ลิขิตกลกาล: Chapter 011 ตอนที่ 11

#11Chapter 011

เรื่อง Chongsheng Zhi Jiao Nu Guilai

ผู้แต่ง Damo Qi xi

บทที่ 11

ทำโทษ

...เจ็บจะตายอยู่แล้ว...

แม้ว่าซูเหลียนอวิ้นจะไม่แสดงอาการใดๆ ออกทางสีหน้า ดูภายนอกแล้วถือว่ายังคงท่าทีสงบและเด็ดเดี่ยวไว้ได้ แต่ในใจของนางกลับก่นด่าตัวเองนับไม่ถ้วนแล้ว

เมื่อชาติก่อนนางจำความได้ว่าโต๊ะตัวนี้เคยพังไปแล้ว เพราะคนที่ทำมันพังก็คือนางนั่นเอง

ผลของการเล่นสนุกโดยไม่ระวังคือ ผลักโต๊ะตัวนี้ไปโดนผนังห้องจนโต๊ะหักเป็นท่อนๆ เนื่องจากจำนวนโต๊ะในห้องเรียนนั้นมีไม่มาก หากมีโต๊ะหายไปสักตัวจะต้องมีผู้สังเกตได้อย่างแน่นอน นางจึงรีบนำชิ้นส่วนต่างๆ ของเก้าอี้ตัวนี้ประกอบเข้าด้วยกัน จากนั้นจึงนำมันไปซ่อนไว้ที่มุมห้องมุมหนึ่งเพื่อไม่ให้คนจับสังเกตเห็นได้ คาดไม่ถึงว่าวันนี้โต๊ะตัวนี้จะมีประโยชน์อย่างอื่นด้วย

ทำลายหลักฐานทิ้งให้สิ้นซากไปเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน

ทว่า...เมื่อซูเหลียนอวิ้นก้มหน้าเหลือบมองมือของตนแวบหนึ่ง ถึงโต๊ะตัวนี้จะเป็นโต๊ะที่พังไปแล้วก็ตาม แต่ตบลงไปเต็มแรงเช่นนี้ทำให้นางรู้สึกเจ็บไม่น้อยเลยทีเดียว! ซูเหลียนอวิ้นคาดว่ามือของตนต้องบวมเป่งบวมเปล่งแน่ แต่ในเมื่อทำมือตัวเองบวมเช่นนี้เสียแล้ว ไม่ว่าอย่างไรเวลานี้คงต้องอดทนไว้ก่อนแล้วค่อยว่ากันทีหลัง

ในขณะที่หยางอวี้หลินกำลังจะพูดต่อ ตอนนั้นเอง อาจารย์ถงได้ก้าวเข้ามาในห้องพอดี

"พวกเจ้าทำอะไรกันฮึ? สุมหัวเอะอะเสียงดังไร้มารยาท" อาจารย์ถงพูดพลางเดินฝ่ากลุ่มคนเข้ามาด้านใน จึงเห็นภาพหยางอวี้หลินกำลังยืนเหม่อลอยอยู่กับที่ พร้อมซูเหลียนอวิ้นที่ยืนอยู่ด้านข้างซากเก้าอี้ที่แหลกไม่มีชิ้นดีปรักหักพัง จึงเลิกคิ้วขึ้นแล้วเอ่ยว่า "พวกเจ้าทั้งสองคนก่อเรื่องอะไรกันอะไรขึ้น!"

ซูเหลียนอวิ้นรีบเอามือไพล่หลัง ก้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าวพร้อมเอ่ยว่า "อาจารย์เจ้าคะ คุณหนูหยางไม่เชื่อว่าข้ามีวรยุทธ์ ดังนั้นข้าจึงแสดงให้นางดูก็เท่านั้นเจ้าค่ะ" พูดจบก็ถอยหลังไปหนึ่งก้าว ก้มหัวคารวะอาจารย์แล้วไม่พูดสิ่งใดอีก

อาจารย์ถงขึ้นชื่อว่าเป็นปัญญาชนหัวสี่เหลี่ยม ต่อให้เป็นเรื่องเล็กน้อยแต่หากรู้ถึงหูเขาเข้าก็จะต้องโดนสั่งสอนกันถ้วนหน้า หากเขารู้ว่านางมีปากเสียงกับหยางอวี้หลินจนเกือบถึงขั้นลงไม้ลงมือกัน แม้ว่านางจะมีเหตุผล แต่นางคงจะต้องโดนลงโทษด้วยแน่ สุดท้ายแล้วจะกลายเป็นเรื่องที่เดือดร้อนกันทั้งคู่ มิสู้โกหกเล็กๆ น้อยๆ ปิดบังเรื่องราวเมื่อครู่เอาไว้ก่อนดีกว่า

เมื่อพอคิดถึงตรงนี้จึงส่งสายตาไปยังหยางอวี้หลิน

หยางอวี้หลินย่อมรู้สรรพคุณข้อนี้ของอาจารย์ถงเช่นกัน แม้ว่านางจะอยากให้อาจารย์ถงสั่งสอนซูเหลียนอวิ้นให้เข็ด แต่นั่นหมายความว่านางจะพลอยถูกลงโทษไปด้วย จึงฝืนใจเอ่ยอย่างยากเย็นว่า "อาจารย์เจ้าคะ... คุณหนูซูกล่าวมิผิด... เป็นข้าเองจริงๆ ที่อยากรู้ว่าคุนหนูซูมีวรยุทธ์จริงหรือไม่ ไม่มีเรื่องอื่นเกี่ยวข้องเจ้าค่ะ"

แม้ว่าอาจารย์ถงจะสงสัยอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นท่าทีของคนทั้งสองคล้ายไม่ได้พูดโกหก จึงเงยหน้ามองไปด้านนอกเพื่อคะเนเวลา ก็พบว่าตอนนี้สายมากแล้วไม่สามารถใส่ใจเรื่องนี้ต่อได้อีก จึงกระแอมเบาๆ สองที แล้วใช้น้ำเสียงแข็งกร้าวเอ่ยขึ้นว่า

"ที่นี่คือห้องเรียน เป็นสถานที่เรียนหนังสืออันทรงเกียรติ หากเจ้าทั้งสองอยากประลองวรยุทธ์กันล่ะละก็ ไปที่สนามประลองไม่ดีกว่าหรือ? วันนี้ข้าจะไม่เอาโทษเจ้าทั้งสองสักครั้ง แต่หากมีครั้งต่อไปอีก จะไม่ปล่อยไปง่ายๆ แน่"

เมื่อเอ่ยจบจึงจ้องเขม็งไปที่ทั้งสองอีกรอบหนึ่ง จากนั้นจึงหันตัวแล้วเอามือไพล่หลัง เดินไปยังด้านหน้าห้อง โดยไม่สนใจความวุ่นวายเบื้องหลังอีก

ซูเหลียนอวิ้นถอนหายใจโล่งอก

ซากโต๊ะเบื้องหลังของตนถูกสาวใช้ในวังเก็บกวาดไปหมดแต่แรกแล้ว ตอนนี้ห้องจึงกลับมาเป็นระเบียบราวกับไม่เคยเกิดเหตุการณ์ก่อนหน้าขึ้นมาก่อน นางรู้ตัวดีว่าวันนี้นางคงดึงดูดสายตาของทุกคนเป็นพิเศษ ตอนนี้จึงแอบย่องไปนั่งอยู่ที่มุมมุมๆ หนึ่งของห้อง ซ่อนตัวอยู่ตรงนั้น แล้วอ่านหนังสือของตนอยู่อย่างเงียบๆ

แม้ว่าซูเหลียนอวิ้นจะอยากอยู่เงียบๆ แต่ก็มีคนทำลายความปรารถนาของนางลงอีก

"นี่ เจ้าคือซูเหลียนอวิ้นหรือ? ไม่เห็นเหมือนกับที่เขาว่ากันไว้สักนิด"

ซูเหลียนอวิ้นเงยหน้าขึ้นมองสาวน้อยที่กำลังพูดอยู่กับตน นางมีดวงตาสดใสและน้ำเสียงเปิดเผย แววตาของนางไม่แฝงความเจ้าเล่ห์ใด ดูแล้วคงมิใช่คนที่มีแผนการในใจมากนัก น่าเสียดายตรงที่นิสัยการพูดการจาคล้ายไม่ผ่านการคิดมาก่อน แต่ดูแล้วก็ไม่ใช่คนที่มีพิษภัยอะไร

ซูเหลียนอวิ้นจึงพยักหน้าราวกับว่าคำถามเมื่อครู่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับตัวเอง ตอบเสียงเรียบว่า "เป็นข้าเอง มีอะไรหรือไม่?"

"เฮ้อ ข่าวลือเชื่อถือไม่ได้จริงๆ" สีหน้าของสาวน้อยนางนั้นเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน จากนั้นจึงเขยิบเข้ามาใกล้แล้วเอ่ยว่า "ข้าชื่อหลินเหวินเสี่ยว คุณหนูสามของตระกูลรองราชเลขากรมยุทธการ นี่คงเป็นการพบกันครั้งแรกของพวกเรา วรยุทธ์ของเจ้าไม่เลวเลยทีเดียว"

เมื่อซูเหลียนอวิ้นเห็นใบหน้าในระยะประชิดกะทันหันเช่นนั้นก็ตกใจจนกระถดเขยิบถอยไปด้านหลังเล็กน้อย พร้อมกับหัวเราะแห้งๆ “คุณหนูหลินล้อข้าเล่นแล้ว...แค่วรยุทธ์ที่ไม่เอาไหนก็เท่านั้น จะว่าดีได้อย่างไร” พูดจบก็ค่อยๆ ถอยขยับไปด้านหลังเงียบๆ อีกครั้ง เพื่อรักษาระยะห่างให้ไกลมากหน่อย

หลินเหวินเสี่ยวมีท่าทางราวกับกำลังพูดเรื่องน่าตื่นเต้นอยู่ จึงเขยิบเข้ามาอีกพลางตบไหล่ซูเหลียนอวิ้น “โธ่เอ๊ย เจ้าสามารถทำให้โต๊ะพังทลายได้ด้วยฝ่ามือเดียว ยังจะถ่อมตัวอีก ข้าเองก็ชื่นชอบวรยุทธ์มากเช่นกัน ข้าคิดว่าเราสองคนต้องเป็นเพื่อนกันได้แน่”

อาจารย์ถงซึ่งยืนอยู่บนแท่นหน้าห้องที่กำลังยืนอยู่บนแท่นยืนด้านหน้าเริ่มอดรนทนไม่ไหวจึงหันศีรษะมองรอบๆ แล้วเคาะไม้บรรทัดในมือกับผนังห้อง

“ใครกันที่แอบคุยในห้องเรียนไม่ยอมหยุดเสียที! หากข้ารู้ตัว วันนี้จะต้องอยู่คัดบทเรียนที่เรียนไปในห้องสามร้อยจบถึงจะกลับได้!”

เอ่ยจบจึงกวาดตามองลงมายังด้านล่าง เวลานั้นจึงพบว่าทุกสายตามองมาที่ตนอย่างตั้งอกตั้งใจ ไร้เสียงพูดคุยใดอีก เมื่อเห็นเช่นนั้นจึงทำเสียงฟึดฟัด “อย่าคิดว่าพวกเจ้าเป็นลูกหลานเชื้อพระวงศ์แล้วข้าจะไม่กล้าลงมือกับพวกเจ้าเชียว หากผู้ใดไม่เชื่อก็ลองดู ดูซิว่าปากของพวกเจ้ากับไม้บรรทัดในมือข้า อะไรจะแข็งกว่ากัน”

ตอนนี้หลินเหวินเสี่ยวเองก็ไม่กล้าพูดอะไรเช่นกัน ได้แต่หยิบตำราขึ้นมาบังหน้าไว้ แล้วหันมาแลบลิ้นให้ซูเหลียนอวิ้น จากนั้นหยิบพู่กันขึ้นมาเขียนข้อความบนกระดาษว่า

“อาจารย์ถงเป็นคนน่ารำคาญนัก แต่เจ้ากับข้าถือว่าเป็นเพื่อนกันแล้ว วันหลังหากมีโอกาสข้าจะต้องแวะเวียนไปหาเจ้าที่เรือน” พอเขียนจบจึงส่งกระดาษให้กับให้ซูเหลียนอวิ้น

ซูเหลียนอวิ้นรับกระดาษแผ่นนั้นมาอ่านข้อความ นางรู้สึกว่าน่าขันอยู่บ้าง ทว่ายังคงเขียนตอบกลับด้วยท่าทีตั้งใจ

“ได้สิ หากมีโอกาสข้าจะต้องเชิญเจ้าแน่ แต่ตอนนี้ตั้งใจเรียนก่อนเถอะ วันนี้ข้าเกือบโดนลงโทษไปครั้งหนึ่งแล้ว อย่าให้อาจารย์ต้องเพ่งเล็งข้าอีกเลย”

หลินเหวินเสี่ยวรับกระดาษกลับมา แล้วยิ้มจนตาแทบปิด จากนั้นค่อยๆ พับกระดาษแผ่นนั้นเก็บเอาไว้ในอก

แม้ว่าเนื้อหาในห้องเรียนจะน่าเบื่อเต็มที แต่อย่างไรก็ต้องถึงเวลาสิ้นสุด

ในที่สุดอาจารย์ถงก็เก็บหนังสือมาถือไว้ในมือ และประกาศว่าวันนี้เรียนถึงเพียงเท่านี้ก่อน

ซูเหลียนอวิ้นได้ยินดังนั้นจึงบิดขี้เกียจ นางนั่งนิ่งๆ แบบนี้มาสองชั่วยามจนรู้สึกว่าทั้งตัวนางแข็งไปหมดแล้ว

ตอนที่ซูเหลียนอวิ้นกำลังจะเก็บกระเป๋าหนังสือ หยางอวี้หลินก็รีบเดินตรงดิ่งเข้ามาหานาง “วันนี้เจ้าโกหกอาจารย์ แต่ได้ข้าช่วยเจ้าปิดบังไว้ หากเจ้าฉลาดคงรู้ว่าจะต้องทำตัวเช่นไรกระมัง”

มือของซูเหลียนอวิ้นที่กำลังเก็บของชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อฟังหยางอวี้หลินพูดจบก็ทำเป็นยุ่งอยู่กับการเก็บของต่อราวกับไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น

“นี่ ข้าพูดกับเจ้าอยู่นะ” พอหยางอวี้หลินเห็นว่าไม่มีผู้ใดสนใจนาง จึงเอามือตบโต๊ะราวกับต้องการให้รู้ว่ามีนางยืนอยู่ตรงนี้

devc-a3b5dd88-33025ลิขิตกลกาล: Chapter 011 ตอนที่ 11