ข้ามกาลบันดาลรัก: Chapter 021 ตอนที่ 21
ตอนที่ 21 อึกทึกครึกโครม
ตอนที่ทั้งครอบครัวเดินทางมาถึงร้านขนม หวังเหลียงกำลังมองดูเสี่ยวเอ้อร์ต้อนรับลูกค้าในร้าน พอเห็นรถเทียมเกวียนสามคันจอดอยู่ที่หน้าประตูร้านก็เกิดความประหลาดใจ ออกไปชะเง้อมองที่หน้าประตู เมื่อเห็นว่าเป็นครอบครัวของเมิ่งเอ้ออิ๋นก็ตกใจโดยฉับพลัน เอ่ยปากถามขึ้น “น้องเอ้ออิ๋น พวกเจ้า...”
“อาหวัง” ...เด็กทั้งหมดทยอยเรียกขานอย่างมีมารยาท
รอจนหวังเหลียงขานรับครบทุกคนแล้ว เมิ่งเอ้ออิ๋นถึงได้เอ่ยปาก “พี่หวัง พอดีว่าพวกเราเข้าเมืองมาซื้อของนิดหน่อย เลยผ่านมาซื้อขนมสักสองสามกล่อง อีกสองสามวันจะไปเยี่ยมบ้านพ่อตาน่ะ”
มองดูทั้งครอบครัวที่แต่งกายด้วยชุดใหม่ทั้งหมด แล้วก็มองสิ่งของบนรถ หวังเหลียงก็ยิ่งทวีความคลางแคลงใจ ครอบครัวเมิ่งขายได้เงินมาเท่าไรกัน ถึงได้กล้าใช้เงินมือเติบเช่นนี้ ทว่าใบหน้ากลับไม่แสดงออก พูดอย่างยินดีว่า “ดูท่า น้องเอ้ออิ๋นจะร่ำรวยใหญ่แล้ว”
“ไม่ได้ร่ำรวยอะไรหรอก เพราะโยวเอ๋อร์ไปเจอมันฝรั่งบนเขาโดยบังเอิญ พวกเราขุดเอามาขายให้เหลาจวี้เสียนได้เงินมานิดหน่อย จะว่าไปเรื่องนี้ที่สำเร็จได้ ต้องขอบใจหูจื่อที่คอยช่วยไว้” เมิ่งเอ้ออิ๋นพูดถ้อยคำที่เมิ่งเชี่ยนโยวสอนเขาพูดระหว่างทาง โยวเอ๋อร์บอกว่าอยู่ๆ เราก็ซื้อรถเทียมเกวียนและของมากมายเช่นนี้ คนในหมู่บ้านเห็นจะต้องซักถามเป็นแน่ การปล่อยให้พวกเขาคาดเดาไปเอง ก็มิสู้บอกพวกเขาไปตามตรงว่าได้เงินมาจากไหนดีกว่า แต่ก็อย่าบอกว่าได้เงินมามาก เพราะเลี่ยงไม่ให้เกิดความคิดไม่ดี พอซื้อรถเทียมเกวียนและข้าวของพวกนี้ก็เหลือเงินไม่มากแล้ว เพราะนางตกลงกับหลงจู๊เหลาจวี้เสียนแล้วว่าห้ามแพร่งพรายเรื่องมันฝรั่งราคาจินละหนึ่งตำลึงเด็ดขาด
พอได้ยินว่าลูกชายคนโตของตัวเองให้การช่วยเหลือไว้ หวังเหลียงก็เดาว่ามันฝรั่งคงจะเป็นอาหารชนิดหนึ่ง จึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ พูดกับเมิ่งเอ้ออิ๋นว่า “เช่นนั้นก็เข้ามาข้างในเถอะ ดูว่าต้องการขนมแบบไหน”
“ให้โยวเอ๋อร์และแม่ของนางเข้าไปเถอะ พวกเราผู้ชายจะเฝ้ารถอยู่ด้านนอก ร้านขนมมีคนเข้าออกมาก เดี๋ยวจะไปชนกับลูกค้าของเจ้าได้” เมิ่งเอ้ออิ๋นพูด
คำพูดของเขามีเหตุผล หวังเหลียงจึงไม่ได้ดึงดันต่อ พาแม่และลูกสาวแซ่เมิ่งเข้าไปในร้าน ชี้ขนมเต็มร้านพูดว่า “ดูว่าต้องการแบบไหน พวกเจ้าเลือกตามสบายเลย เลือกเสร็จแล้วเรียกเสี่ยวเอ้อร์ห่อใส่กล่องให้”
อย่าว่าแต่ซื้อขนมเลย ร้านมีระดับเช่นนี้เมิ่งชื่อก็ยังไม่เคยแม้แต่จะเหยียบย่างเข้ามา ตอนนี้นางเห็นขนมหอมกรุ่นเต็มร้าน เช่นนั้นก็เริ่มไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง
เมิ่งเชี่ยนโยวเห็นนางนิ่งอึ้งไป จึงรีบเข้าไปพูดเตือน “ท่านแม่ ให้อาหวังช่วยพวกเราเลือกเถอะนะเจ้าคะ”
เช่นนั้นเมิ่งชื่อถึงได้สติกลับมา พูดกับหวังเหลียงว่า “พี่หวัง ช่วยพวกเราเลือกหน่อยเถอะเจ้าค่ะ พวกเราต้องการทั้งหมดหกกล่อง สองกล่องนั้นเอาไปฝากบ้านท่านแม่ข้า อีกสองกล่องให้ปู่ย่าของเด็กๆ กิน และอีกสองกล่องให้พวกเด็กๆ กินเจ้าค่ะ”
หวังเหลียงพยักหน้าลง กำลังจะสั่งให้เสี่ยวเอ้อร์บรรจุกล่องให้ เมิ่งเชี่ยนโยวก็กลับพูดขึ้นว่า “อาหวัง นอกจากนั้นขอขนมกล่องละสองตำลึงให้พวกเราด้วยนะเจ้าคะ”
เมิ่งชื่อประหลาดใจ จากนั้นก็คิดว่าลูกคงจะนำไปขอบคุณหลงจู๊เหลาจวี้เสียนที่ช่วยหาวัวให้ จึงพยักหน้าลงพูดว่า “เช่นนั้นก็ซื้อเพิ่มอีกกล่องเถอะ”
เสี่ยวเอ้อร์ทำตามที่หวังเหลียงสั่งการ ไม่นานก็บรรจุขนมทั้งเจ็ดกล่องเรียบร้อย ทั้งหมดราคาสี่ตำลึง เมิ่งชื่อจ่ายเงิน เสี่ยวเอ้อร์ก็นำขนมไปวางบนรถเทียมเกวียน เมิ่งเอ้ออิ๋นและหวังเหลียงทักทายกันอีกสองสามคำ ทั้งครอบครัวก็บังคับรถมุ่งหน้าไปประตูเมือง
...
วุ่นวายกันตลอดทั้งเช้า ทุกคนต่างก็หิวมานานแล้ว เมิ่งเชี่ยนโยวแนะนำให้ไปกินข้าวกลางวันที่ร้านอาหารก่อนค่อยกลับ แต่ไม่ว่าอย่างไรเมิ่งชื่อก็ไม่ยินยอม ทำได้เพียงซื้อซาลาเปาจำนวนหนึ่งที่หน้าประตูเมืองกินระหว่างทางกลับ
ตอนที่ทั้งครอบครัวกลับมาถึงหมู่บ้าน คนในหมู่บ้านต่างก็ไปท้องนากันหมดแล้ว เมิ่งชื่อแอบลอบถอนหายใจ ข้าวของพวกนี้สะดุดนั้นตาเกินไป แม้ลูกสาวจะสอนแล้วว่าต้องพูดอย่างไร แต่นางก็ไม่อยากเรียกความสนใจจากคนอื่น
“โอ้ นี่บ้านพี่รองใช่หรือไม่ ไปไหนกันมาหรือ” เสียงแหลมสูงของผู้หญิงดังขึ้น
ได้ยินเสียงแหลมสูงนี้ เมิ่งชื่อที่เพิ่งจะวางใจลงได้พลันสะดุ้งโหยง กลัวอะไรก็เจออย่างนั้นจริงๆ จึงเค้นรอยยิ้มแล้วพูดขึ้น “น้องสะใภ้สี่นี่เอง เจ้าไม่ไปทำงานในนาหรือ”
หญิงสาวยืนกลางถนน เมิ่งเอ้ออิ๋นจำต้องหยุดรถลง หญิงสาวเดินมาข้างรถ เมื่อเห็นข้าวของบนรถก็ถึงกับสูดลมหายใจเข้าปาก ถลึงตาโตถามขึ้น “ของเยอะถึงเพียงนี้ พี่สะใภ้รองร่ำรวยใหญ่แล้ว”
เมิ่งชื่อไม่มีทางเลือก จำต้องพูดตามที่เมิ่งเชี่ยนโยวบอกกับนางอีกครั้ง หญิงสาวได้ยินว่าเป็นเงินที่ได้จากการขุดของกินจากบนเขาไปขาย จึงรีบถามกลับ “ของกินอะไรถึงขายได้เงินเยอะเช่นนี้” ไม่รอเมิ่งชื่อตอบก็พูดเสียดสีขึ้นอีกว่า “พี่สะใภ้รองรู้ว่าของกินนั้นขายได้ แต่กลับไม่บอกพวกเราสักคำ แอบรวยเงียบๆ คนเดียว พวกเราก็เป็นครอบครัวเดียวกันนะ”
“ตอนที่บ้านเราไม่มีข้าวกิน เหตุใดไม่เห็นอาสะใภ้สี่บอกว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกันบ้างล่ะเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวถามอย่างไร้เดียงสา
“เจ้าเด็กนี่ ผู้ใหญ่คุยกันเจ้าก็สอดปากได้หรือ!” หญิงสาวเมื่อถูกเมิ่งเชี่ยนโยวถามจนพูดไม่ออก ก็ได้แต่ตวาดด้วยเสียงเคืองขุ่นฉับพลัน
“ไม่จริงหรืออย่างไรเจ้าคะ ข้ายังจำที่อาสี่เคยพูดได้ เขาบอกว่าไม่มีพี่น้องที่จนแบบท่านพ่อของข้า ตอนนั้นอาสะใภ้สี่เองก็อยู่ด้วย จำไม่ได้แล้วหรือเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวถามขึ้นอีก
“เจ้า...” หญิงสาวชี้หน้าเมิ่งเชี่ยนโยวพูดไม่ออกสักคำ
“ท่านพ่อ พวกเราไปกันเถอะเจ้าค่ะ ซื้อของมาตั้งเยอะ ข้าก็เหนื่อยจะแย่แล้ว” เมิ่งเชี่ยนโยวไม่สนใจหญิงสาวคนนั้นอีก หันไปพูดกับเมิ่งเอ้ออิ๋น
“อืม” เมิ่งเอ้ออิ๋นตวัดแส้โดยไว บังคับรถให้เดินอีกครั้ง
เมิ่งชื่อถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ท่านแม่ คนดีถูกรังแก ม้าดีถูกคนขี่ ท่านแม่จิตใจดีเกินไปน่ะสิเจ้าคะ จึงมักถูกคนอื่นรังแกเช่นนี้” เมิ่งเชี่ยนโยวพูด
“แม่รู้ดีว่าตัวเองนิสัยอ่อนแอเกินไป แต่แม่เปลี่ยนไม่ได้” เมิ่งชื่อถอนใจอีกครั้ง
“เมื่อก่อนท่านแม่จะอ่อนแอก็ไม่เป็นไร แต่ต่อไปนี้ไม่ได้แล้วนะเจ้าคะ ตอนนี้บ้านเรามีเงินแล้ว ไม่แน่ว่าต่อไปเราจะมีเงินมากขึ้นอีกเรื่อยๆ หากท่านแม่ยังเป็นเช่นนี้อีก คนอื่นจะมาแย่งเงินเราไปได้นะเจ้าคะ”
“ไม่ได้” เมิ่งชื่อส่ายหน้า “ใครก็ห้ามมาแย่งเงินของพวกเราไป”
“เพราะฉะนั้นท่านแม่ก็ต้องเข้มแข็งกว่านี้ ทำเหมือนที่ข้าทำกับอาสะใภ้สี่เมื่อครู่ ไม่ต้องกลัวนาง แค่ไม่กี่คำก็เราจัดการนางได้แล้ว ไม่เช่นนั้นนางได้พูดไม่เลิกราแน่”
เมิ่งชื่อถอนหายใจออกมาอีกครั้งไม่ได้พูดอะไร ความรู้สึกปีติยินดีของทุกคนถูกผู้หญิงคนนั้นทำลายลงไปไม่น้อย
...
เมื่อกลับมาถึงบ้าน ขนถ่ายของลงจากรถเสร็จแล้ว เมิ่งเอ้ออิ๋นและเมิ่งเสียนก็นำรถวัวไปคืน เมิ่งฉีและเมิ่งเจี๋ยไปถอนหญ้ามาเลี้ยงวัว เมิ่งชื่อและเมิ่งเชี่ยนโยวพอวางสิ่งของเสร็จ ก็เตรียมตัวทำอาหารง่ายๆ กิน ที่ด้านนอกนั้นมีคนเดินฉับๆ เข้ามา ร้องโวยวายขึ้น “แม่โยวเอ๋อร์ ได้ยินว่าบ้านเจ้าซื้อวัวแล้ว”
ฟังจากเสียง นั่นก็คือเสียงของป้าหวังข้างบ้าน เมิ่งชื่อจึงหัวเราะขึ้น “ใช่จ้ะซ้อหวัง เพิ่งจะซื้อมาน่ะ”
ป้าหวังพูดขึ้นอย่างยินดี “เมื่อครู่ชุ่ยฮวาบอกข้าว่าพวกเจ้าซื้อวัวมา ข้าก็ยังไม่เชื่อ ที่แท้ก็เป็นความจริง”
“ชุ่ยฮวาบอกเจ้าหรือ” เมิ่งชื่อมุ่นหัวคิ้วถาม
“ใช่ นางเจอใครก็บอกว่าบ้านเจ้าไปขุดของล้ำค่าบนเขา ขายได้เงินมา ไม่เพียงซื้อวัว อีกทั้งยังซื้อข้าวของมาเต็มไปหมด ตอนนี้คาดว่าคนทั้งหมู่บ้านน่าจะรู้เรื่องนี้แล้ว” ป้าหวังตอบ
เมิ่งชื่อยิ่งมุ่นหัวคิ้วแน่น
“ป้าหวัง ไม่ใช่ของล้ำค่านะเจ้าคะ เป็นแค่ของกินชนิดหนึ่งชื่อมันฝรั่ง พวกเราพบเข้าตอนขึ้นเขาไปขุดผักป่า คิดเองว่าน่าจะขายเป็นเงินได้ เช่นนั้นจึงเข้าเมืองไปลองขายให้ภัตตาคารดู ไม่คิดว่าเหลาจวี้เสียนจะรับซื้อ เรื่องนี้ยังต้องขอบใจพี่หูจื่อที่ช่วยเหลือด้วยเจ้าค่ะ” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดขึ้น
“เป็นอย่างนี้เอง สวรรค์คุ้มครอง ในที่สุดครอบครัวพวกเจ้าจะได้อยู่อย่างสุขสบายแล้ว” ป้าหวังพูดด้วยใจจริง “แต่ว่า พวกเจ้าต้องระวังด้วยนะ ชุ่ยฮวาเที่ยวพูดไปทั่วเช่นนี้ คนอื่นจะคิดเอาได้ว่าพวกเจ้าขุดได้สมบัติล้ำค่ามา พวกเจ้าอยากจะอธิบายให้ชัดเจนคงต้องใช้เวลาสักหน่อย ช่วงเวลาสั้นๆ นี้อาจจะวุ่นวายอยู่บ้าง”
“ขอบคุณป้าหวังที่เอ่ยเตือนเจ้าค่ะ” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดขึ้น
“ไม่เป็นไร” ป้าหวังโบกมือ “ข้าไปลงนาล่ะ มีเรื่องอะไรก็บอกได้” พูดจบหันหลังเดินฉับๆ จากไป
“ท่านแม่ ป้าหวังก็ดีกับบ้านของเราจริงๆ นะเจ้าคะ” รอป้าหวังจากไปไกลแล้ว เมิ่งเชี่ยนโยวก็ยิ้มพูดกับเมิ่งชื่อขึ้น
“ใช่ ปกติเวลามีเรื่องโชคดีได้ป้าหวังคอยช่วยเหลือ ดูแลพวกเราเหมือนเป็นคนในครอบครัว ภายหน้าหากเกิดเรื่องอะไรกับป้าหวัง เจ้าจะต้องช่วยให้ถึงที่สุดนะ”
“วางใจเถอะเจ้าค่ะ ท่านแม่ ข้าจะทำเต็มที่”
ระหว่างที่พูดคุยกันนั้น เมิ่งเอ้ออิ๋นและเมิ่งเสียนก็กลับมา พอพ้นประตูเข้ามาทั้งสองคนไม่พูดไม่จา ยืนอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าที่ดูได้ยาก
เมื่อเห็นสีหน้าผิดปกติของพวกเขา เมิ่งเชี่ยนโยวจึงรีบถามขึ้น “พี่ใหญ่ เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ”
เมื่อได้ยินเมิ่งเชี่ยนโยวถาม เมิ่งเสียนก็พูดขึ้นอย่างเดือดดาล “พวกเขาก็ทำเกินไปแล้ว พวกเราเอาวัวไปคืน ให้เงินพวกเขายี่สิบอีแปะตามที่ตกลงกันไว้ แต่พวกเขากลับพูดว่าบ้านของเราเอาวัวของพวกเขาลากของล้ำค่าไปขาย ตัวเองร่ำรวย กลับให้เศษเงินพวกเขาแค่เล็กน้อย”
“ก็ตกลงกันไว้ตั้งแต่แรกว่ายี่สิบอีแปะไม่ใช่หรือ” เมิ่งชื่อถาม
“พวกเราก็พูดไปเช่นนี้ แต่พวกเขาบอกว่าพวกเราหลอกพวกเขาว่าจะบรรทุกฟืนไปขาย และยังบอกอีกว่าหากรู้ว่าพวกเราจะบรรทุกของล้ำค่าไปขาย ไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่ให้พวกเรายืม ทำให้วัวของพวกเขาต้องเหนื่อยยาก” เมื่อคิดถึงท่าทีเสียดสีถากถางของทั้งสองคนนั้น เมิ่งเสียนก็ยิ่งทวีความเคืองขุ่นขึ้น
“แล้วแก้ปัญหาอย่างไร” เมิ่งเชี่ยนโยวถาม
“ท่านพ่อจำเป็นต้องให้เงินพวกเขาเพิ่มอีกยี่สิบอีแปะ”
พอได้ยินว่าสี่สิบอีแปะ เมิ่งชื่อก็สูดลมหายใจเข้าปาก “นี่ก็ให้เยอะเกินไปแล้ว”
“เฮ้อ!” เมิ่งเอ้ออิ๋นถอนหายใจออกมา ไม่ได้พูดอะไรอีก
เมิ่งเชี่ยนโยวยิ้มเยาะขึ้น “คนละโมบกินเท่าไรก็ไม่พอ ท่านพ่อ พี่ใหญ่ไม่ต้องโมโหแล้ว สักวันข้าจะทำให้พวกเขาต้องคายเงินยี่สิบอีแปะนั้นออกมาให้ได้”
“ช่างเถอะ โยวเอ๋อร์ ให้ก็ให้ไปเถอะ ต่อไปพวกเราไม่ต้องใช้วัวพวกเขาก็พอ” เมิ่งชื่อตกใจกับรอยยิ้มของลูกสาว จึงรีบพูดทันควัน
เมิ่งเชี่ยนโยวไม่ได้พูดอะไรอีก ต่อกรกับคนที่พูดอย่างทำอย่าง นางก็มีวิธีรับมือ
และก็เป็นไปตามที่ป้าหวังพูดไว้จริงๆ คนในหมู่บ้านที่ได้ยินว่าพวกเขาขุดของล้ำค่าได้ ร่ำรวยใหญ่โต ตั้งแต่พลบค่ำก็ทยอยกันมาถามไถ่ที่บ้านว่าขุดเจอของล้ำค่าอะไร ขุดจากที่ไหน เมิ่งชื่อก็บอกพวกเขาทุกคน บางคนได้ฟังแล้วก็จากไป ทว่าบางคนกลับไล่อย่างไรก็ไม่กลับ จะขอมันฝรั่งสองสามลูกไปลองทำที่บ้านดูบ้างให้ได้ และทุกครั้งนั้นเมิ่งเชี่ยนโยวก็จะปรากฎตัวได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ ยิ้มแล้วพูดกับทุกคนว่า “ในเมื่อป้าๆ น้าๆ ทุกท่านอยากกินมันฝรั่งถึงเพียงนี้ หากเราไม่ให้ก็คงจะไม่เหมาะสม แต่ว่ามันฝรั่งนั้นก็มีเอาไว้ขาย หากให้พวกท่านพวกเราก็ต้องทนหิว ไม่เช่นนั้นเอาสิ่งของมาแลก ใช้มันฝรั่งหนึ่งลูกแลกแป้งสาลีหนึ่งจิน”
ทุกคนพอได้ยินว่ามันฝรั่งหนึ่งลูกแลกแป้งสาลีหนึ่งจิน ต่างก็พูดว่าพวกเขาเห็นแก่เงินจนฟั่นเฟือนไปแล้ว ทิ้งคำพูดเหน็บแนมไว้ แล้วกลับไปด้วยความเคืองขุ่น
เมิ่งชื่อแม้จะรู้สึกว่าทำแบบนี้ไม่ดี แต่มันฝรั่งจินละหนึ่งตำลึง นางให้คนไม่ลงจริงๆ จำต้องยอมทำตามที่เมิ่งเชี่ยนโยวพูด