ลวงล่อคุณชายให้เผลอใจ: Chapter 004 ตอนที่ 4
บทที่ 4 คุณชาย สมองท่านพิการแล้ว
“บังอาจ!”
“มีอย่างที่ไหนกัน!”
เสียงของฉู่อวี๋เพิ่งหยุดลง ทันใดนั้นบริเวณโดยรอบก็เกิดเสียงโลหะกระทบกันของดาบและเสียงตวาดอย่างเดือดดาล
ท่านป้าจินยกมือขึ้นปราม ผู้คนบริเวณรอบๆ จึงจะถอยกลับ รังสีอำมหิตภายในห้องยังคงเดิม ทำให้ผู้คนหายใจไม่ออก
ท่านป้าจินมองฉู่อวี๋แล้วเอ่ยเสียงเย็นชา “ข้าเชื่อว่าแม่นางฉู่มิใช่ผู้ที่ทำอะไรไม่ยั้งคิด ทำให้เดือดร้อนไปถึงตนเองและผู้มีพระคุณเฉกเช่นคนโง่ที่ตกอยู่ในสถานการณ์อันเลวร้าย”
การคุกคามอย่างเปิดเผยเช่นนี้ ทำให้ฉู่อวี๋ข่มความเดือดดาลภายในใจไม่อยู่อย่างแท้จริง ทว่านางก็รู้ว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะปากมาก ดังนั้นนางจึงกลอกดวงตาดำกลมโตของนาง เอ่ยถากถาง “ฐานะเช่นคุณชายสามนี้ ต้องการคนงามแบบใดใช่ว่าจะไม่มี เหตุใดต้องเป็นคนเช่นข้ามาปรนนิบัติ?”
เรื่องนี้แปลกประหลาดเกินไป นางลองหยั่งเชิงเสียก่อน ค่อยคิดหาวิธีรับมือ
ท่านป้าจินได้ยินดังนั้น ดวงตาเรียวยาวจ้องเขม็งไปยังนาง สายตาที่แปลกประหลาดและให้ความรู้สึกหนาวเหน็บจ้องมองมาเสียจนภายในใจของฉู่อวี๋รู้สึกหวาดหวั่นอย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่าตัวเองได้ทำเรื่องเลวร้ายอย่างไรอย่างนั้น
ฉู่อวี๋ถอยหลังหนึ่งก้าว เลิกคิ้วอย่างตื่นตัว “ท่านจะทำอะไร?”
เพียงแต่ว่าในเวลาต่อมาฉู่อวี๋ก็เข้าใจว่าทำไมปฏิกิริยาของอีกฝ่ายจึงแปลกประหลาดเช่นนี้
มือเย็นข้างหนึ่งโอบเอวบางของนางอย่างกระทันหัน ช่วงที่นางไม่ทันตั้งตัว ทำให้นางถูกดึงไปด้านหลังอย่างรุนแรง
ฉู่อวี๋ไม่ทันตอบสนอง ก็กระแทกเข้าสู่อ้อมอกที่เย็นและกว้าง ในขณะเดียวกัน เสียงบุรุษที่อ่อนแรงทว่ากลับนุ่มนวลดังขึ้นเหนือศีรษะ “ท่านแม่ ท่านไม่ใช่หญิงรับใช้ ท่านแม่อยู่ ข้าอยู่ ท่านแม่ไม่อยู่ ข้าไม่อยู่”
ในขณะเดียวกันนั้น ใบหน้าของผู้คนทั้งหลายในตระกูลฉินต่างก็เหยเกและแสดงถึงความเจ็บปวดเป็นอย่างมาก ราวกับว่าทุกคนล้วนอมอุจจาระหนึ่งชั่ง[footnoteRef:1] “...” [1: หน่วยวัดน้ำหนักของจีน ประมาณห้าร้อยกรัม]
หลังจากที่ฉู่อวี๋นิ่งงันครู่หนึ่งแล้ว ความหวาดกลัวฉายชัดบนใบหน้า “คุณชายสามของพวกเจ้า ...”
ท่านแม่...ทำไมเจ้าปีศาจนั่นยังเรียกนางว่าท่านแม่อีก?! ท่าทางลูกเจี๊ยบมองหาแม่ไก่เช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร?!
ใบหน้าของท่านป้าจินไม่สามารถเรียบเฉยและเย็นชาต่อไปได้อีก นางปิดตาลง เอ่ยด้วยสีหน้าแปลกประหลาด “คุณชายสาม สมอง...ไม่ปกติ”
สมองไม่ปกติบ้าบออะไร?
ด้านหนึ่งฉู่อวี๋พยายามดิ้นรนอย่างสุดกำลังที่จะออกจากแขนที่เกือบจะรัดคอนางตาย อีกด้านหนึ่งอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงร้องอยู่ภายในใจ ความรักลึกซึ้งจริงใจของแม่ลูกที่แสดงออกมาชัดเจนเป็นเพราะว่า เขาสมองพิการไปแล้วใช่ไหม!
พูดง่ายๆ ก็คือคุณชายท่านนี้ ถูกนางตีเสียจนปัญญาอ่อนแล้ว!
“ท่านแม่...ข้าอยากดื่มนม” เสียงที่อ่อนโยนนุ่มนวลนั่นดังขึ้นอีกครั้ง แฝงไปด้วยความเศร้าอย่างบอกไม่ถูก
ฉู่อวี๋ยกมือขึ้นปิดหน้าอกแน่นในชั่วพริบตา ใบหน้าเหยเก แผดเสียงร้อง “ใช้กำลังบีบบังคับไม่ทำให้ยอมแพ้ ยากจนต่ำต้อยไม่ทำให้ความตั้งใจเปลี่ยนแปลง พวกเจ้าฆ่าล้างครอบครัวข้า ข้าก็ไม่มีนม ไม่มีนมอย่างแน่นอน ถึงข้ามีนมก็ไม่ป้อนเขา!”
คนพวกนี้เพี้ยนไปแล้วหรือไง?!
บรรยากาศตกอยู่ในสภาพที่ทำให้ผู้คนหายใจไม่ออก...เงียบสงัด
เป็นเวลาเนิ่นนาน ท่านป้าจินจึงจะนำชามกระเบื้องเคลือบขนาดเล็กที่อยู่ในมือของหญิงรับใช้ซึ่งอยู่ด้านข้างยื่นมาตรงหน้านาง ทว่ากลับไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่เส้นเลือดปูดตรงหลังมือของนางแสดงให้เห็นว่านางกำลังสะกดกั้นอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองอย่างสุดกำลัง
ฉู่อวี๋ก้มหน้ามองลง “นี่คืออะไร...”
ภายในชามกระเบื้องเคลือบขอบทองที่ประณีตงดงาม น้ำนมขาวสะอาดที่อุดมสมบูรณ์ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนใจ
ฉู่อวี๋ “...”
……*……*……*……*……
หนึ่งเดือนต่อมา
ฤดูใบไม้ร่วงของทางตอนใต้งดงาม ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ลมพัดเย็นสบาย แสงอาทิตย์อบอุ่น ภายในลานบ้านเต็มไปด้วยใบเมเปิลแดงที่ตกสู่ลำธารทำให้น้ำดูใสสะอาดมากยิ่งขึ้น ไอน้ำปกคลุมอย่างหนาแน่น สวยงามเกินบรรยาย
“ท่านแม่ ฉินเซิงทำซุปดอกหอมหมื่นลี้มาใหม่ ท่านลองเสียหน่อย?”
ร่างสีขาวที่ยืนอยู่ริมลำธารเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวผู้มีดวงตากลมโตที่สวมเสื้อผ้าบุรุษซึ่งอยู่บนต้นไม้ ในมือของเขาถือชามเคลือบใสใบหนึ่ง ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านผมยาวสีดำขลับของเขา เสื้อคลุมยาวสีขาวปลิวต้านลม ละอองน้ำตกลงบนผิวขาวและผมยาวสีดำของเขา คิ้วยาวโดดเด่นอยู่เหนือดวงตา แสงอาทิตย์อ่อนๆ ตกกระทบเป็นเงาบางๆ ดวงตาสีอำพันเต็มไปด้วยความกระจ่างใสราวกับว่าเป็นสีเดียวกันกับฟ้าดินไร้ซึ่งพรมแดน
ทำให้ผู้คนใจลอยจนแยกไม่ชัดว่านี่เป็นแดนสวรรค์ที่ทอดผ่านมายังภูเขาหิมะคุนหลุนหรือไม่ มองเห็นเทพเจ้าแห่งน้ำใกล้เข้ามา งดงามจนไม่อาจแยกแยะได้
อืม ถ้าหากว่าเทพเจ้าแห่งน้ำนี่ไม่เรียกนางว่าท่านแม่ นางก็จะยินดีอย่างยิ่งที่จะเข้าใกล้เทพเจ้ารูปงามสักครั้งหนึ่ง
ฉู่อวี๋นั่งอยู่บนกิ่งไม้ของต้นเมเปิ้ลต้นใหญ่ มองไปที่คนงามซึ่งอยู่ใต้ต้นไม้ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ขยับนิ้วมือนิ้วหนึ่งจากระยะไกล เอ่ยขึ้นทีละคำอย่างช้าๆ ชัดๆ “คุณชายฉิน รอบที่สามสิบ ข้าพูดแล้ว ข้าไม่กิน! อีกอย่างไม่ต้องเรียกข้าว่าท่านแม่ด้วย!”
คนงามที่อยู่ใต้ต้นไม้ขมวดคิ้วเล็กน้อย คล้ายกับว่าไม่เข้าใจและงุนงงนิดหน่อย
คนงามขมวดคิ้ว แน่นอนว่าทำให้ผู้คนเจ็บปวดใจ
ถึงแม้จะห่างกันไกลมาก ฉู่อวี๋ก็ยังสามารถรู้สึกได้ทันทีว่าตรงระเบียงทางเดินมีสายตาที่แหลมคมจนสามารถฆ่าผู้คนจับจ้องมาทางนางอย่างทิ่มแทง
ฉู่อวี๋นิ่งงัน แค่นเสียงเย็นเสียงหนึ่ง ถึงคนตระกูลฉินพวกนี้อยากจะฆ่านางแต่ก็ไม่สามารถทำได้ภายในเวลาสั้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจ้าบ้านของพวกเขาเรียกนางว่าท่านแม่
ดังที่เรียกกันว่าเหามากมายก็ไม่กลัดกลุ้ม นางล้วนทำเป็นมองไม่เห็น ถึงอย่างไรเมื่อไม่มีคำสั่งจากฉินเซิงแล้ว พวกเขาก็ไม่กล้าเข้าใกล้
แต่ทว่า...
“ท่านแม่ นี่คือซุปดอกหอมหมื่นลี้ที่ทำมาใหม่ ท่านน่าจะลองเสียหน่อย” เสียงพูดอันไพเราะดังขึ้นรอบที่สามสิบเอ็ด
เส้นเลือดปูดขึ้นบนหน้าผากของฉู่อวี๋ ในที่สุดก็ทนไม่ไหวกระโดดลงจากต้นไม้เสียงดังตุบ คว้าส่วนหน้าเสื้อคลุมสีขาวของคนงามที่อยู่ตรงหน้า ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเอ่ยขึ้นอย่างเดือดดาล “เจ้าขาดสติปัญญาก็ช่างเถอะ ยังฟังภาษาคนไม่เข้าใจอีกหรือ! ข้าไม่กิน! ข้าก็ไม่ใช่ท่านแม่ของเจ้าด้วย!”
เจ้าคนโง่นี่ทำไมถึงดื้อรั้นเช่นนี้ นางแค่พูดลอยๆ ว่าฤดูใบไม้ร่วงขาดน้ำ ปากแห้งอยากดื่มน้ำ เขาก็ยกชามนี่คอยจับตาดูนางตั้งแต่ตอนเช้าจนถึงตอนกลางวัน เข้าห้องน้ำก็ยังส่งเสียงเรียกราวกับเรียกผีเรียกวิญญาณอยู่หน้าประตู
นางเกลียดการกินอาหารว่างที่เหนียวๆ เหล่านี้มากที่สุด ทำให้นางรู้สึกว่าตัวเองเหมือนกำลังกินน้ำมูก
นางไม่ควรยอมให้ท่านป้าจินใช้อำนาจบีบบังคับ ทำตามแผนถ่วงเวลาอะไรนั่น อยู่ที่นี่เป็นพี่เลี้ยงบวกกับหญิงรับใช้ประจำตัวให้เด็กปัญญาอ่อนจนกว่าเขาจะกลับคืนสู่สภาพปกติ
ผลสุดท้ายแล้วต้องมาถูกจินเย่าและลูกน้องหน้าตายพวกนั้นของเขาซึ่งมีทักษะในการต่อสู้ไม่ธรรมดาจ้องมองอย่างไม่คลาดสายตา ไม่ต้องพูดถึงเรื่องหนีแล้ว แค่คิดวิธีส่งข่าวไปบอกเหล่าหูก็ยังทำไม่ได้!
ฉินเซิงก้มหน้าลงมองฉู่อวี๋ที่จับคอเสื้อของตัวเองไว้ ดวงตาเรียวยาวโดยธรรมชาติของเขาหลุบลงเล็กน้อย ดวงตาสีอำพันปรากฏแสงประกายระยิบระยับราวกับสุราที่มีกลิ่นหอม มองมาที่นางเงียบๆ อย่างไม่ละสายตา
ฉู่อวี๋ถูกดวงตาคู่นั้นจ้องมอง ภายในใจเกิดอาการชาอย่างไม่สามารถอธิบายได้ไปชั่วขณะ มือก็ควบคุมไม่อยู่จนต้องปล่อยลง ครู่หนึ่งจึงจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงห้าว “เจ้า...มองอะไร?”
คนโง่ช่างงดงามเกินไปแล้ว แต่ก็คือความผิดพลาด
เขาจ้องมองนางครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็ยื่นมือออกไปลูบแก้มของนางเบาๆ ค่อยๆ โน้มหน้ามายังนาง ริมฝีปากบางยกยิ้มบางๆ ราวกับสายลมอันอบอุ่น
ภายในใจฉู่อวี๋ร้องเตือน ใบหน้าแดง “เจ้า..เจ้าคิดจะทำอะไร”
กิริยาท่าทางที่ไม่เรียบร้อยเช่นนี้ นางรู้ดีว่าตัวเองควรจะยื่นมือออกไปตบหน้าสักทีหนึ่ง ทว่าสายตากลับจ้องมองไปยังไฝแดงที่อยู่ตรงริมฝีปากบางของเขาอย่างไม่ยอมแพ้ ไฝสีแดงนั่นไม่เหมือนปกติ ราวกับกลีบดอกซากุระเล็กใหญ่ ทว่ากลับไม่นูนขึ้นมา แต่งเติมบนริมฝีปากล่างที่งดงามของเขา ดูเหมือนกับจุดเล็กๆ ซึ่งคล้ายกับว่ามีใครมาแต้มสีแดงเข้มตรงริมฝีปากบางให้เขา สวยสดงดงาม
ระยะห่างที่ใกล้เช่นนี้ดูเหมือนจะดึงดูดให้หลงใหลเสียจนตกสู่กลางใจ หัวใจเกิดการสั่นไหวอย่างแปลกประหลาด
ลมหายใจของเขาส่งออกมาทางจมูกอย่างชัดเจน กลิ่นหอมอ่อนๆ จากหญ้าและน้ำพุเย็นผสมผสานกันจนกลายเป็นแห ในระหว่างนั้นก็ค่อยๆ ขังนางไว้ทีละนิด ไม่สามารถขยับตัวได้
นางมองใบหน้างดงามที่อันตรายซึ่งกำลังใกล้เข้ามา อดไม่ได้ที่จะใจเต้นรัว ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ตัวแข็งทื่อราวกับท่อนไม้
บรรยากาศกำลังดี ทิวทัศน์ราวกับภาพวาด บางทีนางก็ไม่ควรจะละทิ้งคนงามที่งดงามเสียจนน่ากลืนกินตรงหน้า
นาง...ควรไม่ควรจะเอาเปรียบสักหน่อย?
ในขณะที่ลมหายใจของทั้งสองฝ่ายผสมผสานกัน ริมฝีปากบางของเขาเริ่มขยับ น้ำเสียงนุ่มนวลราวกับน้ำ “ท่านแม่ ผิวของท่านซีดเหลือง ดวงตาอ่อนล้า ตาขาวเริ่มเหลือง ผิวแห้งราวกับเต่า ผอมแห้งดุจลิง จะต้องดื่มซุปที่ช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำลายจึงจะถูก สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ จะให้ท่านเอาแต่ใจตัวเองเช่นนี้ได้อย่างไร”
เขายกมือขึ้น ตักซุปดอกหอมหมื่นลี้ที่อยู่ในมือ ป้อนเข้าปากนางอย่างอ่อนโยนและไม่ยอมให้ปฏิเสธ
ฉินเซิงยิ้มบางๆ “ท่านแม่ไม่ชอบให้เรียกคำว่าท่านแม่ คิดๆ ดูแล้วคงเป็นเพราะว่าท่านแม่มาจากทางใต้ ทางใต้เรียกท่านแม่ว่าคุณแม่ เช่นนั้นฉินเซิงเรียกท่านแม่ว่าคุณแม่คงจะดี”
ใบหน้าฉู่อวี๋นิ่งไร้ความรู้สึกไปชั่วขณะ ทันใดนั้นก็ดันใบหน้างดงามนั่นออกอย่างเดือดดาล “คุณแม่บ้านเจ้าสิ ไสหัวไปให้พ้น!”
ถูกต้องแล้ว นี่คือสิ่งที่นางเกลียดเจ้านั่นที่สุด ใบหน้าอ่อนโยนงดงามนั่น คำหยาบสักคำก็ไม่ต้องพูดทว่ากลับทำให้ผู้คนโมโหจนแทบจะบ้าตาย
เขาไม่ได้รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย เป็นเด็กดีที่ซื่อสัตย์เสียจนไม่สามารถซื่อสัตย์ได้มากกว่านี้อีกแล้ว
มองฉู่อวี๋ถูกป้อนซุปดอกหอมหมื่นลี้จนหมดชาม ทันใดนั้นฉินเซิงก็ยิ้มอย่างอ่อนโยนงดงาม “ท่านแม่ ท่านควรจะป้อนนมแล้ว”
ฉู่อวี๋มองดวงตาคู่งามเป็นประกายของเขา แล้วมองชามน้ำนมขาวสะอาดที่ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนใจที่เขาไม่รู้ว่ามาจากที่ใด อดไม่ได้ที่จะขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “เจ้าดื่มนมก็ดื่มไป เลิกทำหน้าเช่นนี้แล้วพูดคำพูดที่ทำให้ผู้คนรู้สึกสะอิดสะเอียนได้หรือไม่?”
ทุกครั้งนางได้ยินก็เกิดอาการขนลุก โรคลำบากใจกำเริบ
ฉินเซิงเหมือนกับคิดอะไรบางอย่าง “ท่านแม่ ข้าอยากดื่มนมของท่านเป็นอย่างไร?”
ฉู่อวี๋นั่งยองๆ บนพื้น ปิดหน้าอย่างไร้เรี่ยวแรง “ช่างเถอะ...เจ้ากลับไปก่อน”
……
ตรงระเบียงทางเดินไกลๆ เงาคนทั้งหลายที่ยืนอยู่ต่างก็ทอดถอนใจอย่างโล่งอก
บุรุษคนหนึ่งผู้ซึ่งมีใบหน้าราวกับเด็กอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเสียงเบา “ค่อยยังชั่ว...ข้านึกว่าคุณชายสามชอบนาง...”
“อะแฮ่ม!” ท่านป้าจินกระแอมเบาๆ เสียงหนึ่ง ขัดคำพูดของเขา
จินเย่าก็เอ่ยขึ้นอย่างเย็นชา “คุณชายสามเป็นผู้ใด จะชอบคนเช่นนั้นได้อย่างไร มู่เย่า คำพูดเช่นนี้สมควรพูดหรือ?”
มู่เย่ารีบก้มหน้าลงทันที เอ่ยขึ้นอย่างนอบน้อม “ท่านหัวหน้า เป็นมู่เย่าพลั้งปาก”
จินเย่าหันหน้ากลับไปมองคนสองคนที่ดูใกล้ชิดสนิทสนมจากที่ไกลๆ จากนั้นค่อยๆ จับดาบในมือแน่น นัยน์ตาฉายแววดุดัน “ท่านป้า ฉู่อวี๋ผู้นี้ดูเหมือนจะเป็นสตรีที่มีนิสัยหุนหันพลันแล่น ทว่ากลับมิใช่ซื่อๆ รับมือได้ง่ายๆ สุ่ยเย่าพบว่าหลายครั้งนางลอบสำรวจลานบ้านของพวกเรา ยิ่งไปกว่านั้นคุณชายสามยังบาดเจ็บเพราะนางอีก”
ท่านป้าจินสายตาเย็นชา เอ่ยขึ้นเบาๆ “เหล่าจินก็พูดแล้วว่าสมองของคุณชายสามได้รับบาดเจ็บ ปัจจุบันนี้เหลือเพียงความทรงจำตอนช่วงอายุประมาณสิบสามปี ยิ่งไปกว่านั้นความทรงจำยังผิดเพี้ยนอีก กิริยาท่าทางแปลกประหลาด หลังจากที่ได้รับบาดเจ็บแล้วลืมตาขึ้นมาคนที่มองเห็นเป็นคนแรกแน่นอนว่าเป็นฉู่อวี๋ ราวกับลูกไก่จดจำแม่ ยืนหยัดที่จะเชื่อในสิ่งที่ตัวเขาอยากจะเชื่อเท่านั้น ดังนั้นจึงปกป้องฉู่อวี๋เป็นอย่างมาก”
น้ำเสียงของจินเย่าเย็นเฉียบ “เช่นนั้นพวกเราจะปล่อยให้นางลอยนวลเช่นนี้หรือ”
เขารู้ดีว่าการวินิจฉัยทางการแพทย์ของเหล่าจินจะไม่ผิดพลาด ฉู่อวี๋ผู้นั้นเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ไม่ห่างจากคุณชายสามแม้เพียงครึ่งก้าว ลื่นไหลดุจปลา ทำให้พวกเขาที่อยากจะลงมือจัดการกับนางก็อดไม่ได้ที่จะคำนึงถึงความเป็นอยู่ของนายท่าน
ท่านป้าจินมองไปยังบุรุษวัยกลางคนที่มองไปยังที่ไกลๆ โดยไม่กล่าวอะไร “เหล่าจิน หลังจากที่คุณชายสามได้รับบาดเจ็บแล้ว ปัจจุบันนี้ดูเหมือนอุปนิสัยล้วนเปลี่ยนแปลงไปมาก เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไร?”
ไม่ว่าจะเป็นเทพบุตรที่อยู่บนเมฆราวกับสวรรค์ชั้นฟ้าหิมะลอยละล่องในอากาศที่เยือกเย็นจนเข้ากระดูก หรือว่าเป็นท่านประมุขแห่งความมืดมิดที่พลิกฝ่ามือควบคุมเมฆหมุนฝ่ามือบังคับฝน[footnoteRef:2]อย่างไรก็ตาม ล้วนไม่น่าจะสนใจนมสดที่เด็กๆ ดื่ม... [2: หมายถึงผู้ที่มีอำนาจมาก สามารถทำอะไรก็ได้]
ท่านป้าจินอดไม่ได้ที่จะหางตากระตุกอีกครั้ง
เหล่าจินมีใบหน้าผอมแห้ง เคราบางทั้งสองข้าง มุมปากเม้มขึ้น ดูเหมือนแฝงไปด้วยรอยยิ้มอันเป็นมิตรอยู่เสมอ ทว่าประกายเยือกเย็นจากดวงตารูปสามเหลี่ยมคู่นั้นกลับทำให้ผู้คนหวาดกลัวจนตัวสั่น
เหล่าผู้อาวุโสที่อยู่ข้างกายคุณชายฉินล้วนเป็นที่ปรึกษาหรือนายทหารชั้นสูงอันดับหนึ่ง โดยปกติแล้วรับผิดชอบหน้าที่ใครหน้าที่มัน ยากที่จะรวมตัวกัน โดยเฉพาะเหล่าจินยิ่งเป็นเทพเจ้ามังกรเห็นหัวมิเห็นหาง[footnoteRef:3] หากไม่ใช่เพราะท่านประมุขเกิดเรื่องราวใหญ่โตเขาก็ไม่มีทางปรากฏตัว [3: หมายถึงผู้ที่ชอบทำตัวลึกลับ เพิ่งโผล่หน้ามาก็หายตัวไปอีกแล้ว]
เหล่าจินกลับไม่ได้ตอบตรงๆ เพียงแต่ลูบเคราตัวเอง ยิ้มเย็น “ร้อนใจอะไรกัน ภายในสมองของท่านประมุขเพียงแค่มีลิ่มเลือดอุดตัน มิได้เป็นเช่นนี้ไปตลอดชีวิตเสียหน่อย ยิ่งไปกว่านั้นพวกเจ้าจำไม่ได้แล้วหรือว่าเหตุใดคุณชายสามถึงปรากฏตัวในสถานที่เกิดไฟไหม้?”
จินเย่าชะงัก หันกลับไปมองฉู่อวี๋ ทันใดนั้นแววตาสาดประกายอำมหิต “ท่านหมายความว่า...”