ยอดหญิงอันดับหนึ่ง: Chapter 011 ตอนที่ 11
ตอนที่ 11 เผชิญหน้า
ห้องพักหลัก เรือนหลัก
หญิงสาวอายุสิบสี่สวมชุดกระโปรงเรียบง่าย มวยผมต่ำ ก้าวเข้าประตูมา นางดูสามัญธรรมดามากเมื่อเทียบหญิงสาวข้างกายไป๋เสวี่ยฮุ่ยที่แต่งตัวด้วยเครื่องประดับทองและเงินอย่างอวิ๋นหว่านเฟย
ในเวลาเช่นนี้ ไป๋เสวี่ยฮุ่ยจะปฏิบัติตนเหมือนเช่นเคย ชงชาด้วยตนเอง แล้วนั่งรอสามีเลิกงานกลับจวน
น้ำชาในกากระเบื้องดินเผากำลังเดือดปุด ควันขาวลอยตลบอบอวล ขับให้เห็นใบหน้าอันทรงเสน่ห์ซึ่งได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมของนาง
อวิ๋นหว่านชิ่นคารวะไป๋เสวี่ยฮุ่ยด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
หญิงผู้นี้ก็คือคนหน้าไหว้หลังหลอกที่ทำร้ายตน จนตนมีลูกไม่ได้ในชาติก่อน นางวางยาที่ทำให้สุขภาพตนย่ำแย่ลงจนไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ในช่วงสองเดือนก่อนที่ตนจะแต่งเข้าจวนโหว ซึ่งตอนนี้แม้สุขภาพตนแข็งแรงดี แต่แวบแรกที่เห็นนาง อวิ๋นหว่านชิ่นก็ยังรู้สึกเกลียดชังอยู่ดี
ซึ่งช่วงที่ยังไม่ถึงกับบาดหมางกัน เป็นช่วงที่สนุกสุด เพราะ...ศัตรูอยู่ในที่แจ้ง แต่ตนอยู่ในที่ลับ
หลังสงบสติอารมณ์ อวิ๋นหว่านชิ่นก็หันไปทักทายอวิ๋นหว่านเฟยด้วยสีหน้ากึ่งแย้มยิ้ม
“น้องรองก็อยู่หรือ”
อวิ๋นหว่านเฟยขานรับอย่างเย็นชา พลางคิด โชคดีจริงจริ๊ง สระลึกขนาดนั้นยังรอดมาได้ แถมแค่จับไข้อยู่วันกว่า ก็ลงจากเตียงได้แล้ว ดูท่าน่าจะไปงานเลี้ยงแซยิดในอีกไม่กี่วันข้างหน้าได้!
ไป๋เสวี่ยฮุ่ยแอบจับมือลูกสาว บอกใบ้ว่า ‘อย่าเพิ่งร้อนใจ’ ทำอะไรกับอวิ๋นหว่านชิ่นในตอนนี้ ให้ทำตัวสงบเสงี่ยมดังเช่นที่ผ่านมา
แล้วมุมปากนางก็ปรากฏรอยยิ้มดูหมิ่น ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงแสดงความเมตตาที่นางถนัดสุด
“เมื่อครู่แม่ยังบอกให้เถามอมอไปเยี่ยมเจ้าอยู่หลัดๆ แต่ยังไม่ทันไร เจ้าก็มาหาแม่ด้วยตัวเองเสียแล้ว ทีแรกยังกะว่าจะบอกให้เจ้าพักต่ออีกสักหน่อย อย่าเพิ่งออกจากเรือน ประเดี๋ยวไข้จะกลับ”
อวิ๋นหว่านชิ่นยิ้มตอบบางๆ “ลูกไม่เป็นแล้ว ขอบคุณท่านแม่ที่เป็นห่วง อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันแซยิดของฮูหยินอาวุโสมู่หรง แม้ลูกป่วยหนักเพียงใด ก็ต้องดูแลสุขภาพให้ดี เพื่อไปร่วมงานเลี้ยงให้ได้”
อวิ๋นหว่านเฟยได้ยินก็ร้อนรน จึงโพล่งขึ้น “ท่านพี่ไม่ห่วงสุขภาพตนเองก็แล้วไป แต่ระวังจะเอาเชื้อไปแพร่ให้ผู้อื่นเข้าล่ะ!”
“เฟยเอ๋อร์พูดถูก ชิ่นเอ๋อร์ไม่ควรฝืนร่างกาย เจ้าเข้าร่วมงานเลี้ยงทั้งๆ ที่ป่วย พ่อกับแม่จะเป็นห่วงเอา อีกอย่าง ผู้ที่มางานก็ล้วนแล้วแต่เป็นลูกท่านหลานเธอ ได้ข่าวว่ามีเชื้อพระวงศ์มาด้วย ถ้าไม่ระวัง เสียมารยาทไปจะดูไม่ดี” ไป๋เสวี่ยฮุ่ยพูดกล่อมอย่างแนบเนียน
อวิ๋นหว่านชิ่นรู้สึกว่า ท่าทางที่สองแม่ลูกพยายามพูดไม่ให้ตนไปงานเลี้ยงนั้นช่างน่าขันสิ้นดี
ที่แท้การตกน้ำตอนอายุครบสิบสี่ของตน มีสาเหตุจากงานแซยิดของฮูหยินอาวุโสมู่หรงนี่เอง
จำได้ว่า ก่อนนางอายุสิบสี่ การหมั้นหมายกับมู่หรงไท่เป็นเพียงการตกลงกันปากเปล่า งานเลี้ยงวันเกิดฮูหยินอาวุโส จึงจะทำการแลกหนังสือสัญญาหมั้นต่อกัน จากนั้นก็จะกลายเป็นคู่หมั้นอย่างเป็นทางการ
แม้นางยอมพบกับบุรุษอย่างมู่หรงไท่อีก ก็ไม่มีวันยอมเป็นคู่หมั้นของมู่หรงไท่อีกแน่ นางจึงต้องอาศัยงานเลี้ยงในครั้งนี้ ตัดความสัมพันธ์กับมู่หรงไท่ ดังนั้น งานแซยิดของฮูหยินอาวุโสมู่หรง นางต้องไป
อวิ๋นหว่านชิ่นยิ้มสวย พลางจ้องมองไป๋เสวี่ยฮุ่ย “ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ ชิ่นเอ๋อร์หายดีแล้ว ไม่เพียงเข้าร่วมงานได้ ยังต้องแต่งตัวให้สวย ไม่ให้จวนรองเจ้ากรมขายหน้าอย่างแน่นอน”
อวิ๋นหว่านเฟยฟังแล้วก็อยากกรีดร้อง
ไป๋เสวี่ยฮุ่ยรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง ด้วยที่ผ่านมาไม่ว่าตนจะพูดอะไร นางเด็กนี่ก็เชื่อฟังทุกอย่าง วันนี้ไฉนเป็นเช่นนี้ไปได้ แต่ดูท่าทางนางก็ให้ความเคารพตนเหมือนเช่นเคย
ไป๋เสวี่ยฮุ่ยรู้อยู่แต่แรกแล้วว่า ลูกสาวสนใจมู่หรงไท่ อีกทั้งเคยแอบไปเจอกับมู่หรงไท่เป็นการส่วนตัวด้วย ขอเพียงอวิ๋นหว่านชิ่นไม่ไป งานเลี้ยงในครั้งนี้ก็จะเป็นโอกาสทองของลูกสาวสุดที่รัก ดังนั้นไม่ว่าอย่างไร นางก็ต้องทำให้อวิ๋นหว่านชิ่นอยู่กับบ้านให้จงได้
ไป๋เสวี่ยฮุ่ยตีหน้าขรึม พลางพูดอย่างอ่อนโยน
“ชิ่นเอ๋อร์ เจ้าตกน้ำในงานวันเกิดของตนเองครั้งนี้ เสียมารยาทมากรู้ไหม นอกจากไม่เหลือท่าทีกุลสตรีแล้ว ยังทำให้แขกเหรื่อตกใจด้วย ท่านพ่อเจ้าจึงไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง บอกว่า รอให้เจ้าหายป่วยก่อนจะลงโทษให้เข็ดหลาบ แต่เป็นเพราะแม่พูดปรามไว้ เขาถึงได้ใจเย็นลง ดังนั้นครั้งนี้ เจ้าต้องเชื่อแม่ อย่าออกจากบ้าน ต้องอยู่บ้านเงียบๆ สักระยะ เพื่อหลีกเลี่ยงเรื่องเดือดร้อนที่จะตามมา”
ถ้าเป็นไปตามนิสัยยามปกติของอวิ๋นหว่านชิ่น นางต้องสำนึกในพระคุณและเชื่อฟังแม่เลี้ยงทุกอย่าง แต่ตอนนี้ พอแม่เลี้ยงพูดจบ อวิ๋นหว่านชิ่นก็จงใจสวนกลับทันที โดยเขกศีรษะตนเองไปหนึ่งที แล้วว่า “ลูกสลบไปนาน ความจริงลืมไปแล้วด้วยซ้ำ! แต่พอท่านแม่พูดขึ้นมา ลูกถึงจำได้ว่า ตอนอยู่ข้างสระน้ำ ลูกมิได้ก้าวพลาดไปเอง แต่คล้ายถูกใครผลักตกลงไป”
อวิ๋นหว่านเฟยมีสีหน้าตื่นตกใจ
อวิ๋นหว่านชิ่นทำท่าเหมือนถูกบีบจนคิดออก พูดอย่างหวาดกลัวต่อ “เดิมทีลูกไม่อยากพูดถึงอีก แต่ในเมื่อท่านพ่อคิดว่าลูกเสียมารยาท ลูกก็รับไม่ได้กับความไม่เป็นธรรม จึงมิสู้บอกกับท่านพ่อดีกว่า ท่านพ่อจะได้ตรวจสอบอย่างละเอียด ท่านแม่ว่า ดีหรือไม่”
ไป๋เสวี่ยฮุ่ยจ้องมองลูกเลี้ยง ไม่รู้จริงๆ ว่าลูกเลี้ยงเดาว่าเป็นลูกสาวของตนหรือเปล่า เพียงรู้สึกเหมือนลูกเลี้ยงเปลี่ยนไป แต่ก็บอกไม่ถูกว่าเปลี่ยนไปตรงไหน
ในตอนนี้เอง เสียงตะโกนต่อๆ กันของคนรับใช้ก็ดังขึ้น อวิ๋นเสวียนฉั่งกลับมาแล้ว เขาทำเหมือนเช่นเคย เดินมาที่เรือนหลัก
ก่อนอวิ๋นหว่านชิ่นจะมาที่นี่ ได้คำนวณเวลาที่ท่านพ่อเลิกงาน กลับถึงจวน และเดินมาที่เรือนหลักไว้เรียบร้อยแล้ว จึงแสร้งถามขึ้นอย่างใสซื่อว่า “ท่านพ่อกลับมาพอดี ท่านแม่ว่า...ข้าพูดตอนนี้เลยดีไหม”
ไป๋เสวี่ยฮุ่ยหน้าเปลี่ยนสี ช่างเถอะ ต้องสกัดกั้นนางนี่ไม่ให้นางพูดจาพร่ำเพรื่อต่อหน้าท่านพี่ก่อนค่อยว่ากัน จึงพูดขึ้นอย่างอ่อนโยน “ถูกคนผลักตกน้ำ? พวกเจ้าเล่นกันแรงเกินเหตุมากกว่า ท่านพ่อเจ้าเพิ่งกลับจากที่ทำงานมา อย่าพูดเรื่องที่ทำให้เขากังวลใจไปเลย เรื่องนี้ข้าจะจดจำไว้ แล้วหาโอกาสพูดกับเขาเอง...ส่วนเรื่องงานเลี้ยง ถ้าเจ้าอยากไปก็ไปเถิด รักษาสุขภาพให้ดีก็แล้วกัน”
อวิ๋นหว่านเฟยกระทืบเท้าอยู่ด้านข้าง เมื่อมารดาพูดเช่นนี้ นางก็ได้แต่ทนไป
อวิ๋นหว่านชิ่นยิ้มน้อยๆ “ลูกต้องรักษาสุขภาพให้ดีและเข้าร่วมงานเลี้ยงอย่างเฉิดฉายแน่นอน”
พูดจบ อวิ๋นเสวียนฉั่งก็ก้าวเข้ามาในห้อง
หลังจากเหล่าสาวใช้ทำความเคารพเรียบร้อย ไป๋เสวี่ยฮุ่ยก็เข้ามาประคองอวิ๋นเสวียนฉั่งให้ขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ทรงกลมตัวใหญ่สลักลายนกกางเขนบนกิ่งเหมย รินชาอู่หลงให้ ก่อนพูดอย่างอ่อนโยน “ท่านพี่เหน็ดเหนื่อยมา ดื่มน้ำชาดับร้อนก่อน” ว่าแล้วหันไปหยิบพัดสาน มาพัดให้อวิ๋นเสวียนฉั่งด้วยตัวเอง
การละเลียดชาชั้นดี ท่ามกลางกลิ่นแป้งร่ำของสตรี แซมกลิ่นหอมของกำยานลุ่มหลงในห้อง เป็นสิ่งที่อวิ๋นเสวียนฉั่งพึงพอใจเป็นที่สุด
อวิ๋นหว่านชิ่นยืนเงียบๆ มองบิดาอยู่เบื้องล่าง
อวิ๋นเสวียนฉั่งในวัยหนุ่มเป็นบุรุษรูปงามคนหนึ่ง ตอนนี้อายุแม้ปาเข้าเลขสามแล้ว ก็ยังทำให้สาวๆ หวั่นไหว ด้วยยังคงรักษารูปร่างอันสูงใหญ่และหน้าตาอันหล่อเหลาไว้ได้เป็นอย่างดี เพียงแต่ความเคารพที่อวิ๋นหว่านชิ่นมีต่อเขานั้น มลายหายไปนานแล้ว
เพราะเขาแสร้งทำตัวเป็นสุภาพบุรุษ
อวิ๋นเสวียนฉั่งถือกำเนิดจากปุถุชน ถ้าไม่ใช่เพราะภรรยานำเงินจากกิจการที่บ้าน ช่วยสนับสนุนให้เขาสอบเข้ารับราชการและไต่เต้าในแวดวงขุนนางแล้วละก็ ไหนเลยจะสามารถขึ้นมาเป็นขุนนางระดับสามในราชสำนักได้
แต่เขากลับเอาใจเมียน้อย ทำร้ายจิตใจเมียหลวง หลังจากเมียหลวงจากไปและไป๋เสวี่ยฮุ่ยได้เป็นฮูหยิน เขาก็ลำเอียงกับอวิ๋นจิ่นจ้ง บุตรชายคนโตที่เกิดจากเมียหลวง ถึงขนาดไล่ออกจากจวน ด้วยไม่อยากให้อำนาจถูกสั่นคลอน เพียงเพราะลมปากของไป๋เสวี่ยฮุ่ย อีกทั้งยังประเคนลูกสาวคนรองให้ไป**กับลูกเขย โดยไม่สนใจความรู้สึกและศักดิ์ศรีของลูกสาวคนโตแม้แต่น้อย
ไม่ว่าจะยกเรื่องใดขึ้นมา ก็ล้วนเพียงพอที่จะทำให้อวิ๋นหว่านชิ่นเกลียดชังเขา
“ชิ่นเอ๋อร์เพิ่งหายป่วย” อวิ๋นเสวียนฉั่งจิบน้ำชาร้อนๆ “มา มานั่งคุยกันหน่อย จะได้ไม่เมื่อย”
หลังจากตกน้ำจนถึงตอนนี้ ก็สองวันกว่าแล้ว ที่บิดาไม่เคยสนใจไยดีตน และนี่เป็นคำถามแสดงความห่วงใยคำถามแรกที่ถามตน
จู่ๆ ก็มาเอาใจใส่อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเช่นนี้ น่าจะมีอะไรแอบแฝง
พอเห็นบิดาหยุดสายตาที่ตน อวิ๋นหว่านชิ่นก็คล้ายมีเรื่องจะพูด ด้วยพลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อชาติก่อนหลังตกน้ำได้ไม่นาน ทำให้พอจะเดาได้ว่าบิดาต้องการอะไร
ความรู้สึกขยะแขยงอัดแน่นอยู่เต็มอก แต่อวิ๋นหว่านชิ่นพยายามข่มกลั้นไว้ ไม่ให้อาเจียนใส่อวิ๋นเสวียนฉั่ง ขณะนั่งลงตรงหน้าเขา