ลวงล่อคุณชายให้เผลอใจ

ลวงล่อคุณชายให้เผลอใจ: Chapter 003 ตอนที่ 3

#3Chapter 003

บทที่ 3 คนงามบังคับขู่เข็ญ!

“ท่านแม่ ข้าอยาก...” สายตาพร่ามัวของคนงามที่นอนอยู่บนพื้นค่อยๆ ปรับภาพอย่างช้าๆ ท้ายที่สุดก็หยุดอยู่ที่มือของฉู่อวี๋ซึ่งกำลังยกขึ้นสูง

ทันใดนั้นเขาก็หยุดเสียงลง เพียงแค่จ้องมาที่นาง ดวงตาคู่นั้นของเขามีสีอ่อนกว่าดวงตาของคนทั่วไป สีอำพันอ่อนๆ ในเวลานี้แสงอ่อนๆ ส่องประกายราวกับทะเลสาบในเวลากลางคืนที่สะท้อนแสงไฟระยิบระยับ แวววาวเสียจนน่าตื่นเต้น ในระหว่างนั้นเกิดความเศร้าโศกท่วมท้นจนเกือบจะสิ้นหวัง ช่างทรมานจิตใจผู้คน

ใครจะสามารถลงมือทำร้ายผู้ที่เป็นเจ้าของดวงตาคู่นี้ได้?

ริมฝีปากบางของเขาเริ่มขยับ “เพราะอะไร?”

ฉู่อวี๋มองไปที่เขาอย่างใจลอย ความรู้สึกผิดท่วมท้นขึ้นในใจภายในชั่วพริบตา จนแทบจะยกก้อนหินที่อยู่ในมือไม่ไหว

หลายปีมานี้ นางตามเหล่าหูไปจับโจรที่ชั่วร้ายสุดขีด ก็ใช่ว่าจะไม่เคยเห็นเลือดมาก่อน ทว่าเรื่องฆ่าคนนี่ นางไม่เคยทำมาก่อนจริงๆ

“ข้า...เรื่องนั้น...” ฉู่อวี๋นิ่งไปชั่วขณะ ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี

สายลมเย็นสบายสายหนึ่งพัดผ่าน กลิ่นคาวเลือดรุนแรงพัดผ่านจมูกทำให้นางได้สติขึ้นมา

ฉู่อวี๋สะดุ้งตกโหยง ถลึงตามองไปยังคนงามที่อยู่บนพื้นอย่างเดือดดาล “น่าเกลียด เกือบจะหลงกลเจ้าแล้ว เจ้ายังมีหน้ามาถามอีกว่าทำไมข้าถึงจะฆ่าคน เจ้าสัตว์เดรัจฉานนี่...”

เพิ่งสิ้นเสียง นางก็นิ่งอีก ปลายนิ้วซีดขาวที่เปื้อนเลือดของเขาวางอยู่ที่ต้นขาของนาง เขาหลับตาลงราวกับว่าเหนื่อยล้าอย่างสุดขีด เอ่ยเสียงแหบพร่า “ท่านแม่...”

เขาหยุดชะงัก เสียงเบาราวกับควันที่ปลิวไปตามสายลม “ท่านลงมือเถอะ ข้าไม่หนีแล้ว”

ขนตายาวอ่อนนุ่มราวกับขนนกบนใบหน้าขาวเนียนราวกับหยกของเขา สะท้อนเป็นเงาจางๆ

เปลวไฟด้านหลังลุกโชนราวกับเงาของปีศาจที่กำลังกระโดด คนงามที่อยู่ด้านล่างสงบเงียบและสิ้นหวัง ราวกับความสุขและความเศร้าโศกของชีวิตล้วนจบสิ้น

เงาร่างบางของฉู่อวี๋สั่นไหว ใจเต้นแรงอย่างแปลกประหลาด ทว่ากลับไม่รู้ว่าที่ตัวเองใจเต้นรัวเช่นนี้เป็นเพราะคนงามสิ้นหวังที่ดูงดงามบริสุทธิ์ หรือว่าเป็นเพราะตัวเองโมโหที่ถูกมองเป็นสตรีวัยกลางคนกันแน่

เพียงแต่ว่านางไม่มีโอกาสได้คิดมากอะไรอีก เสียงลมพัดผ่านตามด้วยเสียงฝีเท้าโครมครามและเสียงตะโกนดังลั่น “คุณชายสาม คุณชายสาม ท่านอยู่ที่ไหน!”

อาคารบ้านเรือนที่พังทลายและถูกเผาไหม้เต็มไปด้วยเสียงตะโกนอันทรงพลัง ทำให้ในใจฉู่อวี๋รู้สึกหนาวเหน็บในชั่วพริบตา ไม่มีเวลามาพัวพันเรื่องฆ่าคน โยนก้อนหินแล้วเตรียมลุกขึ้นวิ่ง

เรื่องหลังจากนี้ค่อยว่ากันอีกที แผนแรกคือออกไปจากที่นี่ก่อน

เพียงแต่ว่านางเพิ่งจะวิ่งเพียงก้าวเดียว ข้อเท้าก็ถูกคนจับไว้เสียแล้ว ฉู่อวี๋ไม่ทันได้ระวังก็เซลง แทบจะล้มหงายหลัง เมื่อเงยหน้าขึ้น ก็มองเห็นดาบเล่มยาวเล่มหนึ่งที่สะท้อนแสงอันเย็นเยือกจ่ออยู่บนลำคอของตัวเอง

นางสั่นเทาไปทั่วร่าง มองไปทางผู้ที่สวมชุดขาวที่ถือดาบเล่มนั้น ฝ่ายตรงข้ามมีใบหน้าที่แม้ว่าจะไม่ถึงกับงดงาม แต่ก็เรียกได้ว่ามีใบหน้าที่น่าชมดู

เพียงแต่ว่าสายตาที่ไร้อารมณ์ของคนชุดขาวที่จ้องมองมาทำให้นางเกิดลางสังหรณ์ที่ไม่ดีลึกๆ ภายในใจ นั่นคือสายตาที่ใช้มองคนตาย

“พาคุณชายสามไป ที่เหลือจัดการให้สิ้นซาก” บุรุษกล่าวประโยคถัดมาด้วยน้ำเสียงเย็นเยือก กระทั่งนางก็ไม่แม้แต่จะปรายตามอง ดาบแหลมคมกำลังจะปาดลงที่ลำคอของนาง

“ช่วยชีวิตด้วย!”

“หยุดมือ ท่านแม่!”

เสียงเรียกทั้งสองดังขึ้นในเวลาเดียวกัน

ดาบของบุรุษชะงักอยู่กลางอากาศ ใบหน้ามึนงงหันไปทางฉินเซิงที่ถูกคนกอดตรงช่วงเอว จากนั้นสายตาของเขาหยุดอยู่บนมือของฉินเซิงอย่างไม่อยากจะเชื่อ มือของเขาจับแน่นที่ข้อเท้าเล็กข้างหนึ่งของฉู่อวี๋ ทำให้ขาของฉู่อวี๋ลากออกกว้าง

ฉู่อวี๋ถูกทำให้ฉีกขาออก หงายหลังจนขาชี้ฟ้า ลมพัดเย็นสบาย

กิริยาท่าทางของหลายๆ คนทำให้เหตุการณ์กลายเป็นตลกขบขันทั้งยังแปลกประหลาด

“ท่านแม่...” สายตาของคนงามเศร้าสลดและหดหู่ นอกจากนี้ยังมีสายตาที่แฝงไปด้วยรังสีอำมหิตและตกตะลึงของผู้คนชุดขาวที่อยู่รอบๆ ผสมผสานกันจนกลายเป็นแหที่ปกคลุมไปยังหน้าผากของฉู่อวี๋

นางปิดหน้า ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร ทว่ายังคงแผดเสียงออกไปเสียงหนึ่ง ข้ายังบริสุทธิ์! ไม่มีลูกที่โตเช่นนี้!

ลานบ้านลึก ไม่รู้ว่าลึกมากเท่าไร

ภายในลานบ้านมืด ระเบียงทางเดินคดเคี้ยว สร้างขึ้นบนภูเขา

เงาคนสองเงาเดินผ่านระเบียงทางเดิน เดินไปจนถึงหน้าประตูบานใหญ่บานหนึ่ง

“ท่านป้าจิน ข้าพาคนมาแล้ว” บุรุษชุดขาวเปิดประตูไม้จื่อถาน[footnoteRef:1]ที่แกะสลักลวดลาย กล่าวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ต่อผู้ที่อยู่ด้านใน จากนั้นค้อมตัวด้านหลังตามมาด้วยเงาร่างหนึ่งซึ่งก้มศีรษะ [1: ไม้จันทร์แดง]

ฉู่อวี๋รู้สึกตื่นเต้นจับเศษกระเบื้องแผ่นหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในมือแน่น เงยหน้าขึ้นมองไปภายในห้องอย่างเงียบๆ ถึงพบว่าห้องนั้นกว้างมาก จัดแต่งอย่างงดงามสูงส่ง ภายในมีผู้คนยืนอยู่ไม่น้อย หนึ่งในนั้นเป็นสตรีวัยกลางคนสวมเสื้อสีน้ำเงินสว่างปักลายผีผา[footnoteRef:2]ล้อมด้วยดอกเบญจมาศสีเหลือง ด้านล่างเป็นกระโปรงหม่าเมี่ยน[footnoteRef:3]สีกรมท่ากำลังเดินผ่านฝูงชน เดินผ่านมาทางพวกเขา [2: เครื่องดนตรีของจีน มีสี่สาย ส่วนล่างมีลักษณะคล้ายลูกสาลี่ผ่าซีก ส่วนบนเป็นด้าม ปลายด้ามจะงอ] [3: เครื่องแต่งกายจีนโบราณประเภทหนึ่ง เป็นกระโปรงจับจีบ]

ฉู่อวี๋เป็นตำรวจหลายปีมานี้ ทำให้มีความสามารถในการสังเกตผู้คนไม่น้อย นางเห็นสตรีวัยกลางคนผู้นั้นคิ้วบางดวงตาเรียวยาว แม้ว่าเครื่องแต่งกายจะไม่งดงามแวววาว บนศีรษะก็แค่ม้วนขึ้นเป็นมวยและมีปิ่นเงินแกะสลักลวดลายปักอยู่บนผม แต่ทว่าท่าทางสุขุมเยือกเย็นฉลาดเฉียบแหลม ล้วนบ่งบอกถึงฐานะที่ไม่ธรรมดา

นางเริ่มพิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่ตัวเองจะหลีกหนีจากท่านป้าจินผู้นี้

ทว่าในขณะที่ได้เห็นขมับนูนสูงของท่านป้าจินแล้ว นางก็ล้มเลิกความคิดนี้ เหล่าหูบอกว่านอกจากเป็นเนื้องอกในสมอง ก็มีเพียงผู้มีฝีมือระดับสูงเท่านั้นขมับจึงจะนูนสูงขึ้น

นางรู้สึกว่าท่านป้าจินที่อยู่ตรงหน้านี้ ชัดเจนว่าไม่ได้เป็นผู้ที่มีเนื้องอกในสมอง

ท่านป้าจินไม่ได้กล่าวอะไร เพียงแค่มองสังเกตนักการหญิงท่าทางองอาจห้าวหาญซึ่งแต่งกายด้วยชุดสีดำที่อยู่ตรงหน้าอย่างละเอียด สีหน้าแววตานั้นเฉียบคมและบูดบึ้ง

ฉู่อวี๋รู้สึกเพียงแค่สายตาของฝ่ายตรงข้ามเหมือนกับมีดที่ผ่านางออกทั้งภายนอกภายใน ราวกับว่านางเป็นปลาที่รอถูกเชือดอยู่บนเขียง

นางจ้องกลับอย่างไม่พอใจ “มองพอหรือยัง?”

“จะไร้มารยาทมิได้!” จินเย่าตำหนิเสียงแข็ง

ทว่าท่านป้าจินกลับมิได้โมโห เพียงแค่เอ่ยด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “แม่นาง ตามข้ามา”

พูดจบ นางก็หมุนตัวเดินไปทางประตูห้องโดยไม่บอกกล่าว

ดวงตาของฉู่อวี๋กวาดมองไปยังสายตาถมึงทึงที่จ้องมายังนาง จินเย่าชักดาบเล่มยาวออกจากฝักที่อยู่ในมือ อดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงเย็นเสียงหนึ่ง จากนั้นจึงจะเดินตามท่านป้าจินไปภายในห้อง

สิ่งที่ทำให้นางไม่สบายใจนอกจากจะเป็นท่าทางดูถูกเหยียดหยามของท่านป้าจินแล้ว ยังมีสายตาของคนเหล่านี้ที่อยู่ภายในห้องซึ่งจ้องมาที่นางด้วยสายตาแปลกประหลาดจนไม่อาจคาดเดา

ท่านป้าจินนำฉู่อวี๋ไปยังข้างเตียงใหญ่ไม้จื่อถานซึ่งแกะสลักลวดลายพระอรหันต์อย่างประณีตงดงาม หญิงรับใช้ทั้งสองรีบดึงม่านลูกปัดที่แขวนปลาทองและประดับด้วยหยกล้ำค่าซึ่งอยู่ข้างเตียงลงอย่างคล่องแคล่ว เผยให้เห็นเงาร่างขาวซึ่งพิงอยู่บนหมอนผ้าไหมสีทองปักลวดลายที่อยู่ข้างเตียง

ฉู่อวี๋ชะโงกหน้าไปมอง ก็พบกับดวงตาคู่นั้นที่ดูอ่อนโยนลึกล้ำเข้าโดยตรง

คนงามใต้แสงไฟ ผิวขาวละเอียดราวกับกองหิมะ นัยน์ตางดงามนั้นสงบนิ่งราวกับดวงจันทร์สว่างไสวที่ลอยอยู่เหนือน้ำ แสงอ่อนๆ ส่องลงมา เดิมทีผมสีดำบนศีรษะที่สางเรียบร้อยแล้วนั้นเวลานี้ปรากฏแสงที่ตกกระทบลงบนหมอนผ้าไหม ทำให้ใบหน้าของเขาดูขาวซีดราวกับกระดาษมากยิ่งขึ้น

ความอ่อนเพลียเล็กน้อยปรากฏบนใบหน้าของเขา ทำให้ลักษณะท่าทางที่ราวกับเทพเซียนที่พบในครั้งแรกบนร่างของเขานั้นดูจางลง ความแตกต่างระหว่างสวรรค์และมนุษย์นั้นโดยทั่วไปแล้วจะไม่สามารถสัมผัสได้และไร้ซึ่งความรู้สึก ริมฝีปากล่างที่ซีดขาวเบาบางเป็นพิเศษของเขามีสีแดงขึ้นเล็กน้อยทว่ากลับดูมีสีสันมากยิ่งขึ้น ความงดงามแตกต่างที่ดูผิดปกติเช่นนี้ กลับมีเสน่ห์เย้ายวนใจผู้คนอย่างแปลกประหลาด

ฉู่อวี๋ถูกสายตาของเขาจ้องมองเสียจนใจเต้นรัว อดไม่ได้ที่จะหน้าแดง ภายในหัวเกิดคำๆ หนึ่งขึ้นมา ประเสริฐ!

ท่านป้าจินค้อมตัวเล็กน้อยต่อคนที่อยู่บนเตียงด้วยความเคารพ “คุณชายสาม คนพามาถึงแล้ว นับจากนี้เป็นต้นไป นางก็คือหญิงรับใช้ประจำตัวท่าน อยู่ข้างกายท่าน ไม่ห่างแม้แต่ก้าวเดียว”

คนงามที่อยู่บนเตียงเมื่อได้ยินดังนั้น ในที่สุดก็เลื่อนสายตาไปยังท่านป้าจิน ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย

ท่านป้าจินยิ้มเล็กน้อยแล้วรับชามยาที่อยู่บนมือหญิงรับใช้ซึ่งอยู่ด้านข้าง เอ่ยเสียงเบา “ความต้องการของท่าน บ่าวจัดการให้เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ท่านดื่มยาได้หรือยัง?”

คุณชายฉินมองใบหน้างุนงงของฉู่อวี๋แวบหนึ่ง รับยาจากมือท่านป้าจินอย่างสง่างาม หลังจากดื่มหมดแล้วก็วางไว้บนถาดเงินที่แกะสลักลวดลายที่หญิงรับใช้ถืออยู่

ท่านป้าจินกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเต็มไปด้วยเคารพ “นายท่านพักผ่อนให้เต็มที่ ข้าน้อยขอลา”

ในเวลานี้ฉู่อวี๋ก็เกิดปฏิกิริยาตอบสนองในที่สุด ดวงตาเบิกกว้าง คว้ามือของท่านป้าจินไว้ “ช้าก่อน...ช้าลงก่อน ท่านพูดอะไร ข้าตกลงว่าจะเป็นหญิงรับใช้ประจำตัวของเขาตั้งแต่เมื่อไร!”

คนพวกนี้เป็นบ้าหรือ? พูดเองเออเองเหมือนนางไม่มีตัวตน?

ท่านป้าจินมองมือของฉู่อวี๋ที่จับมือของตน ดวงตาฉายแววเย็นชาและรำคาญเล็กน้อย

นางมองฉู่อวี๋เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ฉู่อวี๋ หญิง อายุสิบเจ็ดปี ภูมิลำเนาอวิ๋นโจว บิดามารดาไม่ทราบแน่ชัด ห้าปีก่อนสลบไสลอยู่ริมถนนของสถานราชการในอวิ๋นโจว ถูกครอบครัวหูในอวิ๋นโจวเก็บกลับมาเลี้ยง พี่ชายเป็นข้าหลวงในอวิ๋นโจวซึ่งเป็นหัวหน้าสายตรวจตำรวจ เจ้าอาศัยร่มเงาของครอบครัวนี้เป็นตำรวจในอวิ๋นโจวมาสามปีกว่า นิสัยหุนหันพลันแล่นไม่หลีกเลี่ยง...”

“พอแล้ว!” ดวงตากลมโตของฉู่อวี๋จ้องไปที่ท่านป้าจินอย่างเยือกเย็น “ท่านกำลังข่มขู่ข้าหรือ?”

คืนสั้นๆ เพียงคืนเดียว พวกเขาก็สืบรายละเอียดของนางได้อย่างหมดจด ตระกูลฉินนี่ช่างเก่งกาจเสียจริง

แต่ทว่าทำไมเจ้าปีศาจนั่นถึงเก็บนางไว้เป็นหญิงรับใช้?

ทันใดนั้นนางก็นึกถึงคำพูดแปลกประหลาดที่ชายชรานั่นพูดก่อนที่จะตาย ฟังแล้วคล้ายกับเป็นสัญญาณลับ

ในใจฉู่อวี๋เต้นตุบๆ หรือว่าเจ้าปีศาจนั่นอยากใช้นางทำอะไรบางอย่าง?

ท่านป้าจินมองฉู่อวี๋ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “แม่นางฉู่ ตระกูลฉินนอกจากจะร่ำรวยเป็นอันดับหนึ่งของเจียงหนานแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นขุนนางตระกูลใหญ่มาเป็นระยะเวลายาวนาน มีผู้คนมากมายเท่าใดที่อยากจะส่งลูกสาวมายังตระกูลฉินเป็นหญิงรับใช้ผู้ซึ่งอ่านตำราได้ ข้าคิดว่าเป็นเช่นนี้คงจะไม่ทำให้เจ้าอับอาย ต่อครอบครัวหูแล้วล้วนมีแต่ข้อดี”

ฉู่อวี๋ยกมุมปากอย่างเย้ยหยัน “ถูกต้อง พวกท่านให้เกียรติข้าแล้ว ถ้าหากว่าข้าไม่รับเกียรตินั้น ต่อครอบครัวของข้าก็คงจะมีแต่ข้อเสียอย่างนั้นสิ?”

ใบหน้าของท่านป้าจินปรากฏรอยยิ้มอันเยือกเย็น “แม่นางฉู่แม้ว่าจะมีนิสัยหุนหันพลันแล่น ทว่ากลับเป็นคนเฉลียวฉลาด”

“ท่าน...” ฉู่อวี๋มองไปโดยรอบครู่หนึ่ง เห็นเพียงตั้งแต่เด็กรับใช้ชายและหญิงรับใช้หรือองครักษ์ หมอและเหล่านายทหารผู้ช่วยในกองบัญชาการต่างก็มองมาที่ตัวเองอย่างระมัดระวังและดูถูกเหยียดหยาม ในใจรู้สึกอึดอัดเหลือทน

สองมือนางกอดอก เหลือกตามองเอ่ยต่อท่านป้าจินอย่างไม่กลัวตาย “จิตใจของพวกท่านช่างกว้างเสียจริง ท่านไม่กลัวผู้ที่ไม่รู้ที่มาที่ไปเช่นข้าเมื่อไม่ระมัดระวังแล้วปรนนิบัติคุณชายสามของพวกท่านเสียจนขี่นกกระเรียนบินสู่สวรรค์[footnoteRef:4]หรือ?” [4: เป็นการกล่าวถึงความตายทางอ้อม]

devc-3daa7acd-33865ลวงล่อคุณชายให้เผลอใจ: Chapter 003 ตอนที่ 3