ยอดหญิงอันดับหนึ่ง: Chapter 010 ตอนที่ 10
ตอนที่ 10 แย่งผู้ชาย?!
เถามอมอถูกตบซ้ายขวาจนมึนไปหมด ใบหน้ามีแต่รอยนิ้วมือ ไม่เหลือความโอหังนานแล้ว พอเห็นอวิ๋นหว่านชิ่นเดินเข้ามา ก็คิดว่าจะมาตบตนอีก จึงร้องเสียงดัง เพราะกลัวว่า ถ้าถูกหญิงสาวทั้งสองรุมตบ หญิงชราอย่างนางต้องรับไม่ไหวแน่!
“ยังร้องโวยวายต่อหน้านายอีก! ไร้มารยาท!” ชูซย่าตบอีกหนึ่งฉาด
อวิ๋นหว่านชิ่นจงใจขมขู่เถามอมอ หญิงชราผู้นี้ไม่มีทางได้ดีอยู่แล้ว แต่นางไม่จำเป็นต้องลงมือเอง
พอเห็นหญิงชราถูกตบจนมีสภาพไม่เป็นผู้เป็นคน อวิ๋นหว่านชิ่นก็หยุดฝีเท้า “พอแล้ว ชูซย่า...มอมอบอกว่าไม่อยากให้ใครรู้มิใช่หรือ ถ้าขืนเราตบต่อ แกคงไม่รู้ว่าจะบอกผู้คนอย่างไรดี มอมอกลับไปรายงานฮูหยินเถอะ ข้าไม่มีอะไรแล้ว ไว้ค่อยไปเยี่ยมคารวะฮูหยินทีหลัง อ้อ จริงสิ เดี๋ยวจะหาว่าข้าไม่เตือน ก่อนรายงานฮูหยิน มอมอต้องทายาลดบวมที่หน้าด้วย มิฉะนั้น เรื่องที่ไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่...ก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ไป”
เถามอมอพยักหน้าอย่างเจ็บแค้น ก่อนหันกายเดินจากไปพร้อมใบหน้าที่บวมปูด
“ฮ่าๆๆ...” ชูซย่าสะใจมาก จึงหัวเราะจนท้องขัดท้องแข็ง นางชอบคุณหนูใหญ่ที่หายป่วยมากจริงๆ ภายนอกคุณหนูใหญ่ดูสวยใสสง่างาม แต่ปากจัดเอาการทีเดียว ราวกับถูกเจ้าแห่งความอหังการสิงก็มิปาน “คุณหนูใหญ่สั่งสอนได้ถูกต้องเจ้าค่ะ ตบหญิงชราไร้ยางอายแล้ว ยังทำให้นางไม่กล้าบอกใครอีก!”
การหัวเราะของสาวใช้นางนี้ เล่นเอาอวิ๋นหว่านชิ่นพูดไม่ออก ดูท่าเมื่อก่อนชูซย่าคงอยู่อย่างอัดอั้นตันใจจริงๆ หาไม่แล้วเรื่องเล็กๆ แค่นี้ นางจะดีใจขนาดนี้เชียวหรือ
ไตร่ตรองสักพัก จึงว่า “บอกให้เมี่ยวเอ๋อร์จับตาดูหญิงชราให้ดี” ว่าแล้วก็ดึงปิ่นปักผมเคลือบมรกตออกจากมวยผม วางลงบนฝ่ามือชูซย่า “บอกนางว่าข้าให้นาง”
วันนี้การที่เมี่ยวเอ๋อร์ลอบเชิญเฉินจื่อหลิงเข้ามาได้ ก็เท่ากับมีส่วนเกี่ยวข้องและเป็นคนของคุณหนูใหญ่แล้ว เพียงคุณหนูใหญ่หยอดน้ำหวานลงไปอีกหน่อย นางก็ย่อมหมอบราบคาบแก้วแต่โดยดี
ชูซย่าขานรับ แล้วเก็บปิ่นปักผมไว้
อวิ๋นหว่านชิ่นมองไปยังชุดสีขาวที่พาดอยู่บนฉากกั้น ซึ่งตนเพิ่งเปลี่ยนออกเมื่อครู่ พลางว่า “เปลี่ยนชุดเดิมกลับให้ข้า ปลดเครื่องประดับออกให้หมด อ้อ เช็ดเครื่องประทินโฉมออกด้วย”
“หา? แบบนี้ก็สวยแล้วนะเจ้าคะ” ชูซย่าแปลกใจ แต่พอเห็นสายตาที่อวิ๋นหว่านชิ่นมองมา ก็รีบทำตาม
คุณหนูในตอนนี้ จะพูดหรือทำอะไร ล้วนแล้วแต่มีเหตุผล
**
ห้องพักด้านใน เรือนหลัก จวนสกุลอวิ๋น
กระถางกำยานลายกระเรียนสีม่วงกำจายกลิ่นหอมออกมา ทำให้รู้สึกสบายอารมณ์ ยิ่งถ้าเป็นกลิ่นหอมจากกำยานที่หอมกว่ากำยานทั่วไป ผู้ที่ได้กลิ่นก็จะยิ่งรู้สึกสบายอารมณ์เป็นพิเศษ และพอกลิ่นหอมจางๆ เข้มขึ้นทุกๆ ครึ่งชั่วยาม ก็จะทำให้ผู้สูดดมรู้สึกหลงใหลเคลิบเคลิ้มไปกับสัมผัสที่แตกต่าง โดยเฉพาะบุรษ
กำยานชนิดนี้มีชื่อว่า ‘ลุ่มหลง’ พบเห็นไม่มากในภาคกลาง เมืองหลวงแทบไม่ปรากฏ ไป๋เสวี่ยฮุ่ยจึงทุ่มทุนวานให้คนจากทางเหนือหามาให้ และคอยจุดไว้เสมอมา
ตั้งแต่แรกพบอวิ๋นเสวียนฉั่ง ไป๋เสวี่ยฮุ่ยก็รู้แล้วว่าจะใช้วิธีใดมัดใจเขา แม้แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ นางก็ไม่ปล่อยผ่าน บุรุษล้วนเป็นเฉกเช่นเดียวกัน เมื่อได้พบสาวงามที่เย้ายวนใจ ก็ห้ามใจไว้ไม่อยู่
นี่จึงเป็นสาเหตุให้อวิ๋นเสวียนฉั่ง ผู้ซึ่งอาศัยความรู้ความสามารถไต่เต้าจากสามัญชนขึ้นมาเป็นขุนนางอย่างอาจหาญ ลุ่มหลงไป๋เสวี่ยฮุ่ยแต่แรกพบอย่างไม่ลืมหูลืมตา กระทั่งเย็นชากับสวี่ฮูหยิน ภรรยาที่ช่วยเขาสร้างเนื้อสร้างตัวมาแต่ต้น แม้สวี่ฮูหยินจะโกรธจนแทบขาดใจ เขาก็ยังยืนยันที่จะแต่งไป๋เสวี่ยฮุ่ยมาเป็นอนุให้ได้ และหลังจากสวี่ฮูหยินจากไป เขาก็ตั้งไป๋เสวี่ยฮุ่ยขึ้นมาเป็นฮูหยิน
หญิงสาวชุดยาวสีม่วงอ่อนกลัดกระดุมสีทองยืนอยู่บนตั่ง มวยผมที่ดำคลับล้อมรอบด้วยเครื่องประดับ รูปร่างของนางเพรียวบาง หน้าอกและบั้นท้ายอวบอิ่ม ทว่าสีหน้าของนางกลับไม่สู้จะดีนัก
“ท่านแม่!” หญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าไป๋เสวี่ยฮุ่ยขมวดคิ้ว “ท่านจะโกรธไปถึงไหนกัน ก็บอกแล้วไงว่าข้าไม่ได้ตั้งใจ”
หญิงสาวน่ารักสดใส เหมือนตนเองตอนสาวๆ ไม่มีผิด กระทั่งดูดีกว่าด้วยซ้ำ แต่ต้องดัดนิสัยให้มีความอดทนมากกว่านี้
ไป๋เสวี่ยฮุ่ยเลิกคิ้วโก่งดั่งใบหลิวขึ้น พลางพูดอย่างอ่อนโยน “ยังจะโกหกอีก ยืนต่อไป”
พอรู้ว่าถูกทำโทษต่อ อวิ่นหว่านเฟยก็ตาแดง เลียนแบบมารดาที่มักแสร้งทำน่าสงสารเมื่ออยู่ต่อหน้าบิดา โดยการขยี้ตาไปมา พลางพูดละล่ำละลัก “ท่านแม่ ต่อให้ข้า...ไม่ทันได้คิด ผลักนางตกลงไปในน้ำ แล้วอย่างไร เหตุใดท่านถึงต้องลงโทษข้าเพื่อนางเล่า นางไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของท่านสักหน่อย”
ไป๋เสวี่ยฮุ่ยสะบัดแขนเสื้อเบาๆ “ที่แม่ลงโทษเจ้า มิได้ทำเพื่อพี่สาวเจ้า แต่เพราะโกรธที่เจ้าข่มอารมณ์ไว้ไม่อยู่ ต่อให้เจ้าไม่ชอบนางอย่างไร ก็ไม่สามารถทำร้ายนางอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ได้ โง่! รู้หรือเปล่าว่า ถ้าบิดาเจ้ารู้เข้า เจ้าต้องถูกลงโทษแน่”
“กลัวอะไร ปกติท่านพ่อก็เข้าข้างเฟยเอ๋อร์อยู่แล้ว” อวิ๋นหว่านเฟยไม่รู้สึกเครียดแต่อย่างใด
ไป๋เสวี่ยฮุ่ยชักสายตากลับ “บิดาเจ้าแม้เข้าข้างเราสองแม่ลูก แต่เขาก็ยังมีตำแหน่งค้ำคออยู่และรักศักดิ์ศรีเป็นที่สุดด้วย ถ้ามีคนนอกมาบอกเขาว่า ลูกสาวคนรองของเขาตั้งใจฆ่าลูกสาวคนโต ต่อให้เขาเข้าข้างเจ้าอีก ก็ต้องสั่งสอนเจ้าให้เข็ดหลาบด้วย! การทำให้คนคนหนึ่งหายไปมีวิธีมากมาย แต่เจ้ากลับเลือกใช้วิธีที่โง่ที่สุดเช่นนี้ เจ้าว่าแม่ควรว่าเจ้าไหมล่ะ!”
อวิ๋นหว่านเฟยรีบปาดน้ำตา ก่อนเบะปาก “ท่านแม่ อย่าห่วงไปเลย ยายกะโปโลเฉินจื่อหลิงนั่น อย่างไรก็เข้าประตูจวนรองเจ้ากรมไม่ได้หรอก และนางยังสนิทกับอวิ๋นหว่านชิ่นด้วย ท่านพ่อไม่มีทางเชื่ออยู่แล้ว! ส่วนหว่านถงก็ไม่ต้องพูดถึง เชื่อฟังข้ายิ่งกว่าสุนัขเสียอีก ส่วนอนุฟาง ท่านแม่แค่กระทืบเท้า นางก็ไม่กล้ากระทั่งส่งเสียง อย่าว่าแต่เด็กสาวธรรมดาอย่างหว่านถงเลย กระทั่งเฉาหนิงเอ๋อร์กับลู่ชิงฝูที่ฉลาดๆ ก็ไม่มีทางมายุ่งเรื่องไร้สาระ ยิ่งไม่มีทางทำเพื่อคนที่ไม่มีแม่และไม่มีสถานะใดๆ ในบ้าน โดยการมาล่วงเกินคุณหนูรองที่บิดามารดารักและเอ็นดูอย่างข้าด้วย! อีกทั้งลูกก็ให้เฝ่ยชุ่ยมอบของล้ำค่าเล็กๆ น้อยๆ ให้พวกนางแล้ว พวกนางย่อมไม่พูดจาพร่ำเพรื่อเป็นอันขาด!”
เมื่อเห็นลูกสาวคิดได้รอบคอบเช่นนี้ ไป๋เสวี่ยฮุ่ยก็วางใจลง “นับว่ายังฉลาดอยู่บ้าง ไม่เสียทีที่แม่คอยพร่ำสอน! แต่ต่อไปจะวู่วามเช่นนี้อีกไม่ได้ ก่อนจะทำอะไร จำไว้ว่า ต้องปรึกษาแม่ก่อน”
อวิ๋นหว่านเฟยคล้องแขนมารดาพลางออดอ้อน “พี่สาวที่ไม่ได้เรื่องแบบนั้น กลับได้ทุกอย่างไปหมด เพียงเพราะเป็นลูกสาวคนโต เรือนหยิงฝูที่ดีที่สุดในบ้านก็เป็นของนาง ข้าวของเครื่องใช้ที่ดีที่สุดก็เป็นของนาง แม้...แม้แต่คุณชายรองมู่หรงแห่งจวนโหวก็ยังเป็นคู่หมั้นนาง...ลูกนึกถึงเรื่องพวกนี้ทีไร เป็นต้องยอมไม่ได้ทุกที!”
พูดถึงตรงนี้ นางก็ตาแดง ทำจมูกฮึดฮัด ก่อนพูดเสียงเหี้ยม “ลูกร้อนใจ จึงทำผิดไป แต่อันที่จริง ท่านแม่ไม่จำเป็นต้องเครียดหรอก! เพราะท่านพ่อรักท่านแม่มาก อีกอย่างท่านน้าก็เป็นคนโปรดของฮองเฮา ถึงข้าทำผิด ต่อให้ท่านพ่อไม่เห็นแก่หน้าท่านแม่ ก็ต้องเห็นแก่หน้าท่านน้าบ้าง!”
พอได้ยินลูกรักพูดเช่นนี้ นางค่อยเย็นใจลง
สกุลไป๋ยากจน ช่วงน้ำท่วมบ้านเกิดที่ชนบท คนในบ้านต่างแยกย้ายหนีหายกันไปหมด นางหนีไปพึ่งญาติผู้พี่สกุลสวี่ และยึดครองพี่เขยอวิ๋นเสวียนฉั่งมาเป็นของตนจนได้
ส่วนน้องสาวนาง ไป๋ซิ่วฮุ่ย หาทางติดสินบนขันทีใหญ่ จนได้เข้าวังไปเป็นสาวใช้ ต่อมาโชคดีได้ทำงานในตำหนักเฟิ่งอี้ ที่ประทับของเจี่ยงเพ่ยฮั่น ฮองเฮาในหนิงซีฮ่องเต้ ฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน และค่อยๆ กลายเป็นสาวใช้คนสนิทของเจี่ยงฮองเฮาในที่สุด
การที่สาวใช้ก้นครัวกลายเป็นต้นห้องของฮองเฮา เป็นเรื่องที่พบเห็นได้ไม่บ่อยนักในราชสำนักต้าเซวียน และมิได้เป็นไปตามกฎระเบียบในวัง ซึ่งพอไป๋ซิ่วฮุ่ยเป็นที่โปรดปรานของเจี่ยงฮองเฮา ก็ขอพระเมตตาจากฮองเฮาแทนพี่สาว หลังจากสวี่ฮูหยินล่วงลับ พี่สาวจึงได้เป็นฮูหยินรองเจ้ากรมกลาโหมได้อย่างราบรื่น
ใช่แล้ว นางยังมีน้องสาวที่สนิทกับคนในราชวงศ์อยู่นี่! ไป๋เสวี่ยฮุ่ยลูบผมที่นุ่มลื่นของลูกสาว พลางว่า “เจ้านะเจ้า เรื่องสระบัวในวันนั้น เป็นเพราะงานแซยิดของฮูหยินอาวุโสมู่หรงแห่งจวนโหวสินะ?”
พอเห็นมารดารู้ทัน อวิ๋นหว่านเฟยก็หน้าแดง
ฮูหยินอาวุโสมู่หรงเป็นฮูหยินระดับสอง แขกที่มาในงานย่อมเป็นระดับลูกท่านหลานเธอ รวมถึงบ้านคู่หมั้นอย่างสกุลอวิ๋นด้วย
นางไม่อยากให้พี่สาวเข้าร่วมงาน เพราะอยากฉวยโอกาสนี้ พบเจอกับพี่เขยในอนาคตอย่างมู่หรงไท่เพียงลำพัง จึงร้อนใจไปบ้าง
พอเห็นลูกสาวไม่พูด ไป๋เสวี่ยฮุ่ยก็รู้ว่านางเดาถูก จึงยิ้มอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม “ก็แค่แย่งผู้ชายมิใช่หรือ ผู้ชายที่เจ้าชอบ แม่ต้องช่วยเจ้าแย่งมาได้อยู่แล้ว”
และในตอนนี้เอง เสียงรายงานก็ดังขึ้นที่นอกประตู
“ฮูหยินเจ้าคะ คุณหนูใหญ่มาเจ้าค่ะ”