ลิขิตกลกาล: Chapter 021 ตอนที่ 21
เรื่อง Chongsheng Zhi Jiao Nu Guilai
ผู้แต่ง Damo Qi xi
บทที่ 21
รนหาที่
"ปล่อยข้า"
ปากแดงระเรื่อของซูเหลียนอวิ้นขยับเอื้อนเอ่ย น้ำเสียงไม่บ่งบอกอารมณ์ใด แต่เต็มไปด้วยความเยือกเย็นชนิดที่ไม่ว่าผู้ใดได้ยินก็จะต้องตัวสั่นงันงกราวกับกำลังรู้สึกหนาวเข้าไปถึงกระดูก
"ปล่อยรึ?" หยางอวี้ฉินทำราวกับได้ยินเรื่องตลกขบขันก็ไม่ปานจึงหัวเราะออกมา "ข้าชังน้ำหน้าคนอย่างพวกเจ้านักที่วันๆ ทำตัวสูงส่งเหนือผู้อื่น วันนี้หากเจ้าอ้อนวอนข้า ข้าถึงจะยอมปล่อยเจ้าไป ดีหรือไม่?" เอ่ยจบก็แค่นยิ้มแบบเดียวกับที่ปรากฏในห้องเรียนเมื่อครู่ออกมา ทว่ามองดูแล้วกลับคล้ายคนอับโชคเสียมากกว่า
"ปล่อยข้าซะ ข้าจะพูดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย" ซูเหลียนอวิ้นเงยหน้าขึ้นมอง แววตาของนางดูร้ายกาจจนทำให้หยางอวี้ฉินผงะถอยไปครึ่งก้าว แต่เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วไม่ว่าจะอย่างไรเขาก็คงถอยไม่ได้ ดังนั้นมือของเขายังคงกำแขนเสื้อของซูเหลียนอวิ้นแน่นราวกับไม่ได้ยินคำเตือนของซูเหลียนอวิ้น และจะไม่มีทางปล่อยซูเหลียนอวิ้นไปเด็ดขาด
แม้ว่าจะตระหนกผวากับสายตาดังกล่าวจนต้องถอยหลัง แต่หยางอวี้ฉินยังคงปรารถนาที่จะรุกหึกเหิมอยู่ เขารีบกระตุ้นตัวเองให้เดินหน้าต่อ
ซูเหลียนอวิ้นเป็นผู้ใดกัน ก็แค่คุณหนูอ้อนแอ้นบอบบางนางหนึ่ง แถมยังร่ำลือมีชื่อไปทั่วเมืองว่าอ่อนแอไร้ความสามารถ ที่เห็นแข็งกร้าวเช่นนี้คงเป็นเพราะจนมุมจึงต้องวางมาดกระมังเลยต้องทำแบบนี้กระมัง ดังนั้นเขาจึงไม่รู้สึกกลัวอะไร หากยกเอาคำร่ำลือเหล่านั้นมาข่มนางสักประโยคสองประโยค เขายกเรื่องชื่อเสียงของนางมาขู่สักประโยคสองประโยค เขาคิดว่าซูเหลียนอวิ้นคงไม่กล้าเปิดปากอีกเป็นแน่
อีกอย่างแม้ว่าสายตาของนางจะดูดุดันไปสักหน่อย แต่นั่นยิ่งทำให้นางดูมีเสน่ห์น่าค้นหามากขึ้นเสียอีกมิใช่หรือ? หญิงสาวธรรมดานางหนึ่งคงก่อเรื่องราวให้เป็นอันตรายเป็นพิษเป็นภัยต่อเขาไม่ได้หรอก คิดถึงตรงนี้ในแววตาของเขาก็เริ่มเปล่งประกายความกล้าหาญอวดดีขึ้นมา
"รนหาที่ตาย!" ซูเหลียนอวิ้นคำรามเสียงต่ำ
แม้ว่านางจะถูกคว้าแขนซ้ายเอาไว้แต่แขนด้านขวายังคงมีอิสระ ตอนนั้นเองนางจึงกำหมัดด้านขวาแน่น รวบรวมพลังทั้งหมดที่มีต่อยไปที่ท้องของหยางอวี้ฉิน เมื่อหมัดถึงท้อง นางกลับรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่มือของตัวเอง ชายผู้นี้เมื่อถูกจู่โจมที่ท้องอย่างกะทันหัน มือของเขาจึงคลายออกจากซูเหลียนอวิ้นทันที แม้เมื่อเขาจะปล่อยมือแล้ว แต่นางยังคงไม่หยุด ซูเหลียนอวิ้นกระโดดถีบเข้าที่ท้องให้อีกครั้งทีหนึ่ง สุดท้ายการจู่โจมครั้งนี้ก็สัมฤทธิ์ธิผลทั้งหมดนี้ก็สำเร็จไปได้อย่างราบรื่น
หยางอวี้ฉินคิดไม่ถึงเลยว่าสตรีอ่อนวัยร่างบางหญิงสาวตัวเล็กๆ อย่างซูเหลียนอวิ้นจะกล้าลงไม้ลงมือกับเขา แถมยังแรงดีเช่นนี้อีก เมื่อโดนจู่โจมต่อเนื่องทั้งต่อยทั้งถีบเข้าที่ท้องโดยไม่ทันตั้งตัว ก็ทำเอาเขาจุกเจ็บท้องจนตัวงอลงไปนั่งกองอยู่กับพื้นพร้อมแล้วส่งเสียงร้องโอดครวญ
ซูเหลียนอวิ้นสะบัดมือขวาของตัวเองแล้วยิ้มหยัน "หนังหนาเสียจริง ทำเอาข้าเจ็บถึงกระดูกเชียว แต่หากไม่ออกแรงให้มากหน่อย คนอย่างเจ้าก็คงไม่หลาบจำ เจ้าว่าใช่หรือไม่ล่ะ...ฮึ คุณชายหยาง?" พูดจบซูเหลียนอวิ้นก็ค่อยๆ สาวเท้าตรงเข้าไปหาหยางอวี้ฉิน
"เจ้า! อย่าเข้ามานะ!"
ตอนนี้เมื่อหยางอวี้ฉินมองดูซูเหลียนอวิ้นที่อยู่ตรงหน้า นางผู้นี้คล้ายไม่ใช่สาวน้อยบอบบางสตรีอ่อนวัยร่างบางอีกต่อไปแล้ว แต่ดูราวกับเป็นตัวประหลาดเสียมากกว่า เขาที่นั่งอยู่บนพื้นพยายามใช้สองมือและสองเท้ากระถดคลานถอยหลังพลางร้องขึ้นว่า "ที่นี่คือพระราชวังนะ! เจ้าจะฆ่าข้าไม่ได้!"
"เฮอะ..." ซูเหลียนอวิ้นแสยะยิ้มพลางมองตรงไปยังชายเสียขวัญที่นั่งกองอยู่บนพื้น สายตานางที่มองไปนั้นราวกับจ้องมองมอดแมลงตัวจ้อยนางใช้สายตาราวกับกำลังจ้องมองแมลงเล็กๆ ตัวหนึ่ง
"ฆ่าเจ้างั้นรึ? เจ้าคิดว่าเจ้าคู่ควรหรือ? นั่นจะทำให้มือข้าสกปรกเสียเปล่า"
หากมองลึกลงไปในแววตาของหยางอวี้ฉินแล้ว ในความหวาดกลัวนั้นเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายอยากเอาชีวิตอย่างยิ่ง เขาอยากจะกำจัดนาง
สายตานั้นของเขาไม่ต่างจากพิษที่ติดอยู่บนเขี้ยวงู เพียงคอยจังหวะที่เหยื่อพลั้งเผลอก็จะพุ่งเข้าจู่โจมทันทีคล้ายกับพิษที่อยู่บนเขี้ยวของงูพิษ ที่เพียงเฝ้ารอให้เหยื่อเผลอก็จะพุ่งโจมตีทันที แม้ว่าเขาจะยอมทำตามทุกอย่างในตอนนี้ แต่สายตาของเขาซุกซ่อนได้ซ่อนความขุ่นข้องหมองใจทั้งหมดเอาไว้ ถึงอย่างไรตอนนี้เขาก็เป็นฝ่ายพลั้งพลาดแล้ว ดังนั้นเขาจึงต้องยอมศิโรราบ
ซูเหลียนอวิ้นอ่านสายตานั้นของเขาออกจึงหัวเราะออกมาแล้วถอนใจ ไม่เสียแรงที่เป็นพี่น้องกัน แม้แต่สายตาของทั้งคู่ก็ยังเหมือนกัน แต่เมื่อเทียบสายตาของหยางอวี้หลินกับของพี่ชายของนางแล้วยังมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง แม้ว่าจะเป็นสายตาของคนที่หยิ่งผยองไม่รู้จักที่สูงที่ต่ำและรนหาที่ดุจเดียวเช่นกัน แต่หยางอวี้หลินเพียงแค่อยากลอบกัดนางและทำให้นางต้องอับอายก็เท่านั้น ถือว่ายังห่างไกลจากความตั้งใจของพี่ชายมากนัก
แววตาของผู้เป็นพี่คือแววตาของผู้ที่ต้องการเอาชีวิตคน แต่หากจะฆ่าคนก็ต้องหัดประมาณฝีมือตนเอาไว้ด้วย เขาฝันอยู่กระมัง? แถมตอนนี้ยังเป็นตอนกลางวันแสกๆ
รอยยิ้มยังคงปรากฏบนใบหน้าของซูเหลียนอวิ้น แต่มือซ้ายของนางล้วงเข้าไปในแขนเสื้อแล้วหยิบมีดสั้นเล่มบางเฉียบออกมา นางค่อยๆ ย่อตัวคุกเข่าลง จากนั้นจึงยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ ใบหูของหยางอวี้ฉิน บนใบหน้าของนางยังคงเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มที่ใจดีและอ่อนโยน ราวกับกำลังนึกเรื่องสนุกกับบางเรื่องที่ไม่อาจทำให้นางหุบยิ้มนั้นได้อะไรอยู่ที่ทำให้นางยิ้มไม่หุบเช่นนี้ได้
"เจ้าอยากฆ่าข้า?" ด้านข้างใบหูมีเสียงที่น่าฟังของหญิงสาวดังขึ้น หากแค่ฟังเสียงเพียงอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงความหมายของคำพูด คงไม่ต่างจากน้ำเสียงที่ถามยามปกติว่าท่านชอบแบบนี้หรือไม่? หากเพียงฟังเสียงแค่อย่างเดียวโดยไม่ได้สนใจว่าคำพูดคืออะไรก็คล้ายเป็นน้ำเสียงที่ใช้ถามว่าท่านชอบแบบนี้หรือไม่? ราวกับว่ากำลังสนทนาถึงของสิ่งหนึ่งที่กำลังจะซื้อด้วยกัน
"ข้า ข้า ข้ามิกล้า! คุณหนูซูโปรดไว้ชีวิตข้าด้วย!" หยางอวี้หลินขยับถอยหลังไปสองสามก้าวจนหลังของเขาชนเข้ากับกำแพงวังจึงหยุดลง ตอนนี้แววตาของเขาเหลือเพียงความหวาดกลัวและอ้อนวอนขอชีวิต
ไม่มีอารมณ์อื่นใดแอบแฝงอยู่อีก
"เมื่อครู่เจ้าไม่ได้ใช้สายตาเช่นนี้มองข้านี่ เจ้าคงกลัวมากสิท่า?" ใบหน้าของซูเหลียนอวิ้นยังปรากฏรอยยิ้ม นางค่อยๆ ใช้มือแต่กลับค่อยๆ เอามือพยุงตัวเองยืนขึ้น
ด้านหลังของนางเหน็บมีดสั้นไว้ที่เอวเล่มหนึ่ง มีดที่เสียบอยู่ในฝักนั้นเพียงรอเวลาที่จะถูกหยิบออกมาใช้เท่านั้น มีดสั้นที่อยู่ในมือขวาถูกเสียบแอบไว้ตรงเอว นางแอบเปิดฝักมีดเอาไว้ เพื่อรอเวลาที่จะหยิบมันออกมาใช้
"คุณหนู" หลีมู่ที่ยืนอยู่ด้านหลัง ย่อมเห็นว่าซูเหลียนอวิ้นทำอะไรลงไปบ้าง จึงอดตกใจร้องออกมาไม่ได้ นางไม่เคยเห็นคุณหนูอยู่ในอารมณ์นี้มาก่อน นอกจากไม่คุ้นตาแล้วยังเกิดความกลัวขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล...คุณหนูในรูปแบบนี้...นางไม่เคยพบเห็นมาก่อน พอได้เห็นเช่นนี้แล้วนางเริ่มรู้สึกถึงความไม่คุ้นเคยและหวาดกลัวอย่างไร้เหตุผล...
ซูเหลียนอวิ้นหันกลับไปมองหลีมู่ที่ยืนอยู่ด้านหลังแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยว่า "ข้ารู้"
สิ่งที่นางกระทำลงไปทั้งหมดในตอนนี้ ในใจของนางล้วนกระจ่างแจ้งดีและใจเย็นอย่างถึงที่สุดแล้ว นางก้มลงมองผู้ที่นอนอยู่ใต้ร่างของตนเอง ชายที่นอนตัวสั่นเทาอยู่บนพื้น ตอนนี้นางกำลังรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง
แต่เสียงของหลีมู่ก็เป็นการเตือนนางให้รู้ตัวว่านางต้องรีบลงมือและจัดการให้เรียบร้อยโดยเร็ว เพราะนางยังต้องไปเข้าเฝ้าฮองเฮาต่อ เหตุการณ์เมื่อครู่ทำนางเสียเวลาไปมากแล้ว ดังนั้นตอนนี้จึงต้องรีบจัดการให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว
ตอนนั้นเองที่ซูเหลียนอวิ้นหยิบมีดสั้นที่เหน็บแอบไว้ด้านหลังออกมาอย่างคล่องแคล่ว เพียงหยิบออกมามีดสั้นเล่มนั้นก็พุ่งตรงไปปักที่กำแพง โดยแนบชิดกับหูของหยางอวี้ฉินทันทีจนแทบจะแนบเป็นเนื้อเดียวกัน หากใกล้เข้าไปกว่านี้เพียงนิ้วเดียว หูนั้นคงไม่อยู่กับเขาอีกต่อไป
ซูเหลียนอวิ้นเขยิบเข้าไปใกล้ แววตาของนางลึกล้ำ จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นโดยใช้น้ำเสียงที่มีเพียงคนสองคนเท่านั้นที่สามารถได้ยิน
"เจ้าจำไว้ให้ดี สายตาเมื่อครู่ของเจ้านั้น ข้าไม่ชอบ หากข้าได้เห็นมันอีกครั้ง ข้าจะควักลูกตาของเจ้าออกมาเสีย ถ้าเจ้าไม่เชื่อก็ลองดู!" พูดจบก็ใช้มือซ้ายลูบที่ขนตาของหยางอวี้ฉินเบาๆ แล้วทำน้ำเสียงเย้าแหย่
จากนั้นนางจึงดึงมีดสั้นที่เพิ่งปักเข้าไปในกำแพงออกมา มีดสั้นถูกปักเข้าไปในกำแพงในแนวนอน ดังนั้นเมื่อถูกดึงมีดออกมา ใบมีดนั่นจึงเฉือนเข้าที่โดนหูของหยางอวี้ฉิน
ก่อนที่จากนั้นบางอย่างที่อุ่นซ่านจะค่อยๆ ไหลออกมาสิ่งของอุ่นๆ ก็ค่อยๆ ไหลออกมา