ลวงล่อคุณชายให้เผลอใจ: Chapter 029 ตอนที่ 29
บทที่ 29 ใครแสร้งเก่งกว่ากัน(กลาง)
ดวงตาดอกท้อของจินเย่าหรี่ลงเล็กน้อย เขาพูดเสียงเรียบว่า “ข้าไม่ได้มีความแค้นส่วนตัวกับนางที่อยากฆ่าให้ตาย แต่เพราะนางเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น ได้ยินสิ่งที่ไม่ควรได้ยิน ควรตายในไฟไหม้สวนตระกูลฉิน หากไม่ใช่เพราะกังวลเรื่องป้ายหยกของนายท่านกับสำนักเย่า นางก็ไม่มีทางรอดมาถึงวันนี้”
พวกท่านป้าจินระมัดระวังเกินไป ข้อมูลที่สืบได้ตอนนี้ทำให้รู้ว่าป้ายหยกของสำนักเย่ายังอยู่ในตระกูลฉินแน่นอน ได้กลับคืนเมื่อไรเป็นปัญหาแค่เรื่องเวลา ส่วนเรื่องที่ฉู่อวี๋เห็นหรือรู้อะไรในเพลิงไหม้สวนตระกูลฉินนั้น เทียบกับความปลอดภัยของนายท่านแล้วเขารู้สึกว่าไม่สำคัญ
จินเย่านิ่งไปสักพัก สีหน้าไม่แน่นอน “แค่เรื่องที่นางควบคุมนายท่านในเรือนเฉียนคุนพวกนั้นก็พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ทำเพื่อนายท่าน ปล่อยคนที่มีอิทธิพลต่อนายท่านมากเกินไปไว้มีแต่จะนำปัญหามาให้ไม่สิ้นสุด”
หากฉู่อวี๋ทำงานให้คนนอกหรืออดกลั้นความแค้นในใจไม่อยู่จนมอบสุราพิษให้นายท่านจะทำอย่างไร?
อาจารย์ชางลู่คิดไปคิดมาแล้วก็รินชาให้จินเย่าในขณะที่มีรอยยิ้มที่ไม่อาจปฏิเสธไปด้วย “ข้าเอาแต่รู้สึกว่าเด็กคนนี้ไม่มีทางยอมตายง่ายๆ อาจไม่ได้มุทะลุที่จะเป็นศัตรูกับทุกคนขนาดนั้น”
ถึงอย่างไรตอนที่อยู่เรือนเฉียนคุนนางก็เจออันตรายหลายครั้ง รักษาชีวิตไว้ได้ ทั้งยังหลุดออกมาจากที่นั่นอีกต่างหาก
จินเย่าหัวเราะเบาๆ ดวงตาเย็นชา “นกในกรง ปลาในแห ดิ้นรนเฮือกสุดท้ายก็เท่านั้น เพิ่มการขัดเกลากับความลำบากก็พอ คนอย่างฉู่อวี๋ที่แค่แสดงท่าทีดีด้วยก็หลงระเริงต้องใช้นายท่านสามมาบังคับให้อาจารย์ชางลู่ช่วยอีกครั้งแน่นอน…”
แต่เขายังพูดไม่ทันจบ เสียงเด็กใสชัดสายหนึ่งก็ดังขึ้นขัดจังหวะ “ท่านอาจารย์ชางลู่ นักเรียนที่มาใหม่ผู้นั้น...คุณหนูฉู่พาหลานชายของนางไปพรวนดินที่สวนดอกไม้แล้วขอรับ”
จินเย่าตกใจเมื่อได้ยินดังนี้ ดวงตามีประกายเย็นยะเยือกประหลาด “เจ้าว่าอะไรนะ?”
เสียงของเขามีความดุดันจนเด็กรับใช้ที่มารายงานสะดุ้งตกใจ เขาพูดตะกุกตะกักด้วยความกลัวว่า “ขะ...ข้าน้อยบอกว่า...ว่า...”
“เลิกทำให้เด็กรับใช้ข้าตกใจได้แล้ว” อาจารย์ชางลู่หัวเราะ เขามือส่งสัญญาณให้เด็กรับใช้ถอยออกไป ดวงตาที่มองไปทางสวนดอกไม้ที่อยู่ไกลๆ มีความสนใจมากขึ้น “คุณหนูฉู่ช่างเลิศล้ำจริงๆ ทำอะไรเหนือความคาดหมายเสมอ”
คิดไม่ถึงว่าจะพานายท่านไปใส่ปุ๋ยด้วย น่าสนใจจริงๆ
......
อาจารย์ชางลู่รู้สึกน่าสนใจมาก แต่ใครบางคนกลับไม่รู้สึกแบบนี้
“เจ้าจะมาหรือไม่มา?!” ฉู่อวี๋ถือกระบวยตักมูลไว้ในมือข้างหนึ่ง อีกข้างถือถัง บนหน้าสวมผ้ากันกลิ่น มีเพียงดวงตาแบ่งแยกดำขาวชัดเจนที่โผล่พ้นออกมามองคนที่อยู่ห่างไปสามจั้งอย่างดุร้าย
“สุภาพบุรุษห่างไกลสิ่งสกปรก” คนที่อยู่ห่างไปสามจั้งยกคางอันประณีตขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงสง่างามหนักแน่น
“เจ้าบอกว่าจะฟังคำท่านอาน้อยไม่ใช่หรือ!” นางถือถังมูลด้วยความโมโหและเดินเข้าใกล้ฉินเซิงอย่างโกรธเกรี้ยว
ท่าทางเหมือนคนเป็นหม้ายพรหมจรรย์!
แปลงดอกไม้ใหญ่ขนาดนี้ เจ้าหมอนี่คิดจะยืนมองนางทำงานอยู่เฉยๆ ส่วนตัวเองทำหน้าที่ออกคำสั่งหรือไง!
ฉินเซิงพยักหน้า “ใช่ขอรับ”
“แบบนี้ค่อยใช้ได้หน่อย...” ฉู่อวี๋เพิ่งถอนใจด้วยความโล่งอกก็พบว่าทั้งที่นางเดินเข้าใกล้ฉินเซิงไปเรื่อยๆ ทว่าระยะห่างระหว่างทั้งคู่กลับยังคงไกลสามจั้ง ไม่ใกล้ขึ้นแม้แต่น้อย
นางก้มลงมองเสื้อคลุมของฉินเซิงแล้วก็ต้องโมโหทันที “ฉู่เสินเซียน ฉู่เซียนเซียน เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
เจ้าคนสารเลวนี่ ปากบอกว่าจะเชื่อฟังนาง แต่เท้ากลับลอยถอยไปด้านหลังเงียบๆ ไม่หยุด
เสียงของฉินเซิงยังคงอ่อนนุ่มสง่างาม “ท่านอาน้อยมีอะไรจะพูดหรือ ข้าฟังอยู่”
ฉู่อวี๋ถือถังมูลที่มีกลิ่นเหม็นอบอวลไล่ตามไปสองสามก้าว มองเงาร่างสูงเพรียวอ่อนโยนมีปราณเซียนวนเวียนที่ลอยห่างออกไปสองสามจั้งอีกครั้ง กัดฟันอดทนความต้องการที่อยากโยนถังมูลใส่หน้าเขา... นี่มัน ‘ฟัง’ อย่างเดียวชัดๆ!
“คุณหนูฉู่ อาจารย์ฉินบอกแล้วว่าหากท่านพรวนดินใส่ปุ๋ยแปลงดอกไม้ที่ใกล้ที่สุดไม่เสร็จภายในเที่ยงวันนี้ เช่นนั้นก็เกรงว่าท่านกับคุณชายคงไม่ได้กินข้าว” เด็กรับใช้ที่เฝ้าอยู่ไม่ไกลเตือนด้วยความหวังดี
ฉู่อวี๋กัดฟัน มองไปที่ฉินเซิงอย่างโกรธๆ วางถังมูลลงแล้วหันไปย่อตัวลง
“บ้าเอ้ย ช่างเป็น ‘เสี่ยวกงจวี่’ [footnoteRef:1]ที่ไม่ยอมทำงานทำการอะไรเลยจริงๆ!” (จวี่ แปลว่ายก) [1: เสี่ยวกงจวี่ 小公举 เป็นคำที่พัฒนามาจากคำว่า 小公主(องค์หญิง) ใช้เรียกผู้ชายโดยเฉพาะ]
ตอนแรกนางวางแผนว่าจะลากฉินเซิงลงน้ำด้วย บีบให้พวกจินเย่าคิดหาวิธีล้มเลิกงานนี้แบบลับๆ ดูท่าแผนนี้คงไม่สำเร็จแล้ว
“เสี่ยวกงจวี่? ท่านอาน้อยจะยกอะไรหรือ เซิงเอ๋อร์อาจพอช่วยได้” ฉินเซิงถามเสียงนุ่มอย่างสุภาพเรียบร้อย
ฉู่อวี๋กรอกตา “ยกถังมูล ทำไหม?”
‘เสี่ยวกงจวี่’ เซียนเซียนส่ายหัว “ไม่ขอรับ”
ฉู่อวี๋ถอนใจ ยกมือขึ้นดึงผ้าคลุมหน้าให้แน่นแล้วใช้พลั่วมาขุดดินอย่างยอมรับชะตากรรม
หลังจากที่นางถูกเหล่าหูเก็บมาเลี้ยงก็ย่อมไม่อาจเป็นคุณหนูที่มีชีวิตรอความตายไปวันๆ แม้เหล่าหูจะเป็นหัวหน้ามือปราบ มีเงินเดือน แต่ที่นาสองสามแปลงที่เหล่าหูมีก็ให้ผลผลิตไม่น้อย ทั้งยังเป็นเจ้าของได้เอง
ดังนั้นหลังจากที่นางพักรักษาจนหายดีก็ย่อมตามแม่บุญธรรมกับพี่สะใภ้ไปลงนาทำงานด้วยกัน
เรื่องที่ทำไม่เป็นเมื่อชาติก่อนก็มาทำเป็นในชาตินี้ ทั้งดำต้นกล้า เก็บมูล ใส่ปุ๋ย งานเกษตรกรรมต่างๆ ต้องศึกษาหมด
การเก็บมูลคืองานเหม็นสกปรกที่ไม่อาจยอมรับได้ในสายตาคนชั้นสูง แต่สำหรับฉู่อวี๋แล้วกลับไม่ได้ยากเกินไป เพราะถึงอย่างไรงานในนาน้ำก็หนักกว่าแปลงดอกไม้มาก
ฉินเซิงขมวดคิ้วมองถังมูลที่มีกลิ่นเหม็นลอยฟุ้ง เขาพูดเสียงทุ้ม “หากท่านอาน้อยไม่อยากทำ ข้าสามารถ...”
“ไม่ต้อง” ฉู่อวี๋ตัดบทเขาโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง “ข้ามีแผนของตัวเอง”
เด็กรับใช้คนนั้นตกใจไม่น้อยไม่กว่าอาจารย์ชางลู่กับจินเย่าเลยเมื่อเห็นฉู่อวี๋พรวนดินใส่ปุ๋ยอย่างตั้งใจ
คนในสถานศึกษาฉินต่างร่ำรวยหรือไม่ก็มีอำนาจ ต่อให้ชาติกำเนิดธรรมดาก็มีการสอนส่วนตัวที่บ้านหรือไม่ก็เชิญอาจารย์มาสอน การอบรมทางบ้านไม่มีทางด้อย หากไม่ไหวจริงๆ ก็เป็นคุณชายคุณหนูจากตระกูลที่ตกต่ำ
มีใครยอมทำงานสกปรกที่มีแต่ชาวนากับบ่าวรับใช้ทำกัน?
และดูจากท่าทางแล้ว...เหมือนจะคุ้นเคยมากเสียด้วย?
ตอนแรกเด็กรับใช้คิดว่าคุณหนูฉู่ที่ว่ากันว่ากำเริบเสิบสานใช้อำนาจบาตรใหญ่จะโมโหอัสนีพิโรธ บุกไปฟ้องเรื่องอาจารย์ฉินกับอาจารย์ชางลู่จนทุกอย่างอลหม่าน
ฉินเซิงมองแผ่นหลังของฉู่อวี่ก็พรวนดินใส่ปุ๋ยอยู่ไม่ไกลออกไปเงียบๆ พักหนึ่ง กระทั่งเมื่อนางไปตักมูลถังที่สอง ดวงตาอำพันที่อยู่ใต้ผมปรกใบหน้ามีความงงงวย “ท่านอาน้อย เหตุใดท่านจึงเอาแต่เล่นกับสิ่งสกปรก?”
ฉู่อวี๋วางถังมูลลง เช็ดเหงื่อแล้วกรอกตาให้เขา “นี่เรียกว่าใส่ปุ๋ย หากทำไม่เสร็จ เที่ยงวันนี้พวกเราคงต้องกินลม ทั้งหมดก็เพื่อเลี้ยงเจ้านั่นแหละ ทำไม่เสร็จไม่มีข้าวกิน!”
หากเซียนเอ๋อร์ยอมช่วยนางสักนิดก็คงไม่เหนื่อยขนาดนี้
เมื่อนางพูดจบก็อดทนต่อกลิ่นเหม็นและก้มหน้าทำงานต่อ
ฉินเซิงไม่พูดอะไรอีก ทำแค่มองแผ่นหลังที่กำลังทำงานของนางอยู่ไกลๆ เงียบๆ ดวงตาสีอำพันมีความสับสนมากขึ้น
เลี้ยงเขาหรือ?
ท่านแม่ ไม่สิ ท่านอาน้อยทำงานหนักก็เพื่อเลี้ยงเขาหรือ?
ไม่รู้เหตุใดคำที่ไม่คุ้นเคยนี้จึงตกลงกลางทะเลสาบหัวใจเขาเบาๆ เหมือนก้อนหินประหลาด ระลอกน้ำที่ทั้งแปลกทั้งอบอุ่นค่อยๆ กระเพื่อมออก
ฉู่อวี๋มีหรือจะรู้ว่าคำพูดระบายอารมณ์ของตัวเองจะกระทบหัวใจที่ไม่ตัดขาดไม่สนโลกของเซียนเอ๋อร์
นางขุดดินใส่ปุ๋ยอย่างคล่องแคล่วเหมือนบินไปด้วย คอยนับว่ายังเหลือดอกไม้อีกกี่ต้นจึงจะเสร็จงานเช้านี้ไปด้วย
องค์หญิงน้อยฉินเซิงมองอยู่ด้านข้างอยู่นาน เห็นว่าฉู่อวี่ไม่สนใจตัวเองแม้แต่น้อย ในใจอึดอัดแปลกๆ... เขาไม่ชอบความรู้สึกนี้เลยจริงๆ
เขาตัดสินใจหาเรื่องคุย “ท่านอาน้อย ท่านใช้อะไรกับผู้หญิงคนนั้นหรือ เป็นโอสถคลายชีพจรสลายเอ็นสือเซียง พิษหมื่นกู่ของพรมแดนเผ่าเหมียวหรือจากสำนักถังแห่งเสถวน?”
ฉู่อวี๋พ่นลมหายใจเบาๆ “เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนมีเงินแบบพวกเจ้า เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในใต้หล้าหรือไง ของชั้นยอดแบบนั้นคนธรรมดาแบบข้าจะมีหรือ?”
ฉินเซิง “เช่นนั้นมันคือ...”
ฉู่อวี้ตักปุ๋ยมาใส่ลงใต้รากดอกไม้ “เป็นยาสำหรับสุนัขของโจรขโมยหมาน่ะ โจรผู้นี้ยากจนเกินไป ใช้ของด้อยคุณภาพที่หมดอายุ เวลาออกฤทธิ์ไม่ตายตัว เมื่อออกฤทธิ์แล้วจะทำให้ขาอ่อนจนล้ม แต่ในอีกวินาทีก็หายดี ตัวยามีผลเจ็ดวัน”
นางหยุดสักพัก กลบดินกลับที่เดิมอย่างพึงพอใจ “สำหรับคนจอมปลอมอย่างลู่อวิ๋นชิงที่รักหน้าตามากกว่าสิ่งใด จะมีอะไรดีไปกว่าการที่นางไม่รู้ว่าเมื่อไรตัวเองจะล้มจนขายหน้า?”
อยากเห็นท่าทางขายหน้าของ ‘เทพธิดาอวิ๋นชิง’ จริงๆ
ฉินเซิง “คิดไม่ถึง...ว่าโลกนี้จะมียาพิษที่แปลกพิสดารขนาดนี้อยู่ด้วย”
......
ณ ห้องวาดภาพชิงเหลียน
“หืม ยายเด็กคนนั้นยอมตักมูลใส่ปุ๋ยแต่โดยดีหรือ?” อาจารย์ฉินวางพู่กันลงแล้วมองเด็กรับใช้ที่มารายงานด้วยความประหลาดใจ
“ขอรับ คุณหนูฉู่ผู้นั้นไม่ได้เอะอะโวยวาย ไม่ได้ไปหาอาจารย์ชางลู่เช่นกัน” เด็กรับใช้พยักหน้าตอบอย่างนอบน้อม
ใบหน้าเย็นชาของอาจารย์ฉินคลายลงเล็กน้อย “ดูท่านางคงไม่ใช่คนที่โง่จนไร้โอสถรักษา”
สถานศึกษาฉินไล่นักเรียนไม่ได้ แต่นี่ไม่หมายความว่าบรรดาอาจารย์ไม่มีวิธีทำให้นักเรียนเป็นฝ่าย ‘ออกไปเอง’
หากอีกฝ่ายมองสถานการณ์ออก อาศัยที่นายท่านสามมีบุญคุณกับตัวเอง นางก็พอผ่อนปลนให้ได้
มือที่กำลังฝนหมึกของลู่อวิ๋นชิงหยุดลงเช่นกัน จากนั้นก็เงยหน้าพูดเสียงนุ่มว่า “ท่านอาจารย์พูดถูกแล้วเจ้าค่ะ จบเพียงเท่านี้ดีหรือไม่เจ้าคะ หากนายท่านฉินสามรู้ว่าน้องสาวภรรยาตัวเองลำบากอยู่ที่นี่ก็อาจไม่เป็นผลดีกับท่านอาจารย์”
ทว่าคำปลอบประโลมของลู่อวิ๋นชิงกลับทำให้ใบหน้าที่เดิมทีคลายลงของอาจารย์ฉินกลับมาเย็นชาอีกครั้ง นางขว้างพู่กันแล้วยิ้มเยาะ “ไม่เป็นผลดีหรือ? เช่นนั้นก็ให้ไม่ดีไปเถิด หากสถานศึกษาฉินจะไล่ข้าออกเพราะญาติห่างๆ ที่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ไม่มีวิชาความรู้ แบบนี้จะมีใครกล้าสอนที่นี่อีก นายท่านฉินสามเป็นผู้สูงส่ง มีหรือจะทำแบบนี้?”
…………………………………………………………………………………………………