ลวงล่อคุณชายให้เผลอใจ: Chapter 006 ตอนที่ 6
บทที่ 6 แม่ผู้มีจิตใจเมตตาและลูกที่เชื่อฟัง
ฉู่อวี๋มององครักษ์ที่พุ่งเข้ามา ลอบเอ่ยขึ้นในใจ สตรีที่ชาญฉลาดจะต้องรู้จักลดราวาศอกได้ชั่วคราว [footnoteRef:1]ดวงตากลมโตของนางกลอกไปมา จากนั้นคว้าบนหน้าต่างอย่างว่องไว เตรียมที่จะงัดหน้าต่างแล้วหลบหนี ทันใดนั้นกลับได้ยินเสียงลมพัดอย่างรุนแรงจากทางด้านหลัง [1: หมายถึงเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ต้องสามารถยอมถอยชั่วคราวเพื่อไม่ให้เสียเปรียบหรืออับอายขายหน้า]
“ตุบ!”
ตู้สมบัติที่ทำจากไม้หวงฮวาหลี[footnoteRef:2]ซึ่งหนักมากใบหนึ่งถูกลมแรงพัดลากผ่านผู้คนทั้งหลาย ท้ายที่สุดชนเข้ากับหน้าต่างที่อยู่ด้านหลังนางเข้าอย่างจัง [2: ไม้พะยูงของจีน]
ขี้เลื่อยปลิวว่อนทั่วสารทิศ
“ไอ้ระยำเอ้ย!” ฉู่อวี๋ตื่นตระหนกเสียจนเหงื่อเย็นหยด สายตาจับจ้องไปยังสิ่งที่เฉียดผ่านใบหน้าตัวเองไปไม่ถึงหนึ่งนิ้ว ตู้สมบัติซึ่งถูกฝังเข้าไปในผนังอย่างแน่นหนา
ท้ายที่สุด...พละกำลังที่น่าหวาดดกลัวและแม่นยำแบบใดจึงจะสามารถทำได้ถึงขั้นนี้?
คนอื่นๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็นิ่งงันมองไปยังผู้ที่อยู่ตรงประตู
ผู้ที่อยู่ข้างประตูนั้นสวมเสื้อคลุมยาวสีขาว คล่องแคล่วว่องไวดุจเทพ ในมือถือปิ่นโตเดินเข้ามาใกล้ฉู่อวี๋ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย สายตาเป็นประกาย “ท่านจะไปไหน?”
ฉู่อวี๋หันกลับไป มองใบหน้างดงามอย่างหาที่เปรียบมิได้ของเขาที่ยังคงสงบนิ่งและอ่อนโยน ทว่าภายในใจกลับรู้สึกหวาดกลัวอย่างแปลกประหลาด
เจ้าเด็กนี่...โกรธแล้ว?
นางยังไม่ทันได้พูดอะไร ก็มีผู้ที่ร้อนรนจนทนไม่ไหวรีบเข้ามาร้องทุกข์เสียแล้ว
หลังจากที่หญิงสาวในชุดสีชมพูมองเห็นฉินเซิงแล้ว รีบเปลี่ยนท่าทางจองหองก่อนหน้านั้น เดินเข้ามาทำความเคารพอย่างอ่อนช้อย ใบหน้างดงามซ่อนสีชมพู “จือนั่วเข้าพบคุณชายฉิน หญิงสาวผู้นี้ทำร้ายแม่นมประจำตัวจือนั่วโดยไร้สาเหตุ จือนั่วไม่รู้ว่านางอยู่ในฐานะอันใด เกรงว่านางจะทำร้ายผู้อื่น จึงให้องครักษ์ข้างกายลงมือจัดการแม่นางผู้นี้ คุณชายฉินโปรดอภัยด้วย”
ฉู่อวี๋มองจื่อนั่วนั่นด้วยสายตาเยือกเย็น ยิ้มอย่างประหลาดใจ “แท้จริงแล้วกุลสตรีที่มาจากตระกูลใหญ่มีฐานะ นอกจากจะเรียนกู่ฉินหมากล้อมพู่กันจีนวาดภาพ[footnoteRef:3]แล้ว ยังรู้จักเปลี่ยนสีหน้า” [3: เป็นงานอดิเรกของชนชั้นสูงในอดีตของจีน ]
ใบหน้าของจื่อนั่วแดงขึ้นเล็กน้อย ทว่ากลับมิได้สนใจฉู่อวี๋ ดวงตากลมโตที่ราวกับเต็มไปด้วยหยดน้ำตา กัดริมฝีปากชมพูเบาๆ มองไปที่ฉินเซิงอย่างซ่อนความขมขื่นใจไว้ “คุณชายฉิน ท่านจะปล่อยให้คนรับใช้กำเริบเสิบสานเช่นนี้หรือ”
ฉินเซิงกวาดสายตามองไปยังจือนั่วแวบหนึ่ง “ไม่สามารถปล่อยให้คนรับใช้กำเริบเสิบสานได้”
ฉู่อวี๋อดไม่ได้ที่จะลอบชูนิ้วกลางอยู่ในใจ สารเลว เห็นเพศสำคัญกว่ามนุษยธรรม!
เมื่อครู่ยังเรียกนางว่าท่านแม่ ตอนนี้ท่านแม่เช่นนางกลับกลายเป็นคนรับใช้!
จือนั่วได้ยินดังนั้น ทอดถอนใจอย่างโล่งอกทันที จ้องมองไปยังฉู่อวี๋อย่างเหยียดหยาม จากนั้นอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นลอบมองใบหน้าด้านข้างของฉินเซิง เอ่ยขึ้นในใจ บุคคลที่งดงามอ่อนโยนราวกับเทพเซียนเช่นนี้จะสามารถยกตู้ไปชนหน้าต่างได้อย่างไร ผู้ที่ลงมือเมื่อสักครู่นี้จะต้องเป็นคนข้างกายของคุณชายฉินเป็นแน่
ทันใดนั้นฉินเซิงก็ยกมือขึ้น วางลงบนโต๊ะไม้หงมู่[footnoteRef:4]ตัวหนึ่งซึ่งแกะสลักเป็นลายแปดเซียนที่อยู่ข้างกาย จากนั้นใช้นิ้วเรียวยาวยกขึ้นอย่างคล่องแคล่วสง่างาม โต๊ะแปดเซียนที่หนักมากตัวนั้นลอยขึ้นในชั่วพริบตาท่ามกลางความตกตะลึงของผู้คนทั้งหลาย จากนั้นถูกลมแรงพัดกระแทกไปยังองครักษ์ที่ล้อมฉู่อวี๋เข้าอย่างรุนแรง [4: หมายถึงไม้ที่มีลักษณะแข็งและหนัก มีสีน้ำตาลแดง ส่วนใหญ่นำมาใช้ทำเครื่องเรือนที่มีราคาสูง]
“อา!”
“โอย!”
“โครม!”
เหล่าองครักษ์หวาดกลัวเสียจนดวงตาเบิกกว้าง ทว่ากลับหลบไม่ทัน ทันใดนั้นถูกโต๊ะไม้ที่หนักมากกระแทกอย่างรุนแรง ล้มกองในชั่วพริบตา
โต๊ะไม้แข็งเกิดรอยแยก เลือดสีแดงฉานด้านล่างโต๊ะสาดกระเซ็นทั่วสารทิศ คนที่อยู่ด้านล่างโต๊ะเจ็บปวดเสียจนส่งเสียงร้องไม่ออก มีบางคนที่ไร้เสียงอีก
จือนั่วและคนอื่นๆ ชะงักงันในชั่วพริบตา ใบหน้าปรากฏความหวาดกลัว
ดวงตางดงามของฉินเซิงเหลือบมองไปยังจือนั่ว จือนั่วตื่นตระหนกในชั่วพริบตา ใบหน้าซีดขาวถอยหลังไปสองก้าว อ้ำอึ้ง “ฉิน...คุณชายฉิน”
ฉินเซิงไม่แม้แต่จะมองนางอีก เดินไปทางฉู่อวี๋โดยไม่บอกกล่าว
จือนั่วจึงจะทอดถอนใจอย่างโล่งอก น้อยใจเสียจนขอบตาแดง ทั้งอับอายขายหน้าทั้งโมโหเตรียมที่จะหมุนตัวเดินออกไป แต่คาดไม่ถึงว่าทันใดนั้นกลับมีลมแรงสายหนึ่งจู่โจมมาจากทางด้านหลัง นางทั้งคนลอยขึ้นในชั่วพริบตา!
“อา!”
ผู้คนทั้งหลายเห็นแค่เพียงฉินเซิงสะบัดแขนเสื้ออย่างเมินเฉย จากนั้นจือนั่วก็เหมือนกับขยะอย่างไรอย่างนั้น ส่งเสียงกรีดร้องครู่หนึ่งก็ถูกโยนออกไป จนกระทั่งเสียงตุบเสียงหนึ่งชนเข้ากับโต๊ะแปดเซียนที่แยกออกเป็นสองส่วน
“โครม” โต๊ะแปดเซียนที่มีรอยแยกในที่สุดก็แตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และเงาร่างสีชมพูนั่นก็ไร้เสียงอย่างทันที
“คุณหนูจือนั่ว!”
“คุณหนู!”
“อา!”
เสียงกรีดร้องดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ฉินเซิงเอ่ยอย่างลอยๆ “หากตายข้ารับผิดชอบเอง อืม”
เสียงลงท้ายอืมนั่นของเขา ยาวเหยียดและราบเรียบ แฝงไปด้วยความอ่อนโยนทำให้ผู้คนลุ่มหลง ทว่ากลับทำให้ผู้คนทั้งหลายสั่นเทาราวกับใบไม้ร่วง ถึงกับไม่มีใครกล้าที่จะเข้าไปช่วย
ฉินเซิงไม่ได้ถือปิ่นโต เดินไปตรงหน้าฉู่อวี๋ที่ตัวแข็งทื่อ
เขาก้มศีรษะมองนาง ยิ้มเล็กน้อย “ท่านแม่ ฉินเซิงต้มซุปเห็ดหูหนูขาวกบหิมะ[footnoteRef:5]มาใหม่” [5: ท่อนำไข่กบ ]
ครู่หนึ่งฉู่อวี๋ถึงจะตั้งสติได้ ใบหน้าฉายแววรังเกียจโดยไม่รู้ตัว “ผู้ใดอยากจะกินไข่ของกบต้นไม้...”
รอยยิ้มของฉินเซิงจางลง แววตาเป็นประกาย “ท่านแม่จะให้ฉินเซิงป้อนหรือไม่?”
ฉู่อวี๋รู้สึกเพียงแค่เหงื่อเย็นหยดทางด้านหลัง ยิ้มอย่างอ่อนโยน “เด็กดี ท่านแม่...กินเอง”
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ลางสังหรณ์ของนางบอกว่า เด็กปัญญาอ่อนที่อยู่ตรงหน้าในตอนนี้นั้นไม่สามารถจะกวนโมโหได้
ฉินเซิงยื่นชามส่งให้นาง เอ่ยอย่างอ่อนโยน “มองไม่เห็นท่านแม่ ข้าเป็นห่วง”
ด้านหนึ่งฉู่อวี๋พยายามตักซุปกบหิมะ อีกด้านหนึ่งพยักหน้ารัวๆ แสดงให้เห็นว่านางได้สูญเสียเด็กน้อยของตัวเองไปแล้วอย่างแน่นอน
เดิมทีผู้คนทั้งหลายที่อยู่ภายในห้องก็หวาดกลัวอย่างยิ่ง เมื่อเห็นแม่ผู้มีจิตใจเมตตาและลูกที่เชื่อฟังทั้งสองคนแล้ว ทันใดนั้นสายลมพัดพาสิ่งต่างๆ ให้ยุ่งเหยิง ราวกับถูกฟ้าผ่า
เทพฉินผู้มีจิตใจเมตตา คุณชายสามผู้มีชื่อเสียงไปทั่วโลกหล้า ถึงกับมีท่านแม่ที่อายุเพียงสิบกว่าเพิ่มหนึ่งคน?
……
ท่านป้าจินที่ยืนอยู่นอกประตูมองไปยังสถานการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นภายในห้อง ทอดถอนใจเบาๆ ครั้งหนึ่ง กำชับอย่างเย็นชา “จินเย่า ทีหลังอย่าให้คนนอกเข้ามาโดยพลการอีกเด็ดขาด”
สีหน้าของจินเย่าไม่สู้ดีนัก เขาพยักหน้าเบาๆ “จินเย่าทราบแล้ว”
เดิมทีแล้วเขาอยากจะยืมมือของสตรีผู้นี้สั่งสอนฉู่อวี๋เสียหน่อย ผู้ใดจะรู้ว่าผลสุดท้ายแล้วกลับเป็นเช่นนี้
“จัดการเรื่องตรงนี้เรียบร้อยแล้ว เชิญคุณชายสามและเด็กสาวนั่นไปที่โถงเซวียนฮวา” หลังจากที่ท่านป้าจินกำชับเสร็จสิ้น ก็หมุนตัวจากไป
สายตาของจินเย่าฉายแววหงุดหงิด เอ่ยขึ้นอย่างเคารพ “ขอรับ”
……*……*……*……
โถงเซวียนฮวา
ท่านป้าจินไล่ให้คนรับใช้ทั้งหลายออกไป เทนมสดลงในถ้วยชาโสมอย่างสงบเยือกเย็น วางถ้วยชาโสมลงข้างมือฉินเซิง เอ่ยเสียงเบา “คุณชายสาม ช่วงนี้ท่านป่วยแล้ว มีเรื่องราวมากมายที่จำไม่ได้ แต่ว่าบ่าวขอเตือนท่านสักหน่อย คุณหนูเสิ่นจือนั่วเป็นหลานสาวของเสิ่นเก๋อเหล่า ก็คือคุณหนูซึ่งเป็นญาติห่างๆ ของพวกเราตระกูลฉิน วันนี้ท่านลงมือทำร้ายนาง ไม่ควรอย่างแท้จริง”
จินเย่าก็ชำเลืองมองฉู่อวี๋ที่เอาแต่สนใจดื่มชาของตัวเอง เอ่ยขึ้นเสียงเย็นราวกับเจตนาไม่เจตนา “ท่านประมุขลืมไปเสียแล้ว เหล่าคุณหนูที่มาพร้อมกับคุณหนูจือนั่วในวันนี้ล้วนเป็นผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจากนายท่านใหญ่เพื่อให้มาเป็นนายหญิงของท่านในอนาคต ไม่เหมือนกับสตรีที่แข็งกระด้าง เป็นสุนัขอาศัยอำนาจของนายระรานผู้อื่น ไม่รู้จักฝึกความอดทน”
ฉู่อวี๋ยกถ้วยชาก้มศีรษะดื่มชา ทำเหมือนจินเย่ากำลังพูดจาไร้สาระ เพียงแต่พยายามเงี่ยหูฟังคำนินทา แท้จริงแล้วสตรีที่ร้องห่มร้องไห้เหล่านั้นล้วนเป็นคางคกอยากจะกินหงส์ที่อยู่ข้างกาย มิน่าเล่าเมื่อเห็นนางอยู่ในห้องของเขาก็หาเรื่องทะเลาะก่อความวุ่นวาย
ฉินเซิงยกมือข้ามชาโสมของท่านป้าจิน หยิบนมสดที่อยู่ข้างๆ จิบอย่างช้าๆ “นางทำร้ายท่านแม่ สตรีอกตัญญู จะเป็นภรรยาได้อย่างไร”
ท่านแม่สองคำออกจากปาก ท่านป้าจิน จินเย่าและฉู่อวี๋ล้วนสั่นสะท้าน กล้ามเนื้อบนใบหน้าก็กระตุกพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
ฉู่อวี๋รู้สึกเพียงแค่ว่าสายตาของท่านป้าจินและจินเย่าที่มองมายังตัวเองนั้นราวกับมีเข็ม ทิ่มแทงเสียจนนางรู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมาก มิใช่เพราะรบเร้าให้นางอยู่ที่นี่ในฐานะท่านแม่หรือ!
นางกลอกตากลมโตของนาง จิบชาตามฉินเซิง เอ่ยขึ้นอย่างหนักแน่นด้วยความภาคภูมิใจ “ลูกข้าพูดได้ถูกต้องที่สุด หญิงสารเลวที่ใช้อำนาจรังแกผู้อื่นเช่นนั้น อย่าได้คิดที่จะแต่งเข้าเรือนเซิงเอ๋อร์ ถึงแม้ท่านพ่อของเจ้าจะเห็นด้วย ท่านแม่เช่นข้าก็ไม่เห็นด้วย”
พวกเขามิใช่ว่านางเป็นสุนัขอาศัยอำนาจของนายระรานผู้อื่นหรอกหรือ เช่นนั้นนางก็ใช้อำนาจรังแกผู้อื่นก็แล้วกัน กัดนางสิ?
ฉินเซิงเงยหน้ามองฉู่อวี๋แวบหนึ่ง ปรากฏรอยยิ้มอ่อนโยน “ฉินเซิงจะต้องทำให้ท่านแม่พอใจอย่างแน่นอน”
ท่านป้าจินและจินเย่าสองคนแทบจะกระอักเลือดต่อความไร้ยางอายของฉู่อวี๋
เป็นไปได้หรือไม่ว่าถ้าหากเด็กสาวไร้ยางอายนี่ไม่เห็นด้วย ชาตินี้ท่านประมุขก็ไม่สามารถแต่งภรรยาเข้าบ้านได้?
ในที่สุดท่านป้าจินก็ดุดันขึ้นเล็กน้อย ตั้งสติ กุมขมับเอ่ยขึ้น “สาม...คุณชายสาม หลังจากนี้เป็นต้นไปท่านห้ามเรียกฉู่อวี๋ต่อหน้าผู้คนทั้งหลายว่า...ท่านแม่ฉู่!”
รอยยิ้มที่ปรากฏบนมุมปากราวกับสายลมเย็นสบายของฉินเซิงหายวับไปในชั่วพริบตา ราวกับน้ำแข็งหิมะที่ถูกแสงอาทิตย์แผดเผาจนละลายไปหมด เหลือเพียงกลิ่นอายความแปลกประหลาดคล้ายๆกับความโหดเหี้ยมและน่าสะพรึงกลัว
ถึงแม้ว่าบนใบหน้าของเขาจะไม่แสดงความโกรธแม้แต่น้อย ทว่ากลับทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวอย่างแปลกประหลาด กระทั่งท่านป้าจินก็ยังตัวแข็งทื่อ
“เหตุผล” เขาเริ่มเปิดปากพูด
ท่านป้าจินมองรอยยิ้มชั่วร้ายของฉู่อวี๋ กัดริมฝีปากเอ่ยขึ้น “ท่านเพิ่งจะจำแม่นางฉู่ได้ สถานการณ์ของตระกูลฉินซับซ้อนเช่นนี้ ตอนนี้ท่านมีเรื่องราวมากมายที่ยังจำไม่ได้ หากยอมรับต่อหน้าผู้คนทั้งหลายอย่างทันที เกรงว่าจะทำให้แม่นางฉู่และญาติสนิทมิตรสหายของนางเกิดความลำบากยุ่งยากไม่จบไม่สิ้น”
ฉินเซิงไม่พูดอะไร เพียงแต่มองไปยังฉู่อวี๋ “ท่านแม่?”
ฉู่อวี๋ชายตามองสายตาของท่านป้าจินที่จ้องมองมายังตัวเอง ภายในดวงตานั้นมืดมนและเยือกเย็น ซ่อนความคุกคามเอาไว้ไม่อยู่แม้แต่น้อย
ฉู่อวี๋ใจสั่นเล็กน้อย พยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจนัก “ตามใจ ถึงอย่างไรก็เป็นเพียงแค่คำเรียกเท่านั้น”
ท่านป้าจินทอดถอนใจอย่างโล่งอก “เช่นนั้นหลังจากนี้แม่นางฉู่ยังคงอยู่ในฐานะหญิงรับใช้...”
“ท่านอา” ฉินเซิงเอ่ยขัดคำพูดของท่านป้าจิน เอ่ยขึ้นอย่างไม่ยอมให้ปฏิเสธ “นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ข้าจะเรียกท่านแม่ว่าท่านอาชั่วคราว ตำแหน่งเทียบเท่านายหญิงภายในบ้าน หากผู้ใดไม่เคารพนาง ก็เท่ากับไม่เคารพข้า”
ฉู่อวี๋มองใบหน้าของท่านป้าจินและจินเย่าที่สะท้อนเป็นแสงสีเขียว ยกคิ้ว ยิ้มจนตาหยีจงใจยื่นมือไปจับมือเรียวขาวราวกับหยกของฉินเซิง ค่อยๆ ลูบ “เด็กดีของแม่ มีเจ้าอยู่ ผู้ใดจะกล้ารังแกข้า?”
นางคิดดีแล้ว เมื่อมาแล้วก็จงอยู่อย่างมีความสุข ในเมื่อนางหนีออกไปไม่ได้ เช่นนั้นก็พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ค่อยๆ เพลิดเพลินกับวันดีๆ ในเวลานี้ ถือโอกาสเพิ่มความหวาดกลัวให้ใครบางคนเล็กน้อย ไม่แน่ว่าอาจจะทำให้เหล่าคนชั่วที่คอยแต่จะคิดร้ายต่อนางและอยากฆ่านางโมโหจนตายก็ได้
นางจะไม่ยอมแบกรับความวิตกกังวลความหวาดกลัวไว้คนเดียวโดยเปล่าประโยชน์อย่างแน่นอน