ลิขิตกลกาล: Chapter 016 ตอนที่ 16
เรื่อง Chongsheng Zhi Jiao Nu Guilai
ผู้แต่ง Damo Qi xi
บทที่ 16
ฝังใจ
เมื่อคิดถึงตรงนี้จิตใจของซูมั่วเยี่ยก็เริ่มห่อเหี่ยว ตอนนี้ตระกูลซูก็โดดเด่นเป็นที่สนใจของผู้คนมากมายแล้ว แม้จะอยู่ห่างไกลจากแสงสว่างก็ยังคงมองเห็นตัวตนของพวกเขาอยู่ดีเตะตาผู้อื่นเต็มทีแล้ว ดังนั้นต่อให้อยู่ไกลจากแสงสว่างนี้ก็ยังเพียงพอสำหรับพวกเขาอยู่ดี
ในตอนนั้นเอง หวางฉือหวนพลันถอนใจกระทันหัน แล้วรำพึงเบาๆ คล้ายกำลังปลอบใจตัวเองอยู่ว่า "ข้ามองดูแล้วก็ไม่เห็นว่าอวิ้นเอ๋อร์จะมีท่าทีใดที่แสดงออกว่าชอบพออะไรในตัวคุณชายต้วนนี่เลย คงจะเป็นการปล่อยข่าวโคมลอยเสียมากกว่า"
ทว่าหากไร้ลมก็ไร้คลื่น แม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นข่าวโคมลอย แต่ก็คงต้องมีมูลความจริงอยู่บ้าง ถึงตัวเองจะพูดออกไปเช่นนั้น แต่ความจริงแล้วหวางฉือหวนเองก็ค่อยไม่มั่นใจเท่าไหร่นัก
"เดี๋ยวข้าต้องไปคุยกับน้องหญิงสักเสียหน่อย หากน้องหญิงชอบหมอนั่นจริง..." คำพูดหลังจากนั้นซูมั่วเยี่ยไม่ได้เอ่ยออกมาอีก เพราะเขานึกคำพูดแสดงความยินดีใดๆ ให้น้องสาวตัวเองไม่ออกเลยจริงๆ จากนั้นเขาจึงค่อยๆ เบือนหน้าไปทางอื่นเพื่อเลี่ยงหัวข้อสนทนานี้แล้วตัดสินใจเลือกหัวข้อที่คิดว่าสามารถทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลงได้บ้าง
"ท่านย่าเมื่อครู่ถามหลานไว้มิใช่หรือ ว่าเหตุใดน้องหญิงถึงได้ทุบโต๊ะจนพังได้"
หวางฉือหวนเองก็ไม่อยากจะพูดคุยเกี่ยวกับหัวข้อสนทนาเดิมเท่าไหร่นัก พอเห็นว่าซูมั่วเยี่ยเปลี่ยนหัวข้อสนทนาจึงตอบรับคำหนึ่งแล้วเอ่ยว่า "เกิดเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร ระยะนี้อวิ้นเอ๋อร์มีเรี่ยวแรงมากมายปานนั้นเชียวหรือ? หรือว่าเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว แต่ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลย..."
ซูมั่วเยี่ยส่ายศีรษะ "ท่านย่าคิดมากเกินไปแล้ว ผู้ที่เป็นคนเก็บกวาดห้องเล่าว่า โต๊ะตัวนั้นพังอยู่ก่อนแต่แรกแล้ว ดังนั้นน้องหญิงจึงสามารถทุบจนหักได้ บางทีน้องหญิงคงจะบังเอิญรู้อยู่ก่อนแล้วกระมังว่าโต๊ะตัวนั้นมันพังอยู่แล้ว...แต่ช่วงนี้น้องหญิงดูให้ความสนใจกับการฝึกวรยุทธ์มาก วันนี้ก็มาเรียนวรยุทธ์กับข้าไปบ้างแล้ว ข้าดูว่าน้องหญิงเองก็มีพรสวรรค์ในด้านนี้มากทีเดียว"
"อ้อ มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ" หวางฉือหวนเมื่อได้ยินดังนั้น แววตาของนางก็เป็นประกายวิบวับขึ้นมาทันที ตอนที่นางยังเป็นสาวก็เคยติดตามสามี ซึ่งก็คือท่านปู่ของจวนแม่ทัพออกสู่สนามรบ ดังนั้นเรื่องที่ซูเหลียนอวิ้นแอบฝึกวรยุทธ์จึงเป็นเรื่องที่นางไม่เก็บเอามาถือสาเลยด้วยซ้ำ
อีกทั้งในโลกอันโกลาหลนี้ การเย็บปักถักร้อย ดนตรีและหมากล้อมอะไรพวกนั้นก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการต่อสู้เลย หากนำศิลปะเหล่านั้นมาเปรียบเทียบกันแล้ว การรักษาชีวิตย่อมสำคัญกว่ามิใช่หรือ? ดังนั้นเมื่อได้ยินซูมั่วเยี่ยบอกเล่าพูดดังนี้ หวางฉือหวนไม่เพียงไม่กีดกัน แต่กลับพอใจมากด้วยซ้ำ สมแล้วที่หลานมีเลือดของตนข้าอยู่ในตัว หากคิดจะฝึกวรยุทธ์น่ะหรือ? ย่อมต้องมีพรสวรรค์ทางด้านการต่อสู้อยู่แล้ว
“เป็นเรื่องจริงหรือ? ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าอวิ้นเอ๋อร์มีความสามารถด้านนี้ด้วย แต่จะว่าไปแล้ว นางเป็นถึงคุณหนูของจวนแม่ทัพ จะมาทำตัวเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อได้อย่างไร?” กล่าวจบหวางฉือหวนก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างพอใจและวางท่าภูมิอกภูมิใจเกินจะบรรยาย
..............................
ณ วังหลวง
หนานกงจิ่นหรือจักรพรรดิหลี่หยวนตี้กำลังก้มพระพักตร์พิจารณาฎีกาที่อยู่ในพระหัตถ์ พร้อมกับรับฟังคนผู้หนึ่งที่อยู่ด้านล่างพระแท่นรายงานเหตุการณ์ประจำวันที่เกิดขึ้นในวังหลวง จนกระทั่งได้ยินการรายงานเรื่องที่เกาอู่เตี๋ยมอบกำไลวงนั้นให้ซูเหลียนอวิ้น พู่กันในพระหัตถ์จึงชะงักไปชั่วขณะ
สีแดงสดของชาดที่ถูกแต้มอยู่บนพู่กันขนจิ้งจอก สุดท้ายก็ทนต่อแรงโน้มถ่วงไม่ไหวจึงหยดลงบนฎีกาเบื้องล่าง
เมื่อหนานกงจิ่นเห็นหมึกสีแดงหยดลงบนฎีกาก็ขมวดพระขนงแล้วเอ่ยว่า “เจ้ากำลังบอกว่า วันนี้ฮองเฮาได้มอบกำไลที่ใส่ติดตัวไว้ตลอดเวลาให้คุณหนูตระกูลซูไปแล้วงั้นหรือ?”
ผู้ที่นั่งคุกเข่าอยู่ด้านล่างแท่นประทับผู้นั้น เมื่อได้ยินน้ำเสียงอันน่าเกรงขามเจือโทสะเช่นนี้ร่างกายของเขาก็หดเกร็ง ทว่ายังสามารถยืดตัวกลับขึ้นมารายงานได้อย่างรวดเร็ว “รายงานฝ่าบาท เรื่องนี้ได้เกิดขึ้นจริงพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมิกล้าโป้ปด”
เมื่อหนานกงจิ่นเห็นว่าผู้ที่ถวายรายงานอยู่ด้านล่างเริ่มมีทีท่าตื่นตระหนกก็รีบสำรวมพระอาการ เขามิใช่ฮ่องเต้เผด็จการ ดังนั้นจึงมิสามารถระบายโทสะใส่ผู้อื่นได้ แต่ว่า...นี่เตี๋ยเอ๋อร์กำลังโกรธข้าอยู่ใช่หรือไม่...
หนานกงจิ่นแอบถอนหายใจเบาๆเงียบๆ เขาเป็นเจ้าแผ่นดินคนหนึ่ง เรื่องราวบางเรื่องแม้จะไม่เต็มใจทำก็จำเป็นต้องทำ เพราะเขามีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ หนานกงจิ่นก้มพระพักตร์มองฎีกาที่ยังพิจารณาไม่เสร็จเหล่านั้นแล้วขมวดพระขนงแน่นขึ้น
หยางเกิ่งร่าง เสนาบดีกรมพระคลัง ถูกตั้งข้อสงสัยว่าทุจริตเงินหมื่นตำลึงในระหว่างการสร้างอ่างเก็บน้ำ
“หลี่อัน!” หนานกงจิ่นเอ่ยเรียกอย่างกราดเกรี้ยว
ร่างของขันทีผู้ที่ตลอดมาพยายามขดตัวอยู่ในมุมห้องสั่นเทิ้ม จากนั้นจึงรีบก้าวออกมาแล้วขานรับคำ “ฝ่าบาท ไม่ทราบว่ามีรับสั่งใดพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อหนานกงจิ่นเห็นหลี่อันตัวสั่นงันงกเช่นนั้นก็เพียงถอนใจแล้วกล่าวว่า “คืนนี้ให้สนมหยางมาเข้าเฝ้า ไปแจ้งนางให้เตรียมตัวล่วงหน้าเถิด”
หลี่อันลังเลใจ แต่เวลานี้เขาก็ไม่อยากหาเหาใส่หัวสอดเรื่องราวของฮ่องเต้ จึงทำเพียงก้มหน้างุดและตอบรับคำหนึ่ง จากนั้นก็รีบถอยออกไป
หนานกงจิ่นเมื่อเห็นหลี่อันที่กำลังรีบถอยกรูดออกไปก็รู้สึกกังวลพระทัยขึ้น อยากจะเรียกเขากลับมาใหม่ อันที่จริงแล้วในตอนนี้เขาอยากอยู่เคียงข้างเกาอู่เตี๋ยมากกว่า ช่วงนี้นาง....คงไม่สบายใจมากทีเดียว ทว่าหน้าที่ที่อยู่ในหัวของเขาตอนนี้กลับมีน้ำหนักมากกว่า แม้ว่าหนานกงจิ่นจะลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้ว แล้วจากนั้นจึงเอ่ยเบาๆ กับตัวเองพร้อมทอดพลางถอนใจว่า “เตี๋ยเอ๋อร์...เป็นข้าเองที่ผิดต่อเจ้า...”
พลบค่ำแสงจันทร์อันหนาวเหน็บสาดส่องลงมาสู่พื้น ณ ตำหนักหย่างซินอันกว้างใหญ่เหลือเพียงเงาของหนานกงจิ่นเพียงเหลือผู้เดียว เขามองเงาอันโดดเดี่ยวของตนที่สะท้อนอยู่บนพื้นราวกับกำลังยิ้มเยาะตนเองที่โดดเดี่ยวไร้คนเคียงกาย...
...................................
ณ จวนแม่ทัพ
เวลานี้อันเพ่ยอิงกำลังกินข้าวอยู่กับซูเหลียนอวิ้น นางมองดูซูเหลียนอวิ้นที่นับวันก็ยิ่งงดงามสะโอดสะองแล้วก็รู้สึกเศร้าใจ “นับวันอวิ้นเอ๋อร์ยิ่งสวยขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ไม่รู้ว่าเมื่อถึงเวลานั้นจะเป็นหนุ่มหน้าเหม็นผู้ใดมาแต่งเจ้าออกไป คิดแล้วก็เศร้าใจนัก”
บุตรสาวต้องออกเรือน ไม่ใช่เพียงผู้เป็นพ่อเท่านั้นที่ทำใจไม่ได้ คนเป็นแม่เองก็ใจหายเช่นกัน ทารกนุ่มนิ่มตัวจ้อยที่เคยร้องไห้ขออาหารอยู่ในอ้อมอกของนาง พริบตาเดียวกลับเติบใหญ่เป็นสาวงามร่างระหง ด้วยเหตุนี้แล้วจะไม่ให้ผู้คนใจหายเมื่อเวลาผ่านไปไวราวกับความฝันเช่นนี้ได้อย่างไร?
“ท่านแม่” ซูเหลียนอวิ้นวางถ้วยกระเบื้องในมือลง “เหตุใดท่านแม่จึงพูดเช่นนี้? หรือว่าเรื่องราวของลูกในวันนี้ทำท่านเสียขวัญจนรังเกียจในตัวลูกไปแล้ว? ด้วยเหตุนี้จึงจะรีบให้ข้าออกเรือนไปเสีย? ลูกเสียใจยิ่ง”
ซูเหลียนอวิ้นพูดจาด้วยท่าทางน่าเอ็นดู แต่ในแววตาของนางกลับไม่ได้สดใสเหมือนอย่างที่พูด เนื่องจากในชาตินี้นางไม่เคยคิดถึงเรื่องการออกเรือนมาก่อนเลย ส่วนตัวนางในชาติที่แล้วตั้งแต่เกิดจนยันตายก็เอาตัวไปผูกมัดอยู่แต่กับต้วนเหลียนเซวียนผู้เดียว จนในวันนี้หนทางถูกเปิดขึ้นต่อหน้านาง แต่จู่ๆ นางกลับไม่รู้ว่าจะไปต่ออย่างไรและไม่รู้ว่าจะเผชิญหน้ากับปัญหานี้อย่างไรดี
ซูเหลียนอวิ้นหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากในอก เพื่อจะเช็ดน้ำตาที่กำลังไหลออกมาให้อันเพ่ยอิง แต่ขณะที่นางไม่ทันระวังกำไลที่ฮองเฮาให้นางมาในวันนี้จึงร่วงออกมา
แม้ว่าตอนนี้จะเข้าสู่ฤดูวสันต์แล้ว แต่ความหนาวเย็นยังไม่คลายไปทั้งหมด ดังนั้นพรมที่ปูอยู่บนพื้นจึงยังไม่ได้ถูกนำออกไป เมื่อกำไลวงนั้นตกลงไปบนพรมจึงไม่ได้รับความเสียหายใด
“กำไลวงนี้...?”
เมื่ออันเพ่ยอิงเห็นกำไลที่หล่นอยู่บนพื้นก็ตกใจ ในฐานะที่นางเป็นเพื่อนร่วมเรียงเคียงหมอนมากับเกาอู่เตี๋ย นางย่อมรู้ที่มาที่ไปของกำไลวงนี้ดี แต่เพราะเหตุใดจึงมาตกอยู่ในมือของลูกสาวนางได้เล่า?