ลิขิตกลกาล: Chapter 017 ตอนที่ 17
เรื่อง Chongsheng Zhi Jiao Nu Guilai
ผู้แต่ง Damo Qi xi
บทที่ 17
ส่งคืน
ในขณะที่กำลังกล่าวเรื่องนี้อยู่ อันเพ่ยอิงก็ลุกขึ้นยืนแล้วหยิบกำไลอันที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาพินิจพิจารณาผ่านแสงของเปลวเทียนที่สาดส่องอยู่ทั่วบริเวณ ทำให้กำไลวงนี้ยิ่งส่องประกายระยิบระยับต่างจากกำไลทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
“อ่อ อันนี้นี่เอง” ซูเหลียนอวิ้นเอ่ยขึ้นโดยแสร้งทำท่าทางราวกับไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร “วันนี้ลูกมีโอกาสไปเข้าเฝ้าฮองเฮามาเจ้าค่ะ ฮองเฮาเลยส่งของสิ่งนี้ใส่ในมือลูกแล้วบอกกับลูกว่านี่เป็นของเล็กน้อยไม่ได้มีค่ามากมายอะไรจึงมอบให้ลูกนำกลับไปใส่เล่นๆ เจ้าค่ะก็เท่านั้น”
ซูเหลียนอวิ้นทำตาใสราวกับไม่รู้เรื่องราวใดจริงๆ นางทำท่าทางราวกับหญิงสาวทั่วไปที่พบเห็นสิ่งของสวยงามจึงอยากถือติดมือกลับมาด้วยก็เท่านั้น
“เช่นนี้เองหรือ...”
อันเพ่ยอิงพยักหน้าแล้วเอ่ยขึ้นอย่างลังเล หลังจากที่มองเห็นสายตาที่ไม่คล้ายว่ากำลังโกหกของลูก “ในเมื่อเป็นสิ่งที่ฮองเฮาประทานให้เจ้า เจ้าก็ต้องดูแลให้ดีๆ จึงจะถูก อย่าให้เป็นแบบเมื่อครู่อีก หากไม่มีพรมรองไว้กำไลวงนี้คงตกแตกไปแล้ว” เมื่ออันเพ่ยอิงพูดจบก็เอามือลูบไปตามลวดลายของกำไลและแอบถอนใจ
“เก็บไว้ดีๆ ก็แล้วกัน” อันเพ่ยอิงเอ่ยพลางยื่นกำไลคืนกลับไปที่มือของซูเหลียนอวิ้น ใบหน้าของนางปรากฏรอยยิ้มที่ยากจะบรรยายอารมณ์ “วันหนึ่งฮองเฮาอาจต้องการมันคืนก็ได้ เพราะนี่เป็นของที่นางรักมากที่สุดชิ้นหนึ่ง ขึ้นชื่อว่าเป็นนางแล้วยากจะรับประกันได้ว่านางจะไม่เสียดายทีหลัง”
อันที่จริงแล้วในใจของอันเพ่ยอิงอดที่จะกังวลไม่ได้กำลังกังวลอย่างมาก เนื่องจากเรื่องนี้ถือเป็นความลับเรื่องหนึ่งของพระราชวงศ์ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่โตอะไรนัก แต่ถ้าต้องข้องเกี่ยวกับพระราชวงศ์แล้วละก็พัวพันให้น้อยเท่าไรจะยิ่งเป็นผลดีเกี่ยวข้องกับเรื่องใหญ่เรื่องโตอะไร แต่เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นเรื่องที่ข้องเกี่ยวกับพระราชวงศ์แล้วเอาตัวเข้าไปเกี่ยวข้องยิ่งน้อยเท่าไหร่ยิ่งเป็นผลดี
ทว่าเมื่อเห็นท่าทีซุ่มซ่ามของซูเหลียนอวิ้นแล้ว ก็ยากที่จะรับประกันว่านางจะไม่เอาของชิ้นนี้ไปกระทบกระแทกกับอะไรเข้าอีก เพราะเมื่อถึงเวลานั้นคงยากที่จะหาข้อแก้ตัวใดได้ แต่หากนางเอามาดูแลไว้เอง...คงจะมีคนพูดออกไปอีกว่านางเป็นแม่ที่ยุ่งวุ่นวายเกินไป เนื่องจากซูเหลียนอวิ้นในตอนนี้อายุก็ไม่น้อยแล้ว
"อวิ้นเอ๋อร์...แม่ว่าพรุ่งนี้หากเจ้าไปที่ห้องหนังสือ เจ้าจงไปเข้าเฝ้าฮองเฮาอีกครั้งหนึ่งแล้วคืนกำไลวงนี้ไปเถิด" อันเพ่ยอิงไม่รู้จะจัดการอย่างไรจึงเลือกที่จะพูดออกไปตรงๆ นางโตมาพร้อมๆ กับเกาอู่เตี๋ย แม้ไม่ใช่พี่น้องกันแท้ๆ แต่ก็เห็นกันเป็นมากกว่าพี่น้องร่วมอุทรไปแล้ว
เช่นนั้นนางจะเดาความในใจของเกาอู่เตี๋ยไม่ออกได้อย่างไร? กลัวเพียงว่าฮองเฮาผู้นี้เมื่อยึดติดกับความคิดใดก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้เสียมากกว่า
เมื่อซูเหลียนอวิ้นได้ฟังดังนี้ก็นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง
เอากลับไปคืนหรือ? ทำไมต้องเลือกวิธีนี้ด้วยเล่า? แต่หากนำเอากลับไปคืนเช่นนี้จะไม่ถูกผู้อื่นวิจารณ์ว่าดูถูกของที่ฮองเฮาประทานให้หรือ?
ความน่ากลัวของคำกล่าวร้ายนินทา ในชาติก่อนนางเคยได้ลิ้มรสฤทธิ์ของมันมาแล้ว
เมื่ออันเพ่ยอิงเห็นสายตาของซูเหลียนอวิ้นมองเหม่อเช่นนั้น จึงเข้าใจว่าลูกสาวกำลังเสียดายกำไลวงนั้น นางจึงรีบอธิบายขึ้นว่า "อวิ้นเอ๋อร์ กำไลวงนี้...แม่รู้ว่าอาจจะไม่ยุติธรรมกับเจ้าเท่าใดนัก แต่แม่ขอแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวได้หรือไม่? วันพรุ่งแม่จะพาเจ้าไปร้านเครื่องประดับแล้วเลือกของชิ้นที่ดีที่สุดมาแทนสักชิ้น รับรองว่าเจ้าจะได้รับการชดเชยอย่างแน่นอน"
ตอนนี้ซูเหลียนอวิ้นไม่ได้สนใจร้านเครื่องประดับอะไรนั่นเลย ในใจของนางมีเพียงเรื่องที่ท่านแม่ให้นางนำกำไลวงนี้ไปคืนให้ฮองเฮาเท่านั้น! นางจะบอกกับฮองเฮาว่าอย่างไรดี!
เรื่องเรื่องนี้...ชักวุ่นวายไปกันใหญ่แล้ว
"ท่านแม่เจ้าคะ ลูกก็พอมองออกว่ากำไลวงนี้จะต้องไม่ใช่สิ่งของที่หาได้ทั่วๆ ไป ฮองเฮาประทานของล้ำค่าเช่นนี้ให้แก่ลูก ในใจลูกก็วิตกไม่น้อยไปกว่ากัน แต่ตอนนี้ลูกเพียงกังวลว่าพรุ่งนี้จะเอ่ยเรื่องคืนกำไลนี้อย่างไรดี หากพูดไม่ดีอาจจะถูกกล่าวหาว่าดูหมิ่นเบื้องสูงหรือไม่?" ซูเหลียนอวิ้นสังเกตสีหน้าของอันเพ่ยอิงพร้อมกับค่อยๆ อธิบายเรื่องนี้ออกมา เพราะนางเห็นว่าสิ่งที่นางพูดเป็นความจริง
"เรื่องนี้..."
อันเพ่ยอิงอ้ำอึ้ง นางไม่ได้คิดถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาให้ถ้วนถี่เท่าไรนักอย่างลึกซึ้งเท่าใดนัก เมื่อคิดๆ ดูแล้วก็จริงดังที่นางว่า ตอนนี้ระหว่างพวกนางไม่ได้เป็นเหมือนดั่งแต่ก่อนที่จะทำอะไรตามอำเภอใจก็ได้อีกแล้ว ธรรมเนียมปฏิบัติบางอย่าง แม้ว่าพวกนางจะไม่ถืออะไรแต่คนอื่นอาจจะไม่ได้คิดเช่นนั้น
“แม่คิดไม่ถ้วนถี่เอง โชคดีที่ครั้งนี้อวิ้นเอ๋อร์เตือนแม่ไว้ พรุ่งนี้แม่จะไปเข้าเฝ้าฮองเฮากับเจ้าก็แล้วกัน เจ้าจะได้ไม่ลำบากใจกระอักกระอ่วนที่จะต้องพูด”
ซูเหลียนอวิ้นพยักหน้าอย่างพออกพอใจ คำพูดนี้ต่างหากที่เป็นสิ่งที่นางต้องการ หากมีคนไปเป็นเพื่อน นางถึงจะมีความมั่นใจขึ้นมาบ้าง ทว่านางก็แอบถอนใจ
รีบนำกำไลวงนี้ไปคืนดีที่สุดแล้ว ที่เรือนเล็กๆ ของนางนี้ไม่คู่ควรกับการเก็บรักษาของล้ำค่าเช่นนี้
วันต่อมา
ซูเหลียนอวิ้นตื่นแต่เช้าตรู่เช่นเคยราวกับนางชินกับการตื่นเช้าเช่นนี้ไปเสียแล้ว จากนั้นนางจึงรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว ยืดเส้นยืดสายและพาหลีมู่ก้าวเข้าไปในเรือนของซูมั่วเยี่ย
“ท่านพี่เจ้าคะ!" ซูเหลียนอวิ้นยิ้มตาหยีแล้วโบกมือให้ซูมั่วเยี่ย จากนั้นจึงกระโดดสองทีเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าเขาซูมั่วเยี่ย “เป็นอย่างไรเล่า น้องมีวินัยดีใช่หรือไม่?”
“อืม ก็ใช้ได้” ซูมั่วเยี่ยมีสีหน้าหม่นหมองดูแล้วมิอาจรู้ได้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่ เขาชำเลืองมองซูเหลียนอวิ้นหนึ่งครั้งแล้วเอ่ยต่อว่า “ฝึกต่อเนื่องวันสองวันนั้นไม่ยากนัก แต่การจะฝึกต่อเนื่องตลอดนั้นต่างหากถึงจะเป็นเรื่องยาก หากเจ้ารักษาความสม่ำเสมอได้เช่นนี้ นั่นถึงจะถือว่ายอดเยี่ยม”
ซูเหลียนอวิ้นรู้สึกว่ารอยยิ้มบนใบหน้านางแข็งค้าง..พี่ชายของนางเป็นอะไรไปอีก? มีคนมาทำให้เสียอารมณ์แต่เช้าเลยหรือ? แล้วเหตุใดต้องมาทำหน้าตาบูดบึ้งใส่นางเช่นนี้ด้วย!
ซูเหลียนอวิ้นรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมสำหรับนาง น้ำเสียงของนางพลันเย็นชาขึ้นแล้วเบือนหน้าหนีซูมั่วเยี่ย จากนั้นจึงเอ่ยเสียงแข็งว่า “วันนี้ท่านพี่จะสอนอะไรให้น้องหรือ? วิชาการต่อสู้เมื่อวานน้องฝึกไปพอสมควรแล้ว”
ซูมั่วเยี่ยเดิมทีเตรียมจะก้าวเท้าเข้าไปในห้องเพื่อหยิบของ เมื่อได้ยินน้ำเสียงของน้องหญิงเอ่ยขึ้นเช่นนี้จึงชะงักฝีเท้า
นี่น้องสาวโกรธตนหรือ?
ซูมั่วเยี่ยเริ่มรู้สึกผิด เพราะไม่ว่าจะอารมณ์ไม่ดีอยากจะระบายแค่ไหนก็ไม่ควรระบายใส่น้องหญิง อีกทั้งเรื่องนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับน้องหญิงเลยด้วยซ้ำ
“น้องหญิง...” ซูมั่วเยี่ยหันกลับมาแล้วเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง
“อะไรหรือเจ้าคะ?” ซูเหลียนอวิ้นยังไม่หายโกรธเสียทีเดียวนัก จึงทำสีหน้าหม่นหมองแล้วชำเลืองมองเลียนแบบซูมั่วเยี่ยเมื่อครู่ “ท่านพี่มีอะไรก็รีบพูดมาเถิด เดิมทีพวกเราก็ไม่ได้มีเวลามากนัก”
“น้องหญิง เจ้า...”
“ข้าทำไมหรือ?” ซูเหลียนอวิ้นขมวดคิ้ว “ท่านพี่ทำไมถึงพูดอึกๆ อักๆ แบบนี้เล่า มีสิ่งใดก็พูดมาตรงๆ เลยก็สิ้นเรื่อง”
เดิมทีนางเป็นคนที่ชอบความรวดเร็ว ดังนั้นจึงไม่ชอบเห็นผู้ที่มีท่าทีอืดอาดยืดยาด หากจะพูดสิ่งใดก็รีบพูดเสียให้จบๆ ไป พูดครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้ถือเป็นการยั่วให้อยากรู้มิใช่หรือ!
ความกล้าหาญของซูมั่วเยี่ยกำลังถูกท้าทายอย่างหนัก มือทั้งสองของเขากำแน่นพลางก้มหน้ามองพื้นแล้วเอ่ยขึ้นว่า “น้องหญิง...เจ้ารู้สึกอย่างไรกับคุณชายต้วน ต้วนเฉินเซวียน”
เมื่อซูมั่วเยี่ยถามจบกลางฝ่ามือของเขาก็ปรากฏเหงื่อผุดออกมาบางๆ เนื่องจากคำตอบของคำถามนี้เป็นสิ่งที่เขาทั้งอยากรู้และไม่อยากรู้ ทว่าคำพูดเมื่อหลุดออกไปแล้ว จะอย่างไรก็ไม่สามารถนำกลับมาได้อีกแล้ว