ลวงล่อคุณชายให้เผลอใจ: Chapter 020 ตอนที่ 20
บทที่ 20 วัวเคี้ยวดอกโบตั๋น[footnoteRef:1] [1: ไม่รู้จักชื่นชมในสิ่งสวยงาม]
ฉินเซิงดื่มชาเบาๆ มองจินเย่าอย่างเงียบขรึม “ข้าเคยจัดการเจ้าหรือ จินเย่า?”
จินเย่ากดดาบตรงเอวของตนเองกันสะโพกโดยไม่รู้ตัว อยากร้องไห้แต่ก็ไร้น้ำตา “ไม่เคยเลยขอรับ!”
ฉินเซิงเอ่ยเสียงเข้ม “เจ้าเคยหลับนอนกับข้าหรือ”
จินเย่าอยากชนกำแพงให้ตายนัก “ข้า...ข้าน้อย..ไม่กล้าขอรับ!”
นายท่านในตอนนี้จะรู้หรือไม่ว่าสิ่งที่เขาพูดหมายความว่าอย่างไร
ฉินเซิงพยักหน้าเบาๆ ริมฝีปากบางสวยยกยิ้มอย่างอ่อนโยน “เช่นนั้นข้าจะอาบน้ำกับท่านอา เจ้าไม่พอใจหรือ”
จินเย่าปิดหน้า กระโดดออกไปโดยไม่บอกกล่าว “...”
หากเขาไม่ตายเพราะฉู่อวี๋ทำให้โกรธล่ะก็ คงได้ตายเพราะถูกนายท่าน...ทำให้ตกใจกลัว!
ฉินเซิงหันหน้า มองป่าไผ่นอกหน้าต่าง พลางคิด “สรุปว่าเคยหลับนอน เคยจัดการแล้วแปลว่าอะไร ถึงทำให้จินเย่าทุกข์ใจเช่นนี้”
หนุ่มสาวอายุห่างกันเจ็ดปีที่มีแซ่ต่างกัน ถึงแม้เขาอายุสิบสามปีแล้ว การอาบน้ำร่วมกันย่อมไม่เหมาะสม ทว่า...
หากท่านอาชอบ ก็ถือว่าทำความดี
‘คนหนุ่ม’ อย่างฉินเซิงยิ้มบาง หาข้อสรุปให้ตัวเองได้
…
ฉู่อวี๋เลี้ยวไปยังห้องเซียงฝังด้านข้าง กลับพบว่าประตูห้องปิดไว้ครึ่งหนึ่ง หน้าประตูแขวนม่านไม้ไผ่ฉลุลายเซียงเฟยและกระดิ่งเงินเก้าโคจรที่งดงามมากเอาไว้
เมื่อกระดิ่งเงินเก้าโคจรถูกลมพัดก็ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งน่าฟังยิ่ง
นางขมวดคิ้วเบาๆ เงยหน้ามองม่านนั้นอยู่พักหนึ่งก่อนเลิกคิ้ว พลันยกมือกระชากม่านลงแล้วยกขาถีบประตูที่ปิดไว้ครึ่งหนึ่งอย่างแรง
ทันใดนั้นก็มีเงาดำหล่นลงมากระแทกหัว
ดวงตากลมโตของฉู่อวี๋หรี่ลง หันหลังหลบเงาดำที่ตกลงมานั้นอย่างคล่องแคล่ว หลบน้ำแข็งที่กระจายเต็มศีรษะ ขณะเดียวกันก็ยกปลายเท้าถีบเงาดำอย่างแรง
ได้ยินเสียงดังตึง เงาดำก้อนกลมนั้นถูกนางถีบออกไปนอกประตูทันที ก่อนกระเทกเข้าบนพื้นที่โล่งในสวนดอกไม้
“อ๊า เจ็บนัก” น้ำเสียงทรมานดังขึ้นทันใด
“เลือด...เลือดออกแล้ว ไปจับโจรตีคนให้ได้” แล้วเสียงทรมานนั้นก็แผดดังขึ้น ทำลายบรรยากาศสงบสุขสวยงามไปจนหมด
ขณะเอ่ยก็มีร่างสามคนสูงต่ำไม่เท่ากันออกมาจากดงดอกไม้
สามคนนั้นอายุยังไม่มาก ต่างสวมชุดนักเรียนของสถานศึกษาตระกูลฉิน...สวมหมวกขงจื้อสีดำ สวมเสื้อตรงสีขาว ตรงปลายปักลายเมฆก่อนทับด้วยเสื้อคลุมแขนสั้นสีเทาเข้ม
คนที่เป็นหัวหน้ากลุ่มสูงที่สุด ร่างกายผอมแห้งเหมือนเส้นบะหมี่ สองคนด้านข้างกลับอวบอ้วนและเตี้ย ขนาบข้างซ้ายขวาประคองคนตัวสูงที่โดนตีหัวแตก
คนมองรู้สึกประหลาด โดยเฉพาะคนตัวผอมสูงที่ถูกตีหัวทั้งยังมีเลือดสดไหลตรงศีรษะ จ้องนางอย่างเคียดแค้นก่อนตะคอกฉู่อวี๋ที่ยืนอยู่ข้างประตู “เจ้าใช่ไหม เจ้าใช่ไหมที่ตีหัวข้าแตก”
เจ้าอ้วนสองคนด้านข้างก็ทำเสียงตวาดตามพลางยักไหล่ไปด้วย “เจ้าใช่ไหม เป็นเจ้าใช่ไหม”
ฉู่อวี๋เลิกคิ้ว พยายามห้ามใจไม่ให้หัวเราะอย่างที่คิด โกหกหน้าตายต่อไป “ไม่ใช่”
เวลานั้นเอง ฉินเซิงที่ไม่รู้ว่าออกจากห้องตั้งแต่เมื่อไหร่ ก็มายืนข้างนางอย่างเงียบเชียบ
ทว่าฉู่อวี๋กลับก้าวมาข้างหน้าบังเขาไว้ด้านหลังของตัวเอง...
นางไม่อยากให้มาวันแรกก็เกิดคดีเลือดให้คนนินทา อีกอย่างหากนางยังรับมือกับเรื่องแบบนี้ไม่ได้ นางคงอยู่ศาลาว่าการหลายปีได้เปล่าประโยชน์เสียแล้ว
ฉินเซิงไม่เปล่งเสียงใด จอนผมดกดำปิดดวงตาและใบหน้าเขาครึ่งหนึ่ง ทำให้แค่ยืนนิ่งๆ
คนบางคนเกิดมาก็พกความมีอยู่ที่ไม่มีใครเทียบได้มาด้วย ต่อให้เสื้อผ้าเกรอะกรังแค่ไหน ก็ยังดึงดูดสายตาทุกคนเสมอ
เจ้าผอมสูงกับเจ้าอ้วนสองคนสังเกตเห็นฉินเซิงทันใด
เจ้าผอมสูงคนนั้นกวาดตามองเสื้อผ้าที่เหมาะกับเขาและริมฝีปากซีดขาว ดูแล้วแปลกประหลาด ทว่านอกจากหน้าตาป่วยเป็นวัณโรคอันนั้น ก็ไม่มีอะไรพิเศษแล้ว
เขาไม่สนใจฉินเซิงอีก ก่อนหันมาจ้องฉู่อวี๋อย่างโกรธเคือง “ข้าเห็นเจ้าเตะอ่างเหล็กที่อยู่บนประตูออกมาชัดๆ เจ้าโกหก!”
เจ้าเตี้ยอ้วนสองคนก็เอ่ย ‘ประสานเสียง’กันต่อไป “เจ้าโกหก เจ้าโกหก!”
ฉู่อวี๋ยกมือกอดอก ดวงตากลมโตสวยงามโค้งไปตามรอยยิ้ม “โอ๊ะ แล้วข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าบนประตูมีอ่างน้ำ หรือเจ้าวางเอาไว้ล่ะ”
นางมองน้ำที่สาดกระเซ็นพื้น และยังมีน้ำแข็งที่ยังไม่ละลายอีกไม่น้อย...ถ้าถูกน้ำแข็งราดตัวเข้า ถึงแม้ไม่บาดเจ็บภายนอก แต่เปียกในช่วงเข้าสู่ฤดูหนาวเช่นนี้ เกรงว่าคงป่วยแน่นอน
ลูกไม้แค่นี้อย่าคิดเอามาลอบทำร้ายคนที่คลุกคลีข้างถนนเป็นเวลานานอย่างนางเลย แต่ที่นางสงสัยก็คือ นางเพิ่งเข้าสถานศึกษาตระกูลฉินแล้วจะไปทำผิดต่อใครได้?
ถ้าสำนักเย่าจะจัดการเธอ ก็ไม่มีทางใช้วิธีปัญญาอ่อนย่ำแย่เช่นนี้แน่
จู่ๆ เจ้าร่างสูงก็เงียบกริบ ใบหน้าตอบแดงขึ้น เอาแต่จ้องฉู่อวี๋อย่างดุดันโดยไม่พูดอะไร
ฉู่อวี๋คิดเล่นๆ เห็นได้ชัดว่า ‘คุณชายชั่ว’ คนนี้เป็นคนไม่ถนัดการโกหก
แล้วคนตัวสูงที่จ้องนางอย่างโหดเหี้ยมก็เอ่ยปากที่เป็นการยอมรับผิดไปในตัว “ถูกต้อง ข้าจะสั่งสอนคนชั่วช้าที่ใช้อำนาจรังแกคนอื่นอย่างเจ้า!”
เจ้าอ้วนกลมสองคนก็เด้งดึ๋งดั๋งเหมือนก้อนกลม ก่อนตวาดอย่างพร้อมเพรียง “คนชั่วช้า คนชั่วช้า!”
ฉู่อวี๋ได้ยินก็ห้ามรอยยิ้มไม่ไหวอีกต่อไป “อ้อ ข้าใช้อำนาจรังแกใครนะ ล้างหูรอฟังเลยเจ้าค่ะ”
ช่วงนี้ประชาชนคนธรรมดาไร้อำนาจอย่างนางกลับถูกสวมหมวกผู้ใช้อำนาจรังแกคนโดยมิชอบจากสองตระกูลสูงศักดิ์ ถือว่าเป็นเกียรติเลยทีเดียว
เมื่อคนร่างผอมสูงเห็นท่าทางไม่แยแสของฉู่อวี๋ก็พลันเดือดดาล ก่อนชี้หน้าด่า “ไม่ใช่ว่าเจ้าอาศัยที่ตัวเองเป็นญาติของคุณชายสามแล้วไล่เจ้าของที่นี่ออก ใช้อำนาจบีบบังคับให้ได้พักเรือนจื่ออวิ๋นจวี ไม่คิดบ้างหรือว่าเรือนจื่ออวิ๋นจวีหาใช่เรือนที่คนธรรมดาอย่างเจ้าจะพักได้!”
“มีคนพักที่นี่อย่างนั้นหรือ” เมื่อได้ฟังฉู่อวี๋ก็มองม่านไม้ไผ่เซียงเฟยและฉลุกระดิ่งเงินเก้าโคจร
คำพูดของคนตัวผอมสูงพิสูจน์ความคิดแรกของนางได้...ที่นี่ไม่ใช่แค่มีคนใช้เท่านั้น แต่ชาติกำเนิดต้องไม่ธรรมดาด้วยแน่ อย่างไรก็ต้องเป็นสตรีสูงศักดิ์สักคน
คนตัวผอมสูงเชิดหน้าด้วยท่าทางทะนงตัว “แน่นอน เรือนจื่ออวิ๋นจวีงดงามและหรูหรา ทิวทัศน์นับเป็นสถานที่ที่สวยงามที่สุดในสถานศึกษาตระกูลฉิน ด้านหน้ามีดอกไม้ล้อมรอบ ด้านหลังมีป่าสนป่าไผ่ เหมาะแก่การชมดวงอาทิตย์ขึ้น ควรค่าแก่การชื่นชมเมฆสีม่วงที่ห้อมล้อม ย่อมมีเพียงคนงามที่เพรียบพร้อม มีสติปัญญาชาญฉลาดโดดเด่นเท่านั้นจึงจะคู่ควร!”
ฉู่อวี๋มองศีรษะที่อาบไปด้วยเลือดของเขา แล้วยังทำเป็นพูดจามีการศึกษาชวนตลกขบขัน จนนางอดขำพรืดออกมาไม่ได้ “ไก่ตัวผู้คอยาวขันได้จริงๆ ด้วย ข้าเห็นเจ้าตะโกนได้ยอดเยี่ยมนัก แต่ไม่ใช่ว่าข้าจะพักที่นี่เสียหน่อย เจ้าจะตามมาเตือนข้าทำไม ไปหาอาจารย์ชังลู่นู่นไป”
ดูเหมือนว่าอาจารย์ชังลู่จะรู้ว่าประมุขของตนมา จึงงัดสถานที่ดีที่สุดมาให้ ทว่านางดันโชคร้ายกลายเป็นแพะรับบาป ‘ผู้ใช้อำนาจรังแกคน’ ไปเสียแล้ว
“ไก่...ไก่ตัวผู้คอยาวอะไรเล่า สตรีอย่างเจ้านี่...หยาบคายไร้มารยาทจริงๆ!” คนตัวผอมสูงถูกฉู่อวี๋ทำเอาฉุนเฉียวทั้งโมโห “เจ้า...ข้าถามเจ้าหน่อย เจ้าวาดภาพเป็นอย่างไร?”
ฉู่อวี๋ยิ้มร่า “ข้าวาดกระดาษเงินกระดาษทองเก่งมากนะ เจ้าอยากได้หรือไม่”
คนตัวผอมสูงชะงักก่อนเอ่ยอย่างโกรธเกรี้ยว “เจ้ามันวัวเคี้ยวดอกโบตั๋นโดยแท้ ทำลายสิ่งดีงาม เจ้า...ข้าขอถามอีกคำ แล้วเจ้าประพันธ์กลอนเก่งหรือไม่”
ฉู่อวี๋แคะหู ก่อนตอบปัด “เขียนใบประกาศคนเสียชีวิตได้ เจ้าอยากได้หรือไม่ ข้ามอบให้ไม่คิดเงินเลย”
คนผอมสูงโกรธจนกลอกตา “มีอย่างนี้ที่ไหนกัน แค่อ้าปากก็สาปแช่งให้คนตาย ชั่วช้า”
“ชั่วช้า ชั่วช้า!” เจ้าอ้วนสองคนก็เด้งขึ้นตามก่อนตะโกนใส่นาง
ฉู่อวี๋มองท่าทางตลกขบขันของพวกเขาก็คร้านจะใส่ใจ ก่อนโบกมืออย่างรำคาญ “พวกเจ้าค่อยๆ ตะโกนล่ะ คงเช่นประโยคเดิม ไก่ตัวผู้คอยาวอยากออกหน้าขันแทนผู้อื่น ก็ต้องไปตะโกนกับท่านชังลู่ บางทีเขาอาจจะขาดไก่ขันก็เป็นได้ ที่นี่ข้าไม่ขาดนะ”
พูดจบนางก็หันหลังก่อนพาฉินเซิงกลับเข้าห้อง “ไป หลานข้า พวกเรากลับห้องไปเพลิดเพลินกับบรรยากาศวิจิตรตระการตานี้เถิด”
“หยวน จัดการซะ ไปขัดขวางสตรีหยาบคายคนนี้ให้ได้ ข้าอยากจะรู้นักว่าหากไม่มีคำสั่งจากข้า ใครจะกล้าทำให้ห้องหนังสือของเทพธิดาอวิ๋นชิงแปดเปื้อนได้”
คนอ้วนสองคนก็โพล่งขึ้นมาก่อนพุ่งเข้าใส่ฉู่อวี๋ “ขอรับ ลูกพี่!”
ระหว่างพูดสองคนอ้วนกลมก็พุ่งใส่ด้านหลังของฉู่อวี๋
อย่ามองว่าเขาสองคนอ้วน ทว่ายามลงมือก็จัดว่าปราดเปรียวนัก คนหนึ่งพุ่งจับผมของฉู่อวี๋ อีกคนพุ่งไปจับแขนนาง
หากถูกพวกเขาจับแล้วผลักตกขั้นบันได อย่างน้อยก็ต้องมีจุดจบแบบหน้าบวมเขียวช้ำแน่