ยอดหญิงอันดับหนึ่ง

ยอดหญิงอันดับหนึ่ง: Chapter 003 ตอนที่ 3

#3Chapter 003

ตอนที่ 3 ต่อชีวิตเพื่อร้องทุกข์

ในท้องพระโรง หลังจากฮ่องเต้ได้รับสารรายงานความประพฤติของมู่หรงไท่ ก็ทรงโยนสารลงตรงหน้าท่านโหวอาวุโสมู่หรง

ท่านโหวอาวุโสมู่หรงเสียหน้ามาก พอกลับถึงจวนก็โบยตีมู่หรงไท่ไปชุดหนึ่ง จนมู่หรงไท่เลือดซิบระบมไปทั้งตัว ลุกขึ้นไม่ได้ แล้วท่านปู่ก็นำตัวมู่หรงไท่ไปมอบให้กรมอาญาสอบสวนด้วยตัวเอง

ดังนี้ มู่หรงไท่จึงถูกนำตัวไปคุมขังในคุกหลวง เพื่อดำเนินการตรวจสอบหลักฐานอย่างละเอียดและสำเร็จโทษตามกฎหมาย

ส่วนฮูหยินอาวุโสมู่หรงมู่หรงที่รักหลานอย่างสุดซึ้ง ก็คิดใช้สถานะฮูหยินขุนนางระดับสองในรัชสมัยของจักพรรดิองค์ก่อน ขอร้องให้ฮ่องเต้อภัยโทษให้มู่หรงไท่ พอนางรู้ว่าฮ่องเต้ออกจากพระราชวังไปสักการะบูชาบรรพบุรุษที่วัดหลวง ก็รีบลากสาวใช้ในจวนให้ไปเป็นเพื่อน

ซึ่งอวิ๋นหว่านชิ่นในตอนนั้น ทั้งๆ ที่ป่วยจนเหลือลมหายใจรวยริน กลับเข้าไปขอให้ฮูหยินอาวุโสมู่หรงพาตนไปด้วย แต่กลับถูกฮูหยินอาวุโสมู่หรงปฏิเสธด้วยความรังเกียจ

“สภาพผีตายซากอย่างเจ้า จะทำให้ฝ่าบาทตกใจไปเปล่าๆ!”

อวิ๋นหว่านชิ่นก้มหน้า มุมปากงามพิลาสซ่อนรอยยิ้มเย็นชา หันข้างโค้งกายอย่างอ่อนน้อม “อย่างไรหลานก็เป็นบุตรีคนโตของรองเจ้ากรมกลาโหม คำพูดของท่านพ่อในท้องพระโรง ฝ่าบาทให้ความสำคัญยิ่ง ถ้าหลานในฐานะฮูหยินเอ่ยปากขอให้ทรงเมตตาด้วยตัวเอง ก็ไม่แน่ว่าฝ่าบาทจะทรงเห็นใจ”

หญิงสาวที่อยู่ตรงหน้า จนถึงวันนี้ก็ยังไม่สามารถมีลูกให้หลานรัก แม้ฮูหยินอาวุโสมู่หรงไม่ชอบท่าทางขี้โรคของอวิ๋นหว่านชิ่น พาไปไหนก็รังแต่จะทำให้ขายหน้า ทว่าเพื่อหลานแล้ว จำต้องรับปากอย่างเลี่ยงไม่ได้

พอไปถึงวัดหลวง ฮูหยินอาวุโสมู่หรงก็คุกเข่าลง ทูลขอความเมตตาตรงหน้าฮ่องเต้

อวิ๋นหว่านชิ่นกับเหล่าสาวใช้รีบคุกเข่าลงและหมอบตาม จึงเห็นชายเสื้อชุดยาวสีเหลืองทองปักลายมังกรของชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าพลิ้วไหวอยู่ข้างรองเท้าหุ้มข้อทรงสูงดิ้นทองปักลายมังกรอย่างเลือนราง

ทรงเป็นโอรสสวรรค์ ผู้สามารถกำหนดความเป็นความตายของผู้คน ทรงสามารถชำระแค้นให้ตนได้

อวิ๋นหว่านชิ่นพยายามข่มกลั้นไม่ให้หัวใจตัวเองเต้นแรง ก่อนขยับไปข้างหน้าสองก้าว

ชายหนุ่มในชุดมังกรสายตาไว คล้ายเห็นว่าในหมู่สาวใช้มีคนจ้องมองตนอยู่ จึงหันไปถามขันทีข้างกาย พอรู้สถานะของหญิงสาวก็ทรงขบคิด

หวิ๋นหว่านชิ่นเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แม้เพียงชั่วขณะ แต่นางก็เห็นสีหน้าของชายหนุ่มผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน

ทรงมีสีหน้าอยากรู้อยากเห็น ขี้เล่น ปนชื่นชมอยู่บ้าง

“หม่อมฉันมีเรื่องกราบทูลเพคะ” เสียงของหญิงสาวไม่แข็งและไม่อ่อนจนเกินไป หวานละมุนปานสายธารจากภูเขาที่ค่อยๆ ไหลผ่านดวงใจของชายหนุ่ม

อ้อ ฮูหยินของมู่หรงไท่ น่าสนใจไม่หยอก

ชายหนุ่มลูบแหวนหยกปานจื่อ[footnoteRef:1]วงใหญ่โค้งมนที่สวมอยู่บนนิ้วหัวแม่มือ [1: แหวนหยกปานจื่อ แหวนหยกขนาดใหญ่ ใช้สวมที่นิ้วหัวแม่มือ เพื่อป้องกันไม่ให้นิ้วบาดเจ็บขณะง้างสายยิงธนู]

ฮูหยินอาวุโสมู่หรงคิดไม่ถึงว่าอวิ๋นหว่านชิ่นจะหาญกล้าส่งเสียงขัดจังหวะในการทูลขอความเมตตาของตน จึงหันควับไปมองอย่างดุดัน ขณะกำลังจะส่งสัญญาณให้สาวใช้ข้างๆ ลากนางออกไป ชายหนุ่มก็เอ่ยปากขึ้น

“เชิญฮูหยินน้อยที่ด้านหน้า”

น้ำเสียงทุ้มต่ำกลมกล่อม ดุจสุราชั้นเลิศที่ได้รับการบ่มมาหลายปี ดุจเสียงพิณอันไพเราะเสนาะหู เปี่ยมความอ่อนน้อมถ่อมตน ทว่าแฝงความสูงส่งที่เอื้อมไม่ถึง

อวิ๋นหว่านชิ่นค่อยๆ เดินออกมาโดยมีชูซย่าคอยพยุง พอมายืนข้างฮูหยินอาวุโสมู่หรง ตรงหน้ามหาบุรุษเจ้าเหนือหัว ก็คุกเข่าโขกศีรษะ

แล้วเสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง “เจ้าก็เหมือนสิงฮูหยิน รู้สึกว่าสามีไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงคิดทูลขอความเมตตาหรือ”

เมตตา? หึๆ อวิ๋นหว่านชิ่นกลั้นหายใจ ก่อนออกจากจวน นางได้ทานยาต่อชีวิตไปหลายเม็ด ทำให้มีเรี่ยวแรงพอที่จะบรรยายหลักฐานความผิดของมู่หรงไท่

เงียบไปสักพัก อวิ๋นหว่านชิ่นจึงว่า “หม่อมฉันมิได้มาทูลขอความเมตตาให้สามีเพคะ”

จากนั้น นางก็ค่อยๆ สาธยายความผิดของสามีให้ทุกคนฟังเป็นข้อๆ ซึ่งเหนือความคาดหมายของชายหนุ่มยิ่ง เขาฟังพลางเดินมือไพล่หลังไปหยุดยืนอยู่ด้านข้าง

ฮูหยินอาวุโสมู่หรงตกตะลึงไม่หาย จึงตะโกนอย่างโกรธแค้น “นางสารเลว! นางสารเลว! พูดจาเหลวไหลอะไร!” นางอยากยกมือขึ้นตบหน้าหลานสะใภ้สักฉาดให้หยุดพูดมาก เพราะนางกำลังจะกระอักโลหิตอยู่รอมร่อ ไหนเลยจะคิดว่านางสารเลวแสร้งทำเป็นขอตามมาเพื่อร้องทุกข์!

เมื่อผู้ร่วมเรียงเคียงหมอนออกมาแฉเอง ย่อมมีน้ำหนักกว่ารายงานของขุนนางผู้เป็นศัตรูเป็นไหนๆ! และโอรสสวรรค์ย่อมให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง!

อวิ๋นหว่านชิ่นเชิดหน้ายืดอกอย่างไม่หลบหลีก ร่างอันผอมบางที่ดูไม่เป็นผู้เป็นคนมานานของนางคล้ายกับมีปีกหงส์งอกออกจากแผ่นหลังที่ตั้งตรงอย่างไรอย่างนั้น

ทว่าข้างหูคล้ายไม่เป็นดั่งที่คิด พออวิ๋นหว่านชิ่นหันมอง ก็เห็นแขนที่เงื้อขึ้นสูงของฮูหยินอาวุโสมู่หรง ถูกมือของชายหนุ่มในชุดมังกรทองจับหมับเข้ากลางอากาศ ตามด้วยเสียงค้างในลำคอ “ฝ่า...ฝ่าบาทอย่าฟังนาง...”

“ทหาร พยุงฮูหยินท่านโหวไปพักที่ศาลาด้านข้างหน่อย” เสียงดุจระฆังทองแทรกผ่านเมฆหมอกอันหนาทึบออกมา

เป็นพระบัญชา

ฮูหยินอาวุโสมู่หรงยังไม่ยอม แต่ก็ถูกสาวใช้ในวังที่ตามเสด็จมากึ่งลากกึ่งจูงออกไป

อวิ๋นหว่านชิ่นยังคงไม่กล้ามองหน้าชายหนุ่มตรงๆ แต่โดยสรุป นางสมปรารถนาแล้ว จึงรู้สึกโล่งใจ และยิ้มน้อยๆ อย่างสะใจสุดจะเปรียบ

ชายหนุ่มสังเกตสีหน้าของหญิงสาว ก่อนถามขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ “มู่หรงไท่เป็นสามีเจ้า เมื่อเจ้ามาเปิดโปง ทำลายคนกันเองอย่างเปิดเผยเช่นนี้ เจ้าก็ไม่น่าจะมีจุดจบที่ดี”

นางรู้ตัวดีว่า ร่างกายตนเองมีสภาพเช่นไร ตะเกียงน้ำมันใกล้หมด อย่างมากก็แค่ตาย

อวิ๋นหว่านชิ่นหัวเราะ “มู่หรงไท่ทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ เขาเห็นชีวิตคนเป็นผักปลา ทำผิดกฎหมาย อีกทั้งยังชักชวนบิดาของหม่อมฉันให้เข้าพวกด้วย หม่อมฉันแม้เป็นบุตรสาว แต่ก็อยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร หลายปีมานี้ รู้สึกว่าสามีและบิดาผิดต่อความไว้วางใจที่ฝ่าบาททรงมีให้! ต่อไปถ้าได้เลื่อนขั้นเป็นใหญ่เป็นโต เกรงว่าจะไม่เป็นผลดีต่อบ้านเมือง และอาจกลายเป็นหอกข้างแคร่ของฝ่าบาท หม่อมฉันเป็นภรรยา แต่มิได้เป็นโล่ปกป้องคนเลว ความผิดที่มู่หรงไท่ก่อในหลายปีมานี้ เป็นความจริงทุกประการ มีทั้งพยานและหลักฐานยืนยัน ขอฝ่าบาททรงพิจารณาสำเร็จโทษ เพื่อขจัดภยันตรายให้สังคมอย่างเร่งด่วน!”

นางถึงกับดึงบ้านสกุลอวิ๋นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย! เพราะอย่างไรน้องชายนางก็ถูกบิดาไล่ออกจากบ้านจนไม่รู้ชะตากรรมไปนานแล้ว!

ต่อให้สกุลอวิ๋นมีความผิด น้องชายนางก็ไม่มีเอี่ยวด้วยอย่างแน่นอน! นี่เป็นเรื่องที่อวิ๋นหว่านชิ่นแค้นและเสียใจเป็นที่สุด

เมื่อได้ยินชื่อรองเจ้ากรมอวิ๋น ชายหนุ่มก็ขมวดคิ้ว ทำเอาผู้ตรวจราชการที่ตามเสด็จมาด้วยหูผึ่ง

เพราะตามกฎหมายนั้น การเล่นพรรคเล่นพวกของขุนนาง ถือเป็นความผิดขั้นร้ายแรง

ยิ่งเป็นผู้เกี่ยวพันทางสายเลือด ยิ่งต้องพยายามหลีกเลี่ยง ขุนนางหลายคนหลีกเลี่ยงสถานการณ์อันน่าสงสัย ซึ่งอาจนำไปสู่การตกเป็นผู้ต้องสงสัย ด้วยการแจ้งให้คนในกรมกองที่เกี่ยวข้องทราบ เมื่อมีการจัดงานเลี้ยงรื่นเริงในหมู่ญาติสนิทมิตรสหาย เพื่อให้เบื้องบนสบายใจ

ชายหนุ่มสำรวจมองหญิงสาวที่แลดูอ่อนแอและบอบบาง แต่กลับมีดวงตาน่าเกรงขามและท่าทางเย่อหยิ่ง

...สตรีผู้นี้ คิดจะทำอะไรกันแน่ ถึงได้ลากเอาคนในบ้านลงน้ำไปด้วย

“เจ้าเป็นภรรยาที่อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน แล้วรู้ได้อย่างไรว่าสามีกับบิดาสมคบคิดกัน ข้าเหมือนไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ารองเจ้ากรมอวิ๋นกับมู่หรงไท่ไปมาหาสู่กันเป็นการส่วนตัว”

มีข้อมูลจากผู้ตรวจราชการแผ่นดินกับสายสืบมากมายที่ลอบสืบความสัมพันธ์ของขุนนางและข้าราชการในราชสำนัก ซึ่งเรื่องพ่อตาอวิ๋นเสวียนฉั่งกับลูกเขยมู่หรงไท่สมคบคิดกันนั้น เขาก็พอจะรู้มาบ้าง แต่ที่ถามเพราะรู้สึกว่าน่าสนใจ อยากรู้ว่าหญิงสาวผู้นี้ จะทำให้บิดาของนางและสามีสะดุดล้มอย่างไร

จะเห็นได้ว่า ผู้ที่เป็นโอรสสวรรค์ได้นั้น ต้องมีความคิดความอ่านที่ละเอียดรอบคอบยิ่ง

อวิ๋นหว่านชิ่นเตรียมตัวมาพูดอยู่แล้ว นางคลานมาที่พื้นหินของวัดหลวงแล้วว่า “พอหม่อมฉันแต่งเข้าจวนโหว แม่เลี้ยงไป๋ก็มักพาลูกสาวมาเยี่ยมหม่อมฉันอยู่เสมอ เรื่องนี้ผู้คนในเมืองหลวงต่างรู้กันถ้วนหน้า ต่างยกย่องไป๋ฮูหยินว่าเป็นคนดีมีน้ำใจ ยังคงห่วงใยลูกสาวของฮูหยินใหญ่ผู้ล่วงลับ ส่วนน้องสาวก็ใจดีน่ารัก และรักพี่สาวเช่นกัน...แต่แท้จริงแล้ว เป็นเพียงหมากตาหนึ่ง ด้วยทุกครั้งที่มาจวนโหว สองแม่ลูกจะนำจดหมายจากรองเจ้ากรมอวิ๋นมาส่งให้มู่หรงไท่ เพื่อหารือเรื่องไม่ชอบด้วยกฎหมาย แล้วทุกครั้งแม่เลี้ยงไป๋ก็จะเหนี่ยวรั้งหม่อมฉันให้อยู่แต่ในห้อง เพื่อให้น้องสาวของหม่อมฉันอวิ๋นหว่านเฟยไปหามู่หรงไท่...เรื่องนี้คนในจวนโหวเป็นพยานได้เพราะเห็นกับตา”

ได้ยินเช่นนี้ คนในราชสำนักที่ตามเสด็จมาย่อมต้องดำเนินการตรวจสอบจวนโหวมู่หรง

และต่อให้สืบไม่พบเรื่องอวิ๋นเสวียนฉั่งกับมู่หรงไท่สมคบคิดกัน ก็ต้องสืบพบเรื่องอื้อฉาวที่อวิ๋นหว่านเฟยเป็นชู้กับพี่เขย!

ซึ่งบ้านสกุลอวิ๋นกับอวิ๋นหว่านเฟยต้องอับอายขายหน้าเป็นแน่!

พูดจบ อวิ๋นหว่านชิ่นก็อ่อนล้าหมดเรี่ยวแรง ลำคอมีรสหวาน คล้ายมีอะไรกำลังจะพุ่งออกจากปาก...

โลหิตสีแดงคล้ำพลันกระอักออกมาคำหนึ่ง ตามมาด้วยรอยยิ้มสบายใจ

พอเห็นอาการของนางกำเริบ ชายหนุ่มที่กำลังตั้งใจฟังก็ตกใจ ด้วยเกรงว่านางจะล้มลงหัวกระแทกพื้น จึงยื่นแขนที่แข็งแรงออกไปรับ จนมหาดเล็กและขุนนางผู้ติดตามต้องร้องอุทาน คาดไม่ถึงว่าจะทรงโอบเอวที่เพรียวบางของอวิ๋นหว่านชิ่น ก่อนประคองนางเอาไว้ในอ้อมอก

devc-a3b5dd88-33025ยอดหญิงอันดับหนึ่ง: Chapter 003 ตอนที่ 3