ยอดหญิงอันดับหนึ่ง: Chapter 012 ตอนที่ 12
ตอนที่ 12 ขายลูกสาวแลกยศศักดิ์
ในห้อง
“พวกเจ้าสามแม่ลูกกำลังคุยเรื่องอะไรกัน” อวิ๋นเสวียนฉั่งถามไปเช่นนั้นเอง
ไป๋เสวี่ยฮุ่ยจึงรีบตอบ “ไม่มีอะไร จิบน้ำชาแล้วก็คุยกันไปเรื่อยเปื่อย ใช่ไหมจ๊ะ ชิ่นเอ๋อร์”
“เจ้าค่ะ” อวิ๋นหว่านชิ่นไม่ได้ทำให้นางเสียหน้า แถมยังพูดต่ออย่างอ่อนโยน “ท่านแม่กำลังสอนลูกกับน้องให้ชงชา ลูกก็เพิ่งทำตามคำชี้แนะของท่านแม่ ต้มน้ำชาไว้กาหนึ่ง แต่ยังไม่ทันให้ท่านแม่ชิม ท่านพ่อก็กลับมาเสียก่อน” ว่าแล้วก็ยกถ้วยน้ำชาให้ไป๋เสวี่ยฮุ่ย
ไป๋เสวี่ยฮุ่ยพอใจมากที่อวิ๋นหว่านชิ่นให้ความร่วมมือ จึงยื่นมือออกไปรับโดยมิได้คิดอะไร แต่ถ้วยชากลับลื่นหลุดจากนิ้วมือของอวิ๋นหว่านชิ่น น้ำชาในถ้วยพลันหกรดใส่ไป๋เสวี่ยฮุ่ย
“โอ๊ย...” น้ำชาร้อนๆ บวกกับเสื้อผ้าบางเบาในหน้าร้อน ทำเอาไป๋เสวี่ยฮุ่ยหน้าถอดสี น้ำตาจะไหลออกมาให้ได้ อยากเงื้อมือตบอวิ๋นหว่านชิ่นสักฉาด แต่ท่านพี่ดันอยู่ด้วย จึงต้องรักษาท่าทีของแม่เลี้ยงใจดี ด้วยการถอนหายใจ กัดริมฝีปาก แล้วมองท่านพี่ด้วยสายตาร้องขอความเป็นธรรม
อวิ๋นหว่านเฟยแอบหัวเราะ คิดในใจว่าคราวนี้พี่สาวต้องถูกท่านพ่อต่อว่าแน่ แต่อวิ๋นหว่านชิ่นกลับไม่รีรอดวงตากลมโตทอประกายรื้นๆ ร่างเซเล็กน้อย “ลูกมือลื่นไปเอง...”
ชูซย่ารีบก้าวเข้ามาพยุงอวิ๋นหว่านชิ่น พลางพร่ำบ่น “คุณหนู บ่าวบอกแต่แรกแล้วว่าไม่ควรด่วนลุกลงจากเตียงมาคารวะฮูหยิน ไหวไหมเจ้าคะ เวียนหัวอีกแล้วใช่ไหมเจ้าคะ”
เดิมทีอวิ๋นเสวียนฉั่งกำลังจะต่อว่าอวิ๋นหว่านชิ่น แต่พอเห็นชูซย่ากับลูกสาวเข้ากันได้ดี จึงพูดอะไรไม่ได้มาก ได้แต่ขมวดคิ้วพลางว่า “ทำไมถึงไม่ระวังเช่นนี้!” แล้วค่อยหันไปถามไป๋เสวี่ยฮุ่ย “ลวกถูกตรงไหนบ้าง ต้องเรียกหมอไหม!”
น่องของไป๋เสวี่ยฮุ่ยมีควันลอยอ้อยอิ่งอยู่ จึงรู้สึกปวดแสบปวดร้อนและกำลังสงสัยว่าอวิ๋นหว่านชิ่นจงใจหรือไม่ แต่พอคิดอีกที ถ้านางคิดทำร้ายตน เหตุใดถึงไม่แฉเฟยเอ๋อร์ต่อหน้าท่านพี่เล่า มาโป้ปดตามตนไปทำไม และพอเห็นนางคล้ายจะเป็นลม ก็คิดว่านางน่าจะเพิ่งหายจากไข้และมือไม่มีเรี่ยวแรงจริงๆ จึงได้แต่สบถในใจ ยอมรับว่าตนเคราะห์ร้ายไปเอง
อวิ๋นหว่านชิ่นมองบิดาทั้งน้ำตา พลางพูดเสียงสั่น “ลูกรู้สึกเวียนศีรษะนิดหน่อย เป็นความผิดของลูกเอง...ที่ตกลงไปในน้ำเมื่อวันก่อน...”
พอพูดถึงเรื่องตกน้ำ อวิ๋นหว่านเฟยก็ยิ้มไม่ออกแล้ว
ไป๋เสวี่ยฮุ่ยกลัวว่านางจะพูดจาเลยเถิดไปถึงเรื่องถูกคนผลักตกน้ำ จึงต้องหยุดหัวเสีย แล้วฉวยโอกาสทำเป็นแม่ผู้ใจกว้าง ด้วยการพูดเสียงละมุน “ช่างเถิด ชิ่นเอ๋อร์เองก็ไม่ได้ตั้งใจ”
อวิ๋นเสวียนฉั่งไม่คิดตำหนิลูกสาวคนโตอยู่แล้ว เพราะกำลังอยากหารือเรื่องสำคัญกับนาง จึงยกมือปราม แยกไป๋เสวี่ยฮุ่ยกับอวิ๋นหว่านเฟยออกไป “เฟยเอ๋อร์ เจ้าไปเป็นเพื่อนแม่เจ้าเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน”
พอสองแม่ลูกเดินออกจากห้อง อวิ๋นหว่านเฟยก็กระทืบเท้าอย่างโกรธเคือง
“เหตุใดท่านแม่ถึงได้ยอมให้ท่านพี่ไปงานเลี้ยงเล่า! ความจริงหาเหตุผลอะไรก็ได้ที่ไม่ให้นางไป นางไม่กล้าขัดท่านหรอก!”
ไป๋เสวี่ยฮุ่ยเหลียวหลังมองเรือนหลัก ใบหน้าบ่งบอกว่ากำลังครุ่นคิด จากนั้นก็อมยิ้ม หันมาจิ้มจมูกลูกสาวเบาๆ ก่อนปลอบ “แม่รู้อยู่แต่แรกแล้วว่า เจ้าคิดอย่างไรกับมู่หรงไท่ และได้บอกพ่อเจ้าไปแล้วว่าเจ้ากับมู่หรงไท่เหมาะสมกันมากกว่า ถ้าได้แต่งงานกัน จะยิ่งเป็นผลดีกับจวนรองเจ้ากรม ซึ่งอันที่จริง พ่อเจ้าก็เคยคิดจะเปลี่ยนให้เจ้าแต่งกับมู่หรงไท่ แต่ยังไม่มีโอกาสจัดการเท่านั้นเอง ดูสิ พ่อเจ้าเคยพูดเป็นการส่วนตัวกับพี่สาวเจ้าที่ไหนกัน ข้าว่าครั้งนี้ เขาน่าจะชี้แจงเรื่องนี้กับนาง...”
*
ในห้อง แม้อวิ๋นหว่านชิ่นเตรียมใจไว้แล้ว แต่พอได้ยินคำพูดของบิดา ก็ยังคงรู้สึกขยะแขยง
อวิ๋นเสวียนฉั่งอยากให้ลูกสาวคนโตแต่งงานกับหัวหน้าตน เจ้ากรมกลาโหมฉินลี่ชวน ขุนนางระดับสอง ซึ่งปีนี้ก็อายุหกสิบเก้าแล้ว ด้วยสุขภาพไม่สู้จะดี จึงพร้อมเกษียณทุกเมื่อ แต่ต้องเสนอชื่อเจ้ากรมคนใหม่ให้หนิงซีฮ่องเต้ทรงพิจารณาก่อน ซึ่งเป็นไปได้แปดถึงเก้าในสิบส่วนที่อวิ๋นเสวียนฉั่งจะได้ดำรงตำแหน่งต่อ
ภรรยาของฉินลี่ชวนจากไปเมื่อเดือนก่อน ฉินลี่ชวนจึงคิดหาภรรยาใหม่ที่โดนใจ โดยมีข้อแม้สองข้อ
ข้อแรก ต้องเป็นลูกสาวผู้ดีมีสกุล ข้อสอง เนื่องจากผู้เฒ่ามีสุขภาพไม่สู้จะดี จึงอยากได้ภรรยาที่มีสุขภาพดี มีดวงสมพงษ์และเกื้อหนุนตน
การเข้าตีสนิท จึงไม่มีอะไรดีไปกว่าการแต่งงาน
พออวิ๋นเสวียนฉั่งคิดได้เช่นนี้ ก็หันมาพิจารณาลูกสาวทั้งสาม ถ้าเขาผลักดันให้คนใดคนหนึ่งเป็นภรรยาของฉินลี่ชวนสำเร็จ เขาก็จะกลายเป็นพ่อตาของเจ้ากรมกลาโหม ถึงตอนนั้น ฉินลี่ชวนจะไม่ช่วยเขาหรือ
ลูกสาวคนสุดท้องอวิ๋นหว่านถง ลูกอนุภรรยา ถูกตัดออกเป็นคนแรก เพราะต้องถูกฉินลี่ชวนดูหมิ่นแน่
ลูกสาวคนรองอวิ๋นหว่านเฟย? เขาก็เสียดาย
เช่นนั้น ก็มีแต่ลูกสาวคนโต อวิ๋นหว่านชิ่นที่เหมาะสมสุด...
ซึ่งอวิ๋นหว่านชิ่นในชาติก่อน พอได้ยินว่าบิดาจะยกตนให้ฉินลี่ชวนเพราะอยากได้ตำแหน่ง ก็ไม่เชื่อมาตลอด จนกระทั่งฉินลี่ชวนมางานวันเกิดนาง เพราะอวิ๋นเสวียนฉั่งได้บอกใบ้ไว้ก่อนแล้วว่าอยากยกลูกสาวให้ ผู้เฒ่าตาหยีตัณหากลับถึงได้จ้องมองนางอยู่ครึ่งค่อนวัน จนเกิดความกระปรี้กระเปร่าในดวงตาอันขุ่นมัว และอยากจะกระชากเสื้อผ้าของนางออกอยู่เต็มแก่
พอได้ผละออกจากกลุ่มคน ภายใต้การรู้เห็นเป็นใจของอวิ๋นเสวียนฉั่ง ฉินลี่ชวนก็ยังอาศัยช่องว่างขณะมอบของขวัญวันเกิดให้อวิ๋นหว่านชิ่น ยื่นมืออันเหี่ยวแห้งออกไปลูบใบหน้าอันนุ่มนิ่มของนางอย่างรวดเร็ว แล้วหัวเราะอย่างชั่วร้าย ก่อนว่า “ลูกสาวคนโตของสกุลอวิ๋นไม่เลวจริงๆ เพียงแต่แต่งตัวเชยไปหน่อย รอให้แต่งเข้าบ้านคนดีสักคน เจ้าก็จะได้รับการดูแลเป็นอย่างดีเอง...”
ผู้เฒ่าอายุเจ็ดสิบกับสาวแรกรุ่นอายุสิบสี่ ตอนนี้พอนึกถึง กระเพาะของอวิ๋นหว่านชิ่นก็ปั่นป่วนทันที...
ต่อมา ไม่รู้ท่านลุงไปรู้มาจากไหนว่าบิดามีความคิดเช่นนี้ จึงมาที่จวน วิวาทกับบิดายกใหญ่ จนถึงกับหยิบเรื่องสินสอดทองหมั้นที่บิดาติดค้างสกุลสวี่ขึ้นมาข่มขู่ คล้ายจะยกให้เป็นผลประโยชน์ของบิดา ถ้าบิดายอมล้มเลิกความคิดนี้
เรื่องนี้ เป็นท่านลุงที่ทำให้วงจรอุบาทว์แท้งเสียก่อน อวิ๋นหว่านชิ่นจึงรอดพ้นมาได้หนึ่งเปราะ
แต่พอนางกลับชาติมาเกิดใหม่ บิดากลับเป็นฝ่ายพูดเรื่องนี้กับนางด้วยตัวเอง!
คิดไม่ถึงว่า บิดายอมขายลูกสาว โดยการยกลูกสาววัยขบเผาะให้กับผู้เฒ่าที่มีอายุมากกว่าปู่ของลูกสาว เพื่อแลกกับยศถาบรรดาศักดิ์
รอให้อวิ๋นเสวียนฉั่งอฺธิบายเหตุผลจนจบ อวิ๋นหว่านชิ่นค่อยจ้องหน้าบิดา พลางว่า “ท่านพ่อลืมแล้วหรือว่า ลูกกับคุณชายรองแห่งสกุลมู่หรงหมั้นหมายกันแล้ว ถ้าลูกแต่งกับเจ้ากรมฉิน แล้วท่านพ่อจะบอกกับท่านโหวอาวุโสอย่างไร”
อวิ๋นเสวียนฉั่งคิดว่าลูกสาวจะร้องไห้ตีโพยตีพาย เพราะฉินลี่ชวนก็เกือบจะเจ็ดสิบแล้ว ทั้งแก่ทั้งน่าเกลียด สุขภาพก็ไม่ดี ลูกสาวบ้านไหนจะตาบอดยอมร่วมเรียงเคียงหมอนกับตาเฒ่าเช่นนี้เล่า
แต่พอเห็นลูกสาวสงบนิ่งกว่าปกติ เขาค่อยวางใจลง แล้วว่า “เรื่องนี้พ่อก็เคยคิด แต่เป็นเพราะตอนสกุลอวิ๋นตกลงหมั้นหมายกับคุณชายรองสกุลมู่หรงนั้น เป็นเพียงการพูดปากเปล่าโดยมิได้กำหนดว่าเป็นลูกสาวคนใด และพอพวกเจ้าเติบใหญ่ขึ้น ทั้งสองฝ่ายต่างก็คิดกันไปเองว่าลูกคนโตอย่างเจ้าน่าจะเหมาะกับมู่หรงไท่ เพียงแต่ยังไม่ได้แลกหนังสือหมั้นหมายอย่างเป็นทางการเท่านั้น ซึ่งพ่อกะว่าจะไปคุยกับสกุลมู่หรง ให้...” พูดถึงตรงนี้ ก็ชะงักเล็กน้อย
อวิ๋นหว่านชิ่นเข้าใจแล้ว พ่อคิดจะเปลี่ยนให้อวิ๋นหว่านเฟยแต่งกับมู่หรงไท่แทนตน
ซึ่งจะว่าไปแล้ว อวิ๋นหว่านเฟยก็เป็นลูกสาวสกุลอวิ๋น สกุลมู่หรงย่อมไม่เสียหน้า และถ้ายกลูกสาวคนโตให้แต่งกับหัวหน้า หัวหน้าก็ย่อมพอใจ
เช่นนี้นอกจากจะไม่ล่วงเกินทั้งสองสกุลแล้ว ยังได้เป็นพ่อตาของทั้งสองสกุลด้วย
วิถีขุนนางเขี้ยวลากดิน เพดานบินสูงจริงๆ
พอเห็นลูกสาวไม่พูดไม่จา อวิ๋นเสวียนฉั่งก็หรี่ตาลงพลางว่า “เจ้ากรมฉินแม้อายุมากอยู่บ้าง แต่ก็เป็นผู้ใหญ่ที่สุขุม อีกทั้งยังได้รับความไว้วางใจจากฮ่องเต้ จึงเหนือกว่าคุณชายรองมู่หรงที่ไร้ยศถาบรรดาศักดิ์ไม่รู้กี่เท่าตัว ถ้าเจ้าได้เป็นฮูหยินของท่านเจ้ากรม ย่อมต้องเพลิดเพลินกับลาภยศไม่รู้จบ พ่อหวังดีต่อเจ้านะ”
ผู้ใหญ่ที่สุขุม? คนอายุเจ็ดสิบก็ต้องมีความเป็นผู้ใหญ่และสุขุมอยู่แล้ว! ผู้ใหญ่ที่ใกล้เข้าโลงสิไม่ว่า
อวิ๋นหว่านชิ่นกลอกตา “บุตรต้องเชื่อฟังบิดา ชิ่นเอ๋อร์ย่อมทำตามที่ท่านพ่อต้องการ”
อวิ๋นเสวียนฉั่งยินดีปรีดายิ่ง คิดไม่ถึงว่าจะราบรื่นถึงเพียงนี้ ลังเลสักพัก ค่อยว่า “เกรงก็แต่ลุงของเจ้านี่สิ ที่ไม่เข้าใจความทุกข์ของพ่อ คิดว่าพ่อเอาเปรียบเจ้า เจ้าก็รู้นิสัยลุงของเจ้าดี ถ้าเขารู้ขึ้นมา ต้องโวยวายจนบ้านแตกแน่...”
อวิ๋นหว่านชิ่นตอบอย่างอ่อนโยน “ท่านพ่อวางใจ ลูกจะไปพูดกับท่านลุงเอง ท่านลุงเอ็นดูลูกมาก ต้องตามใจลูกอยู่แล้ว”
อวิ๋นเสวียนฉั่งที่วันๆ ไม่ค่อยได้พูดจากับลูกสาว พอเห็นลูกสาวรู้ใจเช่นนี้ ก็ยิ้มไม่หุบ “ดี เจ้าจะไปพบลุงเจ้าเมื่อไรก็บอกให้คนเตรียมรถม้าออกจากจวนได้ทันที ต้องการเงินพกติดตัวเท่าไหร่ ก็บอกม่อไคไหลให้ไปห้องบัญชีเอาให้! ช่างเป็นลูกกตัญญูของพ่อจริงๆ!”