ยอดหญิงอันดับหนึ่ง: Chapter 020 ตอนที่ 20
ตอนที่ 20 ของขวัญเกิดใหม่ ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง
อวิ๋นเสวียนฉั่งเห็นไป๋เสวี่ยฮุ่ยทีไร เป็นต้องรู้สึกไม่สบายใจ มักคิดว่าบนร่างนางอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมที่สามารถทำร้ายบุรุษทุกขณะ พอนางพรวดพราดเข้ามาพร้อมเสียง เขาจึงมีปฏิกิริยาโต้ตอบด้วยการขมวดคิ้วพลางดุ “อยู่ให้ห่างๆ ข้าหน่อย!”
ท่านพี่ไม่เคยรังเกียจตนเช่นนี้มาก่อน ไป๋เสวี่ยฮุ่ยที่ได้รับการทะนุถนอมมากว่าสิบปีรับไม่ได้ แต่นางยังคงมีเหตุผล ตัดสินใจเดินออกจากห้องไป
ทว่าก่อนไป สีหน้าของนางทั้งเยือกเย็นและอำมหิต จนแทบถลกหนังและกลืนกินอวิ๋นหว่านชิ่นได้
ในห้องสงบลง อวิ๋นเสวียนฉั่งจิบน้ำชาไปหลายคำ แล้วว่า “ชิ่นเอ๋อร์ ไหนๆ น้องรองเจ้าก็ถูกทำโทษ ฐานทำร้ายเจ้าที่สระบัวแล้ว เจ้าก็น่าจะคลายความโกรธลงแล้ว...มา เรามาคุยเรื่องงานวันแซยิดของฮูหยินอาวุโสมู่หรงกันอีกครั้ง ครั้งก่อนพ่อพูดกับเจ้าไว้ว่า จะให้เฟยเอ๋อร์แต่งกับมู่หรงไท่ แล้วให้เจ้าแต่งกับเจ้ากรมฉิน หลายวันก่อน ท่านโหวอาวุโสกับพ่อได้หารือกันเรื่องการแลกเปลี่ยนหนังสือหมั้น พ่อจึงลองคุยเรื่องนี้ดู ซึ่งท่านโหวอาวุโสไม่ว่าอะไร ยอมให้เฟยเอ๋อร์แต่งกับคุณชายรอง แต่เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ กระทบชื่อเสียงของเฟยเอ๋อร์ บ้านสกุลมู่หรงจึงไม่น่าจะยอมแล้ว แต่พ่อก็มีอีกวิธี...”
“ไม่เป็นไร ท่านพอพูดเถิด” อวิ๋นหว่านชิ่นตอบเสียงเรียบ
อวิ๋นเสวียนฉั่งกระแอมไอสองครั้ง “ในงานวันแซยิด เจ้าต้องเป็นคนบอกท่านโหวอาวุโสกับฮูหยินด้วยตัวเองว่า...ว่าใจของเจ้ามีเจ้าของแล้ว เจ้าชื่นชมท่านเจ้ากรมฉิน อยากแต่งงานกับเขา จากนั้นพ่อค่อยพูดกล่อมพวกเขาอีกสักสองสามประโยค ขอเพียงท่านโหวอาวุโสไม่คิดตัดรอนการหมั้นหมายกับสกุลอวิ๋น ก็น่าจะยอมรับเฟยเอ๋อร์”
หึๆ ดีจริง ใจมีเจ้าของแล้ว สนใจแต่หน้าตาตัวเอง ไม่สนใจจิตใจผู้อื่น
ถ้าพูดประโยคนี้ ไม่เพียงไม่ถูกสองผู้เฒ่าดูถูก ยังต้องแต่งกับตาเฒ่าฉินจริงๆ อีก!
เป็นการคิดคำนวณอันยอดเยี่ยมที่มีแต่ได้กับได้ หน้าด้านพอๆ กับกำแพงเมือง
ต่อให้บิดาโมโหแค่ไหน สุดท้ายก็ยังเอ็นดูสองแม่ลูกสกุลไป๋อยู่ดี แล้วอวิ๋นหว่านเฟยยังคงเป็นลูกรักของบิดาอยู่หรือเปล่า
อวิ๋นหว่านชิ่นรู้สึกขมขื่นจนพูดไม่ออกอยู่บ้าง แต่ก็ยิ้มบางๆ แล้วว่า “ท่านพ่อวางใจ มู่หรงไท่กับเฟยเอ๋อร์เหมาะกันราวกิ่งทอง (ภรรยามากตัณหา) ใบหยก (สามีเจ้าชู้) ลูกไม่มีทางแต่งกับมู่หรงไท่อย่างแน่นอน! ในงานเลี้ยง ลูกจะคิดหาหนทางเอง”
อวิ๋นเสวียนฉั่งชื่นใจเกินคาด ด้วยฟังคำแดกดันของลูกสาวไม่ออก
*
พอออกจากเรือนหลัก ชูซย่าก็ร่าเริง “ข้ารู้อยู่แล้วว่าคุณหนูมีความรู้เรื่องเครื่องประทินผิว แต่คิดไม่ถึงว่าจะเชี่ยวชาญขนาดได้กลิ่นก็รู้ว่ากำยานของไป๋ฮูหยินมีปัญหา”
ดีที่อวิ๋นหว่านชิ่นมีพรสวรรค์ เรียนรู้เร็ว รู้จักพลิกแพลง อีกทั้งยังมีท่านลุงคอยชี้แนะ ร่วมกับการอ่านหนังสือกรรมวิธีผลิตเครื่องหอมซึ่งเป็นมรดกตกทอดของบรรพบุรุษสกุลสวี่ที่เป็นตัวจริงเสียงจริงของวงการมาแต่ไหนแต่ไร เพียงแต่ชาติที่แล้ว นางไม่รู้อิโหน่อิเหน่ จึงแค่สนใจ มิได้ใส่ใจ
วันที่นางกลับมาเกิดใหม่ พอเดินเข้ามาในเรือนหลัก และได้กลิ่นกำยาน ก็รู้สึกเอะใจทันที
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสวรรค์มอบโอกาสให้ผู้กลับมาเกิดใหม่หรือไม่ อวิ๋นหว่านชิ่นจึงรู้สึกได้อย่างแจ่มชัดว่า ประสาทสัมผัสกลิ่นของนาง ไวเป็นอย่างยิ่ง
ตอนนั้น นางไม่เพียงสามารถแยกแยะชนิดของกำยาน ส่วนผสม สรรพคุณ ยังสามารถอาศัยความรู้ที่มีอยู่ วิเคราะห์ว่าเป็น กำยานลุ่มหลง
พอกลับถึงเรือนหยิงฝู นางก็บอกให้ชูซย่าไปเด็ดดอกไม้นานาชนิดที่หลังเรือนมา โดยไม่ให้บอกว่าเป็นดอกอะไร แล้วให้ชูซย่าบดเป็นผง ใส่จานใบเล็ก ปิดตานาง และนำจานเหล่านั้นมาวางไว้ตรงหน้า
หลังจากดอมดม นางก็สามารถบอกชื่อผงดอกไม้ได้ทุกจานอย่างชัดถ้อยชัดคำ กระทั่งนำผงดอกไม้หลายชนิดมาผสมกัน นางก็สามารถแยกแยะได้อย่างถูกต้องทุกชนิด
ต่อมาเมื่อทดสอบอีก นางจึงพบว่า กับสิ่งอื่นๆ นางยังคงได้กลิ่นเหมือนคนปกติทั่วไป แต่จะได้กลิ่นไวเป็นพิเศษกับสมุนไพรและพืชพรรณ
นี่คือของขวัญชิ้นใหญ่สำหรับการเกิดใหม่ที่สวรรค์มอบให้นาง ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง?
ขณะอวิ๋นหว่านชิ่นคิดไปเรื่อยเปื่อย ชูซย่าก็วางแผนอย่างยินดีปรีดา “...อาศัยเฉพาะความสามารถนี้นะเจ้าคะ ไปถึงไหนก็รวยถึงนั่น”
ขณะที่สวี่ฮูหยินยังมีชีวิตอยู่นั้น นางมักพาคุณหนูใหญ่ไปนั่งเล่นที่บ้านท่านลุงเสมอ ตอนนั้นคุณหนูใหญ่มักเปิดคู่มือกรรมวิธีการทำเครื่องหอมและเครื่องประทินผิวออกดู และมักตามคุณชายสวี่มู่เจินไปดูคนสกุลสวี่ปรุงแต่งกลิ่น มีอยู่ครั้งหนึ่งยังแอบตามท่านลุงกับญาติผู้พี่ไปเรือนเพาะชำสกุลสวี่ โดยมิได้บอกอวิ๋นเสวียนฉั่ง
อวิ๋นหว่านชิ่นทอประกายตา แม้ชูซย่าพูดเล่น แต่ก็พูดถูก
สินสอดทองหมั้นของบ้านสกุลสวี่ประกอบด้วย ทุ่งดอกไม้สิบกว่าแปลง เรือนเพาะชำขนาดใหญ่หลายหลัง และร้านขายเครื่องประทินผิวทำเลดีใกล้ตลาดหลายแห่ง ซึ่งโฉนดทั้งหมดถูกเก็บอยู่ที่ห้องเก็บของในจวน
ชาติก่อน นางเชื่อฟังแม่เลี้ยงทุกอย่าง ซึ่งพูดจาหว่านล้อมว่า จะดูแลสิ่งเหล่านี้แทนนางไปก่อน เพราะนางอาจจัดการได้ไม่ดี นางจึงใจอ่อน ยอมมอบสินสอดทองหมั้นให้แม่เลี้ยงดูแลชั่วคราว แต่แล้วพอนางแต่งออกไป ไป๋ฮูหยินกลับผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ยอมคืนโฉนดให้สักที ท่านพ่อก็ไม่สนใจไยดี นางเองก็เกรงใจที่จะขอคืนทั้งหมด และพอป่วยติดเตียง ทุกสิ่งทุกอย่างจึงตกเป็นของแม่ลูกสกุลไป๋ไปโดยปริยาย
ทว่าตอนนี้ สมบัติทั้งหมดที่ท่านแม่เหลือไว้ให้ ยังคงเป็นของนาง และนางต้องใช้มันอย่างคุ้มค่าแน่
ความสวยความงามกับผู้คนในเย่จิงทั้งยากดีมีจนเป็นของคู่กัน ไม่มีใครไม่ชอบใบหน้าที่สวยงาม ดังนั้นกิจการค้าเครื่องประทินผิวจึงเจริญรุ่งเรืองมาก สินค้าทุกชนิดขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ลูกค้ามีทั้งกลุ่มคนระดับสูงอย่างชาววัง ไปจนถึงชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป ซึ่งราคาสินค้าแตกต่างกันตามคุณภาพ
แม้นางกลับชาติมาเกิดใหม่ โดยมีบ้านสกุลอวิ๋นเป็นของนาง แต่นางก็ยังอยากสร้างอะไรใหม่ๆ ให้กับโลกใบนี้บ้าง
ทว่าภารกิจเร่งด่วนที่ต้องทำก่อนคือ ขจัดเรื่องหมั้นหมายให้พ้นไปจากตัว
พอคิดได้เช่นนี้ อวิ๋นหว่านชิ่นก็รู้สึกสนุกขึ้นมา
※※※※※※※※※※※※※※
พริบตาเดียว งานเลี้ยงวันแซยิดของฮูหยินอาวุโสมู่หรงก็มาถึง
พอได้ยินว่าท่านพ่อท่านแม่และอวิ๋นหว่านชิ่นขึ้นรถม้าไปแต่เช้าตรู่พร้อมของขวัญวันแซยิด อวิ๋นหว่านเฟยที่ยังคงถูกขังอยู่แต่ในห้องก็แค้นใจจนน้ำตาไหล เพราะเดิมทีนางคิดขวางไม่ให้พี่สาวไปร่วมงานเลี้ยง แต่กลับกลายเป็นว่า ตนที่ได้ไปแต่แรก กลับไม่ได้ไปเสีย!
แม้ท่านแม่บอกว่าท่านพ่อมีเจตนาให้ตนแต่งกับมู่หรงไท่ แต่อวิ๋นหว่านเฟยรู้ดีว่า หลังจากที่ตนแผลงฤทธิ์ในงานเลี้ยงเมื่อวันก่อน ลำพังเจตนาของท่านพ่อแต่เพียงผู้เดียวคงจะยาก! หากจวนโหวได้ยินข่าวลือ ยังจะยอมรับตนอยู่อีกหรือ
พี่ไท่...พี่จะคิดว่าข้าเป็นหญิงร้ายกาจจริงๆ หรือเปล่า
เมื่อครั้งลอบนัดพบมู่หรงไท่นั้น นางทำเขินอาย บอกไปว่า ยอมเป็นตัวแทนของพี่สาวมาใกล้ชิดเขา แต่เขากลับมีท่าทีลังเล เนื่องจากในสายตาของทั้งสองบ้าน ล้วนคิดกันไปเองว่าเขาต้องคู่กับอวิ๋นหว่านชิ่น
อวิ๋นหว่านเฟยจึงแอบดีใจ เพราะท่าทีลังเลหมายความว่าเขารู้สึกประทับใจในตัวนาง นางจึงคิดฉวยโอกาสในงานเลี้ยงวันแซยิด สานต่อความสัมพันธ์ ด้วยการทำตัวเรียบร้อยต่อหน้าท่านโหวอาวุโสและฮูหยิน แล้วก็เล่นตัวกับมู่หรงไท่ให้มาก เรื่องนี้ย่อมสำเร็จ!
แต่...ตอนนี้...
ล้วนเป็นเพราะอวิ๋นหว่านชิ่น! ทำให้แผนของนางพังทลาย!
อวิ๋นหว่านเฟยยิ่งคิดก็ยิ่งแค้นใจ ทว่าขณะร้อนรน กลับคิดอะไรได้อย่าง จึงเดินไปที่ประตูห้อง กล้ำกลืนฝืนทนความเจ็บจากแผลถูกโบยที่ยังไม่หายสนิท ยกมือทั้งสองข้างขึ้น...