ข้ามกาลบันดาลรัก: Chapter 038 ตอนที่ 38
ตอนที่ 38 ป้าหนิว
หลังจากกินอาหารเที่ยงเสร็จ พ่อลูกบ้านเมิ่งก็ขึ้นไปบนเขาอีกครั้ง แม้เมิ่งเชี่ยนโยวจะย้ำแล้วย้ำอีกว่าตัวเองไม่ได้เป็นอะไรแล้ว แต่เมิ่งชื่อและสามีก็ยังไม่อนุญาตให้นางตามขึ้นไปบนเขา เมิ่งเชี่ยนโยวจึงไม่มีทางเลือก จำต้องทดลองหาวิธีที่จะทำให้เมล็ดสนอ้าออกได้เร็วและอยู่ในสภาพดีที่บ้านต่อ เมิ่งชื่อเองก็อยู่ช่วยที่บ้านด้วย
เมิ่งเชี่ยนโยวทำการทดลองซ้ำไปซ้ำมาอย่างไม่เหนื่อยหน่าย สุดท้ายในที่สุดนางก็สามารถหาวิธีที่ง่ายและประหยัดเวลาได้
“สำเร็จแล้ว!” เห็นเมล็ดสนแตกออก เมิ่งชื่อก็พูดอย่างประหลาดใจระคนดีใจ
เมิ่งเชี่ยนโยวหยิบเมล็ดสนที่แตกออกนั้น แล้วใช้เล็บมือบิดเปลือกที่หุ้มทั้งสองฝั่งเบาๆ เมล็ดสนด้านในก็หลุดออกมาทั้งหมด นางใส่เข้าปากเคี้ยงหนุบๆ รู้สึกว่ารสชาตินั้นแย่กว่าในโลกปัจจุบันเล็กน้อย แต่ในยุคโบราณที่ทุกอย่างขาดแคลนเช่นนี้ นี่ก็ถือว่าเป็นรสชาติที่ดีที่สุดแล้ว
เมิ่งเชี่ยนโยวหยิบขึ้นมาบีบออกอีกอัน ส่งเมล็ดสนเข้าปากเมิ่งชื่อ “ท่านแม่ ลองชิมดูสิเจ้าคะ”
เมิ่งชื่ออ้าปากกินเข้าไป แล้วพยักหน้าติดๆ กันไม่หยุด “อืม อร่อย หอมมาก ไม่คิดว่าเมล็ดสนเม็ดเล็กๆ จะหอมเช่นนี้”
“ให้คนส่งข่าวไปบอกท่านลุงใหญ่เถอะเจ้าค่ะ พวกเราจะได้บอกวิธีนี้กับเขา ให้เขานำเมล็ดสนทั้งหมดไปคั่วให้แตกออก พอข้าเข้าเมืองจะได้ช่วยพวกเขาเอาไปขายบางส่วน” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดขึ้น
เมิ่งชื่อรู้สึกดีใจยิ่งกว่าใคร อ้าปากรับคำ “แม่จะรีบหาคนไปส่งข่าว” พูดจบก็กระวีกระวาดออกไปหาคน
เมิ่งเชี่ยนโยวนำเมล็ดสนที่เหลืออยู่ใช้วิธีเมื่อครู่ทำออกมา แล้วตากไว้ที่ลานบ้าน กำลังเตรียมจะไปออกกำลังกายบนท่อนไม้อีกครั้ง ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามา “ภรรยาเอ้ออิ๋นอยู่บ้านหรือไม่”
เมิ่งเชี่ยนโยวเงยหน้าขึ้นมอง เห็นว่าไม่รู้จัก จึงตอบกลับไปว่า “ท่านแม่ข้าออกไปแล้ว มาหานางมีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ”
หญิงสาวถึงได้มองเห็นเมิ่งเชี่ยนโยว เช่นนั้นก็พูดด้วยความยินดี “นี่คือโยวเอ๋อร์สินะ ข้าคือป้าหนิวจากหัวหมู่บ้านฝั่งตะวันออก ไม่เจอพักใหญ่ โยวเอ๋อร์ยิ่งโตก็ยิ่งสวยนะเนี่ย”
“ขอบคุณป้าหนิวเจ้าค่ะ ไม่ทราบว่าท่านมาหาแม่ข้ามีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวถาม
ป้าหนิวพลันนิ่งอึ้งไป “ไม่มีเรื่องใหญ่อะไรหรอก ข้ารอให้แม่เจ้ากลับมาค่อยพูดดีกว่า”
“ป้าหนิวมีเรื่องอะไรก็พูดกับข้าเถอะเจ้าค่ะ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าแม่ข้าจะกลับมาเมื่อใด” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดขึ้นอีกครั้ง
ป้าหนิวครุ่นคิดอยู่เล็กน้อย “ข้าพูดกับเจ้าก็ได้ แม่เจ้ากลับมาแล้วเจ้าก็บอกนางทีเถิด พอดีลูกบ้านข้า...”
“ซ้อหนิว เหตุใดวันนี้ถึงว่างมาได้ล่ะ” เสียงกระสับกระส่ายของเมิ่งชื่อดังลอยเข้ามา
ป้าหนิวเห็นเมิ่งชื่อกลับมาก็พูดขึ้น “ภรรยาเอ้ออิ๋น ข้ามีเรื่องให้เข้าช่วย ลูกบ้านข้า...”
“ซ้อหวัง มีเรื่องอะไรเราก็เข้าไปคุยในบ้านเถอะ” เมิ่งชื่อพูดตัดบท หันมาพูดกับเมิ่งเชี่ยนโยวว่า “โยวเอ๋อร์ แม่กับป้าหนิวมีเรื่องต้องคุยกัน เจ้าไปออกกำลังที่ลานบ้านก่อนนะ”
“เจ้าค่ะ” เมิ่งเชี่ยนโยวรับคำอย่างแคลงใจ หันหลังแล้วเดินไปยังลานบ้าน
เมิ่งชื่อและป้าหนิวเข้าไปในบ้านพูดคุยเสียงเบาครู่หนึ่ง ป้าหนิวก็เดินจากไปอย่างมีความสุข ตอนที่ไปนั้นเหมือนว่าในมือจะถืออะไรไว้บางอย่าง
เมิ่งเชี่ยนโยวเองก็ไม่ได้ใส่ใจนัก คนในหมู่บ้านนั้นยากจน หากจะหยิบยืมสิ่งของกันบ้างก็เป็นเรื่องปกติ
หลังจากที่ป้าหนิวจากไปแล้ว เมิ่งชื่อก็เดินไปข้างเมิ่งเชี่ยนโยว “โยวเอ๋อร์ ป้าหนิวของเจ้าพูดอะไรกับเจ้าบ้าง”
“ไม่ได้พูดอะไรเจ้าค่ะ บอกเพียงแค่ว่ามีธุระกับท่าน ยังไม่ทันได้พูดอะไร ท่านก็กลับมาก่อน” เมิ่งเชี่ยนโยวตอบ
เมิ่งชื่อจึงลอบถอนใจอย่างโล่งอก “ลูกชายคนโตของบ้านป้าหนิวไม่สบาย นาจึงงมาขอยืมเงินแม่”
“เรื่องนี้ท่านแม่ก็ตัดสินใจเองเถิด ไม่ต้องบอกข้าหรอกเจ้าค่ะ”
“โยวเอ๋อร์...” เมิ่งชื่ออยากจะพูดอะไรแต่พูดไม่ออก
“ท่านแม่ยังมีอะไรอีกหรือเจ้าคะ”
“มะ ไม่มี แม่จะไปทำกับข้าว เจ้าออกกำลังอีกหน่อยก็พอ อย่าให้เหนื่อยเกินไปนัก” เมิ่งชื่อพูดด้วยดวงตาเปล่งประกาย
เมิ่งเชี่ยนโยวยิ่งเพิ่มความแคลงใจมากขึ้น เมื่อเห็นว่าเมิ่งชื่อไม่พูดอะไร จึงไม่ได้ถามต่อ
...
เมิ่งเอ้ออิ๋นกลับมาตอนกลางคืน เมิ่งชื่อก็ลากเขาไปพูดกระซิบกระซาบด้วยพักใหญ่ ก็ได้ยินเมิ่งเอ้ออิ๋นพูดเพียงแค่ว่า “ให้ก็ให้ไปเถอะ ก็แค่สองตำลึงเท่านั้น ตอนนั้นหากไม่ใช่เพราะเด็กคนนี้ โยวเอ๋อร์ของเราก็คงไม่รอดมาถึงป่านนี้แน่”
เมิ่งชื่อมองไปทางเมิ่งเชี่ยนโยวแวบหนึ่ง พูดตำหนิขึ้น “เจ้าพูดให้เบาหน่อย อย่าให้ลูกได้ยิน”
เมิ่งเอ้ออิ๋นจึงไม่ได้พูดอะไรอีก
เมิ่งเชี่ยนโยวนั่งอยู่อีกมุมหนึ่งเงียบๆ
กินมื้อค่ำเสร็จแล้ว สกุลเมิ่งทั้งครอบครัวก็ตรงไปที่บ้านใหญ่
อาการของเมิ่งจงจวี่นั้นดีขึ้นมากแล้ว เมื่อเห็นคนทั้งหมดก็รู้สึกยินดีปรีดา จะลุกขึ้นมานั่งให้ได้
“ท่านปู่ บาดแผลของท่านท่านหมอก็บอกแล้วว่าต้องเปลี่ยนยาทุกวัน วันละครั้ง สักสามครั้งถึงจะหายดี ถึงตอนนั้นท่านถึงจะนั่งได้นะเจ้าคะ หากตอนนี้ท่านรั้นจะลุกมานั่งให้ได้ แล้วบาดแผลเกิดแย่ลง ท่านคงได้นอนอยู่บนเตียงไปตลอดจริงๆ แน่เจ้าค่ะ” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดขู่ขึ้น
เมิ่งจงจวี่รีบนอนลง ทุกคนก็มองเมิ่งเชี่ยนโยวอย่างเลื่อมใส
เมิ่งเชี่ยนโยวหยิบยาสมานแผลและผ้าพันแผลออกมา สอนเมิ่งต้าจินและน้องๆ ว่าต้องเปลี่ยนยาอย่างไร ต้องพันแผลอย่างไร จากนั้นก็เดินออกไปนอกบ้านกับคนอื่นๆ ให้ทั้งสามพี่น้องเปลี่ยนยาให้เมิ่งจงจวี่
เวลาไม่นาน ในห้องก็มีเสียงหนึ่งดังลอยออกมา “เปลี่ยนยาเสร็จแล้ว พวกเจ้าเข้ามาเถอะ”
ทั้งหมดเข้าไปในบ้าน เมิ่งเชี่ยนโยวเห็นผ้าพันแผลที่เปลี่ยนออกมาไม่มีคราบเลือดแล้วพูดขึ้นว่า “ไม่มีเลือดซึมออกมาแล้ว แสดงว่าบาดแผลท่านปู่สมานตัวกันเป็นอย่างดี พรุ่งนี้เปลี่ยนยาอีกรอบ วันมะรืนก็ลองลุกจากเตียงลงมาเดินไปแล้ว”
เมื่อได้ยินนางพูดเช่นนี้ ทุกคนต่างก็ตื่นเต้นดีใจ โดยเฉพาะเมิ่งจงจวี่ที่นอนอยู่บนเตียงมาถึงสองเดือน ตอนนี้พอได้ยินว่าอีกหนึ่งวันข้างหน้าก็จะลงจากเตียงมาเดินได้ น้ำตาก็พลันไหลริน “คิดไม่ถึงเลยว่าข้าจะยังมีวันที่เดินได้อีกครั้ง”
เมิ่งเอ้ออิ๋นหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดน้ำตาให้ชายชราอย่างทะนุถนอม “ท่านพ่อ รอท่านหายดีแล้วก็ไปอยู่บ้านข้าสักระยะหนึ่ง ให้โยวเอ๋อร์ทำอาหารอร่อยๆ ให้ท่านท่าน ลูกคนนี้ตอนนี้ทำอาหารอร่อยกว่าพ่อครัวใหญ่ในเมืองเสียอีกนะ”
เมิ่งจงจวี่พยักหน้าลงไม่หยุด “ดีๆ ข้าจะไป ข้าจะต้องไป”
ทุกคนพูดปลอบประโลมอีกครู่หนึ่ง เมิ่งจงจวี่ถึงได้สงบสติอารมณ์ลงได้
เมิ่งเชี่ยนโยวจึงเอ่ยปากขึ้นว่า “ลุงใหญ่ ป้าใหญ่ อาสาม อาสะใภ้สามข้ามีเรื่องจะพูดกับพวกท่านเจ้าค่ะ”
เมิ่งต้าจิน เมิ่งซานถงและภรรยาต่างก็รู้ว่าวันนี้เมิ่งเชี่ยนโยวมีเรื่องจะพูดกับพวกเขา มีเพียงภรรยาเมิ่งต้าจินเท่านั้นที่ไม่รู้ข่าว ได้ฟังก็ถามขึ้นว่า “โยวเอ๋อร์ มีเรื่องอะไรเจ้าก็พูดมาเถอะ”
เมิ่งเชี่ยนโยวมองดูทุกคนแวบหนึ่ง แล้วพูดด้วยท่าทีขึงขัง “เรื่องที่ข้าจะบอกพวกท่านวันนี้ ไม่ว่าใครก็ห้ามนำไปพูดกับคนนอกเด็ดขาดนะเจ้าคะ หากมีใครแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป ข้าจะให้ท่านปู่ไล่คนนั้นออกไปจากตระกูล”
ทั้งสี่คนตกอกตกใจ ต่างหันหน้ามองกัน เมิ่งต้าจินก็กลืนน้ำลายอึกใหญ่ ลองหยั่งเชิงถามขึ้นว่า “เรื่องอะไรกันถึงร้ายแรงถึงขั้นนี้”
เมิ่งเชี่ยนโยวไม่ได้ตอบ แต่พูดต่อไปว่า “อย่าเพิ่งถามเลยเจ้าค่ะว่าเรื่องอะไร บอกมาก่อนว่าพวกท่านจะทำได้หรือไม่ หากพวกท่านทำได้ ข้าจะบอกพวกท่าน หากทำไม่ได้ ข้าก็จะไม่บอก เลี่ยงไม่ให้ต้องถูกท่านปู่ไล่ออกจากตระกูล”
ทั้งสี่คนแอบลอบมองเมิ่งเอ้ออิ๋นและภรรยา เห็นเพียงสองคนนั้นมองพวกเขาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม จึงรู้สึกโล่งอกขึ้น อย่างน้อยก็คงไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร
“พวกเราสองคนรับรองว่าจะไม่แพร่งพรายออกไป” เมิ่งซานถงและภรรยาพูดก่อน
“ลุงใหญ่ ป้าใหญ่ พวกท่านล่ะเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวถามด้วยรอยยิ้ม
เมิ่งต้าจินยืนอยู่ตรงนั้นโดยไม่พูดอะไรออกมาสักคำ ภรรยาเมิ่งต้าจินมองเขาแวบหนึ่ง ขยับปากเล็กน้อย แต่ไม่เปล่งเสียงออกมา
เมิ่งเชี่ยนโยวเองก็ไม่ได้เร่งเร้า เพียงแต่รอคำตอบเงียบๆ
นานครู่ใหญ่ เมิ่งต้าจินถึงได้กระทืบเท้ามองเมิ่งจงจวี่แวบหนึ่ง แล้วพูดขบเขี้ยวเคี้ยวฟันว่า “พวกเราก็รับรองว่าจะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้”
เช่นนั้นทุกคนถึงได้เบาใจลง
เมิ่งเชี่ยนโยวพยักหน้าลง “ข้าก็เชื่อว่าลุงใหญ่พูดแล้วจะต้องทำได้”
เมิ่งต้าจินไม่ได้พูดอะไรออกมา
เมิ่งเชี่ยนโยวเองก็ไม่ได้ถือสา พูดขึ้นด้วยสีหน้านิ่งขรึม “ข้าพบสมุนไพรล้ำค่าชนิดหนึ่งบนเขา เจ้าของร้านยาเต๋อเหรินบอกว่าจะรับซื้อทั้งหมด พวกเราต้องขุดมันออกมาแล้วเก็บให้ดี เดิมทีเรื่องนี้ครอบครัวเราไม่คิดจะให้คนอื่นรู้ แต่ท่านพ่อท่านแม่บอกว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ข้าถึงได้เชิญพวกท่านมาช่วยกันขุด ทุกคนจะยังได้วันละสามสิบอีแปะ แต่ว่าสมุนไพรนี้ค่อนข้างหายาก หากให้คนอื่นรู้ว่าบ้านเรามีเป็นจำนวนมาก จะก่อให้เกิดเรื่องยุ่งยากขึ้นได้ ดังนั้นเราจึงห้ามเอ่ยเรื่องนี้กับใครเด็ดขาด”
คนทั้งหมดค่อยๆ ทำความเข้าใจกับเรื่องนี้ เมิ่งจงจวี่กลับพูดขึ้นว่า “โยวเอ๋อร์วางใจเถอะ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ข้าจะไล่พวกเขาทั้งสองบ้านออกไปจากตระกูล”
“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านปู่” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดขึ้นอย่างดีใจ
เมิ่งต้าจินเบ้ปาก ท่านพ่อก็ลำเอียงเกินไปแล้ว เขาต่างหากที่เป็นลูกแท้ๆ
“ในเมื่อตกลงกันเรียบร้อยแล้ว พรุ่งนี้พวกเราก็เริ่มไปขุดเถอะ พรุ่งนี้เช้าพวกท่านไปบ้านของข้าเช้าหน่อยก็ได้ ท่านพ่อจะพาพวกท่านไปเอง” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดขึ้นอีกครั้ง
ทุกคนพยักหน้าลงอย่างเข้าใจ
ทั้งหมดพูดคุยอีกครู่หนึ่ง ถึงได้แยกย้ายกันกลับบ้าน
“โยวเอ๋อร์ เหตุใดลูกต้องพูดรุนแรงเช่นนั้นด้วย ทำลุงใหญ่กับคนอื่นๆ ตกอกตกใจกันไปหมด” ระหว่างทางกลับบ้าน เมิ่งชื่อก็ถามขึ้นอย่างประหลาดใจ
“ท่านแม่ ฉั่งฉิกบนเขามีมากขนาดนั้น ต่อให้มีพวกลุงใหญ่มาช่วย พวกเราก็ไม่มีทางขุดเสร็จในเวลาอันสั้น หากเรื่องแพร่งพรายออกไป คนในหมู่บ้านรู้เข้าแล้วแห่มาขุดกัน พวกเราจะบอกว่าพวกเราค้นพบก่อนไม่ให้คนอื่นขุดก็คงไม่ได้ เพราะทำเช่นนั้นต่อไปคนในหมู่บ้านใครจะมาสนใจพวกเราอีก เช่นนั้นข้าถึงคิดวิธีนี้ขึ้นมา เพื่อป้องกันไว้ก่อนอย่างไรล่ะเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวหัวเราะไปพลางพูดขึ้น
เมิ่งชื่อเองก็หัวเราะบ้าง “แม่ก็ว่าเหตุใดเจ้าถึงได้กล่าววาจาร้ายแรงเช่นนั้น แม้แต่แม่เองก็เกือบเชื่อไปแล้ว เจ้าลูกคนนี้นี่นะ ไปเอาแผนการมากมายพวกนี้มาจากที่ใดกัน”
“ท่านแม่ ลืมไปแล้วหรือเจ้าคะ นี่ก็เรียกว่าตัดไฟแต่ต้นลมอย่างไรล่ะ” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดอย่างได้ใจ
“ลมอะไรกัน เจ้าลูกคนนี้นี่ เหตุใดเดี๋ยวนี้พูดอะไรแม่ฟังไม่รู้เรื่องเข้าไปทุกที ไม่รู้ว่าใช่ลูกที่แม่คลอดออกมาจริงๆ แล้วหรือเปล่า” เมิ่งชื่อหัวเราะขึ้น
“ไม่ใช่ท่านที่คลอดออกมาอยู่แล้วเจ้าค่ะ วันนั้นป้าหนิวก็บอกว่าท่านเก็บข้ามาจากบนเขาไม่ใช่หรือเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวหัวเราะเจตนาพูดขึ้น
ฝีเท้าของเมิ่งชื่อชะงักไป “ป้าหนิวพูดกับเจ้าเช่นนั้นหรือ”
เมิ่งเชี่ยนโยวลากเสียงยาว “แน่นอน...ว่าไม่ใช่” พูดจบก็วิ่งขึ้นหน้าไปสองสามก้าว “ข้าไปได้ยินมาตอนที่พวกท่านพูดคุยกัน นั่นไม่ใช่หมายถึงข้าหรืออย่างไรเจ้าคะ”
เมิ่งชื่อที่ถูกหยอกเย้า ก็สาวเท้าวิ่งตามไป “เจ้ากล้าล้อแม่เล่นอีกแล้วนะ ครั้งนี้แม่ต้องจัดการเจ้าเสียบ้างแล้ว”
เมิ่งเจี๋ยวิ่งตามไปอย่างมีความสุข “พี่สาววิ่งเร็ว ท่านแม่จะวิ่งตามทันแล้ว”
เมิ่งเชี่ยนโยวรีบร้องเรียก “ท่านพ่อ ท่านก็ไม่ดูแลท่านแม่เลย แม้จะเก็บมาก็ใช่ว่านึกอยากจะตีก็ตีได้นะเจ้าคะ”
“แม่เจ้าลำบากลำบนเลี้ยงดูเจ้ามา กลับพูดว่าตัวเองถูกเก็บมาเลี้ยง นี่ก็สมควรต้องตีเสียแล้ว” เมิ่งเอ้ออิ๋นหัวเราะไปพูดไป
“หวา! ท่านพ่อก็พูดเข้าข้างท่านแม่ พี่ใหญ่ พี่รองช่วยข้าด้วยเจ้าค่ะ!” เมิ่งเชี่ยนโยวยิ่งร้องตะโกนเสียงดัง
เมิ่งเสียน เมิ่งฉีก็เอาแต่หัวเราะไม่พูดอะไรออกมา
เมิ่งเจี๋ยร้องเรียกวิ่งตามไป “ท่านพี่ ข้าจะช่วยท่านเอง!”