ลวงล่อคุณชายให้เผลอใจ: Chapter 027 ตอนที่ 27
บทที่ 27 เซิงเอ๋อร์ไม่พอใจ
ก่อนหน้านี้เพิ่งพูดไปว่าพวกคนชนชั้นสูงที่นี่มักพูดจาอ้อมค้อมและซ่อนวาจาแดกดัน ถึงแม้ว่าใจนั้นอยากสับเจ้าเป็นผลไม้แผ่นบางๆ ไปทำเป็ดปักกิ่ง หรืออยากให้มารดาเจ้าไม่ต้องผุดไม่ต้องเกิดสิบแปดชาติ ทว่า ‘พี่น้อง’ เอย ‘มิตรสหาย’ เอย ก็แทบไม่เคยขาดปาก
แล้วฉู่อวี๋ในตอนนี้ก็ไม่ใช่คนเรียบร้อย นางเอ่ยพูดไม่ไว้หน้าลู่อวิ๋นชิงโดยไม่สนใจ แสดงความรังเกียจที่นางมีต่อลู่อวิ๋นชิงอย่างไม่เกรงใจแม้แต่น้อย ทำให้คนที่ล้อมวงอยู่เบิกตาค้างไปชั่วชณะ ก่อนหัวเราะเย้ยหยันอย่างอดไม่ไหว
เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะเยาะของคนที่ล้อมวง ลู่อวิ๋นชิงหน้าแข็งค้าง ทว่าเวลาต่อมานางก็ถอนหายใจ ยิ้มอย่างจนใจ “แม่นางฉู่อวี๋ช่างปากไวใจเร็วเสียจริง เจ้าและข้าต่างเป็นคนของสถานศึกษาตระกูลฉิน ก็แค่เรื่องเข้าใจผิดเท่านั้น เหตุใดต้องพูดกับข้าเช่นนี้ด้วย?”
ลู่อวิ๋นชิงพูดอย่างใจกว้าง ฉับพลันก็ปรากฎให้เห็นว่า หากฉู่อวี๋ยังคิดเล็กคิดน้อยเช่นนี้ต่อไปนางคงเป็นคนใจแคบสินะ
ฉู่อวี๋มองลู่ชิงอวิ๋นอยู่แวบหนึ่ง ก่อนเลิกคิ้ว...แม่ดอกบัวขาวคิดจะทำอะไรกันแน่?
ในเมื่ออีกฝ่ายลงมือแล้วนางไม่รับ อีกฝ่ายคงไม่เลิกราแน่ ไม่สู้ดูว่าแม่ดอกบัวขาวสวยสดงดงามนี้คิดจะทำอะไรกันดีกว่า
ฉู่อวี๋ยิ้มร่าพลางเอ่ยกับอาจารย์ชังลู่ “ท่านอาจารย์ เช่นนั้นข้าไม่รบกวนท่านแล้วเจ้าค่ะ”
อาจารย์ชังลู่ฉายแววประหลาดใจขึ้นในดวงตา ทว่ากลับพยักหน้ายิ้มรับ “ก็ดี ไปเถิด”
ลู่อวิ๋นชิงยิ้มอ่อนหวาน ร่างเพรียวหันหลัง นำทางอยู่ด้านหน้า “เชิญ”
ฉู่อวี๋ก็คร้านจะพูดกับนาง ก่อนจับมือฉินเซิงเดินออกประตูไป
สายตาลู่ชิงอวิ๋นหยุดอยู่ที่มือของฉู่อวี๋ที่กำลังจับมือฉินเซิงไว้ ก่อนเบนสายตาอย่างไม่ใส่ใจ
พอสามคนจากไปก็ไม่มีเรื่องครึกครื้นให้ดู นักเรียนที่ล้อมวงตรงห้องผู้อำนวยการต่างพากันแยกย้าย
อาจารย์หลี่มองตามเงาสามคนเดินจนสุดระเบียงก่อนหายไป พลางขมวดคิ้วน้อยๆ “ฉู่อวี๋ผู้นี้เป็นใครกันแน่ แค่มาก็สร้างศัตรูนับไม่ถ้วน”
จิ้งจอกแอบอ้างบารมีเสือ[footnoteRef:1] โอหังวางอำนาจขนาดนี้ ช่างเป็นตัวโง่งมไร้สมองจริงๆ [1: แอบอ้างบารมีข่มเหงผู้อื่น]
“ทำให้ท่านป้าจินและหัวหน้าจินเสียเปรียบได้ เกรงว่าจะไม่ง่ายอย่างที่คิด” อาจารย์ชังลู่นึกถึงคำพูดที่เมื่อคืนจินเย่าสั่งให้คนมาบอก ให้พวกเขายืนดูอยู่ข้างๆ ยังไม่ต้องลงมือด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นและกลัดกลุ้ม คนชราใบหน้าตอบกลับยิ้มอย่างมีเลศนัย
“นางแอบอ้างบารมีข่มเหงผู้อื่น ทั้งโอหังวางอำนาจย่อมทำให้คนไม่พอใจ สร้างศัตรูนับไม่ถ้วน แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้คนหวาดกลัว...สตรีที่แม้แต่เหล่าอาจารย์สถานศึกษาตระกูลฉินยังจนปัญญากับความโอหังวางอำนาจบาตรใหญ่ของนาง ความเป็นมาไม่แน่ชัด ทว่าก็ไม่อาจหาเรื่องนางได้ง่ายๆ”
หากการมีน้ำใจต่อผู้อื่นและการพูดจาอ่อนหวานเป็นหนทางแห่งการอยู่รอด
เช่นนั้นการทำให้ผู้คนหวาดผวาและ ‘หวาดกลัว’ เหตุใดถึงจะไม่ใช่ล่ะ
สำนักเย่า หรือพูดได้ว่าทั้งตระกูลฉิน เดิมทีคิดไว้ว่าจะกำจัดนางในสถานศึกษาตระกูลฉิน แต่ขณะนี้กลับกลายเป็นดาบในมือที่นางเอามาใช้ขู่ขวัญผู้อื่นได้
ยายเด็กคนนี้ ปลิ้นปล้อนจนไม่เหมือนเด็กสาวอายุน้อยเลย
…
ตลอดทาง ลู่ชิงอวิ๋นเดินนำทางฉู่อวู๋ ภาพของสอง ‘อาหลาน’ คู่ปาฏิหาริย์ทำให้คนมาดูความครึกครื้นมากขึ้น ทว่าก็แค่ยืนมองอยู่ไกลๆ ไม่ได้มุงเข้ามา
ลู่ชิงหยวนทำราวกับจำเหตุการณ์ตาต่อตา ฟันต่อฟันเมื่อวานนี้ไม่ได้แล้ว น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยแนะนำโถงเรียนและสภาพของสถานศึกษาตระกูลฉินทุกหนแห่งให้ฉู่อวี๋ฟังตลอดทาง
ถึงแม้นางไม่ได้รู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงของลู่อวิ๋นชิงจะเป็นเพราะนางกลัว ‘ฐานะ’ ของนาง แต่ถ้าคนอื่นไม่ตุกติก ฉู่อวี๋ย่อมไม่หาเรื่องเองแน่ ยิ่งไปกว่านั้นนางยังมีเรื่องสำคัญต้องทำ...ค่อยๆ จดจำทุกที่ที่ลู่อวิ๋นชิงแนะนำไว้ในใจ
หากต้องการเพิ่มอัตราการประสบความสำเร็จในการหลบหนีล่ะก็ การคุ้นเคยกับภูมิศาสตร์ย่อมสำคัญเป็นอันดับแรก
ลู่อวิ๋นชิงพาพวกเขาเดินมาถึงหน้าประตูห้องวาดภาพอันงดงามตรงมุมตะวันตกเฉียงเหนือ ก่อนหยุดฝีเท้าแล้วหันมายิ้มบางให้ฉู่อวี๋ “รอสักครู่ ข้าจะไปเชิญอาจารย์ฉินออกมา”
พูดจบนางก็ไม่รอให้ฉู่อวี๋ตอบ ก่อนยกชายกระโปรงเดินเข้าประตูไป
ฉู่อวี๋มองป้ายหน้าห้องที่มีอักษรตัวใหญ่...ห้องวาดภาพชิงเหลียน
อักษรมังกรเหินหงส์ระบำ ปลายพู่กันตวัดนุ่มนวลทว่าทรงพลัง ราวกับซ่อนมังกรเริงระบำอยู่ในมหาสมุทรแห่งกระดาษขาว โดดเด่นเหนือใคร จนเกือบทะยานออกมา
แม้แต่ฉู่อวี๋ผู้ไม่รู้ฝีมือการวาดพู่กันจีนแม้แต่น้อยยังมองข้อดีออก นางอดลอบชมไม่ได้...เขียนได้ดี เพียงแต่ตัวอักษรดูรุนแรงเกินไป หากผู้เขียนไม่ได้เกิดในราชวงศ์ เกรงว่าคงเป็นคนทะเยอทะยานน่าดู
ทว่าต่อมา สายตานางตกไปอยู่บนอักษรสีแดงที่สลักไว้ ตราประทับที่งดงามและแดงฉานนั้นสลักไว้ว่า...เซิง ฉู่อวี๋อดตกใจไม่ได้ ก่อนเคลื่อนสายตาไปมองคนด้านหลัว
ทว่าถึงแม้ฉินเซิงจะมองมาที่นาง กลับมีไอเย็นรอบตัว จอมยุทธ์ระดับสูงแผ่ไอเย็นราวกับดาบคมเสมือนจริงเช่นนี้ ทำให้นางสั่นสะท้านไปทั้งตัว จนผิวหนังเจ็บไปหมด
ฉู่อวี๋แปลกใจ...นางไปทำผิดต่อท่านเซียนตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
จนกระทั้งนางมองผ่านหน้าต่างไป มองเห็นนักเรียนในห้องกำลังรวมตัวอยู่อีกฝากหนึ่งที่ห่างจากหน้าต่าง
ทว่าสายตาที่ทอดมาเหมือนกันคือ ดูถูก มองเป็นศัตรู ป้องกัน เก็บงำ จนทำให้ฉู่อวี๋ต้องขมวดคิ้ว ลอบหัวเราะเยาะ...ดูเหมือนข่าวในสถานศึกษาตระกูลฉินจะแพร่กันไวเหมือนกันนะ
มิน่าฉินเซิงถึงโกรธนัก
ฉู่อวี๋เข้าใกล้ก่อนยื่นมือไปบีบขยำใบหน้ารูปไข่ของเขา “อะไรกัน เจ้าเด็กโง่ ยิ้มหน่อยสิ”
ฉินเซิงนิ่งค้างไม่รู้ตัว ก่อนยอมให้นางบีบขยำใบหน้างดงามของตัวเองก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “เซิงเอ๋อร์ไม่พอใจ”
ทว่าฉู่อวี๋ยังคงทำหน้าตาไม่รู้ร้อนรู้หนาว ยิ้มบาง “เซียนเซียน เมื่อได้ยินเรื่องน่าฟังก็ยิ้มเสีย ได้ยินเรื่องไม่น่าฟังก็ถือเสียว่าพวกเขาผายลม ขอแค่พวกเขาไม่มาเหยียบย่ำ หัวเราะเยาะหรือด่าทอต่อหน้าเราก็พอ เพราะถึงอย่างไรเขาก็แค่ทำให้คนอื่นดู ถ้าเช่นนั้นต่อไปวันเวลาของเราในสถานศึกษาตระกูลฉินของเราคงไม่เรื่องกันไม่น้อย มีแต่เรื่องไม่พอใจ เจ้าก็ไม่มีเวลาไหนให้พอใจแล้ว”
อั๊ยหยา ผิวหน้าเจ้าเซียนตัวโตนุ่มนิ่มยิ่งกว่านางเสียอีก น่าอิจฉานัก
ฉินเซิงไม่พูด มองเพียงสาวน้อยที่หลอกกินเต้าหู้ตนอย่างไม่สนใจใครตรงหน้า ดวงตาสีอำพันดุจสายน้ำ กระเพื่อมเบาๆ ก็ไม่รู้ว่าได้ฟังคำพูดนางไหม แต่ว่าไอเย็นที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวหายไปอย่างเงียบเชียบ
ขณะนั้นเอง น้ำเสียงเย็นสบายของสตรีวัยกลางคนเอ่ยขึ้น “ในเมื่อผู้เรียนคนใหม่ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง เช่นนั้นก็เริ่มจากการพินิจรูปลักษณ์ซึ่งเป็นพื้นฐานการเรียนวาดภาพแล้วกัน พาพวกเขาไปสวนดอกไม้พินิจรูปลักษณ์ของดอกไม้”
ฉู่อวี๋มองไปตามเสียง เห็นอาจารย์หญิงร่างผอมบางอายุราวๆ สามสิบหกสามสิบเจ็ด เดินจากหลังห้องวาดภาพมาทางนางพร้อมกับลู่อวิ๋นชิง
เพียงแต่ ถึงแม้ว่าอาจารย์หญิงผู้นี้จะมีใบหน้าอ่อนโยนอัธยาศัยดี ทว่าสายตาที่มองฉู่อวี๋กลับเย็นชาจนไม่อาจปิดบังความเกลียดชังได้
นางยืนบนแท่นเวทีก่อนมองอยู่ฉู่อวี๋อย่างไร้อารมณ์
ลู่อวิ๋นชิงมองฉู่อวี๋ก่อนหันไปเอ่ยเสียงหวาน “ท่านอาจารย์ฉิน คุณหนูฉู่อวี๋ผู้นี้มีฐานะไม่เหมือนกัน ข้าคิดว่าท่านอาจารย์ชังลู่คงไม่อยากให้ดูแคลนคุณหนูท่านนี้เจ้าค่ะ”
“ฐานะอะไร” อาจารย์ฉินหรี่ตา มองฉู่อวี๋ก่อนยิ้มเยาะ “ไม่ว่าพ่อค้าหรือขุนนาง หรือเป็นองค์ชายหรือคุณชายตระกูลสูงศักดิ์แค่ไหน เมื่อเข้าสถานศึกษาตระกูลฉินแล้วมีเพียงฐานะเดียวเท่านั้น...นักเรียน หากอาจารย์ชังลู่ยังไม่อาจไล่นักเรียนผู้มีเกียรติที่ไม่ยอมฟังคำสั่งสอนของอาจารย์คนนี้ได้ล่ะก็ อาจารย์คนอื่นก็คงหมดหนทาง”
ฉู่อวี๋มองลู่อวิ๋นชิง เห็นนางกำลังมองตนอยู่ราวกับจนปัญญา ฉู่อวี่หรี่ตากลมโตที่แบ่งแยกผิดถูกลงเล็กน้อย
ดูท่าแล้วทุกอย่างจะเป็นอย่างที่นางคิด
ท่านอาน้อยของคุณชายฉิน ประมุขตระกูลฉินไม่เล่าเรียนไร้วิชา โอหังวางอำนาจ ทั้งยังพาหลานชายสมองนิ่มมาเรียนหนังสือที่สถานศึกษาตระกูลฉิน แค่มาวันแรกก็ทำร้ายผู้คน ทำผิดกฎสถานศึกษาตระกูลฉิน ทว่าข่าวที่อาจารย์ชังลู่ยอมรับว่าไม่อาจไล่นางออกได้ ได้แผ่กระจายจากฝีมือคนใจดี ดังนั้นตอนนี้ทุกคนในสถานศึกษาตระกูลต่างรู้กันไปทั่ว
อาจารย์ผู้สอนในสถานศึกษาตระกูลฉินหาใช่คนทั่วไป ย่อมมีภูมิหลัง อีกอย่างปัญญาชนผู้หยิ่งยโสมาตลอดอย่างนาง คิดดูแล้วคงเกลียดเศรษฐีใหม่ไม่มีมารยาทไร้การศึกษามากที่สุด
ฉู่อวี๋เข้าใจในสายตาของอาจารย์ฉินดี ว่าตัวนางคงเป็นจำพวกเศรษฐีใหม่ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำคนนั้น เห็นเช่นนั้นจึงยิ้มเอ่ย “ท่านอาจารย์สอนสั่ง ศิษย์ย่อมปฏิบัติตามเจ้าค่ะ”
เมื่อเห็นท่าทีนุ่มนวลถึงขั้นนอบน้อมที่ยอมรับคำสั่งของฉู่อวี๋ อาจารย์ฉินประหลาดใจเล็กน้อยก่อนเอ่ยเย้ยหยันเสียงเย็น “พาพวกเขาไป อย่าให้มาแปดเปื้อนห้องวาดภาพชิงเหลียนได้”
พูดจบ อาจารย์ฉินก็หันหลังไปราวกับว่า หากเห็นนางอีกนิดจะทำให้ดวงตานางสกปรกก็มิปาน
ในห้องวาดภาพมีนักเรียนหัวเราะเยอะเสียงเบามาเป็นสาย
ลู่อวิ๋นชิงเดินออกมาอีกครั้ง ยิ้มอ่อนพลางเอ่ย “ข้ายังต้องไปเรียน ประเดี๋ยวจะมีคนพาเจ้าไปสวนดอกไม้ ข้าเชื่อว่าจากความสามารถของคุณหนูฉู่แล้ว ต้องวาดรูปได้งดงามในไม่ช้าแน่เจ้าค่ะ”
ฉู่อวี๋มองหน้าลู่อวิ๋นชิง พลางเผยรอยยิ้มเย็น “ก็แค่ไล่พวกข้าไปสวนดอกไม้ ห้ามเข้าเรียน วันนี้คุณหนูลู่ก็คิดจะหยุดมือแล้วหรือ?”
เกรงว่าคงไม่ง่ายอย่างนั้นน่ะสิ