นเด็ดขาด

“แม่นางน้อย ของในวันนี้ที่เจ้าส่งมานอกจากเราจะรับซื้อทั้งหมดในราคาสูงลิ่ว นอกจากนั้นข้ายังจะให้เจ้าเพิ่มอีกห้าสิบตำลึง เจ้าพอจะบอกข้าได้หรือไม่” ชายหนุ่มพูดหลอกล่อ

“พ่อบอกพวกเราว่า ห้ามเอาของใครเปล่าๆ โดยเฉพาะเงิน” ความหมายก็คือข้าไม่เอาเงิน และก็ไม่บอกเจ้า

ชายหนุ่มไม่คิดว่าเด็กสาวบ้านนาคนหนึ่งจะดื้อรั้นได้ถึงเพียงนี้ พอได้เงินห้าสิบตำลึงไปก็ควรจะยินดีปรีดาบอกเขาแล้วไม่ใช่หรืออย่างไร นี่เป็นเงินห้าสิบตำลึงเลยนะ ครอบครัวชาวนาทั้งชีวิตนี้ก็ไม่มีทางเก็บได้มากขนาดนี้

“แม่นางน้อย เจ้าฟังข้านะ ส่วนใบและดอกเจ้าเก็บมาหมดแล้ว เหลือลำต้นและรากไว้ก็ไม่มีประโยชน์ เจ้าบอกพวกเราก็ไม่มีผลเสียอะไร ทั้งยังจะได้เงินเพิ่มอีกห้าสิบตำลึง” ชายหนุ่มพูดหลอกล่อต่อ พูดจบยกถ้วยชาขึ้นดื่มอีกคำ

“ท่านอา หลอกเด็กนั้นเป็นสิ่งผิด” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดจบ ขยับตัวไปด้านข้าง

“พรืด” ชายหนุ่มพ่นน้ำชาในปากออกมา ยังไม่ทันได้เช็ดปากก็ชี้ถามเมิ่งเชี่ยนโยว “เจ้าเรียกข้าว่าอะไรนะ”

เมิ่งเชี่ยนโยวมองเขาอย่างเดียดฉันท์แวบหนึ่ง พูดเสียงหวานแสบไส้ “ท่านอาไง”

“จะ จะ เจ้า...” ชายหนุ่มชี้หน้าเมิ่งเชี่ยนโยวโมโหจนพูดไม่ออก

“ไม่ถูกหรือ หรือต้องเรียกว่าท่านลุง แต่ท่านก็ดูยังไม่ได้แก่ขนาดนั้นนี่น่า” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดอย่างสงสัย

ชายหนุ่มรู้สึกโมโหเป็นอย่างมาก โวยวายขึ้นมาว่า “ท่านลุง เจ้ายังคิดจะเรียกข้าว่าลุงหรือ ขะ ขะ ข้า...” ข้าอยู่พักใหญ่ ก็ไม่มีคำพูดอะไรออกมาอีก

“พอได้แล้ว” ผู้ชายคนข้างๆ ตวาดขึ้น

“พอได้แล้วอะไรกัน คุณชายอย่างข้าใครเห็นใครรัก ใครเห็นใครหลง รูปงามองอาจ เฉลียวฉลาดรอบรู้...”

“หากเจ้ายังพูดเหลวไหลอีก กลับไปข้าจะจับเจ้าไปอยู่กองทัพ!” ชายผู้นั้นพูดขู่

ชายหนุ่มพลันหุบปากฉับ นั่งลงบนเก้าอี้อย่างไม่สบอารมณ์

เมิ่งเชี่ยนโยวมองเหตุการณ์ทั้งหมดตรงหน้านี้อย่างสงบนิ่ง ไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรออกมา

ครู่หนึ่งชายหนุ่มจึงเอ่ยปากพูดขึ้น “แม่นางน้อย ต้องทำอย่างไรเจ้าถึงจะบอกพวกเราหรือ”

“ฉั่งฉิกเป็นสมุนไพรเลื่องชื่อ ไม่เพียงส่วนของใบและดอกนำมาทำเป็นยาได้ ลำต้นและรากก็เช่นกัน อีกทั้งมีราคาสูงกว่ามาก” มองดูชายหนุ่มทำหน้าตกใจแวบหนึ่ง เมิ่งเชี่ยนโยวก็พูดขึ้นต่อ “ช่วงเวลาการเก็บฉั่งฉิกที่ดีที่สุดคือหนึ่งเดือนนับจากนี้ แม้ข้าจะเด็ดส่วนใบและดอกมา ลำต้นและรากของฉั่งฉิกยังสามารถเจริญเติบโตต่อได้ เดิมทีข้าคิดว่าถึงเวลานั้นค่อยขายให้กับพวกท่าน แต่ไม่คิดว่าพวกท่านกลับหมายจะครอบครองเปล่าๆ”

ชายหนุ่มและชายผู้นั้นก้มหน้านิ่งอับอายในคำพูดนี้ของเมิ่งเชี่ยนโยว

“ดูท่าทางของพวกท่านแล้ว คงอยากจะได้สมุนไพรพวกนี้มาก ยังดีว่าพวกท่านเพียงแค่พูดหลอกล่อข้า ไม่ได้ใช้กำลังขู่บังคับ เช่นนั้นข้าจะบอกพวกท่านก็ได้” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดขึ้นอีก

“สองพันตำลึง” ชายผู้นั้นเอ่ยปาก

“ไม่จำเป็น” เมิ่งเชี่ยนโยวปฏิเสธ

ชายผู้นั้นหยิบตั๋วแลกเงินปึกหนึ่งออกมาจากในอกอย่างไม่ลังเล วางลงบนโต๊ะ

“ข้ามีเงื่อนไขสามข้อ” เมื่อเห็นว่าปฏิเสธไม่ได้ เมิ่งเชี่ยนโยวจึงเอ่ยปาก

ทั้งสองมองนางอย่างเค้นถาม

“ข้อแรก ข้าขอให้เรื่องที่เกี่ยวกับฉั่งฉิกนี้ห้ามแพร่งพรายออกไปให้ใครรู้เด็ดขาด”

“ข้อสอง ทางที่ดีที่สุดคือให้ข้าเป็นคนเก็บถอน เลี่ยงไม่ให้เรื่องเล็ดลอดหลุดออกไป สร้างความยุ่งยากให้กับคนในหมู่บ้านบริเวณนั้น”

“ข้อสาม ข้าต้องการเก็บไว้จำนวนหนึ่งเพื่อเป็นเมล็ดพันธุ์ หวังว่าพวกท่านจะไม่แทรกแซง”

เมิ่งเชี่ยนโยวพูดเงื่อนไขของตัวเองออกไปอย่างไม่ลังเล

ชายหนุ่มทั้งสองคนสบตากัน พูดออกมาอย่างพร้อมเพรียง “ตกลง”

devc-88b8c9ff-33080ข้ามกาลบันดาลรัก: Chapter 014 ตอนที่ 14