ลวงล่อคุณชายให้เผลอใจ: Chapter 028 ตอนที่ 28
บทที่ 28 ใครแสร้งเก่งกว่ากัน(ต้น)
ทำให้อาจารย์ฉินเกลียดชังนักเรียนที่ไม่เคยเห็นหน้าไม่เคยพูดคุยขนาดนี้ได้ ดูท่าลู่อวิ๋นชิงผู้เป็นอัจฉริยะหญิงอันดับหนึ่งคงไม่เสียแรงเปล่า
ดวงตากลมโตของลู่อวิ๋นชิงมีประกายกะพริบผ่าน นางถอนหายใจเบาๆ ทำท่าทางน้อยใจสามส่วน จนปัญญาสามส่วน “คุณหนูฉู่คงยังคาใจเรื่องเมื่อวาน อวิ๋นชิงไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไรเช่นกัน แต่กาลเวลาทำให้รู้ให้คน อีกไม่นานพวกเจ้าก็จะเข้าใจเอง”
เสียงถอนหายใจของลู่อวิ๋นชิงทำให้ดวงตาของบรรดานักเรียนในหน้าตาพวกนั้นยิ่งคมเหมือนมีด ยิ่งทิ่มแทงคน
“ได้ ข้าจะรอดู” ฉู่อวี๋พยักหน้า สอดมือเข้าในแขนเสื้อแล้วยิ้มกว้าง
ลู่อวิ๋นชิงมองนางนิ่งๆ จู่ๆ ก็ยิ้มออกมา “คุณหนูฉู่ใจกว้างจริงๆ ด้วย”
เมื่อนางพูดจบก็หมุนตัวเดินจากไป ฉู่อวี๋หันหน้าเข้าไปใกล้และพูดเสียงเบาในขณะที่นางเดินผ่านว่า “ความจริงข้าใจแคบมากต่างหาก จริงนะ”
ฝีเท้าลู่อวิ๋นชิงหยุดลงเล็กน้อยก่อนที่จะเดินตรงสู่ห้องวาดภาพชิงเหลียน
ฉู่อวี๋มองแผ่นหลังนาง สะบัดแขนเสื้อเบาๆ เพื่อเขย่าเศษผงที่นางแอบโปรยลงบนร่างลู่อวิ๋นเซิงเมื่อครู่ออกให้หมด
“ท่านอาน้อยบอกว่าไม่ต้องสนใจคนพวกนั้นไม่ใช่หรือขอรับ” จู่ๆ ฉินเซิงก็ถาม
“เซียนเซียน” ฉู่อวี๋ถอดถุงมือบางเหมือนปีกจักจั่นที่เอามาจากฉินเซิงออกมาเก็บด้วยความระมัดระวังพร้อมพูดว่า “ที่ข้าบอกคือไม่ต้องสนใจคนที่ขี้ขลาดเอาแต่วิจารณ์ไม่ต่างจากผายลม แต่หากมีคนมาหาเสแสร้งถึงที่ก็ไม่เหมือนกัน”
ฉินเซิง “ไม่เหมือนอย่างไร”
ฉู่อวี๋ยิ้มสดใส “เราก็ต้องแสร้งให้มากกว่าน่ะสิ!”
แสร้งให้ตายไปเลย~
……
ลู่อวิ๋นชิงเพิ่งเดินเข้ามาในห้องวาดภาพ นางเดินไปข้างอาจารย์ฉินด้วยท่าทางสง่างามภายใต้สายตาที่ยกย่องและชื่นชอบของบรรดานักเรียน ขณะที่กำลังจะช่วยอาจารย์ฉินฝนหมึกก็รู้สึกเหมือนมีลมพัดมาที่ด้านหลังอย่างฉับพลัน
นางตัวเย็นขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ได้
“เป็นอะไรหรือ?” อาจารย์ฉินมองศิษย์คนโปรดของตัวเองด้วยความสงสัย
“อวิ๋นชิงไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ รบกวนให้ท่านอาจารย์เป็นห่วงแล้ว” ลู่อวิ๋นชิงพูดเสียงนุ่มก่อนที่จะย่อตัวทำความเคารพอย่างงดงาม
“ไม่เป็นอะไรก็ดี...” อาจารย์ฉินเพิ่งพูดจบก็เห็นว่าจู่ๆ หญิงสาวที่กำลังทำความเคารพตรงหน้าก็คุกเข่าทั้งสองลงพื้นสายฟ้าแลบ ขณะเดียวกันก็ก้มหน้าลงฝังใบหน้าลงในจานฝึกหมึกที่มีหมึกอยู่เต็มอย่างเรียบร้อย
“อวิ๋นชิง...ไม่ต้องทำความเคารพขนาดนี้” อาจารย์ฉินตะลึงงัน
ลู่อวิ๋นชิงค่อยๆ ลุกขึ้นยืน นางกัดริมฝีปากพูดว่า “ท่านอาจารย์ จู่ๆ เมื่อครู่ข้า...ขาอ่อนเจ้าค่ะ”
อาจารย์ฉินมองใบหน้าที่เลอะไปด้วยน้ำหมึกของนาง แต่นางกลับยังคงทำท่าทางสะบักสะบอมอย่างสง่างาม ไม่รู้เหตุใดจึงรู้สึกแค่ว่ามันน่าขันจนอยากหัวเราะแต่ก็ยังคงยื่นมือออกไปพยุง “ระวังหน่อย”
ลู่อวิ๋นชิงพยักหน้า นางจับมืออาจารย์ลุกขึ้น ในใจทั้งอับอายทั้งสับสน นางไม่รู้เช่นกันว่าเหตุใดเมื่อครู่จึงรู้สึกว่าข้อต่ออ่อนแรง ล้มตัวโดยไม่มีเค้าลาง แต่ตอนนี้กลับไม่เป็นอะไรแล้ว
“ขอบคุณท่านอาจารย์เจ้าค...”
แต่นางยังไม่ทันพูดจบก็รู้สึกขาอ่อนขึ้นมาอีกครั้ง ร่างกายโผไปด้านหน้าจนชนอาจารย์ฉินล้มลงกับพื้น อาจารย์ฉินถูกชนจนเจ็บ ไม่ทันส่งเสียงร้องก็รู้สึกเจ็บที่หน้าอก “โอ้ย!”
ตอนที่ลู่อวิ๋นชิงล้มลง นางได้เอาหน้าที่ดำไปด้วยน้ำหมึกฝังเข้าสู่หน้าอกแห้งกรอบของอาจารย์ฉิน!
“……”
นักเรียนทั้งหมดในห้องมองท่าทาง ‘เกาะติด’ ของคนทั้งสองด้วยความเงียบ
......
แปลงดอกไม้
“ในเมื่ออาจารย์ฉินไล่ให้มาชมดอกไม้ เช่นนั้นเจ้าก็พรวนดินใส่ปุ๋ยใส่ปุ๋ยให้ดอกไม้ในสวนแล้วกัน!” เด็กรับใช้ชายที่เดินนำฉู่อวี๋มาที่สวนดอกไม้ยื่นพลั่วด้ามเล็กกับถังใบหนึ่งมาให้
ฉู่อวี๋หันไปมองพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ สีหน้าไร้อารมณ์ “ทั้งหมดหรือ?”
“ใช่ อาจารย์ฉินบอกแล้วว่าการมองดอกไม้ดูใบคือพื้นฐานของการวาดภาพ ท่านพรวนดินใส่ปุ๋ยเสร็จเมื่อใดก็จะได้กลับห้องวาดภาพเมื่อนั้น หากท่านไม่อยากทำนางก็ไม่บังคับ หากนางสอนศิษย์ผู้เลิศเลอเช่นท่านไม่ได้ก็จะขอออกจากสถานศึกษาฉินเอง” เด็กรับใช้คนนั้นพูดอย่างไม่แข็งกร้าวจนดูเย่อหยิ่ง แต่ก็ไม่ถ่อมตัวจนดูต่ำต้อย
ฉู่อวี๋มองเขาแวบหนึ่ง “ไม่เสียแรงที่เป็นเด็กรับใช้ในสถานที่ศึกษาฉิน พูดจาเหมือนกับหมด”
เด็กรับใช้คนนั้นยิ้ม “ท่านพูดเกินไปแล้ว ข้าเป็นเพียงบ่าวรับใช้”
ฉู่อวี๋พยักหน้า “ข้าเข้าใจ จะไม่ทำให้เจ้าลำบากใจหรอก แต่แปลงดอกไม้ใหญ่ขนาใหญ่ ต่อให้ทำเป็นเดือนก็เกรงว่าจะใส่ปุ๋ยพรวนดินได้ไม่หมด...”
นางหรี่ตาลงแล้วลูบคางตัวเอง นี่คือการกลั่นแกล้งหรือทำให้อับอายกันนะ?
ทั้งเลือกมูลสัตว์ ทั้งแบกปุ๋ยคอก...
......
ในศาลาเล็กๆ บนภูเขา ควันจากชาลอยคลุ้ง ลมเย็นพัดใบไม้หลุดร่วง
“ข้าว่ายายเด็กนั่นคงไม่ยอมไปเลือกมูลใส่ปุ๋ยง่ายๆ ไม่แน่ว่าอาจดึงให้นายท่านช่วยจัดการให้” อาจารย์ชางลู่รินชาถ้วยหนึ่งในคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามยิ้มๆ
เขาได้ยินเรื่องที่ฉู่อวี๋ทำในเรือนเฉียนคุน นางคือยอดฝีมือในการ ‘อาศัยอำนาจ’ มารังแกคนโดยแท้
จินเย่าที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามใช้ปลายนิ้วนวดรอยช้ำเขียวคล้ำที่อยู่ใต้ดวงตาทรงดอกท้อของตัวเองเบาๆ มุมปากมีรอยยิ้มเย็นๆ แฝงด้วยความหมายปรากฏ “หึ ครั้งนี้ข้าละอยากให้นางพึ่งพานายท่านจริงๆ กำเริบเสิบสานทำตามอำเภอใจไปเลย”
“หืม เขารับปากนางว่าสำนักเย่าจะไม่ลงมือกับนางในสถานศึกษาฉินอีกไม่ใช่หรือ?” ดวงตาอาจารย์ชางลู่มีประกายสนใจ
เขาเคยเห็นความสามารถในการเป็น ‘จิ้งจอกแอบอ้างบารมีเสือ’ [footnoteRef:1]ของคุณหนูฉู่ผู้นี้มากับตา แม้แต่จินเย่าก็ถูกนายท่านสามเล่นงานจนเจ็บตัวเพราะเรื่องนี้ จินเย่าเกลียดชังนางถึงขีดสุดเพราะเรื่องนี้ ที่ยอมตอบตกลงคงเพราะถูกบังคับสินะ? [1: จิ้งจอกแอบอ้างบารมีเสือ เป็นการเปรียบเปรยหมายถึง การที่คนไร้พิษสงคนหนึ่งแอบอ้างใช้อำนาจหรือบารมีของคนๆ หนึ่งเพื่อข่มขู่ คุกคาม หรือหลอกให้ผู้อื่นกลัว]
ดวงตาดอกท้อของจินเย่ามีประกายเย็นยะเยือก “สำนักเย่ารับปากแล้วไม่คืนคำ ข้าย่อมไม่ลงมือกับนางอีก”
จิ่นเย่านิ่งสักพักแล้วเปลี่ยนเรื่องคุย “แต่ในสถานศึกษาฉินตอนนี้ นอกจากท่านกับอาจารย์หลี่ที่รู้เรื่องราวระหว่างนางกับนายท่าน อาจารย์คนอื่นๆ ก็ได้ยินชื่อเสียงเรื่องความยโสอวดดีของนางเช่นกัน เหล่าอาจารย์ต่างเป็นผู้คงแก่เรียน ไม่ชอบคนที่ไม่เคารพวิชาเคารพอาจารย์มากที่สุด อีกทั้งนางเพิ่งมาใหม่ก็มีเรื่องกับคนตั้งมาก เราไม่ต้องลงมือก็มีคนอื่นจัดการเอง”
“ข้ารู้ แต่หากนางให้นายท่านสามลงมือ เกรงว่าพวกเราจะไม่อาจปฏิเสธ” อาจารย์ชางลู่ส่ายหน้า
จินเย่าเป่าไอร้อนในถ้วยชาของตัวเองเบาๆ และพูดสบายๆ ว่า “แม้สถานศึกษาฉินจะไม่อาจกำจัดนาง แต่อาจารย์กับนักเรียนที่นี่ไม่ใช่คนตระกูลฉิน มีวิธีทำให้คนที่ทุกคนเกลียดกันหมดอยู่ไม่ได้แน่นอน”
ฉู่อวี๋ยิ่งใช้สถานะของนายท่านสามมาบังคับให้อาจารย์ชางลู่ปกป้องก็มีแต่จะยิ่งถูกกีดกัน สถานการณ์มีแต่จะยากลำบากขึ้นเรื่อยๆ
นายท่านสามจะปกป้องนางได้กี่ครั้ง?
อีกอย่างศีรษะของนายท่านก็บาดเจ็บ อารมณ์เปลี่ยนแปลง ลงมือเมื่อใดล้วนมีคนตายหรือไม่ก็บาดเจ็บ บัญชีนี้ต้องคิดกับฉู่อวี๋อยู่แล้ว
“เมื่อนางกลายเป็นหนูข้ามถนนที่ใครๆ ก็เกลียด หากมีอุบัติเหตุอะไรเกิดขึ้นก็เป็นเรื่องปกติ อย่างไรก็ไม่ใช่สำนักเย่าเราที่ลงมือ นายท่านเสียใจแค่สักพักก็ผ่านไป” จินเย่าใช้ปลายนิ้วแตะแผลที่มุมปากเบาๆ ดวงตาดอกท้อเย็นชามืดมน
อาจารย์ชางลู่ได้ยินดังนี้ก็มองบาดแผลบนหน้าเขาเหมือนยิ้มเหมือนไม่ยิ้ม “ดูท่าเจ้าจะจัดการให้นางตายให้ได้สินะ พวกท่านป้าจินรู้เรื่องนี้ไหม?”
จากข่าวที่เขาได้ยินมา พวกท่านป้าจินไม่คิดจะทำอะไรบุ่มบ่าม ไม่เหตุใดเขาจึงรู้สึกว่าการกระทำนี้ของจินเย่าให้ความรู้สึกเหมือนหาเรื่องใส่ตัว
............................................................................................................................