ลวงล่อคุณชายให้เผลอใจ: Chapter 008 ตอนที่ 8
บทที่ 8 สุนทรียศาสตร์แห่งความรุนแรง
แต่ไม่ว่าคนรอบข้างจะพูดโน้มน้าวอย่างไร นายท่านใหญ่ฉินล้วนไม่ตอบ เพียงแค่พยายามจ้องไปที่ฉินเซิง
หลิ่วฮูหยินสบตากับนายท่านของตนเองครู่หนึ่ง ทว่ากลับไม่ได้รีบร้อนอะไร พวกเขารู้ว่าผู้ที่มีหน้าที่ตัดสินใจไม่ใช่นายท่านใหญ่ฉินผู้นี้ มีบางเรื่องฉินเซิงจะต้องเป็นผู้ตัดสินใจ
ต่อให้ เขาจะปัญญาอ่อนไปแล้วก็ตาม
ถึงแม้ว่าพวกเขาจะลอบสังเกตมาเนิ่นนานแล้ว แต่ก็ยังมองไม่ออกว่าแท้จริงแล้วฉินเซิงนั้นปัญญาอ่อนไปแล้วจริงๆ เหมือนข่าวที่พวกเขาได้ยินมาหรือไม่
หลิ่วฮูหยินชำเลืองมองเสิ่นฮูหยินแวบหนึ่ง ทว่าเห็นเสิ่นฮูหยินหันหน้ากลับ เพียงแค่นั่งกับนายท่านสามฉินสองคนเงียบๆ ราวกับรูปปั้นดินเหนียวของพระโพธิสัตว์อย่างไรอย่างนั้น
ในใจหลิ่วฮูหยินเกิดโทสะแค่นเสียงเย็นเสียงหนึ่ง เวลานี้ยังจะเสแสร้งแกล้งทำเป็นยึดมั่นในคุณธรรมอีกหรือ!
นางลังเลครู่หนึ่ง ยังคงเดินอย่างช้าๆ ไปตรงหน้าฉินเซิง เอ่ยขึ้นเบาๆ อย่างเคารพ “ฉินเซิง เจ้าดีขึ้นบ้างแล้วหรือยัง?”
ในสายตาของคนภายนอกแล้ว คุณชายฉิน คุณชายสามเป็นพระโพธิสัตว์กวนอินที่ขาวสะอาดงดงามไม่กินอาหารบนโลกมนุษย์ เป็นเทพผู้มีฝีมือยอดเยี่ยมด้านการเย็บปักถักร้อย เป็นเซียนผู้มีคุณธรรมสูงส่งและบริสุทธิ์
มีเพียงคนในตระกูลฉินเช่นพวกเขาเท่านั้นที่รู้ แม้แต่ผู้อาวุโสเช่นพวกเขาเมื่ออยู่ต่อหน้าเขาแล้วล้วนไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม ถึงแม้ว่าตระกูลฉินจะเริ่มร่ำรวยมากขึ้นเพราะนายท่านใหญ่ฉิน แต่อยู่ได้มาจนถึงทุกวันนี้ ล้วนเป็นเพราะความสามารถของฉินเซิง เขาเป็นคนที่ตระกูลฉินไม่สามารถต่อต้านการดำรงอยู่
หลายปีมานี้ตราบใดที่เกี่ยวข้องกับตระกูลฉิน หรือว่าจะเป็นผู้ที่เป็นศัตรูของฉินเซิงล้วนหายไปจากโลกมนุษย์อย่างสงบเงียบไร้ร่องรอย
ถึงแม้ว่าคนในตระกูลฉินจะไม่มีใครที่สามารถใกล้ชิดกับเจ้าบ้านตระกูลฉินผู้ที่สงบนิ่งอ่อนโยนราวกับหยก คนผู้นั้นเป็นหิมะที่อยู่บนยอดเขาคุนหลน รูปปั้นหยกพระโพธิสัตว์กวนอินที่อยู่บนศาลเจ้า หากว่าอยู่ใกล้เพียงนิดล้วนทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะกลั้นหายใจ ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม ไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าเป็นเพราะเคารพหรือเพราะเกรงกลัว
หลิ่วฮูหยินยิ่งเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ภายใต้ใบหน้าที่ดูยิ้มแย้มของคนผู้นั้น กลับเป็นเหมือนกระแสน้ำในมหาสมุทรลึกที่ไม่มีสิ้นสุด ลึกล้ำจนไม่อาจคาดเดา
หลายปีมานี้นางและสามีก็ใช่ว่าจะไม่เคยพยายามล้ำเส้นยื่นมือเข้าแทรกแซงเรื่องของตระกูลฉิน แต่ทุกครั้งกลับพบว่าผู้ที่ตัวเองส่งเข้าไปสอดแทรกในตำแหน่งต่างๆ วางแผนสร้างความสัมพันธ์อย่างลับๆ แผนการและสิ่งของผลประโยชน์ต่างๆ ทั้งหมดนั้น ล้วนหายไปในเวลาสั้นๆ ราวกับว่าคนพวกนั้น สิ่งของพวกนั้นไม่เคยมีมาก่อนบนโลก กระทั่งร่องรอยก็ไม่หลงเหลือแม้แต่นิดเดียว
สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ก็คือสายตาของฉินเซิงที่มองมายังพวกเขาอย่างคาดไม่ถึง ชัดเจนว่าสงบนิ่งและเย็นชา ทว่ากลับทำให้พวกเขาหวาดกลัวจนตัวสั่น
การยื่นมือเช่นนั้น กลับสัมผัสได้เพียงแต่ความหวาดกลัวที่ว่างเปล่าและมืดมน ในที่สุดก็ทำให้พวกเขาไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามอีก อยู่ในโรงทอผ้าเล็กๆ ของตัวเองอย่างเป็นระเบียบ
เพียงแต่ว่า ใจของคน จะผูกมัดเอาไว้ได้อย่างไร?
นางเป็นบุตรสาวตระกูลหลิ่วเจ้าวงการค้าแห่งเซียงหนาน จะยอมหยุดเพียงแค่นี้ได้อย่างไร?
ขณะนี้ โอกาสมาถึงแล้ว
มองใบหน้าเย็นชาของฉินเซิงที่อยู่ตรงหน้า หลิ่วฮูหยินกลืนน้ำลาย อิทธิพลของเจ้าบ้านตระกูลฉินยังคงหลงเหลืออยู่ ทว่าอำนาจเช่นนั้นทำให้นางกัดฟันกรอด ก้าวไปข้างหน้าเอ่ยขึ้นเสียงต่ำ “ฉิน...ฉินเซิง คุณชายสาม?”
บุรุษที่สงบนิ่งจนเกินไปทำให้นางแทบจะไม่กล้าเรียกชื่อตรงๆ กระทั่งเอ่ยเสียงต่ำอย่างนอบน้อม
ทว่ากลับยังคงไม่มีคนสนใจนาง ใบหน้าของหลิ่วฮูหยินเริ่มจะเก็บอาการไม่อยู่แล้ว
ทันใดนั้นฉินเซิงกลับเริ่มขยับแล้ว เขาวางถ้วยกระเบื้องเคลือบที่อยู่ในมือ ท่ามกลางสายตาของหลิ่วฮูหยิน และคนอื่นๆ ที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและแฝงไปด้วยความหวาดกลัว เขาหันกลับไปจับมือของฉู่อวี๋ เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ท่านอา ข้าอยากดื่มนมเปรี้ยว”
หลิ่วฮูหยิน “...”
นายท่านใหญ่ฉิน “แค่กๆๆ บุรุษดื่มนมอะไรกัน!”
ผู้คนทั้งหลาย “...”
……
ฉู่อวี๋ตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนทั้งหลายอีกครั้ง ท่ามกลางสายตาที่หยั่งเชิง ต่อต้าน รังเกียจเช่นนั้นนางรู้จักเป็นอย่างดี หลายวันมานี้ที่ได้มาอยู่ที่นี่ นางคุ้นเคยตั้งนานแล้ว
นางมองดวงตาสีอำพันเป็นประกายงดงามของฉินเซิง ทันใดนั้นรู้สึกว่าบรรยากาศภายในห้องโถงที่ขุ่นมัว ดวงตาคู่นี้กลับทำให้ผู้คนรู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างมาก
นางพลิกมือจับมือของฉินเซิงกลับ ยิ้มตาหยีเอ่ยขึ้น “อืม ท่านอาก็อยากดื่มนมเปรี้ยว”
ฉินเซิงพยักหน้าอย่างอ่อนโยน “อืม”
ครั้งนี้เขาไม่ได้เพิ่มคำขยายอะไรมากมายที่ทำให้ฉู่อวี๋กระอักเลือด ลุกขึ้นจูงฉู่อวี๋เดินจากไป
สายตาของผู้คนทั้งหลายล้วนจับจ้องไปยังมือข้างนั้นของฉู่อวี๋ที่จับมือฉินเซิง สายตาเหล่านั้นเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ตกตะลึง กระทั่งหวาดกลัว
คาดไม่ถึงเลยว่าฉินเซิงจะเป็นฝ่ายเริ่มจับมือสตรีก่อน แถมยัง...มีคนกล้าจับมือของฉินเซิงกลับอีก!
ผู้คนทั้งหลายในตระกูลฉินต่างก็รู้ว่าฉินเซิงให้ความสำคัญกับมือคู่นั้นของเขามากเพียงใด มือคู่นั้นของเทพฉินผู้ที่ได้รับความเคารพจากผู้คนทั้งหลายราวกับราชาแห่งนก มือคู่นั้นที่ปักสิ่งต่างๆ ออกมาราวกับพระเจ้าได้กำหนดเอาไว้แล้ว!
เพียงแต่ว่าใครก็ตามที่ถูกมือเรียวขาวราวกับหยกที่งดงามนั่นดึงดูดเสียจนเกิดความคิดบางอย่าง ไม่นานเท่าไหร่ล้วนเป็นเพราะอุบัติเหตุต่างๆ จึงต้องตัดแขนตัดข้อมือ เพียงแต่ว่าไม่เคยมีใครสงสัยในตัวบุคคลที่ราวกับเทพเซียนเช่นนั้น
ทว่าพวกเขาเป็นคนตระกูลฉิน จะไม่รู้ได้อย่างไร เพียงแต่ไม่กล้าพูดต่อผู้คนภายนอก
ฉู่อวี๋มองข้ามสายตาตกตะลึงของผู้คนทั้งหลาย รู้สึกสบายใจอย่างยิ่ง โบกมือให้ผู้คนทั้งหลายอย่างชั่วร้าย “พบกันใหม่ ทุกท่าน”
ท่าทางโบกมือดังกล่าว กระตุ้นโทสะของเสิ่นฮูหยินผู้ที่เงียบมาโดยตลอดขึ้นในชั่วพริบตา นางตบโต๊ะและลุกขึ้น เอ่ยเสียงเย็น “ฉินเซิง คุณชายสาม เจ้าจะทิ้งผู้อาวุโสเช่นพวกเราไว้แบบนี้ แล้วพาหญิงชั้นต่ำนี่ออกไปหรือ เจ้าตกต่ำถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อไร?”
ในใจของเสิ่นฮูหยินก็ใช่ว่าจะไม่เกรงกลัวฉินเซิง แต่ว่ากล้าชักสีหน้าต่อหน้าฉินเซิง ประการแรกเป็นเพราะว่านางจำได้ว่าหลานสาวของตัวเองเสิ่นจือนั่วเพราะเหตุใดถึงได้มานอนอาเจียนออกมาเป็นเลือดอยู่บนเตียงอย่างเช่นตอนนี้
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสายสัมพันธ์ที่แตกต่างกัน เสิ่นฮูหยินย่อมปกป้องเข้าข้างเสิ่นจือนั่ว ถึงแม้ว่าสุภาพสตรีเช่นนางจะมีนิสัยยึดมั่นในคุณธรรมและรักสันโดษ แต่ก็ไม่สามารถทนมองสตรีที่ชอบยั่วยวนเช่นนั้น
ถึงแม้ว่านางก็ไม่เข้าใจว่ารูปร่างหน้าตาธรรมดาอย่างฉู่อวี๋ กิริยาท่าทางแข็งกระด้าง เพียงแต่เป็นสตรีที่ดูปราดเปรียว มีความสามารถอันใดถึงกับทำให้ผู้ที่เย่อหยิ่งไม่เห็นผู้อื่นอยู่ในสายตาอย่างฉินเซิงลุ่มหลง
แต่ว่าก็เป็นเพราะเช่นนี้ ดังนั้นภายในใจของนางจึงติดสัญลักษณ์นางปีศาจจิ้งจอกให้กับฉู่อวี๋โดยตรง
ประการที่สอง นางเห็นแล้วว่าท่าทางของฉินเซิงมีบางอย่างที่ไม่ปกติ จะต้องลองหยั่งเชิงเสียหน่อย ไม่มีเครื่องมือใดที่ดีไปกว่าฉู่อวี๋แล้ว
แน่นอนว่าฉู่อวี๋ไม่รู้ว่าเสิ่นฮูหยินผู้นี้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับเสิ่นจือนั่ว เพียงแต่ว่าเจตนาร้ายของเสิ่นฮูหยินและการดูถูกเหยียดหยามชัดเจนเช่นนี้ แน่นอนว่านางย่อมเข้าใจเป็นอย่างดี
นางเลิกคิ้ว ดวงตากลมโตฉายแววหงุดหงิด นางไม่เคยยุแหย่พวกเขา ที่เรียกว่าขุนนางตระกูลใหญ่นั้นชอบเหยียบย่ำผู้อื่นตามใจชอบเช่นนี้หรือ?
คำก็หญิงชั้นต่ำ สองคำก็หญิงช้ำต่ำ เช่นนั้นนางก็เป็นหญิงชั้นต่ำก็แล้วกัน
ทันใดนั้นฉู่อวี๋เงยหน้าขึ้นมองไปยังฉินเซิง กล่าวด้วยน้ำเสียงที่กระทั่งตัวเองยังรู้สึกขนลุก “อาเซิง...”
ทว่านางยังไม่ทันได้ฟ้องจบ ฉินเซิงที่อยู่ตรงหน้าก็หายไปแล้ว ต่อมาภายในห้องโถงใหญ่ก็เกิดเสียงดังขึ้นในชั่วพริบตา ฝุ่นควันเกิดขึ้นรอบด้าน
“ตูม!”
ผู้คนทั้งหลายล้วนตกใจจนสั่นเทาไปทั้งตัว ชั่วขณะไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
เพียงแต่หลังจากที่รอให้ฝุ่นควันหายไป พวกเขาถึงจะเห็นเหตุการณ์ภายในห้องโถงใหญ่อย่างชัดเจน ผู้คนทั้งหลายต่างก็นิ่งงันในชั่วพริบตา
เดิมทีตรงกลางลานบ้านมีกระถางดอกไม้ทองสัมฤทธิ์ลักษณะคล้ายกับกระถางสำริดสามขาขนาดใหญ่ประมาณคนสี่คนโอบแขนตั้งอยู่ ด้านในปลูกต้นกู่หรง[footnoteRef:1]ขนาดใหญ่ต้นหนึ่ง ขณะนี้ด้านในของต้นกู่หรงถูกขุดรากถอนโคนออกแล้วโยนทิ้งไว้ด้านข้าง และกระถางดอกไม้ทองสัมฤทธิ์ซึ่งมีขนาดใหญ่นั่นถูกคนโยนลงบนพื้นห้องโถงใหญ่ กระแทกลงแตกกระจายเต็มพื้นอิฐทองคำ เศษหินกระเด็นไปทั่วสารทิศ [1: ต้นไทรโบราณ]
กระถางดอกไม้ทองสัมฤทธิ์ที่อยู่บนพื้น เงาร่างซึ่งกำลังกระตุกถูกคนยกขึ้นปักลงตรงกลางกระถางดอกไม้ ราวกับพืชต้นหนึ่งที่ถูกเพาะปลูก
และผู้ที่สวมชุดสีขาวที่ถือกิ่งไม้หักซึ่งกำลังขุดดินนำมนุษย์ต้นไม้นั่นลงปลูกอย่างช้าๆ แล้ว หากมิใช่ฉินเซิงจะเป็นใคร
“ช่วย...ช่วยชีวิต...”
มนุษย์ต้นไม้ที่ถูกเพาะปลูก เสิ่นฮูหยินทั้งตัวยุ่งเหยิง ครึ่งตัวถูกปักลงไปในดิน นางร้องไห้อย่างหวาดกลัว ไอออกมาเป็นเลือด หวาดกลัวเสียจนยื่นมือสั่นเทาไปยังผู้คนโดยรอบขอความช่วยเหลือ
กระทั่งสามีของนางล้วนตกใจเสียจนล้มกองอยู่บนพื้น ใบหน้าซีดขาว ไม่สามารถขยับได้
ดวงตางดงามสีอำพันอ่อนๆ ของฉินเซิงเป็นประกาย มุมปากปรากฏรอยยิ้มอ่อนโยนอย่างชัดเจน “นางเป็นท่านอา มิใช่หญิงชั้นต่ำ”
เพิ่งจะพูดจบ เขาก็สะบัดมือเบาๆ
“เหอะ!” จากนั้นเสียงร้องแสบแก้วหูดังขึ้น
เขาสะบัดแขนเสื้ออย่างสง่างาม กิ่งไม้ที่อยู่ในมือของคนผู้นั้น ทันใดนั้นก็ทิ่มลงตรงไหล่ของเสิ่นฮูหยินโดยตรง ตามด้วยลมแรงฝังเข้าไปในดิน ถึงกับทำให้เสิ่นฮูหยินติดแน่นอยู่ในกระถางดอกไม้โดยตรง!
“อา!”
แสงเลือดกระจายทั่วสารทิศ แดงฉานไปทั่ว
เสิ่นฮูหยินส่งเสียงร้องโหยหวนเสียงหนึ่ง หมดสติในชั่วพริบตา เพียงแต่เพราะกิ่งไม้หักนั่นที่ทะลุร่างกายเมื่อสักครู่นี้จึงไม่ได้ล้มลง
มองไปไกลๆ นางก็เหมือนพืชที่มีรูปร่างแปลกประหลาดมีลักษณะคล้ายกับคนซึ่งเพิ่งปลูกใหม่ในกระถางดอกไม้ ถูกไม้ค้ำเอาไว้
ฉินเซิงยืนอยู่ด้านข้างอย่างสง่างามและค่อยๆ ใช้ผ้าเช็ดนิ้วมือเรียวขาวราวกับหยกของเขา ในที่สุดก็ไม่มีเลือดแม้แต่หยดเดียวที่เปื้อนบนร่างกายของเขา
สายลมอ่อนๆ พัดผ่านชุดคลุมยาวผมสีดำของเขา เขายังคงสะอาดไม่เปื้อนสิ่งใดๆ บุคคลที่มีลักษณะท่าทางราวกับเทพเซียน คล้ายกับว่าที่ลงมือเมื่อสักครู่นี้เป็นเพียงแค่การเล็มและการจัดแต่งกระถางต้นไม้เท่านั้น
ภาพเหตุการณ์ที่น่าเวทนาและแปลกประหลาดเช่นนี้ ทำให้ผู้คนทั้งหลายที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็หวาดกลัวจนตัวสั่น ความตกตะลึงและความหวาดกลัวเข้าครอบงำจิตใจของผู้คนทั้งหมด
ฉู่อวี๋มองไปยังฉินเซิงอย่างหวาดผวา พูดอะไรไม่ออกสักคำ
เกินไป...
ป่าเถื่อนเกินไปแล้ว!
ฉากนี้ล้วนทำให้ฉู่อวี๋นึกถึงค่ำคืนที่เลวร้ายที่เกิดไฟลุกโชนซึ่งเป็นคืนที่นางพบกับฉินเซิงเป็นครั้งแรก
ความโหดเหี้ยมเช่นนั้น วิธีการที่โหดร้ายทารุณเต็มไปด้วยความรู้สึกแห่งสุนทรียภาพอย่างแปลกประหลาดเช่นเดียวกัน หวาดผวาจนนางพูดอะไรไม่ออก เป็นอีกครั้งที่นางได้เปิดโลกทัศน์โดยสิ้นเชิง
และในเวลานี้ เทพเจ้ารูปงามที่ชอบใช้ความรุนแรงและโหดร้ายทารุณนั่นได้สร้างสรรค์ผลงานของตัวเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว หมุนตัวเดินไปยังฉู่อวี๋ เขายิ้มเล็กน้อย “ท่านอา”
ฉู่อวี๋สะดุ้งโหยง ถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
เพียงแต่หนึ่งก้าวนี้ กลับทำให้ฉินเซิงชะงักฝีเท้า รอยยิ้มที่อ่อนโยนงดงามของเขาค่อยๆ เลือนหายไปจากใบหน้า
จบเห่ ซวยแล้ว!
ภายในใจของฉู่อวี๋เกิดคำสองคำขึ้นในชั่วพริบตา นางเบิกตากว้าง ถึงแม้ว่านางก็ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงคิดเช่นนี้ แต่ว่านางเชื่อในสัญชาตญาณที่เฉียบแหลมเหมือนสัตว์ร้ายตัวเล็กๆ ของตัวเองมาโดยตลอด