ข้ามกาลบันดาลรัก

ข้ามกาลบันดาลรัก: Chapter 015 ตอนที่ 15

#15Chapter 015

ตอนที่ 15 ไปภัตตาคาร

“ข้าอยากแนะนำพวกท่านไปเก็บถอนหลังจากนี้อีกหนึ่งเดือน” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดต่อ

ชายผู้นั้นไม่รับคำ ถามเมิ่งเชี่ยนโยวว่า “ไม่ทราบว่าแม่นางเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้จำนวนหนึ่งเพื่อการใด เพื่อจะขายให้คนอื่นหรือคิดจะปลูกเอง”

“ปลูกเอง”

“แม่นางปลูกเป็นหรือ” ชายผู้นั้นถามด้วยอารามตกใจ

“ไม่เป็น แค่เคยได้ยินคนพูดถึงวิธีการปลูก อยากจะทดลองทำดู” เมิ่งเชี่ยนโยวตอบ

“แม่นางมีความมั่นใจกี่ส่วน” ชายผู้นั้นถามอีก

“อย่างน้อยก็หกส่วน”

ชายผู้นั้นยิ่งรู้สึกประหลาดใจ มีความมั่นใจหกส่วน แม้แต่ชาวสวนที่ปลูกฉั่งฉิกมานานยังไม่พูดว่ามั่นใจหกส่วนเลย แต่แม่หนูคนนี้เพียงแค่ได้ยินคนอื่นพูดถึงวิธีการปลูก ไม่เคยปลูกเองมาก่อน กลับบอกว่ามั่นใจหกส่วน

ชายหนุ่มกลับไม่ใส่ใจ แค่คำพูดพล่อยๆ ใครก็พูดได้ แม่หนูตรงหน้าก็ยังเด็กมาก รอถึงตอนที่ตัวเองปลูกจริงๆ แล้วจะรู้ว่าคำที่ตัวเองพูดออกมานั้นคุยโวเพียงใด

เมิ่งเชี่ยนโยวนั่งอยู่ตรงนั้น รอการตัดสินใจของทั้งสองคนอย่างเงียบๆ

ชายผู้นั้นเพ่งมองสาวน้อยตรงหน้า นางนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้นอย่างไม่เดือดเนื้อร้อนใจ ทั้งตัวเต็มไปด้วยพลังที่ทำให้คนเชื่อมั่น ราวกับว่าหกส่วนที่นางเอ่ยถึงนั้นไม่ได้เป็นการพูดพล่อยแต่อย่างใด ทว่ามีความเชื่อมั่นเช่นนั้นจริงๆ จำต้องเอ่ยปากว่า “แม่หนู พวกเรามาทำสัญญากันเป็นอย่างไร”

สิ้นเสียง ชายผู้นั้นก็นิ่งเงียบ แต่ชายหนุ่มคนนั้นกลับถามขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อ “พี่ฉู่ ท่านก็ยอมเชื่อคำพูดของเด็กสาวคนหนึ่งด้วยหรือ”

“ฉู่” ได้ยินแซ่นี้ เมิ่งเชี่ยนโยวก็มุ่นหัวคิ้วเล็กน้อย ในตำนานอู่กั๋วมีแม่ทัพผู้กล้าเจนสนามรบคนหนึ่ง สร้างผลงานในศึกสงครามนับไม่ถ้วน เขาคนนั้นก็แซ่ฉู่ หรือจะเป็นคนที่อยู่ตรงหน้านี้กัน

“ทำสัญญาตอนนี้อาจจะเร็วเกินไปนัก รอให้ข้าปลูกได้สำเร็จแล้วมาบอกท่าน ถึงตอนนั้นค่อยทำก็ยังไม่สาย” เมิ่งเชี่ยนโยวพูด

“ก็ได้” ชายผู้นั้นพยักหน้า

“หากทั้งสองท่านไม่มีเรื่องอื่นแล้ว ข้าต้องขอตัวก่อน ครอบครัวของข้ายังรอข้าอยู่” เมิ่งเชี่ยนโยวหยิบตั๋วแลกเงินใส่ในอก พูดกับทั้งสองคน

ชายผู้นั้นพยักหน้า เมิ่งเชี่ยนโยวจึงเดินมุ่งหน้าออกไป แต่เมื่อเดินไปถึงหน้าประตูก็หันกลับมาพูดคำหนึ่งว่า “ท่านอา ต่อไปท่านอย่าไปหลอกล่อเด็กที่ไหนอีกนะ” พูดจบก็สาวเท้าก้าวออกไปจากห้อง เดินลงไปชั้นล่าง

ด้านหลังนั้นมีเสียงระเบิดอารมณ์ของชายหนุ่มดังลอยออกมา “ท่านอา นางกล้าเรียกข้าว่าท่านอาอีกแล้ว! ข้าจะต้องจัดการกับเจ้าเด็กนี่ ดูว่าต่อไปยังกล้าเรียกข้าว่าท่านอาอีกหรือไม่!”

“หุบปาก!” ชายผู้นั้นส่งเสียงพูดด้วยความรำคาญ

“ข้าหุบปากไม่ได้ ข้า...อ๊ากกก”

เมิ่งเชี่ยนโยวเดินยิ้มมาถึงสวนด้านหลัง พูดกับพ่อลูกเมิ่งว่า “ขนถ่ายลงมาเถอะเจ้าค่ะ”

พ่อลูกเมิ่งเห็นนางยิ้มออกมา ก็รู้ว่าตกลงเรียบร้อยแล้ว จึงรีบขนถ่ายลงมาอย่างระมัดระวังทันที พนักงานก็นำไปชั่งด้วยความระวัง มอบตัวเลขให้หลงจู๊ หลงจู๊หยิบลูกคิดมาคำนวณ โดยส่วนใบให้ราคาสี่ร้อยอีแปะ ส่วนดอกให้ห้าร้อยอีแปะ ทั้งหมดก็เป็นราคาหนึ่งพันหกร้อยตำลึง

“แม่นางต้องการเป็นเงินก้อนหรือว่า...” หลงจู๊ที่คำนวณเสร็จแล้วก็ซักถาม

“เงินสองร้อยตำลึงแตกเป็นเงินย่อย ที่เหลือเป็นใบละหนึ่งร้อยตำลึง” เมิ่งเชี่ยนโยวพูด

หลงจู๊พยักหน้า ไปรับตั๋วแลกเงินจากห้องบัญชี แล้วส่งให้เมิ่งเชี่ยนโยว “แม่นางลองนับก่อน ว่าตัวเลขถูกต้องหรือไม่”

“ไม่ต้องแล้ว พวกเราเชื่อใจหลงจู๊” พูดจบเมิ่งเชี่ยนโยวรับตั๋วแลกเงินมา นำตั๋วแลกเงินที่เป็นเศษย่อยออกมาส่งให้เมิ่งเสียน “พวกนี้พี่ใหญ่เก็บเอาไว้นะ อีกเดี๋ยวพวกเราต้องใช้” ส่วนเงินที่เหลือนั้นนางก็ส่งให้เมิ่งเอ้ออิ๋น “พวกนี้ท่านพ่อเป็นคนเก็บไว้เถอะเจ้าค่ะ”

เมิ่งเอ้ออิ๋นตกใจจนทึ่มทื่อไปนานแล้ว ฉั่งฉิกพวกนี้ขายได้เงินถึงหนึ่งพันหกร้อยตำลึง ข้าไม่ได้ฝันไปใช่หรือไม่!

เมิ่งเชี่ยนโยวเห็นเขาไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใด ก็ร้องเรียกขึ้นมาคำหนึ่ง “ท่านพ่อ”

เมิ่งเอ้ออิ๋นได้สติจากภวังค์ เห็นลูกสาวส่งตั๋วแลกเงินให้ปึกหนึ่งก็รีบโบกมือพูด “พ่อไม่เอาหรอก ตั๋วแลกเงินเยอะเช่นนี้ให้ไว้กับตัวพ่อ พ่อก็ไม่กล้าเดินออกจากประตูนี้เป็นแน่”

เมิ่งเชี่ยนโยวไม่มีทางเลือก จึงจำต้องเก็บไว้ในอกตัวเอง พูดว่า “พวกเราไปกินข้าวเถอะเจ้าค่ะ ข้าก็หิวตั้งนานแล้ว”

พ่อลูกตระกูลเมิ่งพยักหน้า บอกลาหลงจู๊อย่างพร้อมเพรียงกัน แล้วบังคับรถเทียมเกวียนออกไปจากหลังร้านขายยาเต๋อเหริน

ระหว่างทางนั้น เมิ่งเอ้ออิ๋นก็พลางบังคับรถแล้วคอยหันหลังมองเมิ่งเชี่ยนโยวไปด้วย

“ท่านพ่อ เหตุใดท่านเอาแต่มองข้าล่ะเจ้าคะ บนหน้าข้ามีอะไรผิดปกติหรือ” เมิ่งเชี่ยนโยวถามด้วยความประหลาดใจ ถามเสร็จก็เอาลูบหน้าตัวเองอย่างไม่รู้ตัว

เมิ่งเอ้ออิ๋นพูดขึ้นด้วยความกระสับกระส่ายว่า “ตัวเจ้ามีตั๋วแลกเงินมากเช่นนั้น หากพ่อไม่คอยมองเจ้า แล้วมีคนไม่ดีแย่งไปจะทำอย่างไรเล่า”

เมิ่งเชี่ยนโยวหลุดหัวเราะออกมา “ท่านพ่อ ตั๋วแลกเงินอยู่ในอกข้าไม่มีใครเห็น แล้วจะแย่งไปได้อย่างไรเจ้าคะ กลับกันแล้ว ด้วยท่าทางของท่านในตอนนี้ต่างหากที่จะทำให้คนเกิดความสงสัย ท่านดูสิมีคนเริ่มมองท่านแล้วนะเจ้าคะ”

เมิ่งเอ้ออิ๋นมองดู ก็เห็นว่ามีคนมองตัวเองอยู่จริงๆ จึงร้อนรนพูดขึ้นว่า “นี่จะทำอย่างไรดีล่ะ”

“ปกติพ่อทำตัวเช่นไรตอนนี้ก็ทำเช่นนั้นเถอะเจ้าค่ะ ผู้คนเพียงแค่ประหลาดใจต่อพฤติกรรมของท่านเท่านั้น พอท่านเป็นปกติ คนอื่นก็ไม่รู้สึกแปลกแล้ว”

เมิ่งเอ้ออิ๋นได้ฟังก็รีบหันมานั่งหลังตรง บังคับรถอย่างตั้งใจ แล้วก็ไม่มีใครมองเขาอีก

“ท่านพ่อ ภัตตาคารใหญ่ของเมืองนี้อยู่ที่ไหนเจ้าคะ พวกเราไปกินกันเถอะ” เห็นเมิ่งเอ้ออิ๋นกลับคืนสู่สภาวะปกติ เมิ่งเชี่ยนโยวจึงเอ่ยถามขึ้น

พอได้ยินว่าไปภัตตาคารใหญ่ เมิ่งเอ้ออิ๋นก็พลันกระสับกระส่ายขึ้นมาอีกครั้ง รีบพูดโน้วน้าวขึ้นว่า “พวกเรากลับบ้านเถอะ หากลูกหิว อีกเดี๋ยวพ่อจะซื้อซาลาเปาที่หน้าประตูเมืองให้เจ้า พกตั๋วแลกเงินเยอะเช่นนี้ อย่าเที่ยวไปโน่นมานี่เลย”

“ท่านพ่อ วันนี้พวกเราเอามันฝรั่งมาด้วย อย่างไรก็ต้องขายทิ้ง ท่านวางใจเถอะเจ้าค่ะ ตั๋วแลกเงินไม่หายหรอก ยังมีพวกท่านตามข้ามาด้วยอย่างไรเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวเกลี้ยกล่อมขึ้น

เมื่อเห็นบนรถมีมันฝรั่งหนึ่งตะกร้า เมิ่งเอ้ออิ๋นก็กัดฟันพูด “ว่าตามเจ้าก็แล้วกัน ขายมันฝรั่งแล้วต้องรีบกลับบ้านนะ”

“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านพ่อ ท่านพ่อดีที่สุดเลย” เมิ่งเชี่ยนโยวร้องยินดี

“เจ้าลูกคนนี้” เมิ่งเอ้ออิ๋นส่ายหน้าเอ็นดู อารมณ์ที่กระสับกระส่ายผ่อนคลายลงไม่น้อย

“ภัตตาคารใหญ่ในเมืองมีทั้งหมดสามร้าน ล้วนตั้งอยู่ใจกลางเมือง ที่ดีที่สุดคือเหลาจวี้เสียน ว่ากันว่าอาหารชั้นเลิศหนึ่งโต๊ะของเหลาจวี้เสียนมีราคาถึงหนึ่งพันตำลึง”

หลังจากสงบสติอารมณ์ได้แล้ว เมิ่งเอ้ออิ๋นก็เริ่มแนะนำภัตตาคารใหญ่ของเมืองนี้

“จริงสิ หูจื่อบ้านป้าหวังก็ทำงานที่ร้านนี้”

“เช่นนั้นพวกเราไปเหลาจวี้เสียนกัน” เมิ่งเชี่ยนโยวตัดสินใจ

เมิ่งเอ้ออิ๋นตกใจสะดุ้งโหยง “โยวเอ๋อร์ สถานที่เช่นนั้นไม่ใช่จะขายอะไรได้ตามใจชอบนะ”

“ใครบอกว่าเราจะไปขายของกันเจ้าคะ เราจะไปกินข้าวต่างหาก” เมิ่งเชี่ยนโยวพูด

เมิ่งเอ้ออิ๋นได้ฟังก็หยุดรถทันที หันไปพูดกับเมิ่งเชี่ยนโยวด้วยสีหน้าจริงจัง “โยวเอ๋อร์ แม้พวกเราเพิ่งจะได้เงินมา แต่จะใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายเช่นนี้ไม่ได้นะ”

“ท่านพ่อ ข้าไม่ได้ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายนะเจ้าคะ หากเราไม่ไปกินข้าว แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ามันฝรั่งต้องขายจินละเท่าไหร่” เมิ่งเชี่ยนโยวอธิบาย

“กินข้าวกับขายมันฝรั่งราคาเท่าไหร่เกี่ยวอะไรกันด้วย” เมิ่งเอ้ออิ๋นยังคงไม่เข้าใจ

“ตอนนี้ยังอธิบายกับท่านได้ไม่ชัดเจน ไว้ข้าจะค่อยๆ บอกท่านทีหลังเจ้าค่ะ ตอนนี้เรารีบไปกินข้าวก่อนเถอะ ข้าหิวจะแย่อยู่แล้ว” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดกระเง้ากระงอด

พอได้ยินว่าลูกสาวหิว เมิ่งเอ้ออิ๋นก็ไม่สนใจอะไรแล้ว หยิบแส้ขึ้นบังคับรถตรงไปยังเหลาจวี้เสียนทันที

เวลาประมาณครึ่งชั่วยามพ่อลูกทั้งหมดก็มาถึงหน้าประตูเหลาจวี้เสียน สำหรับเมิ่งเชี่ยนโยว นางก็เคยเห็นโรงแรมหรูหราในยุคสมัยปัจจุบันจนชินตาแล้ว แค่ภัตตาคารเล็กๆ ในสมัยโบราณก็ไม่มีค่าให้นางตื่นตาตื่นใจแม้แต่น้อย แต่สำหรับพ่อลูกบ้านเมิ่งแล้ว นี่ก็เป็นครั้งแรกที่มาภัตตาคารหรูเช่นนี้ โดยเฉพาะเมิ่งเสียน เมิ่งฉี ที่มองจนตาไม่กะพริบแล้ว

รถเทียมเกวียนเพิ่งจะจอดลงสนิท ก็มีเสี่ยวเอ้อร์วิ่งออกมาจากด้านในพูดกับพวกเขาว่า “พวกท่านต้องการ...”

“ลุงเมิ่ง!” เสี่ยวเอ้อร์ยังพูดไม่ทันจบ ก็จำได้ว่าเป็นคนข้างบ้านของตัวเอง เช่นนั้นจึงเปลี่ยนคำเรียกในทันที

“พี่หูจื่อ / พี่หูจื่อ” เมิ่งเสียน เมิ่งฉีร้องเรียกขึ้นพร้อมกัน

“พวกเจ้ามาได้อย่างไร ท่านแม่ของข้าฝากของมาให้ใช่หรือไม่” เสี่ยวเอ้อร์ถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ

“ไม่ใช่หรอก พี่หูจื่อ พวกเรามากินข้าวที่นี่น่ะ” เมิ่งเชี่ยนโยวพูด

“กินข้าว” หูจื่อมองเมิ่งเอ้ออิ๋นอย่างแคลงใจ

เมิ่งเอ้ออิ๋นพยักหน้า

“เหตุใดพวกท่านถึงคิดจะมากินข้าวที่นี่เล่า อาหารที่นี่ก็แพงมากนะ เงินเดือนข้าทั้งเดือนยังสั่งอาหารสักจานไม่ได้เลย” หูจื่อพูดเสียงต่ำ

“พวกเรารู้แล้ว วันนี้พวกเราพกเงินมาด้วย พี่หูจื่อไม่ต้องเป็นกังวล” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดขึ้น

“ใช่แล้ว หูจื่อ วันนี้ลุงพกเงินมาเพียงพอ เจ้าวางใจเถอะ” เมิ่งเอ้ออิ๋นพูดบ้าง

มองดูเมิ่งเอ้ออิ๋นไม่เหมือนกับคนที่พูดโกหก หูจื่อก็พยักหน้า เรียกเสี่ยวเอ้อร์ที่อ่อนกว่ามาสั่งให้นำรถเทียมเกวียนไปไว้หลังร้านและดูแลให้ดี จากนั้นก็ร้องตะโกนเสียงดัง “นายท่าน เชิญด้านในเลยขอรับ” ร้องเสร็จก็นำคนทั้งหมดเดินเข้าเหลาจวี้เสียน

ชั้นหนึ่งของเหลาจวี้เสียนนั้นเป็นห้องโถงใหญ่ ด้านในมีลูกค้ารับประทานอาหารอยู่ไม่น้อย

หูจื่อพาพวกเขาทั้งหมดมายังที่นั่งริมหน้าต่าง แล้วพูดว่า “พวกท่านนั่งตรงนี้ก็แล้วกัน”

เห็นท่าทีเด๋อด๋าไม่รู้จะวางไม้วางมือที่ไหนของเมิ่งเอ้ออิ๋นรวมถึงเมิ่งเสียนและเมิ่งฉีแล้ว เมิ่งเชี่ยนโยวถามขึ้น “พี่หูจื่อ ท่านมีห้องส่วนตัวหรือไม่”

หูจื่อตกตะลึง รีบตอบขึ้น “มี อยู่ชั้นสอง แต่ต้องใช้จ่ายขั้นต่ำห้าสิบตำลึงนะ”

“นำพวกเราไปเถอะ”

หูจื่อยิ่งตกตะลึงเข้าไปใหญ่ มองเมิ่งเอ้ออิ๋นอย่างล้ำลึกครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้า พาทุกคนเดินขึ้นไปชั้นบน พ่อลูกแซ่เมิ่งทั้งสามตาลายกับความหรูหราภายในภัตตาคารนานแล้ว ไม่ได้ยินว่าทั้งสองคุยอะไรกัน ทำได้เพียงเดินตามขึ้นไปบนห้องส่วนตัวชั้นสองเหมือนหุ่นยนต์เท่านั้น

ทั้งหมดเดินเข้าไปในห้องส่วนตัว เห็นหูจื่อปิดประตูแล้ว เมิ่งเอ้ออิ๋นถึงถอนหายใจยาวออกมาอย่างโล่งอก เมื่อครู่อยู่ด้านนอกเขาก็ไม่เป็นตัวของตัวเองสักนิด คนที่มากินข้าวล้วนแต่งกายด้วยผ้าไหมแพรพรรณ มีเพียงพวกเขาพ่อลูกที่แต่งกายด้วยผ้าฝ้ายดิบ พอเดินเข้าประตูมา สายตาประหลาดมากมายก็จับจ้องมองมาที่พวกเขา จนเขาเกือบจะก้าวขาไม่ออกแล้ว มองดูอาการของลูกชายทั้งสองคน คาดว่าคงไม่ต่างจากเขานัก มีแต่ลูกสาวที่ไม่ทุกข์ไม่ร้อน ไม่รู้นางไปเอาความกล้ามาจากที่ใดกัน

“พี่หู ขออาหารแนะนำของร้านพี่มาให้พวกเราหกอย่าง และขอข้าวเปล่าสี่ถ้วยนะเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวพูด

หูจื่อได้สติคืนมาจากความตกตะลึง พยักหน้าหงึกๆ จดรายการอาหาร นำส่งไปห้องครัว

“ในที่สุดก็หายใจออกเสียที” หูจื่อเพิ่งจากไป เมิ่งฉีก็ตบหน้าอก กล่าววาจาอย่างเกินเหตุ

“เมื่อครู่พี่รองไม่ได้หายใจหรือ” เมิ่งเชี่ยนโยวยิ้มถาม

“เมื่อครู่ข้าก็ตื่นเต้นจะตายอยู่แล้ว ไหนเลยจะกล้าหายใจแรง” เมิ่งฉีตอบ

“เหตุใดพี่รองต้องตื่นเต้นด้วยเล่า” เมิ่งเชี่ยนโยวถามขึ้นอีกครั้ง

“เป็นครั้งแรกที่ข้าได้มาภัตตาคารใหญ่ระดับนี้ ย่อมต้องตื่นเต้นเป็นธรรมดา เจ้าไม่เห็นๆ รอบหรืออย่างไรว่ามีแต่คนรวย”

“คนรวยกินข้าวแล้วไม่ต้องจ่ายเงินหรือ” เมิ่งเชี่ยนโยวถามต่อ

“ก็ต้องจ่ายน่ะสิ มีที่ไหนมากินข้าวในภัตตาคารแล้วไม่จ่ายเงินกัน”

“ในเมื่อกินข้าวต้องจ่ายเงินเหมือนกัน พี่รองจะต้องตื่นเต้นไปทำไม” เมิ่งเชี่ยนโยวเค้นถาม

เมิ่งฉีนิ่งอึ้ง จริงด้วย เหตุใดเขาต้องตื่นเต้น

“ที่พี่รองตื่นเต้น เพราะในใจลึกๆ คิดว่าคนรวยมีระดับชั้นสูงกว่าพวกเรา สถานที่ดีแบบนี้สมควรให้คนรวยมาทาน พวกเราควรไปกินข้าวที่ร้านแผงลอยเล็กๆ ด้านนอก พวกเราแต่งตัวมอซอ มากินข้าวที่นี่จะถูกคนรวยดูถูกเอาได้ แต่พี่รองกลับลืมไปว่า พวกเราก็เหมือนกับคนรวยพวกนี้ เมื่อกินข้าวเสร็จก็จ่ายเงินให้ครบถ้วนไม่ขาดสักแดงเดียว”

“พี่ใหญ่ พี่รองพวกท่านจำเอาไว้นะเจ้าคะ ไม่ว่าพวกเราจะแต่งกายซอมซ่อแค่ไหนก็อย่าได้คิดว่าตัวเองด้อยค่ากว่าคนอื่น ขอเพียงเราไม่ดูถูกตัวเอง ไม่ว่าใครหรือเรื่องใดก็ทำอะไรพวกเราไม่ได้” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดแฝงนัยยะลึกซึ้ง

ฟังเมิ่งเชี่ยนโยวพูดจบ สองพี่น้องยืดตัวตรงอย่างไม่รู้ตัว น้องสาวพูดถูก พวกเขาไม่ได้มากินเปล่าดื่มเปล่า เหตุใดต้องตื่นเต้น ในตอนนี้พวกเขายังไม่รู้ว่าคำพูดของเมิ่งเชี่ยนโยวในวันนี้จะส่งผลกระทบต่อพวกเขาในภายหน้ามากเพียงใด

devc-88b8c9ff-33080ข้ามกาลบันดาลรัก: Chapter 015 ตอนที่ 15