ลิขิตกลกาล: Chapter 019 ตอนที่ 19
เรื่อง Chongsheng Zhi Jiao Nu Guilai
ผู้แต่ง Damo Qi xi
บทที่ 19
ลอบมอง
หยางอวี้หลินทำหูทวนลมราวกับไม่ได้ใส่ใจสายตาและคำวิพากษ์วิจารณ์ของคนรอบข้างเลยแม้แต่น้อย นางเพียงก้มหน้าต่ำลงมากลงต่ำกว่าเดิม ทว่ามือที่กำเอาไว้แน่นของนางบ่งบอกเป็นเครื่องแสดงถึงความรู้สึกที่แท้จริงที่สุดของนางแล้วในตอนนี้
แต่พอคนอื่นเห็นครั้นผู้คนได้เห็นปฏิกิริยาของนางดังนั้นดังนี้ก็ยิ่งได้ใจ พากันจึงจับจ้องไปยังร่างของนางอย่างเปิดเผย สายตาเหล่านั้นเฉียบคมคมกริบราวใบมีดที่ทิ่มแทงหยางอวี้หลินจนนางต้องหยิบหนังสือขึ้นมาบดบังใบหน้าเอาไว้
อีกด้านหนึ่งของหนังสือ สายตาของหยางอวี้หลินเต็มไปด้วยความพยาบาท
ไม่ว่าคนรอบกายพวกนางจะพูดเช่นไรนางก็ต้องข่มอารมณ์เอาไว้ก่อน
เรื่องเมื่อวานทำเอาตนเป็นขี้ปากคนอื่นไปทั่วแล้ว อีกทั้งพ่อของนางได้ออกปากเตือนไว้อย่างเด็ดขาดแล้วว่า หากนางยังกล้ากุเรื่องเหลวไหลอีกจะไล่นางออกจากเรือน อันที่จริงแล้ววันนี้นางอยากแกล้งป่วยอยู่ที่บ้าน แต่แม่ของนางบอกว่าหากวันนี้นางไม่ไปเข้าเรียน นางจะโดนตัดสินว่าเป็นพวกชอบกุเรื่องซุบซิบนินทา ดังนั้นทั้งๆ ที่นางอับอายจนไม่อยากพบเจอใคร แต่นางก็ยังฝืนใจมาเรียนวันนี้
ไม่คิดเลยว่า...
มือของหยางอวี้หลินยิ่งจิกหนังสือแน่นขึ้น ราวกับต้องการจิกให้หนังสือเล่มนี้แหลกสลายคามือไป เดิมทีวันนี้ไม่มีผู้ใดเอ่ยถึงเรื่องนั้นแล้ว แต่วันนี้ไม่รู้ว่าพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกหรืออย่างไร ต้วนเฉินเซวียนถึงโผล่มาที่ห้องเรียนได้ ตอนนี้พอนางได้เห็นหน้าต้วนเฉินเซวียนอีกครั้ง เรื่องเมื่อวานที่นางพยายามจะลืมกับภาพผู้คนรวมหัวกันหัวเราะเยาะนางก็ทะลักทะล้นออกมาอีกราวกับน้ำที่ไหลทะลักออกมาจากประตูระบายน้ำ
“พวกเจ้าเงียบเดี๋ยวนี้!” น้ำเสียงกราดเกรี้ยวของอาจารย์ถงสยบความอื้ออึงเซ็งแซ่ในห้องลงทันใด “ต้วนเฉินเซวียน นี่มันยามใดแล้ว! เจ้ายังกล้าโผล่มาอีกรึ! หากจะเจ้ามาปรากฏตัวเพื่อก่อกวนเพื่อนๆ ที่นี่ล่ะละก็ เจ้าไม่ต้องมาที่นี่สักวันเลยก็ได้ จะฝืนตนเองไปทำไมกัน” อาจารย์ถงโกรธจนตัวสั่นทำเอาหนวดทั้งสองข้างของเขาขยับกระเพื่อมขึ้นลงตามไปด้วย
“ท่านอาจารย์ ในเมื่อข้าก็ขอโทษไปแล้ว ท่านอย่ามัวแต่พูดให้เสียเวลาจะได้ไหม? ท่านสอนต่อเถิด อย่าทำให้ผู้อื่นต้องเสียเวลาเพราะข้าเลย ท่านสอนต่อเถิด สอนต่อเลย” กล่าวจบต้วนเฉินเซวียนจึงเดินผ่านอาจารย์ถงไปอย่างรวดเร็วแล้วไปหยุดนั่งลงบนเก้าอี้ตัวสุดท้ายของแถวท้ายสุดในห้อง จากนั้นจึงเอาสองมือเท้าคาง ทำสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้
“เจ้า!” อาจารย์ถงคล้ายอยากจะพูดสิ่งใดต่อ แต่เมื่อเหลือบไปเห็นสายตาหลายคู่ของเด็กๆ ด้านล่าง บวกกับเมื่อนึกถึงภาพฮูหยินของจวนจิ้งอันโหวผู้ที่ชอบให้ท้ายลูกชายตัวเอง รวมทั้งความโปรดปรานโปรดปราณของฮองเฮาที่มีในตัวเขาแล้ว สุดท้ายเขาจำต้องกล้ำกลืนความโกรธเหล่านั้นลงไป ทำได้เพียงสะบัดแขนเสื้อและหยิบหนังสือขึ้นมาใหม่พร้อมอ่านบทเรียนต่อไป
ตอนที่ซูเหลียนอวิ้นได้ยินเสียงของต้วนเฉินเซวียนนั้น นางไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองอีก ตอนนี้พอได้ยินเสียงอ่านบทเรียนกลับมาดังขึ้นดังเดิมจึงรู้สึกค่อยโล่งใจ จากนั้นนางจึงก้มลงมองดูมือของตนที่คลายออก แน่นอนว่าเมื่อกำหมัดแน่นจนเกินไปจึงปรากฏรอยเล็บจิกรูปพระจันทร์เสี้ยวอยู่บนมือของนาง
ซูเหลียนอวิ้นไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะได้พบเจอกับต้วนเฉินเซวียนเร็วขนาดนี้ ทั้งยังเป็นการพบกันในรูปแบบเช่นนี้ นางค่อยๆ ขยับศีรษะของนางที่เริ่มจะแข็งแล้วเงยหน้าขึ้นมองไปรอบด้าน โชคดีที่เมื่อครู่ไม่มีใครสังเกตเห็นอากัปกิริยาของนาง
ซูเหลียนอวิ้นไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกของตัวเองในตอนนี้ว่าอย่างไร
เป็นความเกลียด? ความแค้น? ความรัก? หรือความโกรธ? แต่ก็คล้ายว่าจะไม่ใช่ทั้งนั้น...
นางเพียงรู้สึกว่าไม่อยากจะพบเจอต้วนเฉินเซวียนเลยแม้เพียงขณะเดียว เพราะเมื่อนางได้พบหน้าเขา นางก็คล้ายย้อนกลับไปในอดีตอีกครั้ง และได้เห็นตัวเองที่หน้ามืดตามัวไม่สนใจสิ่งอื่นใด หากให้นางบรรยายถึงความรู้สึกของตัวเองในตอนนี้ คงจะมีแต่คำว่าอับอาย ซึ่งเป็นความอับอายแบบเดียวกับการถูกจับแก้ผ้าแล้วไปยืนกลางถนน ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้นางอยากจะหนีไปเสียให้พ้นๆ สักทีไปจากที่นี่ให้พ้นๆ ทันทีในตอนนี้
ต้วนเฉินเซวียนนั่งเท้าคางมองไปยังอาจารย์ถงที่กำลังบรรยายอย่างมีเหตุมีผลอยู่ด้านหน้า เขารู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมา ตัวเขาคิดอะไรอยู่ถึงได้มานั่งเรียนกับคนผู้นี้ หากรู้แต่แรกสู้ไปหาฮองเฮาเลยจะดีกว่า แม้ว่าจะโดนบ่นไปเรื่อย แต่ก็ยังดีกว่าให้นั่งฟังตาแก่นี่สอนหนังสือหลายเท่านักตั้งเยอะ
หลังจากที่หาวเพราะความเบื่อหน่ายแล้ว สมองของต้วนเฉินเซวียนก็ว่างเปล่า เขาจึงมองซ้ายทีขวาที สุดท้ายสายตาของเขาก็บังเอิญเหลือบไปเห็นซูเหลียนอวิ้นที่กำลังนั่งอยู่ริมหน้าต่าง
หน้าต่างแง้มเปิดไว้เพียงครึ่งเดียว ลมวสันต์โชยแผ่วพัดต้องร่างหญิงสาวที่นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด คิ้วของนางงดงามโก่งได้รูปรับกับใบหน้าที่ทำให้ผู้พบเห็นล้วนต้องรักใคร่เอ็นดู แก้มของนางต้องกับแสงแดดขับให้ผิวแดงระเรื่อ นับว่าเป็นการแต่งแต้มสีสันให้นางดูสุขภาพดีมีชีวิตชีวาและกระตือรือร้นอย่างยิ่ง หากจะกล่าวว่าเป็นสตรีโฉมงามนางหนึ่งก็ไม่ผิดนักซึ่งเป็นการเติมสีสันแห่งความแข็งแรง ทำให้นางดูมีชีวิตชีวากระชับกระเฉงอย่างยิ่ง นับได้ว่าเป็นโฉมงามผู้หนึ่ง
ทว่า...ต้วนเฉินเซวียนกำลังครุ่นคิด ในห้องเรียนมีคนเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? คงไม่ได้เป็นเพราะเขาขาดไม่ได้มาเรียนนานจนมีนักเรียนใหม่เข้ามาหรอกกระมัง? ดังนั้นเขาถึงได้ไม่รู้จัก? เขาหรี่ตาเพื่อเพ่งให้เห็นรายละเอียดจะได้มองเห็นละเอียดยิ่งขึ้น
ขณะนี้ซูเหลียนอวิ้นกำลังนั่งงอหลังเพื่อให้ร่างกายของตนให้หดเล็กลง เนื่องจากตอนนี้นางรู้สึกว่ามีสายตาคู่หนึ่งจ้องมองจ้องตรงเผงมายังนางจากทางด้านหลัง...สายตาคู่นั้นทำให้นางรู้สึกอึดอัดอยู่ไม่น้อยอย่างมาก ทว่านางกลับไม่กล้าหันกลับไปมอง! เพราะนางคับคล้ายคับคลาคล้ายจะจำได้ว่าต้วนเฉินเซวียนเองก็นั่งอยู่แถวนั้น...
ไม่มีทาง...นางจะไม่หันไปมองเด็ดขาด
ดังนั้นนางจึงพยายามนั่งขดตัวอยู่ที่เดิมอย่างเก่า
ต้วนเฉินเซวียนรู้สึกอยากจะหัวเราะเมื่อเห็นนางนั่งขดตัวอยู่เช่นนั้น อาจหรือเป็นเพราะอากาศหนาวเกินไป? หญิงสาวมักจะเป็นเช่นนี้ เพราะความรักสวยรักงามจึงพยายามจะสวมใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้น
ไม่ถูก!
ต้วนเฉินเซวียนเงยหน้าขึ้นฉับพลันแล้วหันมองไปทางหน้าต่างอีกครั้ง เขาเพิ่งคิดอยู่เมื่อครู่นี้เองว่าใบหน้าด้านข้างของนางช่างชั่งคุ้นตานัก นั่น นั่นคงไม่ใช่ซูเหลียนอวิ้นกระมัง!
อันที่จริงจะว่าต้วนเฉินเซวียนที่จดจำใบหน้านั้นไม่ได้ก็ไม่ถูกนัก เพราะตั้งแต่ที่ซูเหลียนอวิ้นฟื้นขึ้นมานั้น ลักษณะท่าทางอากัปกิริยาของนางก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากผู้ที่อ่อนแอขี้ขลาดระวังเนื้อระวังตัว เมื่อเทียบกับตอนนี้แล้ว ดูราวกับนางถูก*หงส์ไฟ[1]ชุบชีวิตให้เกิดมาใหม่อีกครั้ง คล้ายเหล้าชั้นดีที่ถูกหมักไว้นานปี ยิ่งมองก็ยิ่งค้นพบเสน่ห์บางประการที่ซ่อนอยู่ ถึงตอนนี้นางจะนั่งขดตัวอยู่ ดูไปก็คล้ายคนที่รู้สึกหนาว หามีผู้ใดคาดเดาอารมณ์ที่อยู่ภายในของนางได้ แม้ว่าตอนนี้จะนั่งขดตัวอยู่ แต่ก็ดูคล้ายกับคนที่กำลังรู้สึกหนาวอยู่เท่านั้น ไม่มีผู้ใดสามารถมองอารมณ์ที่แท้จริงของนางออกได้
ต้วนเฉินเซวียนขยี้ตาตัวเอง คนผู้นั้นคือซูเหลียนอวิ้น ไม่ผิดแน่ แต่นี่เพิ่งผ่านไปเพียงไม่กี่วัน? นางกลับให้ความรู้สึกต่างไปจากเดิมราวกับเป็นคนละคน ทำเอาเขาแทบจำไม่ได้
ในที่สุดอาจารย์ถงก็ประกาศสิ้นสุดเวลาคาบเรียนวันนี้ เท้าของซูเหลียนอวิ้นคล้ายมีสปริงงอกออกมาแล้วส่งเสียง ‘"ดึ๋ง...’" หนึ่งที ส่งให้นางลุกขึ้นยืนพรวดพราดทันที เพราะว่าตอนนี้นางอยากจะไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด ไม่คิดอยากรั้งอยู่แม้เพียงเสี้ยวนาที แต่นึกไม่ถึงว่าหลีมู่ที่รอนางอยู่ด้านนอกจะรีบมาเตือนนางถึงเรื่องที่นางได้ลืมไปแล้วเรื่องหนึ่ง
"คุณหนูเจ้าคะ!"
เมื่อหลีมู่เห็นซูเหลียนอวิ้นรีบร้อนเก็บข้าวของราวกับว่ากำลังจะออกจากวังหลวงในทันที จึงรีบเข้าไปขวางเอาไว้
"คูณคุณหนูลืมเรื่องเมื่อวานที่ฮูหยินให้คุณหนูนำกำไลกลับไปคืนฮองเฮาแล้วหรือ? ตอนนี้ฮูหยินไปรอคุณหนูอยู่ที่ตำหนักของฮองเฮาแล้วเจ้าค่ะ"
ฝีเท้าของซูเหลียนอวิ้นชะงักไป แล้วค่อยๆ หันตัวกลับไปมองด้วยแววตาที่แค้นเคือง "หลีมู่ ทำไมเจ้าต้องเตือนเรื่องทรมานใจเรื่องนี้กับข้าด้วย..."
*หงส์ไฟ คือ คำเรียกขานนกฟินิกซ์เป็นอีกคำเรียกหนึ่งที่หมายถึงนกฟินิกซ์
^1 หงส์ไฟ คือ คำเรียกขานนกฟินิกซ์