ลวงล่อคุณชายให้เผลอใจ

ลวงล่อคุณชายให้เผลอใจ: Chapter 019 ตอนที่ 19

#19Chapter 019

บทที่ 19 เคยแต่งงาน หรือหลับนอนด้วยหรือไม่

เมื่อเห็นรถม้าหายลับไปแล้ว เงาสองร่างที่ยืนอยู่บนเรือนต่างถอนหายใจโดยไม่ได้นัดหมาย

“ในที่สุดก็ส่งหายนะออกไปได้แล้ว ยายเด็กคนนี้โชคดีหรือปิดความลับได้จริงๆ กันแน่”

ท่านป้าจินและเหล่าจินต่างมองหน้ากันและเห็นแววตาจนปัญญาในนั้น

เหล่าจินลูบหนวดเคราด้วยสีหน้านิ่ง “ไม่ว่านางจะโชคดี หรือว่าปิดความลับได้จริงหรือไม่ ทว่าตอนนี้อาการของนายท่านยังมิอาจคาดเดา ต้องจับตาดูให้ละเอียดรอบคอบ อย่าให้ใครใช้ประโยชน์จากมันได้”

ท่านป้าจินพยักหน้าเบาๆ “ไม่ต้องให้เจ้าพูดหรอก ข้าเตรียมคนไว้ที่สำนักศึกษาแล้ว ถึงแม้อาการของนายท่านจะพิเศษ แต่กลับทำอะไรมั่วซั่วไม่ได้...”

พูดไปได้ครึ่งหนึ่ง นางก็เอ่ยต่อไม่ได้แล้ว

ถึงอย่างไรความจริงได้บอกพวกเขาแล้วว่าหากคนอื่นหลอกลวงฉินเซิงในตอนนี้ ก็ทำได้ยากเช่นกัน ทว่าหากฉู่อวี๋ตบตาเขา กลับง่ายราวกับพลิกฝ่ามือ

ไม่แน่ว่าหากนางหลอกขอให้ฉินเซิงยกตระกูลฉินทั้งหมดกับนาง คงทำได้ในประโยคเดียว

เมื่อคิดถึงเรื่องที่เคยเกิดขึ้น ท่านป้าจินก็มีสีหน้าเคร่งขรึมลง “ข้าได้สั่งจินเย่าให้หาโอกาสลงมือที่สถานศึกษาตระกูลฉินเสีย”

“จินเย่ายังเด็ก เลือดร้อน เจ้าอย่าวู่วามเหมือนเด็กมัน” เหล่าจินมองนางด้วยสายตาเย็นเยียบ ปราดหนึ่ง

ท่านป้าจินเอ่ยเสียงเข้ม “ข้าเข้าใจดี เพียงแต่สงสัยว่าเหตุใดนายท่านต้องดูแลนางเป็นพิเศษก็เท่านั้น”

ฉู่อวี๋ไม่ขลาดเขลาเลยสักนิด หรือพูดได้ว่ามีความฉลาดหลักแหลมอยู่บ้าง ฉู่อวี๋รู้ว่าหากนางกล้าหลอกใช้ฉินเซิงให้ทำอะไรเกินเลยไปจริงๆ สำนักเย่าต้องขุดรากถอนโคนจนหมดสิ้นแน่

เพราะคนที่สำนักเย่ากังวลไม่ใช่นาง ทว่าเป็นฉินเซิง

เหล่าจินไม่รู้คิดอะไรอยู่ ในดวงตาเล็กเปล่งแสงแวววาว ไม่นานก็เอ่ยเบา “เจ้าไม่คิดหรือว่าเพลิงไหม้ที่สวนฉินคล้ายกับคืนแห่งการทำลายล้างเมื่อสิบกว่าปีก่อน”

“เจ้าจะบอกว่า...” ท่านป้าจินตะลึง สีหน้าเคร่งขรึมและเกรงขามพลันซีดเผือด

เหล่าจินถอนหายใจ นัยน์ตาทอดมองไกลๆ “เกรงว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะเกี่ยวข้องกับนายท่านที่อายุสิบสามปีในตอนนั้น พวกเราต่างคิดว่าเขาได้ลืมเรื่องนั้นไปแล้ว แต่พอมาวันนี้เกรงว่าอาจจะไม่แน่”

อดีตอันยาวนาน ทว่าบางอดีตก็เหมือนกับปีศาจที่หลับใหล ไม่มีใครรู้ว่ามันจะถูกปลุกขึ้นกลืนกินทุกสิ่งเมื่อใด

หากเป็นพรหาใช่หายนะ หากเป็นหายนะย่อมหลบไม่ได้ ฉู่อวี๋...ก็แค่เป็นคนปลุกจิตใจชั่วร้ายของนายท่านโดยบังเอิญเท่านั้น

รถม้ามุ่งหน้าไปอย่างเชื่องช้า ในที่สุดเมื่อผ่านไปสองเค่อรถม้าก็หยุดลง

ทว่าฉู่อวี๋ที่คิดจะลุกขึ้นกลับถูกฉินเซิงยื่นมือกดหัวไหล่ “ยังไม่ถึง”

ฉู่อวี๋รู้สึกแปลกใจ นางทนไม่ไหวเลิกผ้าม่านดู อดตะลึงไม่ได้ รถม้าจอดอยู่ตีนภูเขาแห่งหนึ่ง

จินเย่าไล่องครักษ์ที่ติดตามรถม้าไปยังประตูวัดอันวิจิตรตระการตานั้น ก่อนพูดคุยกับบ่าวรับใช้ชายที่เห็นได้ชัดว่ารออยู่นานแล้ว

นางเงยหน้ามองหุบเขานั้นก่อนเอ่ยอย่างอดไม่ได้ “เหตุใดถึงมาที่เขาเฟิงเยียนซานล่ะ”

เขาเฟิงเยียนซานคือจุดชมวิวเลื่องชื่อบริเวณอวิ๋นโจว นางกับครอบครัวของเหล่าหูยังเคยไปเที่ยวชม ถึงแม้สถานที่นี้จะไม่ใช่ทางเข้าเขาเฟิงเยียนซานที่นางคุ้นเคย ทว่ามวลหมอกสีม่วงอ่อนที่ห้อมล้อมยอดเขาเฟิงเยียนอันเป็นเอกลักษณ์นั้น นางไม่มีทางจำผิดแน่

“แต่เดิมเขาเฟิงเยียนซานเป็นทรัพย์สินของตระกูลฉิน หน้าเขาสร้างวัดเฟิงหนิงซื่อให้ชาวบ้านอวิ๋นโจวมาสักการะบูชา ด้านหลังเขากลับไม่ให้คนทั่วไปเข้าได้ เพราะก่อตั้งสถานศึกษาตระกูลฉินไว้ที่ด้านหลังเขา”

เมื่อได้ฟังฉู่อวี๋พลันตกตะลึง นางไม่รู้เลยว่าสถานศึกษาตระกูลฉินอยู่ที่ใด ยิ่งคิดไม่ถึงอีกว่าทรัพย์สินของตระกูลฉินจะครอบคลุมเขาเฟิงเยียนซานไว้ด้วย

ความจริงแล้ว ชายชราและเหล่าบ่าวรับใช่ควรเอ่ยคารวะจินเย่าอย่างนอบน้อม เมื่อเห็นจินเย่าขับรถม้าด้วยตัวเอง ทุกคนต่างมองในรถม้าด้วยความสงสัยและยำเกรง

จินเย่าเอ่ยเสียงเรียบไล่พวกเขา “นำทางขึ้นเขา”

หนทางบนภูเขายิ่งสูงชันและเคี้ยวคดขึ้นเรื่อยๆ แล้วยังผ่านด่านตรวจสอบติดต่อกัน ทันใดนั้นฉู่อวี๋พลันรู้สึกหดหู่...นี่เป็นการหนีจากกรงขังมาสู่อีกกรงขังนี่

นางอดบ่นลอดไรฟันไม่ได้ “นี่ไปเรียนหนังสือหรือว่าไปทำอะไรผิดกฎหมายกันแน่”

จินเย่าที่ขับรถม้าเป็นห่วงนายท่านที่อยู่บนรถม้า ทว่าสายตากับเต็มไปด้วยความเย้ยหยันเย็นชา “กลิ่นหอมของดอกเหมยเกิดจากความหนาวเหน็บ [footnoteRef:1]หรือคุณหนูฉู่คิดว่าสถานศึกษาตระกูลฉินจะเป็นที่ที่ใครก็เข้าได้ พอปิดภาคเรียนก็ให้นักเรียนออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกแล้วจะมีชื่อเสียงได้เช่นนี้หรือ” [1: สิ่งล้ำค่าหรือคนมีความสามารถมักต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนักจึงจะประสบความสำเร็จได้]

ฉู่อวี๋ถีบรถม้าอย่างเคียดแค้นไปทีหนึ่ง ลอบด่าฮูหยินรองหลิ่งและท่านป้าจินอยู่ในใจ ก่อนหันไปเห็นฉินเซิงกำลังเอียงหน้ามองนางเงียบๆ ไม่รู้ว่าคิดสิ่งใดอยู่ เห็นเพียงนัยน์ตาสีอำพันมองด้วยดวงตาใสแจ๋ว นางก็รู้สึกผิดอย่างประหลาด...นางคิดเสมอว่า ‘เจ้าเด็กโง่’ นี่เหมือนรู้ว่านางพร้อมทิ้งเขาตลอดเวลา

นางหันหน้ากลับพลางดื่มชา พยายามข่มความโกรธ พลางคิดถึงแผนภายหลัง

คนตระกูลฉินอย่าหวังเลยว่าจะกักขังนางไว้ที่นี่ได้!

เดินทางไปได้สองเค่อ ในที่สุดรถม้าก็หยุดลง

ครั้งนี้ ฉู่อวี๋แหวกผ้าม่านโดยไม่บอกกล่าว ไม่สนใจจินเย่าที่ถลึงตามองนาง กระโดดลงจากรถม้าพลางขยับเอว “นั่งซะจนข้าเจ็บเอวไปหมดแล้ว”

“ท่านผู้นี้คือน้องสาวคนเล็กจากตระกูลฝั่งมารดาของฮูหยินใหญ่ ร่าเริงจริงๆ ด้วย” น้ำเสียงชรากลั้วหัวเราะดังขึ้นด้านหลังนาง

จินเย่าเก็บแววตาที่ถลึงมองฉู่อวี๋ก่อนหันหลังและประสานมือทำความเคารพผู้มาใหม่ “ขอรับ ท่านอาจารย์ชังลู่ ต่อไปต้องรบกวนท่านแล้ว”

ฉู่อวี๋หันหลังไปก็เห็นชายชราผอมแห้งทว่าแข็งแรงน่ายำเกรงที่มองนางด้วยรอยยิ้ม แม้ชายชราผู้นั้นจะผอมแห้ง ทว่าไร้หนวดเคราบนใบหน้า ยังดูแข็งแรงเป็นอย่างมาก

เขาสวมเสื้อยาวสีครามดูสมถะกับรองเท้าผ้าฝ้ายสีขาว เหล่าซงที่กระฉับกระเฉงยืนเหยียดกายตรงราวกับต้นไม้ นอกจากกลิ่นหนังสืออบอวลไปทั้งตัวนั้น มองแล้วยังนับว่ามีรัศมีเกินคนธรรมดาอยู่บ้าง

นางขมวดคิ้วเล็กน้อย ทำราวกับไม่เห็นว่าจินเย่ากับชายชราผู้นั้นรอการทำความเคารพจากนาง นางหันไปเลิกผ้าม้านก่อนเอ่ยกับคนในรถอย่างขอไปที “เสี่ยวเซียนเซียน ลงมา!”

เมื่อได้ยินฉู่อวี๋เรียกชื่อนั้น หน้าจินเย่ากระตุกเล็กน้อย สีหน้าประหลาด คล้ายกับกำลังอดกลั้นอะไรบางอย่าง

เห็นเช่นนั้น อาจารย์ชังลู่ไม่ได้แปลกใจแต่อย่างใด ยังคงยิ้มร่าดังเก่า

ฉู่อวี๋ดึงฉินเซิงมาไว้ข้างกาย ยิ้มมองอาจารย์ชังลู่ “ท่านอาจารย์ชังลู่เป็นหัวหน้าดูแลสถานศึกษาแห่งนี้ ต่อไปข้าและหลานชายตัวโตสมองใช้การไม่ได้คนนี้ ต้องพึ่งพาให้ท่านดูแลแล้วเจ้าค่ะ”

เกิดมาไม่เคยมีใครเอ่ยวาจาขอไปทีเช่นนี้กับเขามาก่อน ดวงตาของอาจารย์ชังลู่ฉายแววสนใจ “ถูกต้อง คนแก่อย่างข้าไม่มีความสามารถนัก ต้องดูแลสถานศึกษาแทนท่านประมุข เรื่องที่ท่านประมุขกำชับไว้ ข้าย่อมทำอย่างสุดความสามารถ”

เมื่อพูดจบ เขาก็หันหลังกลับไปกำชับคนดูแลที่ยืนอยู่ไม่ไกล “เหล่าจัง พอคุณหนูฉู่กับคุณชายไปห้องพักที”

“ขอรับ” คนดูแลรับคำสั่งแล้วนำบ่าวรับใช้ไปช่วยถือสัมภาระก่อนนำทาง

เมื่อนางผ่านประตูเคลือบสีไม้จันทร์เข้าสู่สถานศึกษา ตลอดทางนางเห็นอิฐเขียวปูพื้น เสาและกระเบื้องสีดำสนิท กำแพงขาวสูงใหญ่ ต้นสนเรียงราย มีทะเลสาบมรกตล้อมรอบ หอพักสวยงามสร้างขึ้นตามเขา ระเบียงคดเคี้ยวทอดยาว ไม่ไกลนั้นภูเขาหลายลูกซ้อนกันมีหมอกควันสีม่วงปกปิดอาคารไว้ ไม่มีที่ใดไม่ใช่ทิวทัศน์ และไม่มีที่ใดไม่งดงาม

ฉู่อวี๋ลอบถอนหายใจ รู้สึกดีขึ้นมาไม่น้อย

สถานที่แห่งนี้ใหญ่โต ตลอดทางไม่เห็นบ่าวรับใช้กับองครักษ์มากนัก คนมาจับเกรงว่าจะไม่ง่าย แล้วนางจะไม่อารมณ์ดีได้อย่างไร

ฉู่อวี๋อารมณ์ดีขึ้น ครั้งนี้ถือว่ามาเที่ยวเล่นแล้วกัน ถือโอกาสชมภูเขาและมวลหมอกรอบทิศ ดื่มด่ำกับทิวทัศน์ที่ราวกับแดนเซียนนี้

นางทอดมองหมอกควันสีม่วงสวยงามที่ลอยละล่องระหว่างภูเขา ถอนหายใจเสียงอ่อน “เล่ากันว่าวัดเฟิงหนิงซื่อที่เขาเฟิงเยียนซานนั้นงดงามนัก มีแค่ไม่กี่คนที่รู้ว่าสถานที่สวยที่สุดอยู่ที่เขาลึกแดนสวรรค์อีกที่สวยกว่าเป็นสิบเท่าเลย”

ตลอดชีวิตชาวบ้านธรรมดาอย่าเพ้อฝันว่าจะได้นั่งร่วมกับผู้มีอำนาจสูงศักดิ์ได้

ทักษะการฟังของจินเย่าดีมาก ย่อมได้ยินเสียงบ่นของฉู่อวี๋ เขาส่งเสียงเยาะเย้ยเบาๆ กลับเป็นอาจารย์ชังลู่ที่มองด้านหลังของฉู่อวี๋ เอ่ยเสียงเบาราวกับจะยิ้มก็ไม่ใช่ ไม่ยิ้มก็ไม่เชิง “ดูท่าคุณหนูฉู่จะเป็นคนตลกไม่น้อย”

เขามองรูปแบบการพูดของสาวน้อยคนนี้ ไม่คล้ายคนชั้นต่ำที่เกิดในชนบททั้งหมด ทว่าก็ไม่ใช่คนมีเงินทรงอำนาจเหล่านั้น ก็ไม่รู้ว่านางมีที่มาอย่างไร

จินเย่ายิ้มเย็น “ไม่ง่ายจริงๆ”

ทำให้สำนักเย่าเดินหน้าหรือถอยหลังไม่ได้ เกรงว่าคนที่คิดจะทำร้ายก็กลัวคนอื่นเจ็บตัวอย่างนี้ในชนบทคงมีอยู่คนเดียว

แต่เพราะเป็นเช่นนี้ เขาเลยยิ่งรังเกียจฉู่อวี๋...คนชั่วช้าเช่นนี้ อย่างไรก็ต้องกำจัดทิ้ง!

ที่พักของฉู่อวี๋และฉินเซิงตั้งอยู่บนยอดเนินเขาเล็กทิศตะวันตก

หอพักที่สร้างริมเขาก็เป็นกระเบื้องดำกำแพงขาวเช่นกัน สง่างามทว่าไม่หรูหรา ในห้องมีเครื่องเรือนไม่มากกลับประณีตงดงามมาก

ภาพหนังสือ เครื่องกระเบื้องเฝินไฉ่และลายครามเหล่านั้น ฉู่อวี๋ไม่เข้าใจเลยสักนิด แต่นางชอบป่าไผ่หลังห้องกับสวนดอกไม้สวยๆ หน้าห้องมากกว่า เพราะหอพักนี้อยู่ที่สูง ถึงจะขึ้นมายากหน่อย แต่ทิวทัศน์หุบเขาเล็กใหญ่ที่ล้อมรอบสุดลูกหูลูกตา ทำให้หัวใจเบิกบานและผ่อนคลายนัก

จินเย่าสั่งคนให้เก็บของก่อนมองนายท่านของตนที่นั่งข้างหน้าต่าง เมื่อเห็นการปลอมตัวสุดประหลาดของนายท่าน หางตาก็กระตุกเบาๆ

เขาคิดเพียงว่ารับไม่ได้ที่เห็นนายท่านของตนกลายเป็นแบบนี้ หันมองฉู่อวี๋ที่กำลังสำรวจรอบทิศ “ที่นี้มีเซียงฝังทั้งหมดสองห้อง เจ้ากับนายท่านหนึ่งคนหนึ่งห้อง สำนักเย่าจะคอยปกป้องความปลอดภัยของนายท่านในที่ลับ”

“ข้าไปพักห้องข้างๆ พวกเจ้าทรมานอะไรก็เชิญตามสบาย แต่ใครกล้าแอบดูข้าอาบน้ำ ข้าจะอาบน้ำกับเซียนเซียนทุกวันเลย” ฉู่อวี๋คร้านจะสนใจเขา ก่อนยกห่อผ้าเข้าห้องเซียงฝังของตน

อย่านึกว่านางไม่รู้ทุกสิ่งที่สำนักเย่าทำในเรือนเฉียนคุนนะ แม้กระทั่งนางอาบน้ำยังถูกจับตามอง ทำให้นางอาบน้ำครั้งนึงราวกับออกไปสู้รบ...ที่ออกไปก็ตายเลย

ต่อให้คนที่จับตามองจะเป็นองครักษ์หญิง นางก็ไม่ใช่คนที่ชอบให้ใครดูร่างเปลือยของตัวเอง

ตอนนี้กว่านางจะออกจากเรือนเฉียนคุนไม่ง่ายเลย แล้วยังถูกสำนักเย่าฉีกหน้า นางก็ถือเสียว่าที่พลาดไปแล้วก็แล้วไป ไม่ระมัดระมังเหมือนแต่ก่อน...เพราะต่อให้นางระมัดระวังแค่ไหนคนที่ต้องการสังหารนางก็ไม่คิดละเว้นนางอยู่แล้ว ดังนั้นนางจะไม่ยอมทนอีกต่อไป

ฉินเซิงประคองถ้วยชา ยิ้มบางอย่างสุภาพ “ข้าไม่ถือสา”

จินเย่าโกรธจัด เอ่ยเสียงเข้ม “แต่ข้าถือ!”

ฉู่อวี๋หันมองก่อนเอ่ยอย่างเย้ยหยัน “ถือสาหรือ เจ้ามีสิทธิ์อะไร เจ้ากับเซียนเซียนมีความสัมพันธ์กันงั้นหรือ หรือว่าเซียนเซียนเคยนอนกับเจ้า”

ใบหน้างดงามของจินเย่าเกิดสีแดงสลับม่วงสลับเขียวทันใด เขารู้สึกว่า เขาใกล้จะทนปากสกปรกไม่มีหูรูดนี้ไม่ไหวแล้ว นางเป็นผู้หญิงจริงหรือเปล่าเนี่ย!

เขาไม่กล้ามองแม้กระทั่งฉินเซิง ทำได้เพียงกัดฟันเอ่ย “หยาบคาย! ไร้ยางอาย!”

“เขาไม่เคยจัดการเจ้า เจ้าก็ไม่เคยจัดการเขา ไม่ได้แม้แต่นกยวนยางป่า[footnoteRef:2] แล้วเจ้ามีสิทธิ์อะไรมาถือสากัน” ฉู่อวี๋เอ่ยเสียงเย็น สะบัดห่อผ้าพาดไหล่ก่อนเดินไปอย่างวางก้าม [2: คู่รักที่ไม่มีงานแต่งอย่างเป็นทางการ]

จินเย่า “...”

ฉินเซิงดื่มชาเบาๆ มองจินเย่าอย่างเงียบขรึม “ข้าเคยจัดการเจ้าหรือ จินเย่า?”

devc-3daa7acd-33865ลวงล่อคุณชายให้เผลอใจ: Chapter 019 ตอนที่ 19