ลิขิตกลกาล: Chapter 018 ตอนที่ 18
เรื่อง Chongsheng Zhi Jiao Nu Guilai
ผู้แต่ง Damo Qi xi
บทที่ 18
ปรากฏตัว
“ท่านพี่ ท่าน...” ซูเหลียนอวิ้นหันหน้ากลับมาแล้วหรี่ตามอง ทว่าเพียงครู่เดียวเท่านั้นนางก็หัวเราะออกมา “ทำไมจู่ๆ ท่านพี่ถึงได้ถามคำถามนี้เจ้าคะ? คนผู้นั้นเกี่ยวอะไรกับข้า คิดๆ ดูแล้วไม่มีสิ่งใดข้องเกี่ยวกับข้าเลยไม่ใช่หรือ?”
หากตั้งใจฟังอย่างถ้วนถี่แล้ว จะสังเกตได้อย่างง่ายดายว่าน้ำเสียงของซูเหลียนอวิ้นจากเดิมที่เนิบนาบเย็นชาเริ่มสั้นและห้วนมากขึ้น คล้ายกับรีบร้อนอยากปกปิดอะไรบางอย่าง
ทว่าซูมั่วเยี่ยในตอนนี้กลับมิได้ใส่ใจรายละเอียดปลีกย่อยเหล่านี้มากนัก เขาเพียงเงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยอย่างตื่นเต้นว่า “จริงหรือ? น้องหญิงพูดออกมาตามตรงเถิด เจ้ามิได้ชอบตัต้วนเฉินเซวียนจริงๆ ใช่หรือไม่?”
“จะชอบได้อย่างไรเล่า” ซูเหลียนอวิ้นแหงนหน้ามองฟ้า “ท่านพี่คิดมากเกินไปแล้วเจ้าค่ะ”
แม้ว่าเวลาที่นางเอ่ยชื่อนี้ขึ้นมาในใจของนางอาจจะรู้สึกถึงอาการผิดปกติไปจากเดิมอยู่บ้าง แต่นางเชื่อว่าเรื่องแบบนี้พอพูดวนหลายๆ รอบก็คงชินไปเอง ดังนั้นจึงเอ่ยปากพูดออกไปเลยดีกว่า
“ท่านพี่เจ้าคะ” ซูเหลียนอวิ้นจ้องมองไปทางซูมั่วเยี่ยแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “สำหรับข้าในตอนนี้ ไม่มีความรู้สึกพิเศษใดๆ กับคุณชายต้วนเฉินเซวียนเลยแม้แต่น้อย ท่านพี่วางใจเรื่องนี้ได้ ผู้อื่นจะว่าอย่างไรข้าก็ไม่สน เพราะถึงอย่างไรข้าคงสนใจเรื่องราวมากมายเช่นนั้นไม่ไหวอยู่แล้ว ดังนั้นท่านพี่อย่าได้เชื่อคำพูดเหลวไหลที่ทำให้ข้าเสื่อมเสียชื่อเสียงพวกนั้นเลยนะเจ้าคะ หากแม้แต่ท่านพี่ยังไม่เชื่อ ข้าคงจะเสียใจมาก” พูดจบซูเหลียนอวิ้นก็ทำท่าคล้ายเช็ดน้ำตาและทำน้ำเสียงตัดพ้อ
“เอ่อ ไม่ใช่ ไม่ใช่” ซูมั่วเยี่ยพูดตะกุกตะกักพร้อมโบกมือปฏิเสธ “ข้ากับท่านย่ากลัวว่าน้องหญิงตัวน้อยๆ เช่นเจ้าจะโดนชายชั่วหลอกหลวง น้องหญิงงดงามสวยมากเยี่ยงนี้ ผู้ที่ต้องตาต้องใจในตัวเจ้าคงมีไม่น้อย อีกอย่างชื่อเสียงของต้วนเฉินเซวียนในเมืองหลวงก็...เอาเป็นว่าไม่ได้คิดอะไรก็ดีแล้ว”
“อื้ม...” ซูเหลียนอวิ้นเอ่ยพลางก้มหน้าเพื่อปิดบังความรู้สึกทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในดวงตาของตน “ไม่ได้คิดอะไรก็ดี เช่นนั้นพวกเรากลับมาว่าเรื่องของพวกเรากันต่อเถิด วันนี้ท่านพี่จะสอนอะไรข้าหรือ?” แม้ว่าซูเหลียนอวิ้นจะคิดว่าการสนทนาจะช่วยให้ชินชาและลืมเลือนความเจ็บปวดภายในจิตใจไปได้พูดบ่อยๆ จะทำให้ชินไปเองหรือไม่ก็อาจจะปรับตัวจนชินชากับความเจ็บปวดทิ่มแทงใจนั้นได้
แต่ในสุดท้ายก็ไม่เป็นเช่นนั้น...
อีกทั้ง...นางอดหัวเราะเยาะตัวเองไม่ได้ที่เมื่อครู่จิตใต้สำนึกของนางคิดจะเอ่ยค้านซูมั่วเยี่ยออกไปว่าต้วนเฉินเซวียนไม่ใช่คนแบบนั้น ยังดีที่ห้ามตัวเองไว้ทัน มิเช่นนั้นคงยากที่จะหาข้อแก้ตัวได้ก็คงคิดไม่ทันว่าจะแก้ตัวอย่างไรแล้ว
ซูมั่วเยี่ยแม้ว่าจะกำลังสอนท่าทางการต่อสู้อยู่ ทว่ายังแอบสังเกตท่าทีของซูเหลียนอวิ้นไปด้วย เขาจึงเห็นว่าใจนางนางใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวสักเท่าไหร่หากเทียบกับเมื่อวาน เขาจึงสอนไปเพียงสองกระบวนท่าแล้วหยุด
“น้องหญิง เมื่อเช้านี้พี่ได้พูดอะไรไม่ดีจนทำให้เจ้าไม่ชอบใจหรือไม่? พี่ก็แค่ร้อนใจเท่านั้น...เจ้า...พี่ไม่ได้ไม่เชื่อเจ้านะ”
“เอ๊ะ?” ซูเหลียนอวิ้นเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าไม่เข้าใจเรื่องราว “ท่านพี่พูดว่าอะไรนะเจ้าคะ?” เสียงของซูมั่วเยี่ยเมื่อครู่ค่อนข้างเบา บวกกับตัวนางเองที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ดังนั้นนางจึงไม่ได้ยินจริงๆ ว่าเมื่อครู่ซูมั่วเยี่ยพูดว่าอะไร
“ไม่ ไม่มีอะไร.....” ซูมั่วเยี่ยเกาศีรษะ “ข้าแค่บอกว่าเวลาก็ล่วงเลยไปมากแล้ว พวกเราเตรียมตัวเดินทางกันเถิด”
“เจ้าค่ะ”
...................................
ณ จวนจิ้งอันโหว
"คุณชายขอรับ" ชายรับใช้โค้งตัวคารวะคำนับ "วันนี้คุณชายจะไปห้องเรียนหรือไม่?"
"ฮะ?" ต้วนเฉินเซวียนที่กำลังเช็ดกระบี่ของตนอยู่ในป่าไผ่นั้น เมื่อได้ยินเสียงคนพูดกับตน ประกายในตาของเขาจึงสั่นไหว จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นแล้วมองไปยังชายรับใช้ที่อยู่เบื้องหน้าพลันหัวเราะออกมา "ฮ่าๆ หลินอั้น เจ้าเป็นคนมากพิธีแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? มีอะไรก็พูดมาตามตรง"
ชายรับใช้นามว่าหลินอั้นเหม่อมองมุมปากที่หยักยิ้มของต้วนเฉินเซวียน แม้ว่าเขาจะเห็นหน้าคุณชายทุกวัน แต่ภาพคุณชายที่กำลังนั่งอย่างสงบท่ามกลางป่าไผ่นั้น ช่วยส่งเสริมให้กิริยาขับให้เห็นถึงกิริยาอันสง่างามสูงส่งเหนือปุถุชนโดดเด่นขึ้น ประกอบเมื่อบวกกับกระบี่ที่ส่องประกายวาววับวิบวับด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เขาดูเข้มแข็งองอาจ ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็มิอาจเข้าใจได้ว่าเพราะเหตุใดทำไมบนโลกมนุษย์ถึงได้มีบุรุษที่ผู้สง่างามหมดจดเช่นนี้ได้ มิน่าเล่าสตรีในเมืองหลวงพวกนั้นต่างก็ร่ำร้องที่จะแต่งงานกับคุณชายให้ได้ เพื่อให้ได้มาซึ่งเจ้าของใบหน้านี้ พวกนางสามารถละทิ้งเรื่องราวทุกอย่างไปสิ้นได้
"เจ้าเหม่อด้วยเหตุอันใดหรือเรื่องอะไรอยู่" ต้วนเฉินเซวียนขมวดคิ้วอย่างไม่ค่อยพอใจนัก
"อ๋อ? เปล่าขอรับ" เวลานี้หลินอั้นหลุดจากภวังค์แล้ว จึงเงยหน้าขึ้นเหลือบตามองคุณชายของตนที่เริ่มมีสีหน้าสะกดกลั้นโทสะอดกลั้นเจือโทสะ จากนั้นเขาจึงห้ามตัวเองไม่ให้เสียดายไม่ได้
คนอย่างคุณชาย...เหมาะกับการมองเพียงชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้นจริงๆ
"ข้าเพียงจะถามว่าวันนี้คุณชายจะไปห้องเรียนหรือไม่?"
"วันนี้? วันนี้มีโอกาสพิเศษอะไรหรือ?" ต้วนเฉินเซวียนขมวดคิ้วไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง แต่ในความทรงจำของเขากลับไม่พบว่าวันนี้เป็นวันสำคัญอะไร
"เอ่อ คือว่า" เมื่อหลินอั้นเห็นว่าไม่เป็นผลจึงรีบอธิบายว่า "คุณชายลืมแล้วหรือว่าเมื่อวานฮองเฮาเรียกคุณหนูซูเข้าเฝ้า?"
"คุณหนูซู...? ซูเหลียนอวิ้นหรือ?" ในหัวของต้วนเฉินเซวียนพลันปรากฏใบหน้าเอ๋อๆ ของซูเหลียนอวิ้นขึ้น เจ้าตัวถึงกับพลันตกใจ "ฮองเฮาเรียกนางเข้าเฝ้าทำไมกัน?"
อย่าบอกว่าฮองเฮากำลังหาจะคู่หมั้นให้ตนอีกแล้ว เขายังอดทนไม่มากพออีกหรือ? แล้วยังจะมา...... เขาอดทนมามากพอแล้ว? และก็...ต้วนเฉินเซวียนมีแววตาครุ่นคิด เรื่องที่ฮองเฮากับอันเพ่ยอิงเป็นเพื่อนสนิทกันนั้นไม่ถือเป็นความลับอันใด หากเรื่องที่น่ากังวลใจในตอนนี้คือ...ฮองเฮาอาจจะยกเขาให้ใครง่ายๆ ต่างหากก็มิใช่ความลับอะไร ตอนนี้เขากำลังกลัวอย่างยิ่งว่าฮองเฮาจะยกเขาไปง่ายๆ เช่นนี้
"ไปเตรียมม้า! วันนี้ข้าจะไปวังหลวง"
..................................
ภายในห้องเรียน
หลังจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อวาน วันนี้บรรยากาศในห้องเรียนจึงเงียบสงบขึ้นมาก เมื่อซูเหลียนอวิ้นเข้ามาภายในห้องจึงเห็นเพียงภาพที่ทุกคนกำลังสนทนาพูดคุยกันเบาๆ และไม่มีภาพของการจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันให้เห็นแล้ว
รอยยิ้มจึงปรากฏบนริมฝีปากของซูเหลียนอวิ้น ทว่าเพียงครู่เดียวนางก็กลั้นไว้ได้ทันที
แบบนี้ต่างหากที่ถูกต้อง! หากวันนี้ยังมีใครไม่รู้จักสงบปากสงบคำไม่ดูตาม้าตาเรือหรือยังรู้สึกไม่หลาบจำ และยังกล้าหาเรื่องนางอีก นางก็พร้อมที่จะลงมืออีกครั้ง
อาจารย์ถงมาถึงห้องเรียนตรงเวลาดังเดิม เมื่อเห็นว่านักเรียนนั่งรอกันอย่างสงบก็พอใจอย่างยิ่ง ถึงขนาดที่ว่าไม่มีการบ่นเรื่องจุกจิกใดๆ ให้ได้ยินก่อนสอนเลย จากนั้นจึงเริ่มเข้าบทเรียนทันที
"ผู้กตัญญูบิดามารดาเชื่อฟังพี่ชาย แต่ต่อต้านเจ้านาย คนเยี่ยงนี้มีน้อยนัก ผู้ที่ไม่เคยต่อต้านเจ้านาย แต่ก่อกบฏ ไม่เคยปรากฏ..." ในขณะที่อาจารย์ถงกำลังยืนบรรยายอยู่บนแท่นอย่างออกรสอยู่นั้น กลับมีเสียงกระดากหูของคนผู้หนึ่งแทรกขึ้นพร้อมก้าวอาดเข้ามา
"ท่านอาจารย์ ข้ามาสายโปรดอภัยด้วย" ต้วนเฉินเซวียนยืนกล่าวเสียงดังอยู่ตรงปากประตู แม้ว่าปากเขาจะเอ่ยคำว่า ‘"ขออภัย’" แต่ใบหน้าของเขากลับแสดงถึงแววตาที่เด็ดเดี่ยวยิ่งนักอาจหาญ ไม่ว่าผู้ใดพบเห็นก็คงไม่เชื่อว่าคนผู้นี้กำลังขอโทษผู้อื่นอยู่
การปรากฏตัวกะทันหันของต้วนเฉินเซวียน ทำให้ภายในห้องเริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อื้ออึงทำให้บรรยากาศภายในห้องเริ่มเอะอะขึ้น
"เป็นคุณชายต้วนหรือ!"
"เขาไม่ได้มาที่นี่นานแล้วมิใช่หรือ เหตุใดวันนี้ถึงโผล่มาได้เล่า?"
"พวกเจ้าว่าเกี่ยวกับเรื่องเมื่อวานหรือไม่? แม่หยางอวี้หลินคงดึงเอาเพราะแม่หยางอวี้หลินดันลากคุณชายต้วนของพวกเราเข้ามาเกี่ยวด้วย" แม้ว่าผู้พูดจะเอ่ยเสียงเพียงแผ่วเบาให้เบา แต่ก็ฟังออกว่านางกำลังสาแก่ใจสะใจที่เห็นผู้อื่นตกที่นั่งลำบาก เมื่อพูดจบก็มองไปที่หยางอวี้หลินด้วยท่าทีเห็นอกเห็นใจ