ลวงล่อคุณชายให้เผลอใจ

ลวงล่อคุณชายให้เผลอใจ: Chapter 007 ตอนที่ 7

#7Chapter 007

บทที่ 7 ศัตรูภายนอกป้องกันได้ง่าย ศัตรูภายในป้องกันได้ยาก

……

“เตรียมอาหารว่างเพิ่ม”

“เจ้าค่ะ คุณหนูอวี๋”

“มีน้ำแข็งไสหรือไม่ นำมาหนึ่ง”

“แต่ว่าท่านประมุขพูดแล้ว ท่านไม่สามารถกินน้ำแข็งมากเกินไป”

“ท่านประมุขของพวกเจ้าไปเคี่ยวน้ำหวานแล้ว ไม่ได้อยู่ที่นี่เสียหน่อย”

“เจ้าค่ะ...คุณหนูอวี๋”

ฉู่อวี๋บิดขี้เกียจอย่างเบื่อหน่าย มองมือที่ระยะนี้ดูขาวนวลขึ้นของตัวเอง จากนั้นเอนลงบนเตียงหลับตาพักผ่อน

ล้วนพูดว่าเลี้ยงดูอย่างร่ำรวยมีเกียรติเฉกเช่นดอกมู่ตาน[footnoteRef:1] ดอกหล่าปา[footnoteRef:2]เช่นนางเมื่อเลี้ยงดูอยู่ในบ่อน้ำที่ร่ำรวยมีเกียรติแล้วก็ยิ่งมีน้ำมีนวลมากขึ้น ไม่เปล่าประโยชน์ที่นางแบกรับความวิตกกังวลความหวาดกลัวมาโดยตลอด [1: ดอกโบตั๋น] [2: ดอกผักบุ้ง]

ชั้นลอยบนบ้าน จินเย่ามองไปยังลานบ้านที่อยู่ไกลๆ อย่างเยือกเย็น เห็นฉู่อวี๋ที่อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่กำลังเพลิดเพลินกับการได้รับการปรนนิบัติจากหญิงรับใช้ทั้งหลาย “เรียกนางว่าคุณหนู ก็คิดว่าตัวเองเป็นเจ้านายจริงๆ เสียแล้ว พวกเราจะปล่อยให้เด็กสาวไร้ยางอายนี่วางอำนาจบาตรใหญ่เช่นนี้หรือ?”

เมื่อเขานึกถึงนายท่านของตนเองที่ชาญฉลาด องอาจห้าวหาญราวกับเทพตกสวรรค์คอยทำตามคำสั่งนู้นนี่ของฉู่อวี๋ ดาบที่อยู่ในมือก็ยิ่งอยากจะสังหารคนขึ้นมาทันที

ท่านป้าจินขมวดคิ้วเล็กน้อย “เหล่าจินพูดแล้วว่าตอนนี้ภายในสมองของนายท่านลิ่มเลือดอุดตัน ยังไม่ได้สติ เขาจะเชื่อในสิ่งที่เขาอยากจะเชื่อเท่านั้น ถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านั้นจะไม่สมเหตุสมผล แต่ว่าเขาก็เต็มใจที่จะเชื่อ ดังนั้นตอนนี้เด็กสาวฉู่อวี๋นั่นก็ไม่สามารถแตะต้องได้”

หลายปีมานี้นายท่านฝึกฝนจนเชี่ยวชาญแล้ว สีหน้าราวกับพระโพธิสัตว์กวนอิน ความคิดจิตใจลึกล้ำ ดีใจหรือโมโหล้วนไม่แสดงออกมา ทว่าภายในช่วงสั้นๆ นี้กลับหายวับไปกลับตา หลายวันมานี้เพื่อเด็กสาวนั่น นายท่านล้วนโมโหกี่ครั้งแล้ว?

ช่างเหมือนย้อนกลับไปตอนที่อายุสิบสามจริงๆ ทว่ากลับไม่เหมือนเขาในตอนนั้นทั้งหมด กระทั่งคนใกล้ชิดเช่นพวกเขาล้วนเดารูปแบบการกระทำของนายท่านในขณะนี้ไม่ออก

ท่านป้าจินคิดถึงตรงนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะปวดศีรษะ

“หากว่านางเป็นภัยต่อคุณชายสาม ต่อให้ข้าต้องแลกด้วยชีวิตให้นายท่านจัดการ ก็จะต้องปลิดชีพนางด้วยดาบนี้” จินเย่าแค่นเสียงเย็น

ระหว่างที่ทั้งสองกำลังพูดคุย ทันใดนั้นก็เห็นสุ่ยเย่าเข้ามารายงานอย่างรีบร้อน “ท่านป้าจิน ท่านหัวหน้า นายท่านใหญ่จากเรือนเฟิงเหอพาคนมาหานายท่านและแม่นาง...ฉู่”

ท่านป้าจินและจินเย่าสองคนสบตากัน ล้วนเห็นสายตาที่มืดมนและเยือกเย็นของอีกฝ่าย

“ในที่สุดก็มาจนได้ คุณชายเพิ่งจะเกิดเรื่องเพียงแค่ไม่กี่วัน มีคนทนไม่ไหวเสียแล้ว” นัยน์ตาดอกท้อของจินเย่าปรากฏเปลวไฟเย็นยะเยือก

ท่านป้าจินเก็บมือเข้าแขนเสื้อ ความเยือกเย็นปรากฏภายในดวงตาเรียวยาวลึกๆ “วันเวลาผ่านไปเนิ่นนานแล้ว ทาสรับใช้บางคนลืมฐานะของตนเอง มักจะอยากจะปีนขึ้นไปเทียบกับนายท่านอยู่เสมอ”

……*……*……

เรือนเฟิงเหอ ต้นไม้สูงใหญ่ หินทะเลสาบไท่[footnoteRef:3]หูที่ขรุขระนั้นประณีตงดงาม การประดับตกแต่งอย่างโบราณเรียบง่ายแสดงให้เห็นรสนิยมที่ไม่ธรรมดาของผู้เป็นเจ้าของ [3: หินที่ใช้สำหรับตกแต่งลานบ้าน]

เพียงแต่เวลานี้ภายในห้องโถงเกิดเสียงเอะอะโวยวาย โมโหเสียจนเสียงดังลั่นไปทั่วท้องฟ้า ทาสรับใช้ต่างก้มศีรษะ ไม่กล้าส่งเสียงเคลื่อนไหวใดๆ

“เหลวไหล ไร้สาระ เจ้ามีท่านอาที่ไม่รู้ที่มาที่ไปเพิ่มมาอีกคนตั้งแต่เมื่อไร จะทำให้ผู้เป็นพ่อโมโหจนตายเลยหรือ!” บุรุษวัยกลางคนอายุประมาณห้าสิบ ใบหน้ากว้างริมฝีปากหนา ท่าทางดูน่าเกรงขามและเด็ดเดี่ยวอย่างยิ่งทุบโต๊ะด้วยความเดือดดาล กล่าวต่อฉินเซิงที่นั่งอยู่ด้านซ้ายมือของตัวเองอย่างฉุนเฉียว

ฉินเซิงยกถ้วยชาที่อยู่ในมือ ค่อยๆ จิบนมที่อยู่ภายในอย่างช้าๆ ทว่ากลับไม่พูดอะไร

ชายวัยกลางคนผู้นั้นคือท่านพ่อของฉินเซิง ซึ่งก็คือนายท่านใหญ่แห่งตระกูลฉินฉินโส่วเจิ้ง เดิมทีตระกูลฉินเป็นตระกูลขุนนางชั้นสูงแห่งเจียงหนานมาเป็นระยะเวลายาวนาน เพียงแต่ว่าค่อยๆ ตกต่ำลง เมื่อถึงรุ่นของผู้ที่มีนิสัยตรงไปตรงมาอย่างฉินโส่วเจิ้ง เขายิ่งไม่ชอบศึกษาตำราสนใจเพียงศิลปะการต่อสู้ ทิ้งปากกาสมัครเป็นทหาร ดำรงตำแหน่งภายในกรมเจิ้นฝู่จนได้เป็นถึงขุนพลแห่งเจียงหนาน ทว่าเนื่องจากเจ็บป่วยเรื้อรังจึงปลดเกษียณ

บวกกับพรหมลิขิตโดยบังเอิญเมื่อหลายปีก่อนที่ได้แต่งภรรยาซึ่งเป็นคุณหนูใหญ่แห่งโรงทอผ้าของทางตอนใต้ ทรัพย์สินของตระกูลก็ยิ่งร่ำรวยมากขึ้น น้องชายทั้งสองต่างก็ได้เแต่งภรรยาซึ่งเป็นบุตรสาวของครอบครัวขุนนางตระกูลใหญ่แห่งนครหลวงและบุตรสาวของตระกูลการค้าที่มีชื่อเสียงแห่งเซียงหนาน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาตระกูลฉินก็ค่อยๆ ขยายกิจการผลิตภัณฑ์สิ่งทอและงานเย็บปักถักร้อยจนยิ่งใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อให้กำเนิดฉินเซิงผู้ที่มีความสามารถอย่างน่าทึ่ง ทำให้โรงทอผ้าของตระกูลฉินเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกหล้า นอกจากนี้ยังควบคุมผลิตภัณฑ์สิ่งทอของเจียงหนาน กระทั่งค่าใช้จ่ายเสื้อผ้าอาภรณ์ในสี่ฤดูของครอบครัวจักรพรรดิแทบทั้งหมดล้วนมีตระกูลฉินเป็นผู้รับผิดชอบ ฉินเซิงก็ถูกนับถือในฐานะเจ้าบ้านตระกูลฉิน

ภายนอกตระกูลฉินมีฉินเซิงคอยจัดการงานราชการ ภายในมีครอบครัวรองคอยจัดการเรื่องในตระกูล เดิมทีก็ไม่เชี่ยวชาญทางด้านการค้าอย่างนายท่านใหญ่ฉินจึงอู้งานไปเปิดสำนักรับลูกศิษย์โดยตรง ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ ไม่ยุ่งเรื่องภายในวงศ์ตระกูลมาหลายปีแล้ว ยิ่งคุมลูกชายของตัวเองไม่อยู่

ทว่าเห็นใบหน้าเฉยเมยของฉินเซิงทั้งยังท่าทีที่ไม่สนตัวเองนั่นอีก เขายังคงโมโหเสียจนหนวดเคราสั่นทว่ากลับจนปัญญา ทำได้แค่เพียงหันไปมองฉู่อวี๋ที่อยู่ด้านหลังฉินเซิงอย่างฉุนเฉียว ตะคอกขึ้น “เจ้า เป็นใครกัน ข้า...ข้ามีน้องสาวเช่นเจ้าตั้งแต่เมื่อไร!”

ฉู่อวี๋ก้มศีรษะ ไม่ได้สนใจคำถามเชิงบังคับให้ตอบของนายท่านใหญ่ฉิน เพียงแต่ลอบหัวเราะเยาะภายในใจ หึๆ นายท่านใหญ่ฉิน ท่านมีน้องสาวเพิ่มขึ้นสักคนจะเป็นไรไป แท้จริงแล้วลูกชายของท่านได้เตรียมภรรยาไว้ให้ท่านต่างหากเล่า

เพียงแต่ว่านางก็ยืนยันได้อีกครั้ง ศีรษะที่งดงามของฉินเซิงถูกนางทุบเสียจนพังแล้วอย่างแน่นอน ท่านพ่อของเขาเองล้วนโมโหจนจะระเบิดแล้ว เขาอยากจะให้ผู้ร้ายเป็นแม่...เฮ้อ ให้นางเป็นแม่

นายท่านใหญ่ฉินคาดไม่ถึงว่ากระทั่งฉู่อวี๋ก็ไม่เห็นตัวเองอยู่ในสายตา สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีเขียว ทว่าเห็นฉินเซิงนั่งอยู่ข้างฉู่อวี๋ ก็ไม่กล้าที่จะทำอะไรฉู่อวี๋มากนัก เพียงแค่จ้องมองไปอย่างแค้นเคือง

ห้องโถงใหญ่ตำแหน่งที่นั่งซ้ายขวารองลงมาต่างก็มีวัยกลางคนนั่งอยู่เป็นคู่ คู่สามีภรรยาวัยกลางคนที่สวมเครื่องแต่งกายงดงามแพรวพราว เป็นครอบครัวของลูกคนรองและลูกคนที่สามของตระกูลฉิน บุรุษรูปร่างอ้วนกลมที่นั่งอยู่ทางด้านซ้ายเห็นสถานการณ์แล้วจึงลุกขึ้นยืน กล่าวต่อนายท่านใหญ่ฉินด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “พี่ใหญ่ ท่านระวังโมโหจนเสียสุขภาพ ข้าว่าฉินเซิงทำอะไรย่อมมีเหตุผลของตัวเองอย่างแน่นอน”

“น้องรอง เจ้าไม่ต้องแก้ตัวให้เซิงเอ๋อร์ ข้าจะให้เขาพูดเอง” นายท่านใหญ่ฉินทุบโต๊ะเสียงดังตุบอย่างรุนแรง

ฉินโสวหลี่เห็นดังนั้น เนื่องจากอ้วนและภายในดวงตาเล็กนั่นฉายแววหงุดหงิด ทว่ากลับซ่อนไว้อย่างรวดเร็ว เพียงแค่จ้องมองไปยังหลิ่วฮูหยินซึ่งเป็นภรรยาของตัวเอง

หลิ่วฮูหยินมีใบหน้ารูปหัวใจตั้งแต่กำเนิด คิ้วโค้งงามได้รูป ดวงตาเรียวรี มีใบหน้าสวยหยาดเยิ้มเป็นอย่างยิ่ง เกิดในตระกูลพ่อค้าใหญ่แห่งเซียงหนาน นางค่อยๆ ละสายตาที่กำลังสังเกตฉู่อวี๋อย่างไม่เร็วและไม่ช้าจนเกินไป ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มเอ่ยขึ้น “พี่เขย ถึงแม้ว่าพี่สะใภ้จะเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ทว่าตั้งแต่เด็กฉินเซิงก็ไม่เคยทำให้ท่านหรือผู้อาวุโสเช่นพวกเราเป็นห่วงมิใช่หรือ?”

นายท่านใหญ่ฉินได้ยินดังนั้น เกิดอาการพูดไม่ออก มิผิด ลูกชายของเขาไม่เคยทำให้กังวลอย่างแท้จริง ไม่ว่าเขาจะตัดสินใจทำอะไรก็ตาม ถึงแม้ว่าในขณะนั้นจะดูไม่มีเหตุผลเลยแม้แต่น้อย ทว่าหลังจากนั้นกลับไม่เคยมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น ตระกูลฉินมีวันนี้ได้ ล้วนอาศัยความสามารถของฉินเซิง

ถึงแม้ว่า...

เขามองไปยังฉินเซิงที่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย รู้สึกเพียงแค่ว่าตัวเองมองลูกชายคนนี้ไม่ออกมากขึ้นเรื่อยๆ

นายท่านใหญ่ฉินลอบทอดถอนใจเสียงหนึ่ง

เวลานี้ เสียงสตรีที่เยือกเย็นเสียงหนึ่งดังขึ้นทันที “เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่สามารถเปรียบเทียบกับเรื่องในอดีต[footnoteRef:4] ได้ยินว่าฉินเซิงได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะในสถานที่เกิดไฟไหม้ ขณะนี้เรื่องราวมากมายล้วนจำไม่ได้ ถูกคนต่ำทรามหลอกลวงก็อาจมี ไม่เช่นนั้นจะลงมือทำร้ายคุณหนูตระกูลเสิ่นได้อย่างไร” [4: หมายถึงสถานการณ์เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง]

นายท่านใหญ่ฉินหันมองไป เห็นสตรีร่างบางซึ่งนั่งอยู่ทางด้านขวาที่เงียบมาโดยตลอดลุกขึ้นยืน คิ้วหนาของเขาขมวดขึ้น “น้องสะใภ้สาม เรื่องนั้นมิใช่เป็นอุบัติเหตุหรอกหรือ?”

สตรีผู้นั้นมีผิวซีดขาวเล็กน้อย ใบหน้างดงาม สีหน้าท่าทางเรียบเฉยสง่างาม นางสวมเพียงชุดคลุมยาวผ้าต่วนสีฟ้าปักลายดอกกล้วยไม้ บนศีรษะมีปิ่นปักผมสีเขียวอ่อนที่ดูโบราณเรียบง่าย ถึงแม้ว่าจะไม่หรูหรา ทว่าท่าทางกลับดูมีความเป็นบุตรสาวของตระกูลชั้นสูงเป็นอย่างยิ่ง เสิ่นฮูหยินเป็นภรรยาของนายท่านสามฉินฉินโส่วเต๋อ

เสิ่นฮูหยินเป็นบุตรสาวที่เกิดจากภรรยาเอกของตระกูลเสิ่น สตรีผู้มีความรู้ความสามารถเป็นอันดับหนึ่งแห่งนครหลวง ขณะนี้ถึงแม้ว่าจะไม่เชี่ยวชาญด้านการหุงหาอาหารภายในบ้าน ทว่ากลับเป็นอธิการบดีของวิทยาลัยเฟยลู่แห่งเจียงหนาน ไม่เพียงแต่ได้รับความเคารพจากคนทุกชนชั้น ยิ่งไปกว่านั้นยังมีชื่อเสียงในเรื่องของความสามารถทางการประพันธ์ไปทั่วเจียงหนาน เสิ่นจือนั่วเกิดในครอบครัวทางฝั่งพ่อแม่ของเสิ่นฮูหยิน

เสิ่นฮูหยินมองไปยังนายท่านใหญ่ฉิน เอ่ยขึ้นอย่างนอบน้อม “พี่เขย เรื่องของจือนั่ว พวกเราสามารถพูดต่อผู้คนภายนอกได้ว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่ว่าผู้คนมากมายที่อยู่ในเหตุการณ์ล้วนได้ยินฉินเซิงเรียกหญิงสาวนั่นว่าท่านแม่ ขณะนี้หากว่ากันตามอุปนิสัยของเขาแล้ว เช่นนั้นจะไม่น่าขบขันหรือ ให้ผู้อื่นหัวเราะตระกูลฉินเราไม่ว่าคนเลวใดๆ ล้วนสามารถหลอกลวงอย่างไรก็ได้”

ฉู่อวี๋ทนฟังมาเนิ่นนานก็รู้สึกเบื่อหน่ายเป็นอย่างยิ่ง เพียงแต่แอบวิจารณ์อยู่ภายในใจ จะว่าไปแล้ว ก็เป็นเพียงแค่ความชั่วร้ายที่อยู่ในใจของนางเท่านั้น

เมื่อนายท่านใหญ่ฉินได้ยินคำว่าท่านแม่สองคำ มือจับที่เก้าอี้แน่น มองไปยังฉินเซิงอย่างไม่รู้ตัว ทว่ากลับเห็นฉินเซิงยังคงเมินเฉย ท่าทางคล้ายกับว่าอะไรๆ ล้วนได้ยินทั้งหมด แต่ก็เหมือนกับว่าอะไรๆ ก็ล้วนไม่ได้ยิน จิตใจวุ่นวายเสียจนต้องลอบทอดถอนใจเสียงหนึ่ง

นายท่านใหญ่ฉินขมวดคิ้วเอ่ยขึ้น “ขณะนี้ทำอย่างไรดี?”

เสิ่นฮูหยินและหลิ่วฮูหยินสบตากันครู่หนึ่ง จากนั้นหลบสายตาอย่างรวดเร็ว เสิ่นฮูหยินเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “เรื่องนี้จัดการได้อย่างง่ายดาย นำตัวคนร้ายส่งไปยังสถานที่ราชการหรือขับไล่ออกจากตระกูลฉิน ถึงแม้ว่าฉินเซิงจะได้รับบาดเจ็บตรงศีรษะ แน่นอนว่าจะต้องพักฟื้นอย่างเต็มที่ งานนอกเหนือหน้าที่ทั้งหมดก็มอบให้ผู้อาวุโสของตระกูลจัดการชั่วคราว รอให้อาการของเขาดีขึ้นแล้วค่อยปรึกษาหารืออีกครั้ง”

เมื่อนายท่านใหญ่ฉินได้ยินดังนั้น เกิดความลังเลเล็กน้อย “นี่...แต่ว่าน้องสามยังคงอยู่ในระบบราชการ น้องรองก็ยังไม่เคยควบคุมงานนอกเหนือจากการค้าทั้งหมด เกรงว่าภายในช่วงระยะเวลานี้...”

นายท่านรองฉินรีบกระเด้งตัวขึ้นมาราวกับลูกบอลกลม ยิ้มตาหยีเอ่ยขึ้นต่อนายท่านใหญ่ฉิน “พี่ใหญ่วางใจ ลูกน้องของข้าที่โรงทอผ้านั่นไม่มีประโยชน์ตั้งแต่เมื่อไร เรื่องการค้าทั้งหลายนั้นล้วนเหมือนกันทั้งหมด มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีแม่นางหลิ่วคอยช่วยเหลือ”

หลิ่วฮูหยินก็ลุกร่างอรชรนั่นขึ้นยืน “พี่เขยวางใจ ตอนที่ข้ายังเป็นบุตรสาวอยู่ภายในบ้านก็ติดตามท่านพ่อเรียนการค้าตรวจสอบบัญชี มีสิ่งใดที่จะทำมิได้เล่า”

นายท่านใหญ่ฉินยังคงลังเลเล็กน้อยแล้วหันไปมองฉินเซิง ตัดสินใจไม่ได้ในชั่วขณะ

“เฮ้อ” นายท่านสามที่เงียบมาโดยตลอดทอดถอนใจเบาๆ เสียงหนึ่ง เขาสวมเสื้อคลุมยาวผ้าต่วนสีฟ้าอ่อน ดูสุภาพเรียบร้อยอย่างยิ่ง

เขาอมยิ้มเล็กน้อยเอ่ยขึ้น “ข้าอยู่ในระบบราชการก็ยังพอมาช่องทางอยู่บ้าง ในเวลาเช่นนี้ จะต้องดูแลการค้าของตระกูลตัวเองบ้าง”

นายท่านสามในเวลานี้ดำรงตำแหน่งข้าหลวง ซึ่งเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในอวิ๋นโจว ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นผู้บังคับบัญชาของเหล่าหู

เพียงแต่ว่าปกติแล้วฉู่อวี๋สวมชุดสีดำเช่นเดียวกับบุรุษ ในสายตาของเขาจึงไม่เคยสังเกตเห็นฉู่อวี๋ผู้ที่ไม่อยู่ในสายตาเช่นนี้ แน่นอนว่าย่อมจำฉู่อวี๋ไม่ได้

ถึงแม้ว่าฉู่อวี๋จะจำนายท่านซึ่งเป็นข้าหลวงผู้นี้ได้ ทว่ารู้ว่าเขาเป็นคนในตระกูลฉิน ก็ยิ่งไม่กล้าเสี่ยงทำอะไรบุ่มบ่าม

นายท่านใหญ่ฉินลอบมองไปยังฉินเซิง เห็นเขายังคงนิ่งเงียบไม่พูดจา ท่าทางราวกับพระโพธิสัตว์กวนอินที่อยู่ในศาลเจ้าไม่สนใจเรื่องมนุษย์ ในใจก็ยิ่งกังวล หรือว่าเซิงเอ๋อร์จะเป็นอย่างเช่นน้องรองและน้องสามพูดจริงๆ ปัญญาอ่อนไปเสียแล้ว?

ฉู่อวี๋ที่ยืนอยู่ข้างหลังฉินเซิงมาโดยตลอด เห็นละครที่อยู่ตรงหน้าฉากนี้แล้ว อดไม่ได้ที่จะเยาะเย้ยขึ้นในใจ

ช่างสนุกเสียจริง เดิมทีจุดประสงค์ก็เพื่อจะขับไล่โจรชั่วเช่นนางออกไป แต่ในความเป็นจริงแล้วต้องการที่จะยึดอำนาจ ดูเหมือนว่าตระกูลฉินที่มีชื่อเสียงไปทั่วเจียงหนานก็ยังหนีไม่พ้นละครน้ำเน่าเรื่องแก่งแย่งชิงดีพวกนี้

เพียงแต่ไม่รู้ว่า ตัวเอกในละครนั้นจะทำอย่างไร?

นางหลุบดวงตากลมโตงดงามลงต่ำ จ้องมองไปยังท้ายทอยของฉินเซิงอย่างรู้สึกมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น

ท่านป้าจินและคนพวกนั้นคิดอยู่เสมอว่านางเป็นโจร เวลานี้ศัตรูภายนอกป้องกันได้ง่าย ศัตรูภายในป้องกันได้ยาก สถานการณ์ภายในบ้านกำลังลุกเป็นไฟแล้ว ช่างน่าสนใจจริงๆ

devc-3daa7acd-33865ลวงล่อคุณชายให้เผลอใจ: Chapter 007 ตอนที่ 7