ลิขิตกลกาล: Chapter 015 ตอนที่ 15
เรื่อง Chongsheng Zhi Jiao Nu Guilai
ผู้แต่ง Damo Qi xi
บทที่ 15
พึ่งบารมี
"ท่านย่า..." เสียงของซูมั่วเยี่ยคล้ายกำลังอับจนปัญญา เขาจึงวางแก้วน้ำชาในมือลงแล้วเดินช้าๆ เข้าไปนั่งลงข้างหวางฉือหวนพลางแล้วเอ่ยว่า "เรื่องราวที่เกิดขึ้นวันนี้หยางอวี้หลินเป็นฝ่ายหาเรื่องน้องเราก่อนจริงๆ ไม่เกี่ยวอะไรกับน้องเลย"
เมื่อหวางฉือหวนได้ยินคำตอบแบบขอไปทีของเขาก็ไม่ยอมลดละ จึงเลิกคิ้วขึ้นแล้วถามว่า "ข้าต้องเชื่ออยู่แล้วว่าอวิ้นเอ๋อร์ไม่ได้เป็นฝ่ายหาเรื่องเขาก่อน ข้าแค่สงสัยว่าแม่หยางหลินอะไรนั่นทำไมถึงกล้าหาเรื่องอวิ้นเอ๋อร์ก่อน เหตุผลที่แท้จริง...เจ้ากล้าพูดหรือไม่?" แม้ว่าหวางฉือหวนจะใช้น้ำเสียงที่เจือแววสงสัยใคร่รู้ แต่ในแววตากลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ตนวิเคราะห์ไว้นั้นถูกต้อง
ซูมั่วเยี่ยแอบถอนใจ สำหรับท่านย่าผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกือบร้อยปี ลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ ไม่คู่ควรเอามาใช้กับท่านเลยสักนิด
ซูมั่วเยี่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า "ทุกเรื่องราวย่อมมีสาเหตุ หลานเองก็ไม่กล้าเดาส่งเดชส่งๆ แต่ข้าคิดว่าคงจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคุณชายต้วนด้วย"
ซูมั่วเยี่ยตัดสินใจแล้วว่าหากไม่ยอมพูดความจริงออกไป และเมื่อถูกท่านย่าจับได้ ท่านย่าคงไม่เชื่อคำพูดเขาอีก สิ่งที่เขากลัวเพียงอย่างเดียวคือหากเขาพูดเรื่องนี้ออกไปจะทำให้ภาพซูเหลียนอวิ้นในสายตาท่านย่าเปลี่ยนไป หญิงสาวที่ยังไม่ออกเรือน แต่กลับถูกปล่อยข่าวให้ร้ายที่เกี่ยวข้องกับบุรุษเพศ ไม่ว่าจะอย่างไรก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าฟังและหน้าน่าขายหน้าทั้งสิ้น
"คุณชายต้วน ต้วนเฉินเซวียนน่ะหรือ?" หวังฉือหวนไม่เคยนึกถึงเรื่องเช่นนี้มาก่อน เมื่อซูมั่วเยี่ยเอ่ยขึ้นมากระทันหันเช่นนี้นางจึงแปลกใจอยู่บ้าง
"เหตุใดถึงไปเกี่ยวข้องกับเขาได้? เรื่องนี้ชักจะวุ่นวายกันไปใหญ่แล้ว" หวางฉือหวนแม้ว่าจะอยู่แต่ในเรือน แต่ก็ได้ยินเรื่องราวของต้วนเฉินเซวียนจนจำได้ขึ้นใจ
คุณชายจอมเสเพลอันดับต้นๆ ของเมือง ใครบ้างจะไม่รู้จักจะมีคนไม่รู้จักได้อย่างไร? แต่เหตุใดถึงได้ไปเกี่ยวพันกับหลานสาวของตนเองได้ แต่ทำไมตอนนี้ถึงพัวพันข้องเกี่ยวกับหลานสาวของตนได้? นี่เป็นเรื่องที่ชวนให้ปวดหัวยิ่ง…
ซูมั่วเยี่ยนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง คล้ายกับกำลังรวบรวมคำพูดที่จะกล่าวต่อ สักพักจึงเอ่ยขึ้นว่า "หลานเพียงแค่ได้ยินเขาพูดต่อๆ กันมาเท่านั้น ว่าแต่ท่านจำงานเลี้ยงในวังครานั้นได้หรือไม่ มีคนบอกว่าน้องเริ่มชอบพอในตัวต้วนเฉินเซวียนตั้งแต่วันนั้น แม้ข่าวนี้จะถูกแพร่ออกไปจากคนเพียงไม่กี่คน แม้ว่าจะมีคนจำนวนน้อยเท่านั้นที่กระจายข่าวนี้ออกไป แต่ก็มีคนเชื่อ ซ้ำร้ายวันนี้หยางอวี้หลินยังพูดเรื่องนั้นต่อหน้าคนตั้งมากมาย" กล่าวถึงตรงนี้ แววตาของซูมั่วเยี่ยเย็นชาขึ้น แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่ข่าวลือ แต่ชื่อเสียงของสตรีสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด คนที่กล้าพูดเรื่องเช่นนี้ได้ ตัวเขาเองก็ไม่แน่ใจว่ามีจุดประสงค์ร้ายอันใดแอบแฝง
"หยางอวี้หลิน หรือ..."
หวางฉือหวนพึมพำชื่อสามพยางค์นี้เบาๆ ปกติแล้วนางเองก็มิได้ไปมาหาสู่กับเด็กวัยหนุ่มสาวมากนัก ย่อมมิอาจจดจำชื่อของพวกเขาทุกคนได้
"นางเคยมีเรื่องใดหมางใจกับอวิ้นเอ๋อร์มาก่อนหรือไม่?" แม้ว่าหวางฉือหวนจะครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง พักนึงแต่ก็เอ่ยเพียงแค่ประโยคนี้ออกมา เพราะว่าชื่อของหยางอวี้หลินไม่ได้อยู่ในความทรงจำใดเลยของนางแม้แต่น้อย แน่นอนว่าต้องไม่ใช่คนจากตระกูลใหญ่ตระกูลโตอะไร แต่กล้าปล่อยข่าวเช่นนี้ อาจเกิดจากความอิจฉากระมัง?
"ไม่เคยเลยขอรับ" ซูมั่วเยี่ยเอ่ยพลางส่ายหน้า "น้องไม่เคยข้องเกี่ยวกับคนผู้นี้มาก่อน การเกิดเรื่องขึ้นในวันนี้ คงเป็นการเกิดเรื่องขึ้นโดยที่ทั้งสองไม่รู้จักกันมาก่อน"
"ถ้าเช่นนั้นสาเหตุคืออะไร?" หวางฉือหวนหน้านิ่วคิ้วขมวดคล้ายยังมีอะไรติดค้างในใจ "จะเป็นไปได้หรือไม่ว่านางเคยมีเรื่องหมางใจกับต้วนเฉินเซวียน? ดังนั้นจึงได้ลากน้องของเจ้าเข้าไปพัวพันด้วย?"
"เป็นไปไม่ได้" เสียงของซูมั่วเยี่ยในตอนนี้แหบพร่าอยู่ในลำคอ "นางคงตั้งใจโจมตีน้องสาวคนเดียวเท่านั้น เพราะหากข่าวเรื่องนี้แพร่สะพัดออกไป ผู้ชายไม่มีอะไรเสียหายเลยแถมยังพอที่จะแก้ตัวได้ว่าเป็นแค่เรื่องรักๆ ใคร่ๆ เรื่องหนึ่งก็เท่านั้น แต่สำหรับผู้หญิงแล้วกลับไม่ง่ายเช่นนั้น สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือนางมีเรื่องอื่นแฝงอยู่ในใจหรือไม่"
แม้ว่าหวางฉือหวนจะอายุมากแล้วแต่ความคิดอ่านยังคงดีอยู่ เมื่อได้ซูมั่วเยี่ยช่วยกระตุ้นความทรงจำให้นางเช่นนี้นางก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงยิ้มเย็นแล้วเอ่ยว่า "เช่นนั้นนางคงคิดไม่ถึงว่าเรื่องนี้จะดึงนางเข้าสู่กองไฟ และสุดท้ายไฟนั้นก็จะเผานางจนมอดไหม้"
หวางฉือหวนเองก็เคยผ่านช่วงเวลาหนุ่มสาวมาก่อน เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสตรีมีหรือที่นางจะไม่เข้าใจ เมื่อครู่นางมิได้คิดในแง่นี้มาก่อน นางแค่คิดไม่ถึงว่าหญิงสาวที่ไม่รู้ว่ามีหัวนอนปลายเท้ามาจากไหน จะกล้ามุ่งร้ายบุตรของท่านอ๋อง จากนั้นนางจึงยิ้มหยันออกมาแล้วเอ่ยว่า "อยากจะพึ่งใบบุญของผู้อื่น แต่กลับใช้อวิ้นเอ๋อร์ของพวกเราเป็นเครื่องมือ ช่างชั่งเป็นคนที่ตื้นเขินนัก"
"คนคนหนึ่งที่ไม่รู้ว่ามีหัวนอนปลายเท้ามาจากไหน กลับกล้าต่อกรกับจวนแม่ทัพอย่างพวกเรา? เกรงว่าต่อให้พวกเรายอมอภัยให้ แต่คุณชายต้วนก็คงจะไม่ยอมปล่อยนางไปกระมัง หนุ่มสาวรุ่นหลังๆ นับวันก็ยิ่งโอหังขึ้นเรื่อยๆ"
เมื่อหวังฉือหวนพูดจบก็หลับตาลงแล้วเอนกายกับพนักพิงลงไปพิงด้านหลัง นางไม่รู้ว่าจะหัวเราะหยันให้กับความตื้นเขินของหยางอวี้หลินดี หรือว่าจะหัวเราะเยาะให้กับบรรดาคนที่ตื้นเขินเช่นเดียวกับหยางอวี้หลินดี คนพวกนี้ได้รับโอกาสเพียงน้อยนิด ก็คิดว่าตนจะเสพสุขได้ตลอดชีวิตแล้วกระมัง? ช่างชั่งไม่รู้จักตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาของตนบ้างเลย
เมื่อซูมั่วเยี่ยได้ยินเสียงหัวเราะเยาะของหวางฉือหวนเช่นนี้ จึงเริ่มจึงรู้สึกว่าจริงๆ แล้วเรื่องนี้ก็มีจุดที่น่าขันเช่นกัน
" ข้าเพียงกลัวว่าเรื่องนี้จะทำให้ชื่อเสียงของน้องเสียหาย แต่หากพวกเรามีความเคลื่อนไหว เกรงว่าวันต่อมาคงมีข่าวลือแพร่สะพัดออกไปว่าพวกเราขี้ขลาดและรังแกแม้กระทั่งดรุณีน้อยนางหนึ่ง ดังนั้นตอนนี้ข้าจึงไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรดี หากอดทนต่อไปเช่นนี้ก็เกรงว่าจะเสียศักดิ์ศรีกันเกินไปหน่อย"
"เช่นนั้นเจ้าจะรีบร้อนไปใยไย"
หวางฉือหวนหยุดครู่หนึ่ง เมื่อรู้สึกว่าเรี่ยวแรงเริ่มกลับมาพอควรแล้วจึงลืมตาขึ้น ในแววตาเต็มไปด้วยความซับซ้อนเจ้าเล่ห์ยากจะบรรยาย "เมื่อโอกาสผ่านมาย่อมต้องคว้ามันไว้ให้ได้ หากแม้ตอนนี้ยังไม่มีโอกาสเจ้าก็คงต้องรอไปก่อนโอกาสเป็นสิ่งที่ต้องคว้ามาให้ได้ แต่ตอนนี้เจ้ายังไม่มีโอกาสก็ต้องรอไปก่อน เหตุใดต้องให้ผู้อื่นมาปั่นป่วนทัพหน้าของพวกเราด้วยเล่า"
“แต่ว่า...” น้ำเสียงของหวางฉือหวนแปรเปลี่ยน “ข้ากังวลเพียงว่าน้องของเจ้าคงไม่ได้ชอบคุณชายต้วนเข้าแล้วกระมัง? แม้ว่าข้าจะไม่อยากก้าวก่ายเรื่องราวของหนุ่มสาว แต่ว่าคนผู้นั้นกับตระกูลของเราดูแล้วไม่ค่อยเหมาะสมกันนัก”
แม้ว่าซูมั่วเยี่ยจะพูดไปหลายเรื่องแต่กลับไม่ได้เอ่ยถึงปัญหานี้ เมื่อหวังฉือหวนกล่าวออกมาตรงๆ เช่นนี้ จึงรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก เพราะจิตใต้สำนึกของเขาพยายามสั่งให้หลีกเลี่ยงไม่พูดถึงปัญหานี้ อีกอย่างหากน้องชอบหมอนั่นเข้าจริง เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะแสดงสีหน้าเช่นไรดี
ถึงแม้ต้วนเฉินเซวียนจะได้รับการขนานนามมาเนิ่นนานว่าเป็นคุณชายเสเพลประจำเมือง ซูมั่วเยี่ยก็ยังไม่ชอบขี้หน้าเขาอยู่ดี สำหรับซูมั่วเยี่ยแล้วอีกอย่างไม่ว่าต้วนเฉินเซวียนจะขึ้นชื่อว่าเป็นคุณชายเสเพลในเมืองมานานปีหรือไม่ก็ตาม ถึงอย่างไรซูมั่วเยี่ยก็ไม่ชอบขี้หน้าเขามากอยู่ดี ในคำจำกัดความของซูมั่วเยี่ยแล้ว คนผู้นี้เป็นคนที่โอหังอวดดี ท่าทางก้าวร้าวต่างๆ ของเขาเปรียบได้กับดวงตะวันที่ลอยอยู่กลางนภา หากอยู่ไกลเกินไปก็จะรู้สึกว่าแสงของพระอาทิตย์นี้เสียดแทงลูกตาไม่อาจมองตรงๆ ได้ แต่หากเข้าใกล้จนเกินไป แสงนั้นมีแต่จะแผดเผาจนสลายไม่เหลือเถ้าธุลี
และนี่ก็คือต้วนเฉินเซวียนนั่นเอง