ข้ามกาลบันดาลรัก: Chapter 037 ตอนที่ 37
ตอนที่ 37 คืนเงิน
ขากลับรถเทียมเกวียนก็เดินช้ามาก ใช้เวลาทั้งหมดสามชั่วโมงเต็มถึงได้มาถึงบ้านใหญ่สกุลเมิ่ง เมิ่งเอ้ออิ๋นเพิ่งจะหยุดรถลง คนที่รออยู่ด้านในต่างก็วิ่งออกมาทั้งหมด เมิ่งซานถงวิ่งอยู่หน้าสุดถามขึ้นอย่างร้อนรน “พี่รอง พ่อเป็นอย่างไรบ้าง”
“ไม่เป็นไร หมอบอกว่าพักฟื้นบนเตียงไม่กี่วันก็ลงจากเตียงได้แล้ว” เมิ่งเอ้ออิ๋นที่จอดรถแล้วตอบกลับ
ทุกคนได้ฟังต่างก็รู้สึกยินดีปรีดา
พวกเขาแบกเมิ่งจงจวี่ขึ้นไปวางบนเตียงในบ้านอย่างระมัดระวัง หญิงชราพอได้ยินว่าอีกไม่กี่วันเมิ่งจงจวี่ก็จะลงจากเตียงได้แล้ว ก็ดีใจจนน้ำตาไหล วันนี้พอลูกๆ แบกตาเฒ่าจากไป นางก็นึกว่าจะไม่ได้เจอเขาอีกแล้ว
ทุกคนต่างพูดปลอบใจ หญิงชราบอกให้ทุกคนไม่ต้องเป็นกังวล กล่าวว่านี่เป็นน้ำตาแห่งความปีติยินดี
เมิ่งเอ้ออิ๋นนำยาที่ได้มามอบให้ภรรยาเมิ่งต้าจิน บอกให้นางต้มให้ชายชราดื่มทุกมื้อหลังอาหาร ชายชราจะได้หายเร็วขึ้น
ภรรยาเมิ่งต้าจินรับยามา แล้วรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าตัวเองจะต้มยาตรงตามเวลา ให้ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วง
ทุกคนเข้ามาห้อมล้อมเตียงไว้ แล้วต่างส่งเสียงชื่นชมว่าอย่างไรท่านหมอในเมืองก็ยังเก่งกว่า กระทั่งเมิ่งจงจวี่เริ่มมีสีหน้าเหนื่อยล้า ถึงได้ทยอยกันกลับบ้านไป
เมิ่งเอ้ออิ๋นและคนอื่นๆ ไม่ได้กินข้าวมาตลอดทั้งวัน ในตอนนี้ก็รู้สึกหิวจนทนไม่ไหวแล้ว ให้เมิ่งชื่อรีบทำอาหารทันที
พอเมิ่งชื่อได้ยินว่าจนถึงตอนนี้พวกเขายังไม่ได้กินข้าว ก็รู้สึกปวดใจหนัก กำลังจะไปนวดเส้นบะหมี่ให้พวกเขาทาน
เมิ่งเชี่ยนโยวกลับฝืนต่อไปไม่ไหวแล้ว พูดกับเมิ่งชื่อว่า “ท่านแม่ วันนี้ข้าก็เหนื่อยมาก ขอตัวไปนอนก่อน ตอนกินข้าวรบกวนท่านเรียกข้าด้วยนะเจ้าคะ”
เมิ่งชื่อเห็นใบหน้าที่ซีดขาวของนาง ก็ตกใจจนรีบพูดขึ้นว่า “เจ้ารีบไปนอนเถิด ประเดี๋ยวแม่ค่อยเรียกเจ้า”
เมิ่งเชี่ยนโยวพยักหน้าลง แล้วลากสองขาหนักอึ้งเดินมาถึงข้างเตียง พลันทิ้งตัวลงไปบนเตียงทั้งดุ้น ผล็อยหลับไปไม่รู้เรื่อง
...
ไม่รู้ว่านอนไปนานแค่ไหนแล้ว เมิ่งชื่อก็มาเรียกนางไปกินข้าว เมิ่งเชี่ยนโยวดิ้นรนลุกขึ้นมา แล้วกินบะหมี่อย่างสะลึมสะลือถ้วยหนึ่ง จากนั้นก็ทิ้งตัวลงนอนหลับไปอีก
ตอนที่นางตื่นขึ้นมาอีกครั้งนั้น แสงอาทิตย์ด้านนอกก็สูงโด่งมากแล้ว
เมิ่งเชี่ยนโยวลุกขึ้นบิดขี้เกียจ นางก็ยังรู้สึกเหนื่อยล้าอยู่มาก แอบพูดขึ้นว่า “ทำเรื่องเล็กแค่นี้ก็เหนื่อยจนลุกไม่ขึ้น ดูท่าจะต้องเพิ่มการออกกำลังกายแล้ว”
เมิ่งชื่อที่อยู่นอกห้องได้ยินเสียงเคลื่อนไหว จึงเลิกผ้าม่านขึ้น เห็นว่าเมิ่งเชี่ยนโยวตื่นแล้วก็พูดอย่างยินดีว่า “โยวเอ๋อร์ ในที่สุดลูกก็ตื่นแล้ว เมื่อวานปลุกอย่างไรเจ้าก็ไม่ยอมตื่น ทำพ่อกับแม่ตกใจยกใหญ่ พ่อเจ้าบอกว่าหากตอนเที่ยงยังไม่ตื่น จะพาเจ้าไปหาหมอในตัวเมือง”
“ข้าทำให้ท่านพ่อท่านแม่เป็นกังวลแล้ว” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดอย่างรู้สึกผิด
“เจ้าไม่เป็นอะไรก็พอแล้ว ประเดี๋ยวแม่จะไปอุ่นอาหารให้ แล้วยกมาให้เจ้ากินนะ” เมิ่งชื่อพูดขึ้นอีกครั้ง
“ไม่ต้องเจ้าค่ะท่านแม่ ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว ข้าออกไปกินเองได้”
เมิ่งชื่อไม่ดื้อดึงอีก หันหลังไปอุ่นอาหาร เมิ่งเชี่ยนโยวก็เก็บที่หลับที่นอน ตักน้ำเตรียมจะล้างหน้า ถึงได้พบว่าในลานบ้านนั้นเงียบสนิท
“ท่านแม่ ท่านพ่อกับพวกพี่ๆ ล่ะเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวถาม
“ท่านพ่อเจ้าพาพวกเขาไปตัดฉั่งฉิกบนเขา บอกว่าที่เจ้าหลับไม่ตื่นก็เป็นเพราะฉั่งฉิกพวกนี้ หากขุดแล้วนำไปส่งให้ร้านยาเต๋อเหรินแต่เนินๆ เจ้าก็คงไม่ต้องเหนื่อยเช่นนี้” เมิ่งชื่อตอบ
“อ้อ”
เมิ่งเชี่ยนโยวล้างหน้าเสร็จแล้วก็นั่งข้างโต๊ะค่อยๆ กินอาหารที่เมิ่งชื่ออุ่นมาให้
“น้องรองอยู่หรือไม่” เมิ่งต้าจินเดินเข้ามาถามขึ้น
เมิ่งชื่อรีบตอบ “พวกเขาพ่อลูกขึ้นเขาไปแล้ว ท่านพ่อเป็นอะไรไปอีกหรือเปล่าเจ้าคะ ข้าจะไปเรียกพวกเขาให้เอง”
เมิ่งต้าจินโบกมือ “ท่านพ่อดีขึ้นมากแล้ว ข้าจะมาคืนเงินน่ะ”
“คืนเงิน คืนเงินอะไรหรือเจ้าคะ” เมิ่งชื่อถามด้วยความสงสัย
“ท่านพ่อเข้าเมืองไปครั้งนี้ใช้เงินไปทั้งหมดหกตำลึง พวกเราควรออกคนละครึ่ง” เมิ่งต้าจินพูดอธิบาย
เช่นนั้นเมิ่งชื่อถึงได้เข้าใจ “พี่ใหญ่หมายถึงเงินค่ารักษาของพ่อหรือเจ้าคะ พวกท่านไม่ต้องออกหรอกเจ้าค่ะ ให้บ้านพวกเราจัดการเองทั้งหมดเถอะ”
“จะได้อย่างไรกัน เงินนี้ต้องช่วยกันคนละครึ่ง” เมิ่งต้าจินพูดจบก็ล้วงถุงเงินออกมาจากอก เทเงินข้างในลงบนโต๊ะ “นี่คือเงินสี่ตำลึงครึ่ง กลัวพวกเจ้าลำบากใจ ข้าจึงเอาเงินของน้องสามกับน้องสี่มาด้วย เจ้าลองนับดูว่าถูกต้องหรือไม่”
“พี่ใหญ่ เงินนี้ท่านก็เอากลับไปเถอะเจ้าค่ะ บ้านข้าจ่ายไหว” เมิ่งชื่อพูด
“ให้บ้านพวกเจ้าออกเงินค่ารักษาท่านพ่อทั้งหมด คนในหมู่บ้านได้ติฉินนินทาพวกเรายับเยินกันพอดี” เมิ่งต้าจินพูดต่อ
เมิ่งชื่อคิดจะพูดอะไรต่อ ทว่าเมิ่งเชี่ยนโยวก็ตัดบทนางขึ้นเสียก่อน “ท่านแม่ ท่านเก็บเงินนี้ไว้เถอะเจ้าค่ะ ลุงใหญ่ก็พูดถูก หากพวกเขาไม่ออกเงิน จะถูกคนในหมู่บ้านหัวเราะเยาะเอาได้”
“แต่ว่า...” เมิ่งชื่อยังคงไม่ยินยอมที่จะรับเงินนี้ไว้ เมื่อก่อนความเป็นอยู่ในบ้านไม่ใคร่ดี มีเรื่องอะไรทุกคนต้องช่วยกันออก แต่ตอนนี้ในบ้านของพวกนางก็มีเงินแล้ว เงินเพียงแค่ไม่กี่ตำลึงนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาเลยแม้แต่น้อย บ้านเมิ่งต้าจินและบ้านเมิ่งซานถงต่างหากที่ไม่ไหว คาดว่าเงินพวกนี้จะเป็นเงินค่าแรงที่ให้พวกเขาไปก่อนหน้านี้ ตอนนี้เอากลับคืนมาทั้งหมด แล้วพวกเขาจะผ่านพ้นฤดูหนาวนี้ไปได้อย่างไร
เมิ่งต้าจินเร่งเร้าให้เมิ่งชื่อนับเงิน
“ลุงใหญ่ทำไร่ทำสวนเป็นหรือไม่เจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวพลันถามขึ้น
เมิ่งต้าจินมองนางด้วยความหวาดระวัง “เจ้าถามถึงเรื่องนี้ทำไมกัน”
“ข้าอยากจะให้โอกาสหาเงินกับท่าน แต่ว่าท่านจะต้องทำไร่ทำสวนเป็น” เมิ่งเชี่ยนโยวพูด
“ข้าย่อมทำเป็นอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า...” เมิ่งต้าจินพูดเสียงดัง
“เพียงแต่ว่าอะไรเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวถามต่อ
เสียงของเมิ่งต้าจินลดต่ำลง นัยน์ตาสะท้อนแววพูดว่า “เพียงแต่ว่า เพียงแต่ทำได้ไม่ดีก็เท่านั้น”
“งานไร่สวนนั้นเหนื่อยมาก ลุงใหญ่ทนความลำบากได้หรือไม่เจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวถามขึ้นอีกครั้ง
“ข้าย่อมจะทนความลำบากได้แน่ เมื่อก่อนข้าก็เคยลำบากมาก่อน” เมิ่งต้าจินรีบพูด
“เช่นนั้นก็ดีเจ้าค่ะ คืนนี้ข้าจะไปเยี่ยมท่านปู่ และพูดคุยเรื่องงานที่ลุงใหญ่ต้องทำ หากลุงใหญ่คิดว่าทำได้ พรุ่งนี้ก็ไปกับพวกเรา ยังคงได้วันละสามสิบอีแปะเช่นเดิม” เมิ่งเชี่ยนโยวพูด
“ได้สิๆๆ ข้าจะต้องทำได้แน่” เมิ่งต้าจินรับคำ
“พี่ใหญ่ นับเสร็จแล้ว ได้สี่ตำลึงครึ่งพอดีเจ้าค่ะ” เมิ่งชื่อนับเงินเสร็จพอดี
“เช่นนั้นข้าไปล่ะ ตอนกลางคืนพวกเจ้าก็มากันให้เร็วหน่อย” พูดจบเมิ่งต้าจินก็หันหลังกลับออกไปจากประตู
“ท่านแม่ เหตุใดลุงใหญ่ถึงบอกว่าทำงานได้ไม่ดีล่ะเจ้าคะ” พอเมิ่งต้าจินจากไปไกลแล้ว เมิ่งเชี่ยนโยวจึงถามขึ้นอย่างแปลกใจ
“เฮ้อ!” เมิ่งชื่ออุทาน “เรื่องนี้พูดแล้วก็ยาว เดิมทีลุงใหญ่ของเจ้าไม่ใช่คนเช่นนี้ เขาเพิ่งจะมาเปลี่ยนเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง”
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ”
“ท่านปู่ของเจ้าเป็นบัณฑิตเพียงคนเดียวในละแวกนี้ แต่อย่างไรก็สอบไม่ผ่านข้าราชการระดับชนบท ภายหลังมีลุงใหญ่เจ้าจึงได้ทุ่มเทความหวังทั้งหมดไว้ที่ตัวเขา ได้ยินว่าลุงใหญ่ของเจ้าฉลาดมาก มีความมุ่งมั่นตั้งใจ มีแต่คนบอกว่าภายภาคหน้าลุงใหญ่ของเจ้าจะต้องสอบติด แต่ไม่น่าเชื่อว่าตอนที่เขาไปสอบระดับอำเภอนั้นกลับถูกพบว่าคำตอบของเขาและคุณชายลูกเศรษฐีคนหนึ่งเหมือนกันทุกประการ ผู้คุมสอบตัดสินว่าลุงใหญ่โกงข้อสอบ ไล่เขาออกจากการทอดสอบ อีกทั้งยังบอกว่าห้ามเข้าสอบสามครั้ง ภายหลังลุงใหญ่เจ้าถึงได้กลายเป็นเช่นนี้ ท่านปู่ของเจ้าก็จนปัญญา จำต้องให้เขาไปทำงานในท้องนา แต่ตั้งแต่เด็กลุงใหญ่ของเจ้าก็ไม่เคยต้องลำบาก นานวันเข้าก็กลายเป็นคนเกียจคร้านเช่นนี้ โดยเฉพาะหลังจากแต่งกับป้าใหญ่ นิสัยของเขาก็ยิ่งเปลี่ยนเป็นพลิกฝ่ามือ”
“อ้อ” เมิ่งเชี่ยนโยวพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ความจริงแล้วเนื้อแท้ของลุงใหญ่นั้นก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร หลายปีที่ผ่านมาเขาก็ไม่เคยทำเรื่องผิดทำนองคลองธรรม ไม่เหมือนอาสี่ของเจ้าที่ถือว่ามีคนให้ท้าย เที่ยวรังแกผู้คน” เมิ่งชื่อพูดขึ้นอีก
เมิ่งเชี่ยนโยวพยักหน้าเห็นด้วย
“ท่านแม่ ตอนกลางคืนเราไปเยี่ยมท่านปู่ เอาเงินนี้กลับไปคืนให้ป้าใหญ่ด้วยเถอะเจ้าค่ะ แต่อย่าบอกให้ลุงใหญ่รู้นะเจ้าคะ” เมิ่งเชี่ยนโยวพูดขึ้น
“ข้าก็ถึงว่าเหตุใดเจ้าถึงให้ข้าเก็บเงินไว้ ที่แท้ก็มีแผนในใจอยู่แล้ว ประเดี๋ยวแม่จะเอาส่วนของอาสามเจ้าส่งคืนกลับไปด้วย” ได้ยินเมิ่งเชี่ยนโยวพูดเช่นนั้น เมิ่งชื่อถึงได้เข้าใจ พูดขึ้นด้วยความยินดี
“ดีเจ้าค่ะ และต้องบอกพวกเขาด้วยว่าคืนนี้ให้มาที่บ้านท่านปู่ ข้ามีเรื่องที่จะคุยกับพวกเขา”
“จะให้พวกเขาไปช่วยขุดฉั่งฉิกใช่หรือไม่” เมิ่งชื่อถาม
“เจ้าค่ะ” เมิ่งเชี่ยนโยวพยักหน้าลง
“ประเดี๋ยวข้าจะรีบไป” เมิ่งชื่อพูดขึ้นอย่างดีใจ
รอเมิ่งเชี่ยนโยวกินข้าวเสร็จแล้ว เมิ่งชื่อก็เก็บล้างจานชาม จากนั้นก็เอาเงินไปคืนบ้านเมิ่งซานถง
เมิ่งเชี่ยนโยวไม่เป็นอะไรแล้ว นางนั่งพักอยู่ครู่หนึ่งก็ขึ้นไปออกกำลังกายบนท่อนไม้
ผ่านไปประมาณสามเค่อได้ เมิ่งชื่อถึงได้กลับมา บอกกับเมิ่งเชี่ยนโยวที่นั่งพักอยู่ในลานบ้านว่า ไม่ว่าอย่างไรเมิ่งซานถงและภรรยาก็ไม่ยอมรับเงินคืนไป บอกว่าชายชราไม่สบายพวกเขาไปไม่ทันก็นับว่าอกตัญญูมากพอแล้ว ตอนนี้แม้แต่เงินค่ารักษาก็ไม่ออก ต่อไปจะมีหน้าอยู่ในหมู่บ้านได้อย่างไร ไม่ว่าพูดขู่พูดปลอบอย่างไรก็ไม่ยอมรับ นางจึงไม่มีทางเลือกจำต้องพูดข่มขู่ว่าที่บ้านตัวเองมีเรื่องสำคัญต้องการให้พวกเขาช่วย หากพวกเขาไม่รับเงินนี้ไป นางก็จะไม่ให้พวกเขามาช่วยงาน เช่นนั้นพวกเขาถึงได้ยอมรับ
“ท่านแม่ฉลาดขึ้นแล้ว” ฟังเมิ่งชื่อเล่าจบ เมิ่งเชี่ยนโยวก็หัวเราะ
“เจ้าลูกคนนี้นี่ หยอกแม่อีกแล้วนะ แม่ก็เรียนรู้มาจากเจ้าอย่างไรล่ะ ไม่ว่าอย่างไรแม่ก็ไม่ยอมเอาเงินกลับมาเด็ดขาด” เมิ่งชื่อก็หัวเราะ
สองแม่ลูกพูดจาหยอกล้อกันอยู่ครู่หนึ่ง เมิ่งชื่อก็ไปเตรียมทำอาหารกลางวัน เมิ่งเชี่ยนโยวจะเข้าไปช่วย เมิ่งชื่อก็ไม่ยอม เมิ่งเชี่ยนโยวจำต้องมานั่งตากแดดในลานบ้าน
ตอนกลางวันเมิ่งเอ้ออิ๋นและลูกๆ ก็กลับกันมาแล้ว เห็นว่าเมิ่งเชี่ยนโยวตื่นแล้วก็ดีใจอย่างที่สุด
“ท่านพี่ ท่านตื่นแล้วหรือ” เมิ่งเจี๋ยกระโจนเข้าใส่อ้อมกอดนางพูดด้วยความยินดี
เมิ่งเชี่ยนโยวลูบหัวเขา
“โยวเอ๋อร์ เมื่อวานเจ้าคุยเรื่องอะไรกับเจ้าของร้านยา ถึงได้เหนื่อยเช่นนั้น” เมิ่งเอ้ออิ๋นถามอย่างขับข้องใจ
“อ๋อ พวกเราหารือกันเรื่องรายละเอียดการปลูกฉั่งฉิกน่ะเจ้าค่ะ เจ้าของร้านรับปากว่าหากข้าปลูกสำเร็จ ไม่ว่าเยอะเพียงใดพวกเขาก็จะรับซื้อไว้ทั้งหมด” เมิ่งเชี่ยนโยวเปลี่ยนเรื่องพูดอย่างไม่มั่นใจ
“จริงหรือ พวกเขาบอกว่าจะรับซื้อทั้งหมดจริงๆ หรือ” เมิ่งเอ้ออิ๋นที่ถูกเบี่ยงเบนความสนใจไปแล้ว ถามขึ้นอย่างดีใจ
“เจ้าค่ะ” เมิ่งเชี่ยนโยวพยักหน้าลง
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว ต่อไปไม่ว่าพวกเราปลูกได้มากเท่าไหร่ก็ไม่ต้องเป็นกังวลแล้ว”
“เจ้านี่นะ โยวเอ๋อร์ยังไม่ได้ลองปลูกเลย เจ้าก็ดีใจถึงเพียงนี้แล้ว” เมิ่งชื่อพูดแขวะขึ้น
“ของที่ยังไม่ได้ปลูกลูกสาวข้ายังขายออกไปได้ แล้วจะไม่ให้ข้าดีใจได้อย่างไรกัน” เมิ่งเอ้ออิ๋นโต้แย้ง
เมิ่งเสียนเดินไปข้างเมิ่งเชี่ยนโยว พลางถามอย่างห่วงใย “น้องสาว เจ้าไม่เป็นอะไรนะ”
“ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ พี่ใหญ่ ท่านไม่ต้องเป็นกังวล”
เมิ่งเสียนถอนหายใจ แล้วพูดเสียงเบา “พี่ใหญ่รู้ว่าเจ้ามีเรื่องปิดบังพวกเราอยู่ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรักษาสุขภาพตัวเองให้ดีนะ”
เมิ่งเชี่ยนโยวรู้สึกตกตะลึงอยู่ในใจ เงยหน้าขึ้นมองเมิ่งเสียน
“เมื่อวานตอนที่เจ้ากลับออกมาจากหลังร้าน ร่างกายแทบจะประคองไม่ไหวอยู่แล้ว ข้ากลัวท่านพ่อจะเป็นกังวล ถึงได้ไม่กล้าบอกเขา” เมิ่งเสียนอธิบาย
เมิ่งเชี่ยนโยวเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วถึงพูดว่า “ขอบคุณพี่ใหญ่เจ้าค่ะ”
“พวกเราก็เป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่ว่าเวลาไหนที่เจ้าต้องการความช่วยเหลือ พวกเราก็อยู่ข้างเจ้าเสมอ” เมิ่งเสียนโค้งตัวลง พูดกับเมิ่งเชี่ยนโยวอย่างหนักแน่น
ความรู้สึกที่คุ้นเคยเอ่อทะลักล้นหัวใจเมิ่งเชี่ยนโยวอีกครั้ง นางพยักหน้าลงอย่างแรง “ข้ารู้แล้วเจ้าค่ะ พี่ใหญ่”