ยอดหญิงอันดับหนึ่ง

ยอดหญิงอันดับหนึ่ง: Chapter 019 ตอนที่ 19

#19Chapter 019

ตอนที่ 19 หักนิ้ว แย่งน้อง

เถามอมอเข้าใจความหมายของฮูหยิน นางไม่มีทางเลือก จึงกัดฟันคุกเข่าลง แล้วว่า

“นายท่านอย่าได้โทษฮูหยินเลย กำยานนี้บ่าวเป็นคนซื้อหามาเอง คิดว่าของเช่นนี้อาจทำให้บุรุษรู้สึกสบาย แต่ผิดมหันต์ ทั้งหมดเป็นความผิดของบ่าวเอ...” ยังไม่ทันพูดจบ หน้าผากก็ถูกอวิ๋นเสวียนฉั่งใช้เท้ายันอย่างแรง!

เถามอมอจึงหงายหลังตึง ศีรษะกระแทกเข้ากับมุมกระถางต้นไม้ที่วางอยู่ตรงมุมห้อง

“อาจทำให้บุรุษรู้สึกสบาย? คิดว่าท่านพ่อเป็นแขกของหอนางโลมหรือ” อวิ๋นหว่านชิ่นจี้ใจดำ

อวิ๋นเสวียนฉั่งหน้าเครียด

“คุณหนูผู้สูงส่งเขาพูดจากันเช่นนี้หรือ” พอจับจุดอ่อนได้ ไป๋เสวี่ยฮุ่ยก็เชิดหางตา พลางพูดเสียงเย็นชา

อวิ๋นหว่านชิ่นหัวเราะ “คำพูดอาจหยาบ แต่เหตุผลไม่หยาบ เรื่องน่าอายท่านแม่ก็ทำมาหมดแล้ว หรือกระทั่งความจริงลูกยังพูดไม่ได้ เรื่องที่ท่านแม่ทำผิด จนเกือบจะทำร้ายสุขภาพของท่านพ่อนั้น ก็เพราะลูกพูดความจริงออกมามิใช่หรือ จึงช่วยชีวิตท่านพ่อไว้ได้”

อวิ๋นเสวียนฉั่งมองไป๋ฮูหยินปราดหนึ่ง ก่อนหันไปสั่งคนรับใช้ “นำตัวหญิงชราไปขังไว้ในห้องเก็บฟืน งดข้าว งดน้ำ!”

โอ้ ขังแบบไม่ให้น้ำ ไม่ให้ข้าว ไม่เสียชีวิตหรือ

อวิ๋นหว่านชิ่นส่ายศีรษะ นึกถึงตอนที่หญิงชราช่วยไป๋เสวี่ยฮุ่ยทำให้มารดาตนโกรธหลายต่อหลายครั้ง ตอนนี้กลับถูกเชือดไก่ให้ลิงดู จึงคิดจะทำให้ไก่อย่างเถามอมอลำบากนิดหน่อย เพื่อให้ลิงอย่างไป๋เสวี่ยฮุ่ยตกใจ!

พอดีตอนนี้ เถามอมอจับเข้าที่หลังศีรษะของนางเอง และพบว่าโลหิตไหลออกมาไม่หยุด หลายปีที่ผ่าน นางได้ดิบได้ดีตามไป๋ฮูหยิน จึงอวดเบ่งไปทั่ว และไม่เคยถูกลงโทษเช่นนี้ หลังแผดเสียงร้องอย่างเจ็บปวดแสนสาหัส นางก็คลานเข้าไปกอดขาไป๋เสวี่ยฮุ่ย “ฮูหยิน ช่วยบ่าวเร็ว ช่วยบ่าวด้วย...บ่าวกำลังจะตาย...”

ไป๋เสวี่ยฮุ่ยยังเอาตัวเองไม่รอด จึงทำเป็นมองไม่เห็น สะบัดขาออก

เถามอมอมองมือที่เต็มไปด้วยโลหิตของตน แล้วมองไป๋ฮูหยินที่ไม่สนใจไยดีตน ก็รู้สึกโกรธและกลัว ทั้งหมดนี้อวิ๋นหว่านชิ่นเป็นผู้ก่อ เถามอมอจึงหันมองนาง ก่อนก้มหน้าลง แล้วลอบจ้องมองนาง ด้วยสายตาอันดุร้ายราวสัตว์ป่าที่กำลังหาโอกาสเหมาะในการฉีกร่างมนุษย์กินเป็นอาหาร!

อวิ่นหว่านชิ่นพยายามไม่สนใจสายตาเจ้าเล่ห์ของหญิงชรา ก้าวเข้าไปใกล้นางสองก้าว เพื่อพยุงนางขึ้น “โถๆ เลือดไหลมากเช่นนี้ น่าสงสารจริงๆ...”

พอได้ยินนางพูด เถามอมอกลับยิ่งกลัว แต่พอเห็นนางอ่อนโยนดั่งสายฝนโปรยปรายในฤดูใบไม้ผลิ ก้าวเข้ามาพยุงตน จึงรีบอ้อนวอนเสียงสั่น “ขอ...ขอร้องคุณหนูใหญ่ช่วยเรียกหมอให้บ่าวด้วย...บ่าวหัวแตก เลือดไหลไม่หยุด...”

อวิ๋นหว่านชิ่นยิ้มค้าง แล้วจึงพูดอย่างเด็ดขาด “กี่สิบปีที่ผ่านมา มอมอกล้าดีอย่างไรก็ยังคงกล้าดีอย่างนั้น ไม่รู้ว่าใครเป็นคนสั่งคนสอน จึงทำตัวสูงส่งยิ่งกว่าบ่าวไพร่ในวังเสียอีก! แค่แผลเล็กๆ ที่เลือดไหลออกมานิดเดียว ก็ตกใจแทบแย่ ขนาดนายท่านที่ถูกเจ้ารมกำยานมาหลายปี ยังไม่สูงส่งเปราะบางเท่ามอมอเลย!”

คำพูดนี้ทำให้เถามอมอรู้สึกถึงความหายนะที่กำลังจะมาเยือน นี่เป็นการนำความผิดของตนมาขยายใหญ่ เติมเชื้อไฟให้อวิ๋นเสวียนฉั่งโกรธเข้าไปอีก

และพอเถามอมอยกมือขึ้นประสาน ยังไม่ทันร้องขอ อวิ๋นเสวียนฉั่งก็บีบมือข้างหนึ่งของนางอย่างแรง ลูกพูดถูก ลงโทษเบาไปหน่อย หรือตนเทียบไม่ได้กับบ่าวที่ทำตัวสูงส่งคนหนึ่งจริง

พอความโกรธถึงขีดสุด เขาก็ออกแรงบีบขยำ เสียง กร๊อบ ดังขึ้นพร้อมๆ กับเสียงร้องโหยหวน “โอ๊ยยย...”

หลังเสียงดังกรอบแกรบ กระดูกนิ้วมือสามนิ้วของเถามอมอก็แหลกละเอียดในพริบตา!

คนชราเดิมทีกระดูกก็เปราะอยู่แล้ว พอถูกชายร่างใหญ่เรี่ยวแรงมหาศาลบีบ ผิวหนังอันเหี่ยวย่นที่ห่อหุ้มนิ้วทั้งสามก็ย้อยลงมาห้อยต่องแต่ง นิ้วบิดเบี้ยวเหมือนตีนไก่

ไป๋เสวี่ยฮุ่ยไม่เคยเห็นภาพเช่นนี้มาก่อน จึงตกใจกรีดร้อง ยกมือปิดตา พลางสั่นไปทั้งตัว แล้วทรุดฮวบลง ก้าวขาไม่ออกอยู่ครึ่งค่อนวัน

ส่วนเถามอมอก็เจ็บปวดจนสลบไสลและถูกคนลากออกไป

ไป๋เสวี่ยฮุ่ยมองตามและรู้สึกว่าตนโชคดี โชคดีที่สามารถสั่งให้บ่าวไพร่รับผิดแทนไปส่วนหนึ่ง จึงมองลูกเลี้ยงอย่างเคียดแค้นชิงชัง ดี...นางสารเลว ในที่สุดก็เผยหางนางจิ้งจอกออกมาจนได้ เจ้าใช้เวลาครึ่งวัน ทำให้ลูกข้าถูกโบย บ่าวข้างกายข้ามือพิการ จงใจทำให้ข้าดูเช่นนั้นสิ!

ส่วนอวิ๋นเสวียนฉั่ง พอได้ระบายอารมณ์ออก ก็ผ่อนคลายลง หันไปนั่งจิบน้ำชา

อวิ๋นหว่านชิ่นจ้องมองบิดา ก่อนพูด “ลูกมีเรื่องหนึ่ง อยากหารือกับท่านพ่อ”

“มีเรื่องอะไรอีก?” อวิ๋นเสวียนฉั่งนึกย้อนตอนที่อวิ๋นหว่านชิ่นเสนอให้เขาเชิญแขกมาอีกครั้ง ก็เดาได้ว่าเรื่องในวันนี้ นางเตรียมการมาเป็นอย่างดี แต่เฉาหนิงเอ๋อร์กับลู่ชิงฝูลุกขึ้นมาแฉความจริงด้วยตัวเอง เขาจึงไม่มีเหตุผลที่จะตำหนินาง ได้แต่ระบายความโกรธไปที่แม่ลูกสกุลไป๋และเถามอมอ ตอนนี้พอได้ยินอวิ๋นหว่านชิ่นบอกว่ามีเรื่องจะพูดด้วย ก็รู้สึกร้อนรน

ทว่าอวิ๋นหว่าชิ่นกลับไม่สนใจว่าบิดากำลังกระวนกระวายใจ พูดอย่างสงบนิ่ง “ตอนนี้น้องรองเจ็บอยู่ บ่าวข้างกายของท่านแม่ก็ทำผิดร้ายแรง หมู่นี้ท่านแม่จึงต้องยุ่งมาก จิ่นจ้งใกล้จบหลักสูตรทัศนศึกษาที่เมืองยิ่นเต็มที อีกไม่กี่วันก็จะเดินทางกลับเย่จิงแล้ว ลูกจึงอยากรับหน้าที่ต่อในการดูแลน้อง รวมทั้งอบรมวิชาการและการใช้ชีวิตประจำวันให้น้อง”

ระยะเวลาที่นางกลับชาติมาเกิดใหม่นี้ น้องชายนาง อวิ๋นจิ่นจ้งกำลังทัศนศึกษาอยู่ที่เมืองยิ่น ยังไม่กลับเมืองหลวง ก็ดีเหมือนกัน นางจะได้มีเวลาเตรียมการดึงน้องชายมาอยู่ข้างกาย ไม่ให้ไป๋เสวี่ยฮุ่ยมีโอกาสวางยา เลี้ยงคุณชายให้กลายเป็นยาจก ตกต่ำอ้างว้างในภายหลัง

แต่ไป๋เสวี่ยฮุ่ยกลับคิดว่า นี่มิใช่เห็นตนเป็นอากาศธาตุหรอกหรือ แม้ความจริงนางก็ไม่อยากเสียแรงเสียเวลาเลี้ยงดูคุณชายที่ทำอะไรไม่เป็นสักอย่างหรอก ทว่าอย่างไรอวิ๋นจิ่นจ้งก็เป็นลูกชายคนโต ตนเลี้ยงมา ก็เป็นไปตามประเพณีอยู่! และการให้แม่เลี้ยงอย่างตนเข้ามาจัดการชีวิต ก็เป็นเรื่องที่ถูกต้อง!

เมื่อฝากฝังไว้ในนามนาง ก็ถือเป็นสมบัติของนาง นางจะทำอย่างไรก็ได้!

ก่อนหน้านี้ นางก็เลี้ยงอวิ่นจิ่นจ้งมาแล้วสองปี ซึ่งไม่ง่ายเลยที่จะอบรมลูกเลี้ยงให้เชื่อฟังนาง แล้วจะถูกแย่งจากนางนี่ได้อย่างไร

ไป๋เสวี่ยฮุ่ยจึงพูดแทรก “ตอนนี้บ้านสกุลอวิ๋นไม่มีฮูหยินถูกต้องตามกฎหมายหรือไร ใครๆ ก็รู้ว่าข้าเป็นคนเลี้ยงจิ่นจ้งมากับมือ อีกอย่างพี่สาวจะอบรมสั่งสอนน้องชายได้อย่างไร หากคนนอกรู้เข้า จะคิดว่าแม่เลี้ยงอย่างข้าเลี้ยงลูกได้ไม่ดีพอ”

อวิ๋นหว่านชิ่นขบคิดพลางว่า “ถ้าท่านแม่เลี้ยงลูกได้ดีพอจริงๆ คนที่ร้องไห้ร้องห่มเสียงดังลั่นอยู่หน้าห้องบูชาบรรพบุรุษเมื่อครู่นั้น คือใครกัน”

ไป๋เสวี่ยฮุ่ยกำมือแน่น

อวิ๋นหว่านชิ่นหันไปพูดกับบิดาต่ออย่างไม่ยี่หระ “ถ้าแม่แท้ๆ ล่วงลับ พี่สาวก็เปรียบเสมือนแม่ พี่สาวเลี้ยงดูอบรมน้องชายผิดตรงไหน ลูกแม้เป็นคุณหนู แต่ก็รักเรียนแต่เด็ก ชอบอ่านหนังสือ เชี่ยวชาญวรรณคดีและประวัติศาสตร์ ไม่เคยทำผิดมาก่อน อีกทั้งไม่เคยทำเรื่องขายหน้าใดๆ ย่อมมีคุณสมบัติเพียบพร้อม ตัวอย่างเช่นรัชศกหนิงซี ปีที่สาม บุตรีสกุลเฉินแห่งเจียงหนาน ยามไร้มารดา ได้ดำเนินการขอแบ่งมรดกแล้วแยกออกจากการอุปการะของลุง มาเลี้ยงดูน้องชายด้วยตนเอง!”

หญิงสาวยกเรื่องจริงขึ้นมาอ้างอิง แต่ละคำแต่ละประโยคที่ออกจากริมฝีปากอันอวบอิ่ม ล้วนเป็นไปตามกฎหมายที่ไม่สามารถโต้เถียงได้ ทำให้ความเชื่อมั่นในการต่อสู้ของไป๋เสวี่ยฮุ่ยลดลงไปเรื่อยๆ

นางถลึงตามอง นางตัวดี คิดจะพรากเอาของของตนไปทีละอย่างหรือ

อวิ๋นเสวียนฉั่งคิด ไป๋เสวี่ยฮุ่ยสอนลูกสาวแท้ๆ ของนางได้ไม่ดีพอจริงๆ และงานเลี้ยงในครั้งนี้ ย่อมกระทบต่อชื่อเสียงอันดีงามของนาง ยังมีเรื่องกำยานลุ่มหลงที่นางไม่รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดีอีก ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งโมโห ลูกชายสำคัญกว่าลูกสาว จะให้นางเลี้ยงจนเสียคนไม่ได้

เงียบไปสักพัก อวิ๋นเสวียนฉั่งจึงตัดสินใจ “พอจิ่นจ้งกลับมา ก็ให้ไปอยู่ที่เรือนตะวันตก ใกล้ๆ กับเรือนหยิงฝูของเจ้า เจ้าจะได้อบรมดูแลสะดวกหน่อย!”

แล้วค่อยหันไปทางไป๋เสวี่ยฮุ่ยพลางขมวดคิ้ว “เจ้าก็ตั้งใจอบรมดูแลลูกสาวเจ้าให้ดี ส่วนจิ่นจ้งก็ไม่จำเป็นต้องไปหาเจ้าบ่อยๆ อีก เรื่องวิชาการ มารยาท และชีวิตประจำวัน ให้ชิ่นเอ๋อร์เป็นคนดูแล!”

“ท่านพี่เห็นข้าตายไปแล้วหรืออย่างไร จิ่นจ้งถูกฝากฝังในนามข้ามาตลอด แต่กลับให้ชิ่นเอ๋อร์เลี้ยงดู เช่นนี้ หมายความว่าอะไร”

นี่ไม่ใช่การแย่งลูกชาย แต่เป็นศึกแห่งศักดิ์ศรี! ไป๋เสวี่ยฮุ่ยโมโหจนจมูกเบี้ยว จึงตะเบ็งเสียงดังออกมา

devc-deea01d9-33157