ข้ามกาลบันดาลรัก: Chapter 019 ตอนที่ 19
ตอนที่ 19 กลับบ้าน
ตอนที่พ่อลูกทั้งหมดกลับมาถึงบ้านนั้น เมิ่งชื่อไม่ได้ออกไปทำนา นางอยู่ในบ้านทำเสื้อผ้าไปพลาง รอพวกเขาไปพลาง เมื่อเห็นพวกเขากลับมาแล้วก็วางเสื้อผ้าในมือลง รีบออกไปต้อนรับทันที เห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มของพ่อลูกทั้งหมด ของบนรถเทียมเกวียนก็ไม่เหลือสิ่งของให้เห็น ก็รู้สึกดีใจขึ้นมาโดยพลัน ถามขึ้น “พ่อ ขายของไปหมดแล้วหรือ”
เมิ่งเอ้ออิ๋นพยักหน้าตอบอย่างยินดี “ฉั่งฉิกขายไปได้ทั้งหมดแล้ว ส่วนมันฝรั่งตะกร้านั้นให้เหลาจวี้เสียนไป หลงจู๊ร้านนั้นบอกให้พวกเรานำมันฝรั่งทั้งหมดไปส่งให้พวกเขาพรุ่งนี้”
“มันฝรั่งก็ขายได้ทั้งหมดหรือ” เมิ่งชื่อถามขึ้นอย่างยินดี
“ขายได้ทั้งหมด ทั้งหมดนั้นก็เป็นความชอบของโยวเอ๋อร์ของพวกเรา” เมิ่งเอ้ออิ๋นพูดด้วยความภาคภูมิใจ
เมิ่งชื่อไม่ได้ถามออกไปว่าขายราคาเท่าไร นางพูดกับพ่อลูกว่า “พวกเจ้ากลับมาตอนนี้ คงจะหิวแย่แล้ว ข้าเก็บอาหารไว้ในกระทะ พวกเจ้าล้างมือก่อนแล้วค่อยมากินเถอะ”
“พวกเรากินมาแล้ว กินที่เหลาจวี้เสียนนั่นล่ะ นี่เป็นอาหารที่เหลือ พวกเราจึงเอากลับมาด้วย” เมิ่งเอ้ออิ๋นถืออาหารที่ห่อกลับมาลงมาจากรถเทียมเกวียนพร้อมกับยื่นให้เมิ่งชื่อ
“กินที่เหลาจวี้เสียน” เมิ่งชื่ออุทาน
“แม่ พวกเราไม่ได้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยนะเจ้าคะ ข้าช่วยพวกเขาทำอาหารสามสี่อย่าง หลงจู๊จึงไม่คิดเงินพวกเราเจ้าค่ะ” เมิ่งเชี่ยนโยวนึกว่าเมิ่งชื่อจะเสียดายเงิน จึงรีบอธิบายขึ้น
“แม่ก็ไม่ได้กลัวพวกเจ้าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แม่เพียงแค่ตกใจว่าพวกเจ้าไปกินข้าวที่นั่นได้อย่างไร”
“เรื่องนี้พูดแล้วก็ยาวเจ้าค่ะ พวกเราค่อยๆ ไปนั่งคุยในบ้านเถอะนะเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวพูด
“ใช่แล้ว กลับเข้าไปคุยในบ้านเถอะ พวกเรายังมีเรื่องจะบอกเจ้าอีก” เมิ่งเอ้ออิ๋นพูดบ้าง
เมิ่งชื่อพยักหน้าลง
เมิ่งเอ้ออิ๋นและเมิ่งเสียนนำวัวไปผูกกับต้นไม้ใหญ่ ทั้งหมดต่างเข้ามาอยู่ห้องฝั่งตะวันออก นั่งลงบนเตียงใหญ่ เมิ่งเอ้ออิ๋นกระซิบพูดกับเมิ่งชื่อว่า “เจ้าทายสิว่าวันนี้พวกเราขายได้เงินเท่าไร”
“ได้เท่าไรหรือ” เมิ่งชื่อถามอย่างรอคอย
เมิ่งเอ้ออิ๋นยิ้มแต่ไม่พูดอะไรออกมา เขาเพียงล้วงตั๋วแลกเงินสองร้อยสี่สิบตำลึงออกมาจากอกส่งให้เมิ่งชื่อ
เมิ่งชื่อรับมา มองดูอยู่เป็นนานก็ยังไม่รู้ว่าเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ จึงถามขึ้นอย่างสงสัย “พ่อ นี่คือเท่าไรหรือ”
“สองร้อยสี่สิบตำลึง” เมิ่งเอ้ออิ๋นพูดด้วยความปิติ
“สองร้อยสี่สิบตำลึง! เยอะถึงเพียงนี้เชียวหรือ” เมิ่งชื่ออุทานเสียงเบา นางหยิบตั๋วแลกเงินมาพินิจดูอีกรอบ ตั๋วแลกเงินนั่นก็เหมือนกับครั้งก่อนทุกประการ เพียงแค่เขียนตัวอักษรที่นางไม่รู้จัก
“ดีใจหรือไม่เจ้าคะ ท่านแม่” เมิ่งเชี่ยนโยวถามหยอกเย้า
“ดีใจ ต้องดีใจสิ แม่อายุปูนนี้แล้วก็ไม่เคยเห็นตั๋วแลกเงินมาขนาดนี้มาก่อนเลย” เมิ่งชื่อพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น
“ยังมีให้ดีใจกว่านี้อีกนะเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวหยิบตั๋วแลกเงินอีกหนึ่งปึกออกมาจากในอกวางบนมือเมิ่งชื่อ “ท่านแม่นับดูเถิด ว่าทั้งหมดเท่าไร”
“ยังมีอีกหรือ!” เมิ่งชื่อตกตะลึง จากนั้นหัวเราะตำหนิ “เจ้าลูกคนนี้นี่ รู้อยู่ว่าแม่ไม่รู้หนังสือ เจ้าก็ยังจะให้แม่นับอีก จะแกล้งแม่หรืออย่างไรกัน”
“เช่นนั้นก็ให้พี่ใหญ่ช่วยแม่นับเถอะเจ้าค่ะ” เมิ่งเชี่ยนโยวหัวเราะ
เมิ่งเสียนเช็ดมือกับเสื้อ งกๆ เงิ่นๆ เดินมาหยิบตั๋วแลกเงินไปจากมือเมิ่งชื่อ แล้วนับเสียงค่อย “หนึ่งร้อยตำลึง สองร้อยตำลึง...” ทุกใบที่เขานับ ดวงตาของเมิ่งชื่อก็เบิกโพลงกว้างขึ้น รอจนนับเสร็จหมดแล้ว เมิ่งชื่อก็พูดอะไรไม่ออกอย่างสิ้นเชิง
เมิ่งเชี่ยนโยวใช้มือโบกไปมาตรงหน้าของเมิ่งชื่อ “ท่านแม่ ท่านแม่เจ้าคะ”
“โยวเอ๋อร์ แม่ไม่ได้ฝันไปใช่หรือไม่ เงินพวกนี้เป็นของพวกเราทั้งหมดหรือ” เมิ่งชื่อถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“ย่อมไม่ได้ฝันอยู่แล้วเจ้าค่ะ ไม่เช่นนั้นก็ให้ท่านพ่อตีท่านดูสักทีเถิด” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดกระเซ้าเย้าแหย่
เมิ่งชื่อกลับหันไปพูดกับเมิ่งเอ้ออิ๋น “พ่อ เจ้าลองตีข้าหน่อยสิ”
“ฮ่าๆๆ...” เมิ่งเชี่ยนโยวกลั้นไม่อยู่ จึงโพล่งหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น เมิ่งเสียน เมิ่งฉีเองก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเช่นกัน
เช่นนั้นเมิ่งชื่อถึงได้สติคืนกลับมา รู้ตัวแล้วว่าตัวเองทำเรื่องขายหน้าออกไปแล้ว ใบหน้าของนางแดงระเรื่อ ยิ้มแล้วพูดขึ้นว่า “แม่ก็ไม่อยากเชื่อจริงๆ ว่าตั๋วแลกเงินพวกนี้จะเป็นของพวกเรา”
“ตอนที่หลงจู๊ร้านยาบอกว่าเป็นเงินหนึ่งพันหกร้อยตำลึง ข้าเองก็มึนงงไปเช่นกัน ตอนนั้นโยวเอ๋อร์บอกให้ข้าเก็บเงินไว้ แต่ข้าไม่กล้ารับ มีแต่โยวเอ๋อร์ของเราที่มั่นคงสงบนิ่ง รับเงินมาเก็บไว้ในอกโดยไม่รีรอ ท่วงท่านั้นก็ทำข้าเลื่อมใสยิ่งนัก” เมิ่งเอ้ออิ๋นยิ้มไปพูดไป
“ท่วงท่าอะไรกัน ข้าเองก็ใจตุ้มๆ ต่อมๆ แต่จะให้ไม่รับเงินได้อย่างไรเจ้าคะ ตอนนั้นข้ากัดฟัน กระทืบเท้า แล้วถึงกล้ารับมา” เมิ่งเชี่ยนโยวเองก็ยิ้มไปพูดไป
“ที่แท้น้องเองก็รู้สึกตุ้มๆ ต่อมๆ เห็นท่าทีสงบนิ่งของเจ้าแล้ว ข้าก็นึกว่าเจ้าไม่กลัวเสียอีก” เมิ่งฉีพูดขึ้น
“อย่างข้าเขาก็เรียกแม่วัวพองลมต่างหากล่ะเจ้าคะ ท่านไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นเหงื่อออกเต็มฝ่ามือข้ามากเพียงใด” เมิ่งเชี่ยนโยวพูด
“ก็ยังดีกว่าข้านะ ตอนนั้นข้าตัวสั่นไปหมดทั้งตัวเลย” เมิ่งเสียนพูด
เมิ่งชื่อหัวเราะ “พวกเจ้ายังกล้าพูดอีกหรือ เสียแรงที่เป็นพี่ชาย กลับสู้น้องสาวไม่ได้เลยสักนิด”
เมิ่งฉีเกาหัวแก้เก้อ “ไม่เพียงสู้ไม่ได้นะขอรับ วันนี้น้องสาวยังขายมันฝรั่งได้จินละหนึ่งตำลึงอีกด้วย”
“จินละหนึ่งตำลึง!” เมิ่งชื่อทนต่อไปไม่ไหวแล้ว ร้องถามเสียงสูงขึ้นมา
เมิ่งเสียน เมิ่งฉีพยักหน้าลง
“จะเป็นไปได้อย่างไร แป้งสาลีชั้นดีเพิ่งราคาจินละยี่สิบอีแปะ แต่มันฝรั่งกลับขายได้ถึงจินละหนึ่งตำลึงเนี่ยนะ” เมิ่งชื่อถามอย่างไม่เชื่อ
“เดิมทีหลงจู๊ภัตตาคารก็ไม่ยอมตกลง แต่น้องสาวพูดไปชุดหนึ่ง เขาก็ยอมตกลงอย่างหน้าชื่นตาบานเลยนะขอรับ ยังบอกให้พวกเรานำมันฝรั่งไปส่งที่ภัตตาคารของพวกเขาพรุ่งนี้แต่เช้า” เมิ่งเสียนตอบ
“เช่นนั้นพวกเราก็จะขายได้เงินอีกสองพันตำลึงหรือ” เมิ่งชื่อถลึงตาโต
เมิ่งเชี่ยนโยวหลุดหัวเราะออกมา “ท่านแม่ ไม่ได้ขายได้เงินมากขนาดนั้นหรอกเจ้าค่ะ เราต้องเก็บไว้กินเองด้วยส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งนั้นเก็บไว้ปลูก ปีหน้าข้าว่าจะลองปลูกเองดูเจ้าค่ะ”
“มันฝรั่งจินละหนึ่งตำลึงแม่ก็ไม่กล้ากินแล้ว เจ้าอยากเก็บไว้บ้างก็ตามใจเถอะ ที่เหลือขายไปให้หมด” เมิ่งชื่อตัดสินใจ
เมิ่งเชี่ยนโยวหัวเราะไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก ความรู้สึกของเมิ่งชื่อนั้นนางเข้าใจดี เมื่อก่อนครอบครัวเก็บออมเงินอย่างแสนเข็ญยังได้ไม่ถึงสิบตำลึง ตอนนี้มันฝรั่งหนึ่งจินกลับขายได้ถึงหนึ่งตำลึง หากไม่ขายทิ้งทั้งหมด ต่อไปพวกเขาก็ทำใจกินไม่ลง
“โยวเอ๋อร์ เจ้าพูดอย่างไรถึงทำให้หลงจู๊ภัตตาคารยอมซื้อมันฝรั่งของเราจินละหนึ่งตำลึงได้” หลังจากอารามดีใจ เมิ่งชื่อก็นึกถึงคำพูดเมิ่งเสียนได้ หันไปถามเมิ่งเชี่ยนโยว
เมิ่งเชี่ยนโยวส่ายหน้า “ตอนนั้นข้าก็แค่ฉุกคิดขึ้นได้กะทันหันแล้วพูดออกไปก็เท่านั้น ตอนนี้จำไม่ได้แล้วเจ้าค่ะ”
“ข้าก็จำไม่ได้แล้ว ตอนนั้นข้าตกใจจนนิ่งอึ้งไปเลย จะไปรู้ได้อย่างไรว่าลูกพูดอะไรบ้าง” เห็นเมิ่งชื่อมองตัวเอง เมิ่งเอ้ออิ๋นรีบโบกมือพูด
เมิ่งเสียน เมิ่งฉีก็ส่ายหน้า
“จริงสิ ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ารับปากเจ้าของร้านยาไว้ หลังจากนี้หนึ่งเดือนจะนำลำต้นและรากของฉั่งฉิกส่งให้กับพวกเขา” เพราะกลัวเมิ่งชื่อเค้นถามไม่เลิกรา เมิ่งเชี่ยนโยวจึงรีบเปลี่ยนเรื่องพูด
“ได้สิ รอให้ทำงานในท้องนาเสร็จพวกเราจะขึ้นเขาไปตัดมาให้หมด แล้วส่งให้พวกเขาทั้งหมด” เมิ่งชื่อไม่เค้นถามต่ออีก ตอบรับอย่างยินดี
เมิ่งเชี่ยนโยวเผยอปากขึ้น นางก็ตัดสินใจปิดบังเรื่องที่ขายลำต้นและรากได้เงินสองพันตำลึง
ทั้งครอบครัวหยิบตั๋วแลกเงินขึ้นมาดูแล้วดูอีก นานครู่ใหญ่ เมิ่งชื่อถึงยอมวางลงอย่างอาวรณ์
“ท่านแม่ พรุ่งนี้พวกเรายังต้องไปส่งมันฝรั่งในเมือง ท่านกับน้องเล็กก็ไปกับพวกเราด้วยเถอะนะเจ้าคะ จะได้ไปซื้อของที่พวกท่านต้องการ ท่านบอกว่าอยากไปเยี่ยมบ้านตายายไม่ใช่หรือ ไปดูว่าจะซื้ออะไรเป็นของขวัญดีอย่างไรเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวพูด
เมิ่งชื่อพยักหน้าลง แล้วพูดขึ้นอย่างยินดี “ได้สิ พรุ่งนี้แม่จะตามเจ้าเข้าเมืองด้วย”
“ในเมื่อไปกันทั้งหมด เช่นนั้นพวกเราคงต้องยืมรถเทียมเกวียนนี้อีก ข้าจะเอารถไปคืนพวกเขา แล้วถามพวกเขาดูว่าพรุ่งนี้ยังจะขอยืมอีกสักวันได้หรือไม่” เมิ่งเอ้ออิ๋นพูด
“ดีเลย” เมิ่งชื่อพยักหน้า หยิบเงินสี่สิบอีแปะออกมามอบให้เมิ่งเอ้ออิ๋น
เมิ่งเอ้ออิ๋นรับมา นำวัวไปคืนพร้อมเมิ่งเสียน เมิ่งชื่อนำอาหารที่ห่อกลับมาออกมาจัดวางแต่ละอย่างใส่จาน วางไว้อีกด้านหนึ่ง เมิ่งฉีพูดคุยกับเมิ่งเชี่ยนโยวถึงความสะพรึงทั้งหมดที่วันนี้ตัวเองได้รับมา
ในตอนนี้เด็กตัวน้อยก็วิ่งเข้ามาจากด้านนอก เอ่ยปากถามขึ้นว่า “ท่านแม่ พี่สาวกลับมาหรือยังขอรับ”
“น้องเล็ก ข้าอยู่นี่” ได้ยินเด็กตัวน้อยถามถึง เมิ่งเชี่ยนโยวก็พูดเสียงดัง
เมิ่งเจี๋ยวิ่งตึกๆ เข้ามาในห้องพูดกับเมิ่งเชี่ยนโยวว่า “ท่านพี่ เมื่อครู่ข้าเจอหลิวลี่ นางให้ข้ามาบอกท่านว่า เหลืออีกไม่กี่วันก็จะถึงวันที่พวกท่านได้สัญญากันไว้แล้ว บอกท่านว่าอย่าลืมเลียนแบบสุนัขร้องให้เหมือนด้วย”
เมิ่งเชี่ยนโยวปาดเม็ดเหงื่อที่หน้าผากเขาแล้วพูดว่า “ไม่ต้องไปสนใจนาง พรุ่งนี้พี่จะพาเจ้าเข้าเมือง เจ้าอยากได้อะไรบ้าง”
“น้ำตาลปั้นขอรับ” เด็กตัวน้อยตอบอย่างเริงร่า น้ำตาลปั้นหวานๆ เขาอยากกินแม้แต่ในยามฝัน
“ได้สิ พี่จะซื้อน้ำตาลปั้นให้เจ้า” เมิ่งเชี่ยนโยวตอบอย่างเอ็นดู
พี่น้องทั้งหมดพูดคุยเฮฮาอยู่ในห้องครู่หนึ่ง เมิ่งเอ้ออิ๋นและเมิ่งเสียนก็กลับมาพร้อมกัน บอกกับเมิ่งชื่อว่า “พวกเขารับปากจะให้พวกเรายืมรถอีกวัน ทั้งยังบอกว่าต่อไปหากต้องการใช้ก็ให้บอก พวกเขาพร้อมให้พวกเรายืมเสมอ”
“ก็เพราะเงินยี่สิบอีแปะนั่นอย่างไร เมื่อก่อนมีใครยอมให้ยืมรถเทียมเกวียนกันเล่า” เมิ่งชื่อทอดถอนใจ วัวเป็นดั่งชีวิตของชาวนา ทั้งหมู่บ้านก็มีเพียงไม่กี่ตัว อย่าว่าแต่คนหมู่บ้านเดียวกันเลย ต่อให้เป็นญาติสนิทก็น้อยครั้งที่จะให้หยิบยืม ตอนนี้หนิวเอ้อร์และหลิวซานยอมตกลงให้ยืมอย่างชื่นบาน นั่นก็เพราะเห็นว่าได้เงินยี่สิบอีแปะจริงๆ
“ท่านพ่อ ท่านแม่พรุ่งนี้พอขายมันฝรั่งได้แล้ว พวกเราก็ซื้อวัวสักตัวเถอะเจ้าค่ะ เช่นนี้เวลาเรามีเรื่องอะไรก็ไม่ต้องคอยไปยืมวัวคนอื่นแล้ว” เมิ่งเชี่ยนโยวพาเมิ่งเจี๋ยออกมาพูดขึ้น
เมิ่งเอ้ออิ๋นได้ฟังก็ตื่นเต้นฉับพลัน “จริงสิ บ้านของเราก็ซื้อวัวได้นี่ เหตุใดข้าถึงคิดไม่ได้นะ”
เห็นท่าทางดีอกอีใจของเมิ่งเอ้ออิ๋นแล้ว เมิ่งชื่อก็หลุดหัวเราะออกมา พูดกับลูกๆ ว่า “พอพูดว่าซื้อวัว ท่านพ่อก็ทำตัวเหมือนพวกเจ้า แทบอยากจะกระโดดตัวลอยเลย”
เมิ่งเอ้ออิ๋นยังคงตอบอย่างยินดี “ต้องดีใจสิ เมื่อก่อนแม้แต่ในฝันก็ยังไม่กล้าคิดว่าบ้านเราจะซื้อวัวได้ พรุ่งนี้เราจะได้ซื้อแล้ว จะไม่ให้ดีใจได้อย่างไรกัน”
“เจ้าไม่คิดบ้างหรือว่า ถ้าเราซื้อวัวมาจริงๆ แล้วจะเอาไปไว้ที่ไหน เจ้าดูสิว่าบ้านเรามีที่ให้อยู่หรือไม่” เห็นเมิ่งเอ้ออิ๋นต้องการซื้อวัว เมิ่งชื่อจึงพูดขัดอารมณ์ แม้นางก็อยากให้ครอบครัวมีวัวสักตัว แต่บ้านหลังนี้ไม่มีที่ให้วัวอยู่ จะให้ผูกไว้นอกประตูเรื่อยไปไม่ได้ วันสองวันยังไม่เป็นไร หากเวลาผ่านไปนานเข้าหายไปจะทำอย่างไร
ได้ยินเมิ่งชื่อพูดเช่นนี้ ความเบิกบานใจก็พลันหายไปหมดสิ้น จริงด้วย ซื้อวัวมาแล้วจะให้อยู่ที่ไหน
เห็นเมิ่งเอ้ออิ๋นท้อแท้ห่อเหี่ยว เมิ่งเชี่ยนโยวก็พูดขึ้นว่า “พวกเราก็สร้างบ้านใหม่อย่างไรเจ้าคะ เท่านี้เราก็มีที่แล้วมิใช่หรือ”
“สร้างบ้าน!” เมิ่งเอ้ออิ๋นและเมิ่งชื่อถามขึ้นเสียงดังพร้อมกัน
“ใช่เจ้าค่ะ สร้างบ้าน” เมิ่งเชี่ยนโยวพยักหน้า
เมิ่งชื่อและเมิ่งเอ้ออิ๋นหันมองหน้ากัน จากนั้นเมิ่งเอ้ออิ๋นก็พูดขึ้นอย่างตะกุกตะกัก “ระ เร็วเกินไปหน่อยหรือเปล่า” หลายวันก่อนครอบครัวพวกเขายังไม่มีข้าวสารกรอกหม้อ เหตุใดตอนนี้จะสร้างบ้านใหม่แล้วเล่า
เมิ่งชื่อก็เอ่ยปากขึ้น “พวกเรา พวกเรา พวกเรา...” เป็นนานก็พูดไม่ออกสักคำ
“พี่ใหญ่ พี่รองเบียดกันอยู่ในห้องครัว พี่รองยังเด็ก แต่พี่ใหญ่ก็ใกล้จะอายุสิบห้าปีแล้ว ถ้าเป็นบ้านเศรษฐีสมควรต้องมีคู่แล้ว แต่เนื่องด้วยสภาพบ้านของพวกเราตอนนี้ ใครจะกล้ามอบลูกสาวมาให้แต่งงานกันเจ้าคะ” รอจนสองสามีภรรยาเมิ่งปรึกษากันถี่ถ้วน ก็ไม่รู้ต้องรอไปถึงเมื่อไหร่ เมิ่งเชี่ยนโยวจำต้องใช้ยาเร่งหนึ่งขนาน
เป็นดังคาด พอเอ่ยถึงเรื่องการแต่งงานของลูกชายคนโต สองสามีภรรยาแซ่เมิ่งก็ต่างเกิดอาการหวั่นไหวขึ้นมาทันที
“อีกอย่างนะเจ้าคะ ตอนนี้บ้านเรามีเงินแล้ว หากไม่สร้างบ้าน แล้ววันไหนขโมยขึ้นบ้าน ขโมยเงินไปหมดจะทำอย่างไรเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดต่อ
เมิ่งชื่อพอได้ยินว่าเงินจะถูกขโมย ก็พูดอย่างไม่ลังเลอีกต่อไป “สร้าง พวกเราจะสร้างบ้านใหม่”
เมิ่งเอ้ออิ๋นเองก็ตัดสินใจแล้ว “ข้าจะไปหาคนงาน อีกไม่กี่วันเราจะเริ่มสร้างบ้านกัน”
เห็นสองสามีภรรยาเมิ่งคิดตกแล้ว เมิ่งเชี่ยนโยวก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ส่วนเมิ่งเจี๋ยนั้นกลับดีใจจนกระโดดตัวลอย “เราจะสร้างบ้านใหม่แล้ว! พวกเราจะสร้างบ้านใหม่แล้ว”