ข้ามกาลบันดาลรัก: Chapter 020 ตอนที่ 20
ตอนที่ 20 ซื้อวัว
หลังจากกคุยเรื่องบ้านเรียบร้อยแล้ว เมิ่งชื่อก็ย่อมไม่ห้ามเรื่องซื้อวัวอีก ทั้งครอบครัวกินอาหารมื้อค่ำอย่างมีความสุข เข้านอนแต่หัวค่ำ
เช้าวันที่สอง หนิวเอ้อร์และหลิวซานก็นำวัวมาส่งให้ตรงตามเวลาเช่นเคย ครั้งนี้พวกเขาก็ไม่ได้กำชับอะไรอีก เมื่อวานตอนที่เมิ่งเอ้ออิ๋นเอานำวัวไปคืนนั้น วัวก็กินจนอิ่มแปล้ พอรู้ว่าเขาไม่เอาเปรียบวัวของตัวเองแล้ว ทั้งสองคนจึงวางใจ
หลังจากทั้งสองเดินจากไป พ่อลูกบ้านเมิ่งสามคนก็เตรียมนำมันฝรั่งที่ขนย้ายออกมาแล้วไปวางไว้บนรถเทียมเกวียน เมิ่งเชี่ยนโยวฉวยโอกาสตอนที่พวกเขาทำงานลากออกมาเก็บไว้สองตะกร้า แต่สายตาแหลมคมของเมิ่งชื่อนั้นก็พบเข้าเสียก่อน หมายจะเอาไปขายทั้งหมด สุดท้ายก็ทนสายตาของเมิ่งเชี่ยนโยวที่เว้าวอนมองนางตาปริบๆ ไม่ได้ เมิ่งชื่อพลันใจอ่อน หัวเราะตำหนิขึ้น “เจ้าลูกคนนี้ ไปเรียนลูกไม้พวกนี้มาจากที่ใดกัน หากคนอื่นเห็นเข้า จะคิดว่าข้าเป็นแม่เลี้ยงไม่ให้เจ้ากินข้าวนะ”
เมิ่งเอ้ออิ๋นหัวเราะออกมาเสียงดัง แล้วบังคับรถเทียมเกวียนไป ทั้งครอบครัวมุ่งหน้าเข้าเมืองอย่างมีความสุข
...
นั่งรถม้าสบายตัวกว่ามาก ทั้งครอบครัวพูดคุยสรวลเสเฮฮา เพียงไม่นานสองชั่วยามก็ล่วงเลยไป รถเทียมเกวียนก็มาถึงหน้าประตูเหลาจวี้เสียน หูจื่อมารอรับที่หน้าประตูอยู่นานแล้ว เมื่อเห็นพวกเขามาถึงก็รีบเดินไปตรงหน้าเมิ่งเอ้ออิ๋นทันที “ท่านลุง หลงจู๊ของเรารออยู่นานแล้วขอรับ กำชับว่าหากพวกท่านมาให้พาไปที่หลังร้าน”
เมิ่งเอ้ออิ๋นพยักหน้าลง บังคับรถม้าตามหูจื่อไปที่หลังร้านพร้อมกับเมิ่งเสียน ยามนี้ยังเป็นเวลาเช้าเกินไป ภัตตาคารยังไม่เปิดทำการ ด้านหลังร้านมีคนน้อย มีเพียงหลงจู๊และเสี่ยวเอ้อร์สองสามคนรออยู่ที่หลังร้าน พอเห็นพวกเขาเข้ามา หลงจู๊ก็รีบสั่งให้เสี่ยวเอ้อร์ไปขนย้ายของ
เมิ่งเชี่ยนโยวกระโดดลงจากรถเทียมเกวียน พูดกับหลงจู๊ด้วยรอยยิ้ม “หลงจู๊มารออยู่ที่นี่แต่เช้า กลัวข้าจะเปลี่ยนใจหรือ”
เมื่อถูกพูดแทงใจดำ หลงจู๊ก็หน้าแดงเรื่อ หัวเราะตอบว่า “เมื่อวานข้าดีใจจนลืมตัว ลืมทำสัญญากับแม่หนูไปเสีย ตอนกลางคืนถึงนึกขึ้นได้ จึงเป็นกังวลนอนไม่หลับทั้งคืน พอเห็นแม่หนูมาจริงๆ ข้าถึงได้โล่งอก”
เมิ่งเชี่ยนโยวพูดด้วยรอยยิ้มต่อ “หลงจู๊ไม่ต้องเป็นกังวล ‘คนโป้ปดนั้นไม่เจริญ’ คำพูดนี้ข้ายังพอเข้าใจบ้าง เมื่อข้ารับปากแล้วก็จะต้องมาส่งให้ เช่นนี้ภายหน้าเราทำธุรกิจกัน ท่านถึงจะยิ่งเชื่อใจข้าใช่หรือไม่”
“เป็นคำที่ดี ‘คนโป้ปดนั้นไม่เจริญ’ แม่หนูอายุเพียงเท่านี้ก็รู้จักคุณธรรมข้อนี้แล้ว อนาคตภายหน้าจะยิ่งเจริญก้าวหน้าขึ้นไปอีก” หลงจู๊พูดชื่นชม
“หลงจู๊พูดเกินไปแล้วเจ้าค่ะ” เมิ่งเชี่ยนโยวกล่าวถ่อมตนขึ้น
หลงจู๊หันไปทักทายกับสองสามีภรรยาแซ่เมิ่ง ชื่นชมพวกเขาที่มีลูกสาวดี
หลังการเสวนาฆ่าเวลา เสี่ยวเอ้อร์ก็มาบอกว่าชั่งน้ำหนักมันฝรั่งเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งหมดหนึ่งพันสี่ร้อยแปดสิบจิน ตามราคาที่ตกลงกันไว้นั้น หลงจู๊ก็ไปรับตั๋วแลกเงินกับฝ่ายบัญชีมาหนึ่งพันสี่ร้อยแปดสิบตำลึงมอบให้เมิ่งเชี่ยนโยว
เมิ่งเชี่ยนโยวรับมา นับอยู่ครู่หนึ่งก็เห็นว่าครบหนึ่งพันสี่ร้อยแปดสิบตำลึงพอดี เช่นนั้นจึงพูดกับหลงจู๊ว่า “จำนวนถูกต้อง ขอบคุณหลงจู๊เจ้าค่ะ”
หลงจู๊รีบบอกไม่เป็นไร นี่ก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว
เมิ่งเชี่ยนโยวมอบตั๋วแลกเงินให้เมิ่งเอ้ออิ๋น แม้ว่ามือของเมิ่งเอ้ออิ๋นจะยังสั่นเทิ้ม แต่ก็รับตั๋วแลกเงินมาใส่ไว้ในอกเสื้อ หลงจู๊จึงอดมองแวบหนึ่งไม่ได้
เมื่อเห็นว่าเมิ่งเอ้ออิ๋นรับตั๋วแลกเงินแล้ว เมิ่งเชี่ยนโยวก็พูดขึ้นอีกว่า “หลงจู๊ ข้ามีเรื่องหนึ่งอย่างขอความช่วยเหลือเจ้าค่ะ”
“เรื่องอะไรหรือ ข้าจะพยายามจัดการให้แม่หนูแน่”
“หลงจู๊เกรงใจไปแล้วเจ้าค่ะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนัก เพียงแต่บ้านข้าต้องการจะซื้อวัว หลงจู๊เป็นคนกว้างขวาง ไม่ทราบว่าพอจะมีคนรู้เรื่องพวกนี้หรือไม่ ช่วยแนะนำให้ข้าหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวพูด
“เรื่องนี้ไม่ยากนัก หนิวเอ้อร์ผู้ดูแลตลาดวัวเป็นญาติของข้าพอดี ข้าจะพาพวกเจ้าไป ให้เขาช่วยเลือกวัวที่ดีให้พวกเจ้าสักตัว” พอได้ยินว่าซื้อวัว หลงจู๊ก็รีบตอบรับอย่างหน้าชื่นตาบาน
“เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณหลงจู๊แล้วเจ้าค่ะ”
“ไม่ต้องเกรงใจไป เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น” หลงจู๊โบกมือพูด
ทั้งครอบครัวตามหลงจู๊มาถึงตลาดวัวเพื่อเจอกับหนิวเอ้อร์ พอได้ยินว่าแนะนำมาซื้อวัว เขาก็พลันตอบรับอย่างยินดี พูดกับหลงจู๊ว่า “พี่ชาย เรื่องเล็กแค่นี้ต้องรบกวนท่านมาด้วยตัวเอง ส่งเสี่ยวเอ้อร์มาบอกก็ได้แล้ว”
หลงจู๊พูดกับเขาด้วยท่าทีขึงขังว่า “เจ้าต้องช่วยเลือกเฟ้นวัวที่ดีที่สุด อย่าให้ผิดพลาดได้เด็ดขาด”
หนิวเอ้อร์เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของหลงจู๊ก็รีบเก็บคืนความเอ้อระเหย ตบหน้าอกรับประกัน “พี่ชายวางใจเถอะ ข้าจะเลือกวัวที่ดีที่สุดให้!”
เมิ่งชื่อพาเมิ่งเจี๋ย เมิ่งเสียนและเมิ่งฉีมารอหน้าปากทางเข้าตลาด เมิ่งเอ้ออิ๋น เมิ่งเชี่ยนโยวและหลงจู๊ตามหนิวเอ้อร์เข้าไปเลือกวัวด้านใน หนิวเอ้อร์แนะนำวัวที่ดีของทั้งตลาดให้พวกเขาดูทีละตัวหนึ่งรอบ ถามเมิ่งเอ้ออิ๋นด้วยรอยยิ้ม “พี่ชาย ท่านถูกชะตากับวัวตัวใดหรือ”
เมิ่งเอ้ออิ๋นไม่เคยเลี้ยงวัวมาก่อน พอได้ยินหนิวเอ้อร์แนะนำก็รู้สึกว่าไม่ว่าตัวไหนก็ดีทั้งนั้น ตอนที่หนิวเอ้อร์ถามเขา จึงได้แต่ตอบไปอย่างเก้อเขิน “ข้าว่าตัวไหนก็ดีทั้งหมด”
เมิ่งเชี่ยนโยวเองก็ไม่รู้เรื่องวัว เอ่ยปากพูดขึ้นว่า “อาหนิวเอ้อร์ช่วยพวกเราเลือกสักตัวเถอะ ขอเป็นวัวที่แข็งแรงกำยำ ทำงานในท้องนาได้ก็พอ”
หนิวเอ้อร์ชีไปที่วัวสีเหลืองตัวหนึ่งแล้วพูดขึ้น “เช่นนั้นก็ซื้อตัวนั้นเถอะ เป็นวัวเด็กอายุสามปี อยู่ในวัยที่มีกำลังวังชา เลี้ยงง่ายมีความเชื่อง ซื้อกลับไปก็เอาไปลงนาทำงานได้ทันที แต่ว่าราคาอาจจะสูงไปสักหน่อย”
“ขอเพียงเป็นวัวดี ราคาไม่ใช่ปัญหา เช่นนั้นก็ว่าตามที่อาหนิวเอ้อร์บอก ซื้อวัวตัวนี้ก็แล้วกัน รบกวนท่านช่วยคุยราคาให้ด้วยเจ้าค่ะ” เมิ่งเชี่ยนโยวพูด
หนิวเอ้อร์นำคนทั้งหมดมาตรงหน้าคนขายวัว ชี้ไปที่วัวเด็กตรงกลางถามขึ้น “เฉียนซาน วัวตัวนี้เจ้าขายราคาเท่าไร”
เฉียนซานเป็นพ่อค้าขายวัว ทุกวันจะมาซื้อขายวัวที่ตลาดวัวแห่งนี้ เมื่อเห็นหนิวเอ้อร์พาคนมาด้วยตัวเองก็รู้ตัวว่าวัวนี้ขายไม่ได้ราคาสูงแล้ว จึงรีบหัวเราะพูดว่า “ยี่สิบห้าตำลึง”
หนิวเอ้อร์พยักหน้า พูดกับเมิ่งเอ้ออิ๋นว่า “นี่เป็นราคาท้องตลาด เขาไม่ได้คิดราคาเพิ่ม”
เมิ่งเอ้ออิ๋นพยักหน้าลง กำลังจะหยิบเงินออกมา แต่เมิ่งเชี่ยนโยวก็เอ่ยปากว่า “ท่านพ่อ ท่านเอาเงินมาสามสิบตำลึง ให้ท่านอาที่ขายวัวยี่สิบแปดตำลึง ที่เหลือให้อาหนิวเอ้อร์ เขาช่วยพวกเรามากเช่นนี้ เงินสองตำลึงนี้ให้เขาไปกินน้ำชาเถอะเจ้าค่ะ”
หนิวเอ้อร์ตกใจมาก เมื่อมองดูการแต่งกายของครอบครัวนี้ก็ไม่เหมือนเศรษฐีมีเงิน กลับกล้าจ่ายเงินถึงสองตำลึงเป็นสินน้ำใจ มากกว่าที่เขาได้ปกติในแต่ละเดือนเสียอีก รีบโบกมือแล้วพูดขึ้นว่า “ไม่ต้องๆ ข้าไม่ได้ออกแรงอะไรมาก จะรับเงินมากเช่นนั้นได้อย่างไรกัน”
เมิ่งเอ้ออิ๋นหยิบตั๋วแลกเงินออกมาจากในอกสามสิบตำลึง แล้ววางใส่มือหนิวเอ้อร์ “สมควรแล้วน้องชาย หากไม่ใช่เพราะเจ้า วันนี้พวกเราคงหาซื้อวัวดีเช่นนี้ไม่ได้”
หนิวเอ้อร์แอบมองหลงจู๊แวบหนึ่ง เห็นเขาไม่โต้แย้งอะไร จึงรับตั๋วแลกเงินมาพูดว่า “เช่นนั้นก็ขอบคุณมาก” พูดจบก็นำตั๋วแลกเงินมอบให้เฉียนซาน และพูดกับเฉียนซานว่า “เก็บไว้ที่เจ้าเถอะ อีกเดี๋ยวข้าค่อยมาเอา”
เฉียนซานพยักหน้าลง รับเงินมาอย่างยินดี
หนิวเอ้อร์พาพวกเขาไปซื้อรถเทียมเกวียนและชุดอุปกรณ์ หลังจากซื้อทั้งหมดแล้ว เวลาก็ผ่านไปถึงหนึ่งชั่วยาม หลงจู๊มองดูท้องฟ้าแล้วก็พูดกับเมิ่งเอ้ออิ๋นและเมิ่งเชี่ยนโยวว่า “อีกเดี๋ยวภัตตาคารก็จะมีแขกมาแล้ว ข้าต้องกลับไปเตรียมตัวสักหน่อย คงต้องบอกลาพวกเจ้าแล้ว”
“ขอบคุณหลงจู๊มาก” เมิ่งเอ้ออิ๋นและเมิ่งเชี่ยนโยวขอบคุณยกใหญ่
หลังจากหลงจู๊ไปแล้ว หนิวเอ้อร์ก็พูดขึ้นว่า “ต่อไปหากมีอะไรให้ข้าช่วยเหลือขอให้มาหาข้าได้เสมอ เข้ามาในตลาดวัว แค่ถามหาก็จะได้พบข้าแล้ว”
เมิ่งเอ้ออิ๋นย่อมต้องกล่าวขอบคุณอีกชุดใหญ่
หลังจากหนิวเอ้อร์ไปแล้ว เมิ่งเอ้ออิ๋นก็รีบบังคับรถเทียมเกวียนมารวมกับพวกเมิ่งชื่อที่หน้าทางเข้าตลาด
เห็นว่าเมิ่งเอ้ออิ๋นบังคับรถเทียมเกวียนมา เมิ่งชื่อก็ถามอย่างยินดี “พ่อ นี่คือรถเทียมเกวียนของพวกเราหรือ”
“เป็นของพวกเรา” เมิ่งเอ้ออิ๋นตอบอย่างมีความสุข
เมิ่งชื่อใช้มือลูบตัววัว พูดขึ้นอย่างตื่นเต้น “บ้านเรามีรถวัวเทียมเกวียนแล้วนะ”
เมิ่งเสียน เมิ่งฉีสองพี่น้องก็เข้าไปลูบคลำอย่างชื่นบาน ทั้งครอบครัวล้อมรถเทียมเกวียนคันใหม่ ตื่นเต้นดีใจอย่างที่สุด ทำเอาผู้คนที่มาตลาดทยอยกันหันมองมา
“ท่านแม่ พวกเราควรไปซื้อของที่ต้องการได้แล้วเจ้าค่ะ” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดเตือนขึ้น
เมิ่งชื่อถึงได้สังเกตเห็นว่าผู้คนที่ผ่านไปผ่านมากำลังมองพวกเขาอยู่ เช่นนั้นจึงพูดอย่างเก้อเขิน “ข้าก็เอาแต่ดีใจ ลืมไปเสียว่าวันนี้มาเพื่อซื้อของ ไปเถอะ พวกเราไปจับจ่ายสิ่งของกัน” พูดจบ ก็พาเมิ่งเจี๋ยและเมิ่งเชี่ยนโยวขึ้นรถเทียมเกวียนของครอบครัว
พอนางนั่งดีๆ แล้ว เมิ่งเอ้ออิ๋นก็หวดแส้ลงไป บังคับวัวให้ค่อยๆ เดินไปข้างหน้า เมิ่งเสียน เมิ่งฉีก็บังคับรถเทียมเกวียนตามติดมา
ตอนเช้าระหว่างทางที่มานั้น พวกเขาก็คิดคำนวณไว้แล้วว่าจะซื้ออะไรบ้าง เช่นนั้นจึงไม่รอช้า เมิ่งเอ้ออิ๋นมุ่งหน้ามาที่ร้านอาหารแห้ง ซื้อข้าวสารหกสิบจินและแป้งสาลีหกสิบจิน แบ่งออกเป็นสองส่วน วางไว้ที่ด้านหลังรถเทียมเกวียน หลงจู๊ร้านอาหารแห้งพอได้เห็นว่าเป็นเด็กสาวครั้งก่อนก็ได้ให้ราคาพิเศษสุดกับนางทันที หลังจากบรรทุกข้าวและแป้งเสร็จแล้ว ทั้งหมดก็มาที่ร้านผ้า นอกจากผ้าที่ซื้อไปตัดเสื้อให้คนแก่สามสี่คนตามที่คุยกันไว้ เมิ่งเชี่ยนโยวก็ยังซื้อผ้าลายดอกไปเพิ่มอีกชิ้นหนึ่ง วันที่เดิมพันกับหลิวลี่ใกล้จะถึงแล้ว แม้ว่านางจะไม่อยากมีเรื่องกับเด็กผู้หญิงด้วยกัน แต่หากไม่จัดการปัญหานี้ให้จบสิ้นในคราเดียว ต่อไปก็ไม่แน่ว่านางอาจจะก่อเรื่องที่ร้ายแรงยิ่งกว่านี้ก็ได้ อย่างไรเสียนางก็เป็นลูกของผู้ใหญ่บ้าน ในหมู่บ้านก็ยังมีเด็กอีกจำนวนหนึ่งที่คอยตามติด
หลังจากซื้อของสองอย่างนี้เสร็จ ทั้งครอบครัวก็มาถึงสถานที่ขายเนื้อ ชายขายเนื้อตาแหลมคม เพียงแวบแรกก็จำเด็กสาวใส่ชุดผ้าฝ้ายนั่งอยู่บนรถเทียมเกวียนตรงหน้าได้ทันทีว่าคือเด็กสาวที่แต่งตัวมอซอสะพายตะกร้ามาซื้อเนื้อเมื่อวันก่อน เช่นนั้นรีบทักทายอย่างเป็นกันเอง “แม่หนู มาซื้อเนื้ออีกแล้วหรือ วันนี้ต้องการเท่าไรล่ะ”
เมิ่งเชี่ยนโยวและเมิ่งชื่อลงจากรถ มองดูเนื้อบนแผง วันนี้ก็ยังสดใหม่ จึงพูดว่า “พวกเราว่าจะไปเยี่ยมญาติ ขอมันหมูเยอะหน่อยแล้วกัน”
“ได้เลย เจ้าดูสิว่าชิ้นนี้ได้หรือไม่” ชายหนุ่มหยิบมันหมูหนึ่งชิ้นขึ้นถาม
เมิ่งเชี่ยนโยวมองดู มันหมูหกส่วนเนื้อแดงสี่ส่วน พูดกับเมิ่งชื่อว่า “ท่านแม่ พวกเราเอาชิ้นนี้เถอะนะเจ้าคะ แล้วแบ่งเป็นสองส่วน”
เมิ่งชื่อเพ่งพินิจเนื้อชิ้นนั้น แล้วพยักหน้าลง “ได้ ตกลงเอาชิ้นนี้”
ชายหนุ่มดีใจนำขึ้นชั่ง ได้สิบหกจินพอดี แบ่งเป็นสองส่วนเท่าๆ กัน ใช้กระดาษมันห่อ ไม่รอให้เมิ่งเชี่ยนโยวพูดก็หยิบกระดูกชิ้นใหญ่ข้างๆ มาห่อให้ทันที แล้วยื่นให้กับเมิ่งเชี่ยนโยว
เมิ่งเชี่ยนโยวรับมา ยังไม่ได้จ่ายเงินในทันที แต่ชี้ไปที่กระดูกหมูที่แขวนอยู่แล้วร้องถามขึ้น “เถ้าแก่ นี่ขายอย่างไรหรือ”
“พวกนี้มีเนื้อน้อย ขายจินละห้าอีแปะ”
“ข้าเอาทั้งหมด” เมิ่งเชี่ยนโยวคำนวณเล็กน้อย นี่ก็น่าจะประมาณยี่สิบจินได้ จึงเอ่ยปากทันที
“โยวเอ๋อร์ พวกนี้มีแต่กระดูก ซื้อไปมากมายทำไมกัน หากเจ้าอยากกิน เราซื้อเพียงเล็กน้อยก็พอ” เมิ่งชื่อเห็นลูกสาวซื้อกระดูกหมูไปมากมายจึงรีบห้ามปราบ กระดูกชิ้นใหญ่ครั้งก่อนเอามาตุ๋นเป็นน้ำแกง ทั้งครอบครัวก็ได้กินกันไปหลายวัน หากซื้อพวกนี้ไปทั้งหมดก็ไม่รู้จะต้องกินไปถึงเมื่อไหร่
“ท่านแม่ กลับไปข้าจะทำกระดูกหมูราดน้ำแดงให้ท่านกินเจ้าค่ะ ถึงตอนนั้นรับรองท่านจะต้องพูดว่าพวกเราซื้อน้อยเกินไป”
ได้ยินลูกสาวพูดเช่นนี้ เมิ่งชื่อก็ไม่เอ่ยห้ามอีก ตอนนี้ลูกสาวชอบทำอาหารที่นางไม่เคยกิน ไม่แน่ว่ากระดูกหมูพวกนี้จะเป็นอาหารเลิศรสจริงๆ ก็ได้
ชายหนุ่มชั่งกระดูกหมูอย่างยินดีปรีดา แล้วห่อให้อย่างดี นำไปวางบนรถเทียมเกวียนพร้อมกับเนื้อหมู
เมิ่งเอ้ออิ๋นจ่ายเงิน ทั้งครอบครัวมุ่งหน้าไปที่ร้านขนมต่อทันที