ลิขิตกลกาล

ลิขิตกลกาล: Chapter 012 ตอนที่ 12

#12Chapter 012

เรื่อง Chongsheng Zhi Jiao Nu Guilai

ผู้แต่ง Damo Qi xi

บทที่ 12

บอกเป็นนัย

ซูเหลียนอวิ้นสูดหายใจเข้าลึกๆ เอ่ยปากเป็นเชิงขบขันว่า "คุณหนูหยางยังสาวอยู่แท้ๆ แต่ความจำกลับมีปัญหาเสียแล้ว เพิ่งผ่านมาได้เพียงสองชั่วยามก็ลืมสิ่งที่ข้าพูดไว้ก่อนหน้านี้แล้วหรือ?" พูดจบซูเหลียนอวิ้นก็ยื่นมือออกไปลูบโต๊ะแล้วเคาะสองสามที

"ข้า..."

แน่นอนว่าหยางอวี้หลินไม่ได้ลืม เพียงนางรู้สึกว่าเรื่องนี้อัดอั้นอยู่ในอกของตนจนนางเริ่มรู้สึกไม่สบายตัว หากไม่หาทางปลดปล่อยออกมา พรุ่งนี้นางจะมาที่ห้องเรียนได้อย่างไรกัน? สายตาเยาะเย้ยถากถางของทุกคน ล้วนอยู่ในสายตาของนางทั้งสิ้น

"อึกอักอะไร เจ้าชั่งน่ารำคาญนัก" ซูเหลียนอวิ้นยังไม่ทันได้เอ่ยคำ หลินเหวินเสี่ยวที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ทนดูต่อไม่ได้จึงพูดแทรกขึ้น

"ทำไม เจ้าอยากหาที่ระบายหรือ? เช่นนั้นเจ้าต้องดูตัวเองด้วยว่าคู่ควรจะทำหรือไม่ แม่ของเจ้ายังไม่ได้ถูกแต่งตั้งเป็นฮูหยินใหญ่มิใช่หรือ? อะไรกัน นี่เจ้าชูคอราวกับเป็นคุณหนูเรือนใหญ่ไปแล้ว? เจ้าต้องหัดส่องกระจกดูเงาตัวเองเสียบ้าง"

เมื่อพูดถึงตรงนี้ หลินเหวินเสี่ยวคล้ายนึกเรื่องตลกอื่นขึ้นมาได้อีก "จริงสิ หากใต้เท้าหยางรู้ว่าคุณหนูรองหยางทำสิ่งใดลงไปบ้างในวันนี้จะรู้สึกเช่นไรบ้าง ที่คุณหนูรองวางท่าอวดดีได้เสียขนาดนี้"

"พวกเจ้า พวกเจ้า...พวกเจ้ากลั่นแกล้งข้าเกินไปแล้ว" พอหยางอวี้หลินได้ยินน้ำเสียงข่มขู่แกมถากถางเช่นนี้แล้วจะกล้าพูดสิ่งใดต่อได้ จึงทำได้เพียงเรียกพวกนางอย่างชิงชังคำหนึ่ง จากนั้นจึงรีบบึ่งออกจากห้องเรียนไปอย่างรวดเร็ว

"เฮอะ" หลินเหวินเสี่ยวแค่นน้ำเสียงเย็นชาราวกับเป็นฝ่ายชนะสงคราม นางปัดมือตัวเองเข้าด้วยกัน พอเห็นหยางอวี้หลินลับตาไปแล้วจึงหันกลับมาเอ่ยว่า "เจ้าใจดีเกินไปแล้ว เจอคนเช่นนี้อย่าได้ปล่อยไว้หรือออมมือให้เด็ดขาด ต้องด่าให้รู้สำนึกจึงจะถูก ถ้าไม่เห็นแก่ฐานะของบิดานางข้าคงลงมือกับนางไปแล้ว"

ซูเหลียนอวิ้นเพียงรู้สึกว่ามีเหงื่อเย็นๆ ไหลลงมาตามหน้าผากตน...

เดิมทีนางคิดว่าคงไม่มีใครกล้าหาญเท่าตัวเองอีกแล้ว คิดไม่ถึงเลยว่าเมื่อเทียบกับหลินเหวินเสี่ยวแล้วตนดูกระจอกไปเลย แต่สุดท้ายยังคงยิ้มออกมาแล้วกล่าวขอบคุณ "อืมๆ ...ตกลง อย่างไรข้าก็ขอขอบใจเจ้ามากที่มีน้ำใจช่วยเหลือกัน"

"โธ่เอ๊ย ขอบใจอะไรกันเล่า เจ้ารีบกลับเถิด นั่นคือสาวใช้ของเจ้าใช่หรือไม่? เห็นรอเจ้าอยู่ด้านนอกนานแล้ว พรุ่งนี้พวกเราค่อยคุยกันก็ได้" พูดจบหลินเหวินเสี่ยวจึงตบไหล่ของซูเหลียนอวิ้นด้วยท่าทีเป็นกันเอง จากนั้นทั้งคู่จึงแยกย้ายกันไป

"คุณหนู" เมื่อหลีมู่เห็นว่าในห้องเรียนไม่มีผู้ใดแล้วก็รีบเดินข้ามธรณีประตูเข้ามา แล้วเอ่ยว่า "คุณหนูเจ้าคะ เมื่อครู่คนของฮองเฮามาแจ้งข่าวว่า ฮองเฮาทรงมีพระประสงค์ให้คุณหนูมาพบที่พระราชวังเฟิ้งเตี๋ยก่อนกลับเจ้าค่ะ"

"ฮองเฮาหรือ...?" ซูเหลียนอวิ้นเอ่ยขึ้นราวพึมพัมพึมพำกับตัวเองแล้วเหลือบมองก้มหน้าไปยังไหล่ด้านที่หลินเหวินเสี่ยวเพิ่งจะตบไป จากนั้นจึงครุ่นคิดถึงสาเหตุที่ตนถูกเรียกไปเข้าเฝ้าตอนนี้ เพราะหากไม่ทำความชอบอะไรไว้ นางจะถูกเรียกเข้าเฝ้าได้อย่างไร

จู่ๆ ก็อยากพบนางอย่างนั้นงั้นหรือ?

ตอนนั้นเองซูเหลียนอวิ้นรู้สึกว่าตาขวาของตนกำลังกระตุก

................................

ณ พระราชวังเฟิ้งเตี๋ย

“เด็กดี เจ้ามาเสียที ร่างกายของเจ้าดีขึ้นแล้วหรือ?” เมื่อซูเหลียนอวิ้นก้าวเท้าเข้าไปในพระราชวังเฟิ้งเตี๋ย ฮองเฮาเกาอู่เตี๋ยก็เสด็จลงมาแล้วจูงมือนางเดินขึ้นไปยังพระที่นั่ง นางเดินพลางกล่าวขึ้นว่า “แม้ว่าเจ้าจะใจร้อนอยากเรียนแต่ก็ไม่ควรฝืนตัวเองเช่นนี้ เจ้ายังเด็กอยู่ อย่าปล่อยตัวแบบนี้ หากรอจนอายุเท่าข้าแล้วเพิ่งจะเริ่มใส่ใจรักษาโรคที่เจ็บป่วยออดๆ แอดๆ มาตั้งแต่ยังสาวก็เกรงว่าจะสายไปเสียแล้ว”

เวลานี้เมื่อซูเหลียนอวิ้นนั่งลงบนพระที่นั่งแล้ว นางรู้สึกคล้ายกับว่ามีตะปูทิ่มแทงนางอยู่ ทำให้รู้สึกว่านั่งไม่ค่อยสบายเท่าไหร่นัก เนื่องจากในชาติก่อนนางพยายามเอาอกเอาใจฮองเฮาอย่างมาก แต่ฮองเฮากลับไม่เคยปฏิบัติต่อนางดีเช่นนี้ ทว่าวันนี้กลับมีท่าทีสนิทสนมเช่นนี้จึงเป็นสาเหตุให้นางรู้สึกไม่คุ้นชิ้นชินเท่าใดนัก

เสียงเตือนในตัวนางเริ่มส่งสัญญาณดังขึ้น

พอซูเหลียนอวิ้นฟังฮองเฮาพูดจนจบ ก็ครุ่นคิดเงียบๆ หาทางคลายมือของตัวเองออกมา พลางเอ่ยว่า “ ฮองเฮาถ่อมตัวเกินไปแล้วเพคะ ตอนนี้พระองค์ยังทรงอ่อนเยาว์ราวกับเป็นพี่สาวของหม่อมฉันคำว่าชรายังห่างไกลนักเพคะ ดูไม่แก่เลยสักนิดเพคะ”

“เจ้าเด็กคนนี้...” เกาอู่เตี๋ยมีท่าทีราวกับกำลังฟังเรื่องที่น่าเพลิดเพลินอยู่ จึงเอามือป้องพระโอษฐ์พลางแย้มสรวล “เจ้าปากหวานยิ่ง ว่าแต่อาการของเจ้าดีขึ้นแล้วจริงหรือ? เจ้าอย่าได้เก็บความทุกข์ใจเอาไว้คนเดียว หากเจ้ามีเรื่องอะไรสามารถพูดกับข้าได้เช่นกัน”

“ไม่มีเพคะ” ซูเหลียนอวิ้นรีบโบกมือปฏิเสธ “ร่างกายของหม่อมฉันหายดีแล้ว ขอพระองค์โปรดอย่ากังวลพระทัย”

เกาอู่เตี๋ยจึงพยักศีรษะ “เช่นนั้นก็ดีแล้ว วันนี้ที่ข้าเรียกเจ้ามาก็เพราะอยากรู้ว่าอาการของเจ้าดีขึ้นแล้วหรือไม่ หากเจ้าหายดีแล้วข้าจะได้หมดห่วง” เมื่อพูดเรื่องนี้จบก็ยังคงชวนซูเหลียนอวิ้นพูดคุยเรื่องสัพเพเหระต่อ

โชคดีที่ความทรงจำของซูเหลียนอวิ้นเมื่อชาติก่อนยังคงอยู่ จากการที่นางชอบแอบฟังเรื่องราวต่างๆ ของเกาอู่เตี๋ย ตอนนี้นางจึงสามารถพูดคุยได้อย่างไหลลื่น ไม่มีความตื่นเต้นหรือคำถามใดที่นางตอบไม่ได้เลย

“กราบทูลฮองเฮา” ขณะที่ฮองเฮากำลังพูดคุยกับซูเหลียนอวิ้นอย่างออกรสอยู่นั้น ขันทีน้อยคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามารายงานว่า “ขุนพลซูซึ่งรออยู่ด้านนอกวังกราบทูลว่าตอนนี้เป็นเวลาอันสมควรแล้ว จึงจะขอรับคุณหนูซูกลับจวน ตอนนี้ได้รออยู่ที่ด้านนอกวังแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

ตอนนั้นเองเกาอู่เตี๋ยเพิ่งจะได้มองออกไปด้านนอกเพื่อดูเวลา จากนั้นจึงถอนใจแล้วกล่าวอย่างเสียดายว่า “คราวนี้ข้าสนทนากับเจ้าสนุกยิ่งนัก หากครั้งหน้ามีโอกาสเราค่อยคุยกันใหม่เถิด ตอนนี้พี่ชายของเจ้าคงรอจนร้อนใจแย่แล้ว เจ้ารีบกลับจวนเถิด”

เฮ้อ...ซูเหลียนอวิ้นได้ยินดังนั้นก็โล่งใจที่พี่ชายของนางมาพอดี ขืนคุยกันต่อไปนางก็ไม่รู้ว่าจะหยิบยกเรื่องใดออกมาคุยกันอีกแล้ว แต่แม้ว่านางจะรู้สึกโล่งใจ แต่รอยยิ้มของนางยังคงปรากฏอยู่บนใบหน้าดังเดิมแล้วเอ่ยว่า “หม่อมฉันมีโอกาสได้สนทนากับฮองเฮาถือเป็นวาสนาของหม่อมฉัน ฮองเฮาไม่ทรงรังเกียจที่หม่อมฉันพูดมากก็ถือว่าดีกับหม่อมฉันมากแล้วเพคะ”

“เจ้าดูสิ ซิ่งหยวน นางช่างชั่งพูดเก่งนัก” เกาอู่เตี๋ยเอ่ยพร้อมรอยยิ้มที่ปรากฏอยู่ในแววตาของนาง

“บ่าวก็รู้สึกเช่นกันเพคะ” นางกำนัลที่ยืนอยู่ด้านหลังเกาอู่เตี๋ยพูดขึ้นเป็นครั้งแรก “ฮองเฮาทรงประทับอยู่ในวังคนเดียวเช่นนี้ต้องเหงาเป็นธรรมดา หากได้คุณหนูซูมาเป็นเพื่อนคุยประจำคงจะดีมากทีเดียวนะเพคะ”

“ใช่แล้ว” เกาอู่เตี๋ยถอนหายใจ แล้วหันหน้ามองไปทางซูเหลียนอวิ้นอย่างเสียดาย “เจ้าเป็นเด็กดีขนาดนี้ หากเจ้าเป็นลูกสาวของข้าก็คงดี ”

“เหอะๆ...” ตอนนี้ซูเหลียนอวิ้นอยากตอบรับคำแต่ไม่รู้จะตอบว่าอะไรดี

คำพูดนี้ของฮองเฮาหมายความเช่นไร? ต้องการนางมาเป็นลูกสาว? นี่เป็นคำพูดล้อเล่นหรือจริงจังกันแน่? ตอนนี้ฮองเฮาก็ยังไม่มีลูกเป็นของตนเอง มีเพียงผู้เดียวที่พอจะนับเป็นลูกของนางได้

คนผู้นั้นก็คือต้วนเฉินเซวียน

พอนึกถึงชื่อนี้จิตใจของซูเหลียนอวิ้นก็เริ่มห่อเหี่ยว ชาตินี้ไม่ว่าจะพูดถึงเรื่องอะไร นางล้วนไม่อยากให้ชื่อของนางต้องไปข้องเกี่ยวกับคนผู้นี้ แต่ความหมายแฝงในคำพูดของฮองเฮา...นางพอเข้าใจได้ลรางๆ แต่ก็กลัวว่าตนจะคิดไปเอง จนไม่รู้จะวางตัวเช่นไร

“หม่อมฉันมิบังอาจมิกล้าเป็นบุตรสาวของฮองเฮาเพคะ หากท่านแม่ของข้ารู้เข้า ท่านแม่ต้องจัดการข้าแน่ พระองค์ก็ทรงทราบดีว่าแม่ของหม่อมฉันขี้น้อยใจที่สุดแล้ว”

devc-a3b5dd88-33025ลิขิตกลกาล: Chapter 012 ตอนที่ 12