ยอดหญิงอันดับหนึ่ง: Chapter 007 ตอนที่ 7
ตอนที่ 7 สหายรักเปิดเผยความจริง
หลังจากตกลงไปในสระบัว ตอนวันเกิดอายุสิบสี่ อวิ๋นหว่านชิ่นก็ป่วยหนักจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด
วันนั้น อวิ๋นเสวียนฉั่งผู้เป็นบิดาเป็นคนจัดงานวันเกิดให้กับนาง โดยเชิญผู้ร่วมงานและลูกน้องที่อยู่ในกรมกองเดียวกันพร้อมครอบครัวมาร่วมงานด้วย หลังอวยพรวันเกิดนางเรียบร้อย บิดาก็ฉวยโอกาสหว่านล้อมพวกเขาให้มาเป็นพวกเดียวกัน
ซึ่งบิดาท่านนี้ ไม่เคยปล่อยโอกาสสานสัมพันธ์เพื่อไต่เต้าตำแหน่ง ให้หลุดลอยไปมาแต่ไหนแต่ไร
วันนั้น แขกเหรื่อกินดื่มกันที่ห้องโถงด้านหน้า ส่วนอวิ๋นหว่านชิ่นเดินตามพี่น้องกลุ่มหนึ่งไปยังสวนหลังเรือนสกุลอวิ๋น และหยุดอยู่ข้างสระบัวเพื่อให้อาหารปลาหลีฮื้อ ขณะนางกำลังนั่งยองๆ โปรยอาหารปลาพลางหยอกเล่นกับพี่น้องอยู่นั้น ด้านหลังก็มีคนยื่นมือออกมาผลักนางอย่างแรง
เสื้อผ้าที่สวมใส่ในฤดูร้อนบางอย่างมาก บวกกับคนผู้นั้นผลักนางที่กลางหลังอย่างสุดแรงเกิด จนถึงตอนนี้ ก็ยังปวดไม่หาย
การกระทำเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่การผลักเล่นกันไปมาของเด็กหญิง แต่เป็นการคิดฆาตกรรมอย่างไม่ปรานี
พอร่างเซก็เสียศูนย์ ยังไม่ทันร้อง ‘ว้าย’ อวิ๋นหว่านชิ่นก็ตกลงไปในสระ น้ำทะลักเข้าร่าง เข้าปอด อึดอัดจนแทบระเบิดอยู่รอมร่อ ขณะสิ้นหวังและนึกว่าใกล้ตายแล้วนั้น ถึงได้ถูกผู้รับใช้ที่รีบรุดมาถึง ดึงขึ้นจากน้ำ จากนั้นนางก็จับไข้ติดต่อกันทั้งวันทั้งคืน
ตอนนั้นอวิ๋นหว่านชิ่นไม่รู้ว่าใครเป็นคนผลักตนลงไป เพราะมีเด็กยืนกันอยู่หลายคน และที่ไม่เอาเรื่องในเวลาต่อมา เพราะปลอบใจตัวเองว่า คนมากเกิน อาจไม่ทันระวัง ชนกันเข้าอย่างจัง
เรื่องจึงจบลงแต่เพียงเท่านี้
แต่ตอนนี้พอคิดๆ ดู ก็รู้สึกว่าทะแม่งๆ อยู่ เพราะต่อให้เบียดกันอย่างไร ก็ไม่ถึงกับมองไม่เห็น และเบียดจนคนเป็นๆ ตกลงไปได้!
อีกอย่าง...ผู้ที่เสนอให้เดินไปตรงสระบัวตั้งแต่แรกก็คือ อวิ๋นหว่านเฟย
ถ้าอวิ๋นหว่านเฟยเป็นคนผลักตนตกลงไปจริงๆ ก็แสดงว่าน้องสาวคนนี้เริ่มคิดร้ายกับตนตั้งแต่อยู่ในจวนรองเจ้ากรมแล้ว คงอยากให้ตนตายๆ ไปเสีย แล้วเรื่องหลังจากนั้น ที่ไปยั่วยวนพี่เขยขณะตนนอนป่วยอยู่บนเตียง นางทำเพื่ออะไรกันแน่
อวิ๋นหว่านชิ่นยิ้มเย็นชาที่มุมปาก แต่ก็คลายลงในพริบตา ดุจเกล็ดหิมะละลาย เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะดังมาเบาๆ
เมี่ยวเอ๋อร์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมาก
ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ม่านตรงประตูก็ขยับ อวิ๋นหว่านชิ่นเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเด็กสาวใบหน้ารูปไข่ หน้าตาค่อนไปทางเด็กผู้ชาย ยื่นหน้าเข้ามา
“สวัสดีคุณหนูอวิ๋น มาหลายรอบแล้ว แต่ไม่เคยเจอสักที สูงส่งจริงๆ นะแม่คุณ! คราวนี้นับว่าได้เจอตัวเป็นๆ แล้ว!” มือที่เรียวบางข้างหนึ่งเลิกผ้าม่านค้างไว้ อีกข้างท้าวสะเอว พลางยื่นหน้ามามองอวิ๋นหว่านชิ่นอย่างเคืองๆ
เด็กสาวมีอายุพอๆ กับอวิ๋นหว่านชิ่น คิวเข้มตาโต รูปร่างเพรียวบาง หน้าผากกว้าง ผิวสีแทนทำให้นางดูแข็งแรงและน่ารัก ผมดำขลับทั้งหมดถูกรวบเป็นมวยอยู่กลางกระหม่อม แล้วยึดไว้ด้วยปิ่นรูปนกกระจิบสีม่วงแดง แขนขาคล่องแคล่วปราดเปรียว แม้แต่ชุดเสื้อกางเกงแบบออกนอกบ้านขี่ม้าของเด็กผู้หญิงที่สวมอยู่ ก็ยังตัดเย็บด้วยผ้าฝ้ายและผ้าไหม เห็นชัดว่าถือกำเนิดในสกุลสูงส่ง แต่รัศมีความองอาจกล้าหาญที่ฉายออก ทำให้นางดูไม่เหมือนคุณหนูบอบบางทั่วไปที่ถูกเลี้ยงดูให้อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน
อาจเพราะคนสกุลเฉินรุ่นนี้ส่วนใหญ่ให้กำเนิดลูกชาย ส่วนลูกสาวมีเพียงเฉินจื่อหลิงกับพี่สาวเฉินจื่อม่านเท่านั้น
สกุลเฉินเป็นสกุลแม่ทัพฝ่ายบู๊ จึงไม่มีกฎระเบียบมากมายเหมือนสกุลขุนนางฝ่ายบุ๋น เฉินจื่อหลิงถูกเลี้ยงดูแบบเด็กผู้ชายที่ไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดิน นางติดตามท่านปู่ไปไหนมาไหนแต่เด็ก บิดาและพี่น้องต่างก็มีวิทยายุทธ์ บางครั้งนางก็แต่งตัวเป็นชายไปร่วมฝึกกับทหารในค่ายทหารของท่านปู่ นานวันเข้าจึงได้ทั้งวิชาขี่ม้ายิงธนูและวิทยายุทธ์ นางยังเคยคุยให้ฟังด้วยว่าจะต้องเป็นแม่ทัพหญิงแห่งต้าเซวียนให้ได้
ส่วนเฉินจื่อม่านพี่สาวของนาง เข้าวังไปเมื่อสองปีก่อน และได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระสนมของหนิงซีฮ่องเต้ โอรสสวรรค์คนปัจจุบัน
ตอนนี้บ้านสกุลเฉินจึงเหลือเพียงเฉินจื่อหลิง หลานสาวคนเดียวที่ท่านปู่เฉินรักและหวงเป็นอย่างยิ่ง
ในชาติที่แล้ว อวิ๋นหว่านชิ่นชื่นชมเฉินจื่อหลิงที่ร่าเริงสดใส มีอิสระเสรี ส่วนเฉินจื่อหลิงก็ชอบอวิ๋นหว่านชิ่นที่เฉลียวฉลาดและเคร่งขรึม ทั้งสองแม้มีนิสัยต่างกันราวฟ้ากับเหว แต่ก็เติมเต็มซึ่งกันและกัน จึงสนิทสนมกันตั้งแต่แรกพบ
ยามนี้ พออวิ๋นหว่านชิ่นเห็นเฉินจื่อหลิงก็อยากจะร้องไห้
ชาติก่อนตอนนางป่วยเจียนตาย แม้อยู่ต่างถิ่นรักษาอาการบาดเจ็บ ไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง เฉินจื่อหลิงก็ยังไหว้วานคนให้ส่งจดหมายมา โดยเขียนด่าว่ามู่หรงไท่อย่างสาดเสียเทเสียที่มิได้ดูแลอวิ๋นหว่านชิ่นให้ดี สุดท้ายยังบอกว่าจะรีบกลับมาเยี่ยมนาง
คิดไม่ถึงว่า ท้ายที่สุด ทั้งสองก็ไม่มีวาสนาได้พบเจอกัน
แม้ตนมีแม่เลี้ยงและน้องสาวที่ใจดำอำมหิต แต่ก็ยังมีสหายสนิทวิทยายุทธ์เลิศล้ำ จึงนับว่าสวรรค์ยังปรานีตนอยู่บ้าง
อวิ๋นหว่านชิ่นข่มความตื่นเต้น แล้วว่า “ข้าก็อัญเชิญแม่ทัพหญิงของเรามาโดยเฉพาะแล้วนี่นา ชูซย่า รีบไปชงชาดอกเก๊กฮวยน้ำผึ้งพุทรามาหน่อย เอาแบบเย็นนะ”
จากนั้นก็ดึงเฉินจื่อหลิงให้เข้ามานั่งข้างเตียง ก่อนพูดเสียงต่ำ
“เจ้าไม่รู้หรอก ตอนข้านอนป่วยอยู่บนเตียงนั้น น่าเบื่อแค่ไหน อยากคุยกับเจ้า อยากให้เจ้ามาหาใจแทบขาด เพียงแต่ท่านแม่ห่วงว่าข้าป่วยหนัก เกรงว่าข้าจะเอาแต่คุยเล่นจนอาการกำเริบ จึงทำการปิดประตูไม่รับแขก เพื่อข้า...” ว่าแล้วก็ทำตาปริบๆ
เดิมทีเฉินจื่อหลิงลังเลใจว่า จะบอกเรื่องนั้นกับสหายรักดีหรือไม่ เพราะถึงอย่างไรก็เป็นเรื่องในครอบครัวสหาย ไม่เหมาะที่คนนอกจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่พอเห็นอวิ๋นหว่านชิ่นยังคงมีท่าทีปกป้องแม่ลูกสกุลไป๋ ยังคงคิดว่าพวกเขาใจดีอยู่ ก็รู้สึกเหมือนกำลังฟังเรื่องขำขันที่สุดในปฐพี จึงอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้น
“แม่เจ้าห่วงเจ้า? หึๆ”
อวิ๋นหว่านชิ่นมองหน้าเฉินจื่อหลิง “ทำไมหรือ”
เฉินจื่อหลิงรู้สึกว่าอวิ๋นหว่านชิ่นเหมือนกบในกะลา จึงมองนางนิ่งพลางว่า “เจ้าคิดว่า ตอนที่เจ้ายืนอยู่ริมสระบัวดีๆ เหตุใดถึงตกลงไปได้ล่ะ ก็เพราะน้องสาวแสนดีของเจ้าทำเรื่องดีงามเข้านะสิ!”
อวิ๋นหว่านชิ่นใจหายวาบ แสดงสีหน้างุนงง “เฟยเอ๋อร์? เป็นไปได้อย่างไร...”
เฉินจื่อหลิงทอดถอนใจ “ในงานเลี้ยงวันเกิดเจ้า พวกเราเล่นโยนลูกธนูลงแจกันอยู่ตรงสวนดอกไม้หน้าบ้าน แต่น้องสาวเจ้าเสนอให้เราเดินไปให้อาหารปลาที่สระบัวหลังบ้าน วันนั้นอากาศไม่ค่อยดี ลมก็แรง พ่อบ้านม่อในจวนเจ้าเกรงว่า คุณหนูอย่างเราจะเล่นน้ำกันเพลินจนจับไข้ แต่น้องสาวเจ้ากลับไม่สนใจ รบเร้าจะไปอยู่ท่าเดียว”
ไม่ผิด อวิ๋นหว่านชิ่นจำได้ว่า อันที่จริงตนไม่อยากไป แต่อวิ๋นหว่านเฟยตาแดง กระทืบเท้าอย่างไม่พอใจ ส่วนน้องสามอวิ๋นหว่านถงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ช่วยพี่รองพูด ซึ่งเดิมทีอวิ๋นหว่านชิ่นเป็นคนที่ชอบทำให้ทุกคนสบายใจ ไม่อยากให้บรรยากาศตึงเครียดอยู่แล้ว บวกกับเกรงว่าถ้าอวิ๋นหว่านเฟยไม่พอใจ ตนอาจถูกแม่เลี้ยงตำหนิ จึงพูดขึ้นอย่างใจกว้างว่า ไปเดินเล่นเฉยๆ พ่อบ้านถึงได้อนุญาต
คนที่ไปสระบัวหลังบ้านมี อวิ๋นหว่านชิ่น อวิ๋นหว่านเฟย อวิ๋นหว่านถง สามพี่น้อง ส่วนแขกที่ไปด้วยก็มีเฉินจื่อหลิงกับคุณหนูอีกสองบ้าน
คนหนึ่งคือ เฉาหนิงเอ๋อร์ บุตรีคนโตของเฉาจี้จิ่วแห่งสำนักฮั่นหลิน (สำนักฝึกทักษะด้านอักษรศาสตร์)
อีกคนหนึ่งคือ ลู่ชิงฝู บุตรีคนรองของใต้เท้าลู่ รองเจ้ากรมโยธาธิการฝ่ายขวา
เฉินจื่อหลิงหัวเราะแล้วว่า “หว่านชิ่น เจ้าจำได้หรือไม่ว่า พอไปถึงริมสระ อวิ๋นหว่านเฟยก็ว่า คนรับใช้ตามติดเราจนเกินไป เล่นอะไรสนุกๆ ไม่ได้ จึงสั่งให้พวกเขาอยู่ห่างๆ หน่อย พอเล่นๆ ไปสักพัก นางก็จงใจแยกข้า เฉาหนิงเอ๋อร์และลู่ชิงฝูออกจากเจ้า ข้ารู้สึกแปลกๆ จึงแอบย่องไปดู ก็เห็นนางกำลังผลักเจ้าจากด้านหลังพอดี! ตอนนั้นข้าโกรธมาก อยากตะโกนแฉนางดังๆ ทันที แต่พอเจ้าตกน้ำ คนในบ้านเจ้าก็วุ่นวายกันใหญ่ ท่านปู่จึงรีบพาข้ากลับ ข้าจึงไม่มีโอกาสได้พูด ต่อมาพอได้ยินว่าเจ้าเกือบจมน้ำตาย แล้วยังไข้ขึ้นสูง นอนซมไม่ฟื้นอยู่สองวันสองคืน ข้าจึงตัดสินใจมาเยี่ยม แต่นึกไม่ถึงว่าอวิ๋นฮูหยินกลับไม่ให้ข้าพบเจ้า คิดว่าต้องกินปูนร้อนท้องเป็นแน่ พอรู้ว่าลูกสาวของตนเป็นคนทำ และรู้ว่าข้ากับเจ้าสนิทกัน ก็ไม่อยากให้ข้าบอกความจริงกับเจ้า! ยังดีที่ตอนนี้ เจ้ารู้แล้ว ข้าจะไปกับเจ้า ไปบอกบิดาเจ้าให้อบรมสั่งสอนเด็กที่ร้ายจนเป็นนิสัย ลูกสาวคนรองคนโปรดที่ทำร้ายพี่สาวของตัวเอง!”
เฉินจื่อหลิงพูดอย่างเดือดดาล พอหันมองอีกที ก็เห็นอวิ๋นหว่านชิ่นนั่งฟังนิ่ง ไม่เพียงไม่โกรธ มุมปากยังปรากฏรอยยิ้มแปลกๆ อีก