ลวงล่อคุณชายให้เผลอใจ: Chapter 011 ตอนที่ 11
บทที่ 11 จนตรอกจนต้องร้าย (ต้น)
แม้แคว้นอวิ๋นจะตั้งอยู่ทางทิศใต้และติดทะเล แต่เมื่อลมเหนือพัดเอาลมสารทฤดูจากทางเหนือผ่านเข้ามา หลังจากที่ฝนตกไปสองสามรอบอากาศในแคว้นอวิ๋นก็เย็นขึ้น
ท้องฟ้าดำมืด ไร้เงาดวงอาทิตย์ มีเพียงท้องนภาว่างเปล่าที่มีเมฆสีครามลอยล่อง
ภูมิทัศน์งดงามในเรือนเฉียนคุนประหนึ่งเย็นยะเยือกขึ้นเพราะอากาศเช่นกัน ดูแล้วเงียบเหงาไปอีกแบบ
ฉู่อวี๋นั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองใบไม้ที่ร่วงหล่นในลานเงียบๆ มองบรรดาบ่าวใช้ที่เดินไปมาอย่างระมัดระวังรอบคอบ
นางมองออกว่าสถานการณ์ในเรือนแห่งนี้เปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เส้นทางที่บ่าวใช้เดินทางจากเมื่อวาน จุดที่เมื่อวานยังไม่มีทางก็มีทางเพิ่มเข้ามา
“ท่านอาน้อย” ทันใดนั้นด้านหลังนางก็มีเสียงอ่อนโยนเรียบๆ ดังขึ้นเหมือนสายลมอบอุ่นในฤดูใบไม้ร่วงอันหนาวเหน็บ
นางหันหน้าไปรับถ้วยใบหนึ่งจากผู้มาใหม่อย่างคุ้นชิน ก้มหน้ามองน้ำแกงเข้มข้นภายในที่ส่งกลิ่นหอมอุ่นๆ ดมแล้วรู้สึกอยากอาหารมาก
นางก้มศีรษะลงชิมหนึ่งคำ ริมฝีปากและฟันมีกลิ่นหอมกรุ่น นางถามด้วยความสงสัยว่า “นี่คือแกงอะไรอีก?”
ภายใต้คำเรียกร้องที่หนักแน่นของนาง ฉินเซิงค่อยๆ คุ้นชินกับการเรียกนางว่าท่านอาน้อย เรื่องนี้ทำให้นางสบายใจขึ้นมาก
หลังจากที่อากาศเย็นลง ในที่สุดฉินเซิงก็ไม่ให้นางกินน้ำหวานอย่างไข่กบป่า เปลี่ยนมาเป็นอาหารบำรุงร่างกายที่ถูกปากนาง ดังนั้นไม่จำเป็นต้องบังคับนางก็กินหมด
ฉินเซิงยิ้มอบอุ่น “ไก่ดำโสมตังกุย ตุ๋นมาหนึ่งชั่วยาม เหมาะกับท่านอาน้อยที่ร่างกายขี้เหร่ผอมแห้งที่สุดขอรับ”
มุมปากฉู่อวี๋กระตุก นางก้มลงดื่มน้ำแกงในถ้วยจนหมดในคราเดียวเพื่อไม่ให้อดใจไม่ไหวแล้วยัดถ้วยเข้าปากใครบางคนเสียก่อน
“ช้าหน่อยขอรับ ผีอดอยากที่มาเกิดใหม่ก็ยังไม่ดื่มน่าเกลียดเท่าท่านอาน้อย” เมื่อเห็นคนตรงหน้าดื่มน้ำแกงอย่างเชื่อฟัง ฉินเซิงก็หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดบางให้นางเบาๆ พร้อมพูดเสียงอ่อนโยน
ปลายนิ้วเรียวยาวดุจของเขาถูผ่านมุมปากนางเบาๆ นำเอาสัมผัสแปลกประหลาดเข้ามาให้
ฉู่อวี๋ตัวแข็ง จะขยับหน้าหลบเพราะอึดอัดใจ ทว่าปลายนิ้วเขากลับวางลมบนแก้มนางเหมือนเงาตามตัว
มือของฉินเซิงได้รับการดูแลเป็นอย่างดีในทุกๆ วัน นอกจากใช้น้ำมันบำรุงหายากกับแช่น้ำบุบผาแล้ว ปกติยังสวมถุงมือบางเหมือนปีกจั่กจั่นที่ไม่รู้ทำจากเส้นใยอะไรเพื่อไม่ให้มือหยาบ
มือคู่ของเขามีข้อนิ้วงามประณีต เรียวยาวได้รูป เล็บดุจเปลือกหอยงาม ส่องเป็นเงาวาวจางๆ ภายใต้แสงจากท้องฟ้า ทั้งนุ่ม ขาว ใส ดุจดั่งหยกสลักหยางจื่อที่มีมูลค่ามหาศาล มองแล้วไม่อาจละสายตา
แต่มือของประมุขตระกูลฉินผู้นี้ล้ำค่าเหนือสิ่งอื่นใดมาตั้งแต่ไหนแต่ไร
ตอนนี้ปลายนิ้วที่เย็นเรียบเนียบเหมือนหยกสัมผัสลงบนริมฝีปากที่อ่อนไหวของนางเบาๆ ทั้งใกล้ชิดและอ่อนโยน กลิ่นหอมเย็นๆ จางประหนึ่งแผ่ออกจากกล้ามเนื้อเขา มันวนเวียนที่ปลายจมูกนาง ทำให้นางอดสูดหายใจเข้าลึกๆ ไม่ได้
คนบางคนดึงก็ดูดสายตาและมัดใจคนได้ด้วยมือคู่นี้
แต่นางคือคนที่เคยเห็นว่ามือที่เป็นดั่งหยกคู่นี้ถือกระบี่ปีศาจที่กลืนกินโลหิตมนุษย์สังหารจนเกิดภูเขาศพทะเลสาบมนุษย์กับ เคยเห็นว่ามือที่งดงามนี้ใช้กิ่งไม้มาเจาะทะลุร่างคนอย่างคล่องแคล่วสง่างามจนกลายเป็นต้นไม้พิสดาร
มือคู่นี้งดงามมากแต่กลับอันตรายมากเช่นกัน ไม่ต่างอะไรกับผู้เป็นเจ้าของ
บางที วันใดที่ผู้เป็นเจ้าของของมันฟื้นได้สติอย่างสมบูรณ์ วันนั้นมันก็จะกลายเป็นอาวุธที่จะฉีกนางเป็นชิ้นๆ
สัมผัสเย็นๆ อบอุ่นบนริมฝีปากทำให้ใจฉู่อวี๋สั่นสะท้านขึ้นมา ช้อนในมือกระแทกลงถ้วยเสียงดังและหักเป็นสองท่อน
นางตกใจและยื่นมือไปจับช้อนตามสัญชาตญาณ คิดไม่ถึงว่าวินาทีต่อมาจะรู้สึกเจ็บที่มือ โลหิตสีแดงสดซึมออกจากนิ้ว
“ซี๊ด” ฉู่อวี๋ขมวดคิ้วอย่างช่วยไม่ได้
ส่วนที่แหลมคมของช้อนที่แตกกรีดลงบนนิ้วนาง มีแม้กระทั่งเศษชิ้นส่วนเล็กๆ ที่ฝังอยู่ในแผล
“อย่าขยับ” เสียงอบอุ่นสง่างามดังขึ้นหยุดความเคลื่อนไหวที่นางจะจับแผล จากนั้นมือนางก็ถูกจับเอาไว้
ฉินเซิงยกมือนางขึ้นมาดู หว่างคิ้วขมวดเบาๆ และมีความกังวลให้เห็นรางๆ ทันใดนั้นก็ยกมือขึ้นดึงปิ่นหยกจากศีรษะตัวเองมากดปลายด้านหนึ่งลงบนแผลที่ปลายนิ้วนางเบาๆ
ฉู่อวี๋ตกใจ “ฉินเซิง…”
“ไม่เจ็บนะ” เขาก้มหน้ามองนางพร้อมยิ้มให้อย่างอบอุ่นเหมือนกำลังปลอบใจ ครั้งนี้ไม่ได้ใช้ศัพท์แปลกประหลาดที่ฟังดูใจร้าย
เดิมทีฉินเซิงก็สูงกว่านางหนึ่งช่วงศีรษะ ตอนนี้มาอยู่ใกล้นางถึงเพียงนี้ ชั่วพริบตาที่ดึงปิ่นปักผมออกจึงทำให้เส้นลมดุจผ้าแพรของเขาหลุดกระจายลงมาในชั่วพริบตา ขับดุนใบหน้าที่ประณีตไม่เป็นรองใคร นอกจากจะทำให้ผิวยิ่งดูขาวดุจหยกจนหิมะต้องอายแล้วก็มีความนิ่งเฉยที่ตัดจากโลก มีเสน่ห์เย้ายวนคนแปลกๆ
ผมของเขายาวมาก พวกมันปกคลุมลงมาเหมือนน้ำตกและห่อหุ้มนางไว้ภายใน ทำให้นางกับเขามีพื้นที่ลับส่วนตัวที่ตัดขาดจากโลกภายนอก
เส้นผมอ่อนนุ่มเคลื่อนผ่านร่างนางเบาๆ ไปตามความเคลื่อนไหวที่จดจ่อของเขา
ระยะห่างที่ใกล้ชิดนี้ใกล้จนนางแทบจะได้กลิ่นหอมเย็นพิเศษจากผิวเขา ลมหายใจเขาเหมือนผีเสื้อเริงระบำ คอยรดรินลงบนหน้าผากนางเป็นครั้งคราว
ใจฉู่อวี๋เต้นผิดจังหวะแล้วค่อยๆ ตึงแน่นขึ้น นางรู้สึกแค่ว่าเมื่อลมหายใจชุ่มฉ่ำของเขาพัดผ่านใบหน้านางเบาๆ สัมผัสกลิ่นหอมแปลกๆ ของชายหนุ่มกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกหญิงสาว จู่ๆ นางก็รู้สึกร้อนไปทั้งตัวขึ้นมา
นางจะดึงมือกลับอย่างทนไม่ไหว “ข้าทำเองได้...”
“เสร็จแล้ว” ฉินเซิงถอยห่างออกไปอย่างกะทันหันเล็กน้อยด้วยรอยยิ้ม เก็บปิ่นปักผมที่กดลงบนนิ้วนางเบาๆ กลับคืน
“อื้ม” ฉู่อวี๋ถอนใจด้วยความโล่งอก ขณะที่กำลังจะดึงมือกลับก็รู้สึกอุ่นที่ปลายนิ้วขึ้นมาอย่างฉับพลัน มีความรู้สึกชุ่มชื้นอ่อนนุ่มส่งเข้ามา
นางตัวแข็งทื่อทันที เบิกดวงตาที่แบ่งแยกดำขาวชัดเจนขึ้นเล็กน้อยและพูดเสียงสั่นว่า “ทำ...ทำอะไรของเจ้าน่ะ!”
เขา...เขาอมนิ้วนางเข้าปาก!
สัมผัสจากปลายลิ้นสีแดงสดที่ทั้งหยาบทั้งลื่นที่ส่งมาจากปากเขาทั้งดูใกล้ชิดและแปลกประหลาด มันเกือบทำให้ฉู่อวี๋ขาอ่อนจนยืนไม่ไหว เมื่อจะดึงมือกลับก็รู้สึกขยับไม่ได้
ทว่าฉินเซิงกลับเหมือนไม่รู้สึกว่าการกระทำนี้มีอะไรไม่เหมาะสม ใช้ดวงตาสีอำพันลึกล้ำมามองนาง “ท่านอาน้อยเคยบอกว่าอมแผลไว้แบบนี้จะหายเร็ว ท่านลืมไปแล้วหรือขอรับ?”
รอยยิ้มเขาเรียบง่ายบางๆ แต่กลับมีความสดใสและอ่อนโยนที่น่าสับสน ส่วนลึกของดวงตาสีอำพันคู่นั้นถึงขั้นมีความคาดหวังแปลกๆ ที่แทบมองไม่เห็นซ่อนอยู่
ฉู่อวี๋รีบสลัดความคิดทั้งหมดออกจากหัว นางมองคนตรงหน้า ตอนนี้นางเหมือนเห็นเด็กหนุ่มอายุสิบกว่าขวบคนหนึ่งจริงๆ
‘แค่อมแผลไว้ก็จะหายเร็ว’
คำหลอกเด็กแบบนี้นางไม่เคยพูด
เช่นนั้น หรือท่านแม่ของฉินเซิงจะเคยพูด?
นางมองว่านายท่านฉินสามผู้ถือกระบี่ปีศาจกระหายโลหิตและต้องการส่งนางไปปรโลกผู้นั้นไม่มีทางพูดคำที่ฟังดูอบอุ่นแต่โง่เขลามากแบบนี้ต่อหน้าใครแน่นอน
ฉู่อวี๋หันไปมองนอกหน้าต่างทันที แววตามีความสับสน หากนางจำไม่ผิด ตอนนี้เป็นเวลาเปลี่ยนกะคนเฝ้านางพอดี
นางหันกลับมามองฉินเซิงที่กำลังประคองมือตัวเอง ทันใดนั้นก็เข้าไปกระซิบเสียงเบาใกล้ๆ ว่า “อาเซิง”
น้อยนักที่หญิงสาวตรงหน้าจะเรียกเขาว่าอาเซิงอย่างอ่อนโยนแบบนี้
ฉินเซิงเงยดวงตาลึกล้ำขึ้นช้าๆ มาจดจ้องนาง “ท่านอาน้อย?”
ฉู่อวี๋ยิ้มบางๆ “ฉินเซิง เจ้าไม่แข็งแรง หยุดพักเสียหน่อยเถิด ได้ยินว่าเจ้ามีสิ่งที่เป็นหลักฐานยืนยันของประมุขตระกูลฉิน ให้ท่านอาน้อยได้ไหม?”
ฉินเซิงมองนางอย่างจดจ่อโดยไม่พูดอะไร ขนตาเรียวยาวงดงามสะท้อนเป็นเงาจางๆ บนผิวสีขาวของเขา
ฉู่อวี๋ไม่พูดอะไรเช่นกัน นางรออย่างอดทน
หลายวันมานี้นางสังเกตฉินเซิงอยู่นานแต่ก็ไม่อาจรู้ชัดว่า ‘เด็กหนุ่ม’ คนนี้คิดอะไรอยู่ แต่นางรู้ว่าแม้ฉินเซิงที่อายุสิบสามจะลืมอะไรหลายอย่าง ความทรงจำสับสน แต่เขาไม่ใช่คนโง่แน่นอน
แต่ตอนนี้นางกำลังเดิมพันกับ ‘ความโง่’ ที่พิเศษของเขา
หลังจากที่เวลาผ่านไปสักพักฉินเซิงก็ขยับตัว เขาหยิบถุงผ้าใบเล็กที่งดงามประณีตใบหนึ่งออกมาจากส่วนลึกในอกเสื้อแล้ววางลงบนมือนาง
เขามองนางเงียบๆ “ได้ขอรับ”
ฉู่อวี๋ตวัดมือผ่านถุงผ้า จากนั้นถุงผ้าใบนี้ก็หายเข้าไปในแขนเสื้อนางอย่างไร้ซุ่มเสียง
มุมปากนางยกขึ้น ยื่อมือไปกุมมือเขาเบาๆ พร้อมพูดเสียงเบา “เด็กดี”
ฉู่อวี๋กับฉินเซิงอยู่ใกล้กันมาก ความเคลื่อนไหวทุกอย่างก็เล็กมากและไม่มีอะไรผิดปกติ ถู่เย่าที่กำลังมองฉู่อวี๋เห็นเพียงว่าฉู่อวี๋กับฉินเซิงเข้ามาแนบชิดกัน
ดวงตาถู่เย่ามีประกายครั่นคร้าม ผู้หญิงที่ชื่อฉู่อวี่คนนั้นหลอกให้นายท่านเข้าใกล้อีกแล้ว
เหตุใดคนเบื้องบนจึงยังปล่อยตัวหายนะนี้ไว้อยู่ แค่จัดการมดน่าจะง่ายมากไม่ใช่หรือ?
…………………………………………………………………………………………..