ลวงล่อคุณชายให้เผลอใจ

ลวงล่อคุณชายให้เผลอใจ: Chapter 010 ตอนที่ 10

#10Chapter 010

บทที่ 10 คิดว่าตนเองฉลาด

เรือนเฟิงเย่ว์เป็นเรือนที่สวยงามและหรูหรามากที่สุดในตระกูลฉิน ทุกหนทุกแห่งล้วนเป็นสะพานเล็กๆ สีขาวดอกไม้ก้อนหินที่งดงามสะท้อนเป็นเงาลงในน้ำ ถึงแม้ว่าจะเป็นปลายฤดูใบไม้ร่วง ดอกไม้ นก ปลาและผีเสื้อภายในเรือนเพาะปลูกได้รับการเลี้ยงดูเป็นพิเศษทำให้ยังคงงอกงามราวกับฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน

เพียงแต่วันธรรมดาผู้คนที่เข้าออกภายในเรือน เวลานี้เงาของคนรับใช้แค่หนึ่งคนล้วนไม่พบ มีเพียงแค่คนสองคนนั่งอยู่ที่ศาลาเล็ก

นายท่านรองฉินรับบทบาททำหน้าที่เป็นคนรับใช้ รินชาให้ภรรยาของตัวเองอย่างกระตือรือร้น ความร้อนใจปรากฏบนใบหน้าอ้วนกลม “ภรรยา ฉู่อวี๋นั่นไม่ตอบรับเงื่อนไขของพวกเรา จะทำอย่างไรดี”

เขาวางแผนมาเนิ่นนานเช่นนั้นถึงจะเสี่ยงให้หลิ่วฮูหยินเข้าไปในเรือนเฉียนคุนได้ ทว่าสิ่งที่ได้รับคืนมากลับมิใช่ข่าวดีเท่าไรนัก เช่นนี้นายท่านรองจะไม่ร้อนใจได้อย่างไร

หลิ่วฮูหยินยังคงอยู่ในชุดหญิงรับใช้ของเรือนเฉียนคุน นางเพลิดเพลินกับการปรนนิบัติของนายท่านรอง จิบชาอย่างช้าๆ เอ่ยขึ้นอย่างไม่เร็วและไม่ช้าจนเกินไป “เด็กสาวนั่นไม่ใช่คนโง่ แน่นอนว่าย่อมรับมือได้ยาก แต่ว่าพวกเราก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ถึงแม้ว่านางจะปฏิเสธเงื่อนไขของข้า แต่ไม่แน่ว่าเรื่องราวอาจจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นก็ได้”

“หา?” ดวงตาเล็กของนายท่านรองฉินเป็นประกาย ยิ่งกระตือรือร้นมากกว่าเดิม ด้านหนึ่งยื่นผ้าเช็ดเหงื่อซึ่งทำมาจากผ้าแพรให้กับภรรยาของตัวเอง อีกด้านหนึ่งเอ่ยขึ้น “กล่าวว่าอย่างไร?”

แสงเยือกเย็นแปลกประหลาดปรากฏขึ้นภายในดวงตากลมโตของหลิ่วฮูหยินแวบหนึ่ง เช็ดริมฝีปากอย่างช้าๆ “รอดูก่อนเถอะ จะต้องมีคนบีบบังคับให้นางมาที่พวกเรา”

ฉู่อวี๋นั่นปฏิเสธนางอย่างหนักแน่น นางมิใช่ว่าจะไม่กลัดกลุ้ม เพียงแต่ว่าตั๊กแตนไล่จับจักจั่น นกขมิ้นอยู่ข้างหลัง[footnoteRef:1] ไม่ถึงตอนสุดท้ายจะรู้ได้อย่างไรว่ากวางจะตายในเงื้อมมือของใคร[footnoteRef:2]? [1: หมายถึงคนที่นึกถึงผลประโยชน์ในระยะสั้น คิดเพียงแต่จะคิดบัญชีกับผู้อื่น แต่ลืมคิดไปว่าตัวเองก็อาจถูกผู้อื่นจ้องจะคิดบัญชีด้วยเช่นกัน] [2: หมายถึงยังไม่รู้ว่าอำนาจจะตกอยู่ในมือของใคร ]

นายท่านรองงุนงงเล็กน้อย ทว่าเห็นท่าทางเช่นนั้นของภรรยาตัวเองแล้วก็กลับสบายใจขึ้น ภรรยาคนนี้ของเขาถึงแม้ว่าจะฉลาดเฉียบแหลมอารมณ์ร้าย คุมเขาอย่างเข้มงวด ต่อหน้าคนรับใช้ก็มักจะไม่ไว้หน้าเขา แต่ว่าบุตรสาวที่เกิดจากตระกูลหลิ่วแห่งเซียงหนานใช่ว่าจะอยู่ร่วมกันได้ง่ายๆ

เขาหัวเราะแหะๆ ขึ้นมา “เช่นนั้นพวกเราก็รอ”

หลิ่วฮูหยินมองลมฤดูใบไม้ร่วงที่พัดผ่านภายในเรือน ก็ค่อยๆ ยิ้มอย่างช้าๆ นางไม่เหมือนกับเสิ่นฮูหยินสตรีที่คิดว่าตัวเองยึดมั่นในคุณธรรมอันสูงส่ง นางเป็นบุตรสาวที่เกิดในตระกูลการค้า ในสายตาของนางจึงแบ่งคนเพียงแค่สามารถทำการค้าได้และไม่สามารถทำการค้าได้ แต่มิได้แบ่งชนชั้นสูงต่ำ

นางมองเห็นมูลค่าของฉู่อวี๋ หากจะทำการค้ากับฉู่อวี๋ และการทำการค้านั้นจะต้องพูดถึงเรื่องโชคลาภ เมื่อถึงเวลาแล้ว จะต้องมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

……*……*……

ภายในห้องเหลือฉู่อวี๋เพียงคนเดียวเนิ่นนานแล้ว นางมองไปยังน้ำใสสะอาดที่ไหลจากห้องสุขานั่นอย่างใจลอยครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็ทอดถอนใจเบาๆ

หลิ่วฮูหยินหลังจากถูกนางปฏิเสธแล้ว ความอับอายไม่พอใจนั่นกลับถูกสะกดไว้ สงบจิตใจแล้วทิ้งไว้เพียงแค่หนึ่งประโยค “ถ้าหากเจ้าเปลี่ยนใจ ก็แจ้งให้ข้าทราบ” จากนั้นก็จากไปอย่างรีบร้อน

นางได้ทิ้งโอกาสไปแล้ว โอกาสที่จะหลบหนี

แต่ทว่า...

หากว่านางรับปากหลิ่วฮูหยิน ถึงแม้ว่านางจะสามารถหนีออกไปจากเรือนเฉียนคุนได้ หนีจากตระกูลฉินได้ เช่นนั้นวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร?

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงฉินเซิงจะเป็นอย่างไร เพียงแค่ท่านป้าจินและคนอื่นๆ ก็ไม่ยอมเลิกราง่ายๆ อย่างแน่นอน ตระกูลฉินเป็นขุนนางตระกูลใหญ่และมีอิทธิพลกว้างขวางในเจียงหนาน ไม่แน่ว่าอาจเป็นเพราะนางจึงไประบายความโกรธกับครอบครัวของเหล่าหู

ยิ่งไปกว่านั้น...

ทันใดนั้นตรงหน้าของนางปรากฏดวงตาสีอำพันอ่อนๆ คู่หนึ่ง ภายในดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความอ่อนโยน มองนางอย่างไม่ละสายตา

คนผู้นั้น ถึงแม้ว่าในครั้งแรกที่พบจะเป็นเหมือนจอมปีศาจ แต่ว่าในช่วงหลายวันมานี้ ถึงแม้ว่านางจะไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของคนผู้นั้น ยังคงคอยระมัดระวังและเตรียมรับมือกับเขา ทว่าคนผู้นั้นกลับไม่เคยทำร้ายนางอีก ดูเหมือนว่าเขาก็รู้สึกได้ถึงเจตนาร้ายของผู้คนในเรือนเฉียนคุนที่มีต่อนาง แทบจะไม่ห่างจากนางแม้แต่ก้าวเดียว

คนโง่ผู้นั้นที่ไม่เหมือนกับคนโง่…

ช่างน่าหงุดหงิด!

“ซ่า!”

ฉู่อวี๋วักน้ำใส่หน้าอย่างกระวนกระวายใจเล็กน้อย บ่นพึมพำ “ช่างเถอะ อนาคตล้วนไม่แน่นอน ไม่ว่าอย่างไรก็ตามนับว่าเป็นช่วงเวลาที่ได้ใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยหรูหรา”

น้ำที่เย็นทำให้นางได้สติและสงบลง ราวกับได้จัดการตัวเองจริงๆ จากนั้นก็เดินออกไปนอกประตูห้อง

เพียงแต่ว่านางเพิ่งจะออกจากห้อง ทันใดนั้นก็เห็นแสงอันเยือกเย็นแสงหนึ่งจ่อใกล้เข้ามาบนคอของนาง

ฉู่อวี๋ในฐานะที่เป็นตำรวจ มีทักษะในการต่อสู้ที่เหล่าหูสอนติดตัวอยู่บ้าง เห็นตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วว่ามีคนถือดาบเตรียมเข้ามาโจมตี ลมแรงเข้าจู่โจม

คนผู้นั้นดูเหมือนว่าจะตั้งใจให้นางมองเห็นดาบในมือของเขา และนางก็เห็นพลังที่ส่งออกมาจากปลายดาบ เพียงแต่ว่า หลบไม่พ้น!

นางเบี่ยงตัว ทว่ากลับทำได้แค่เพียงมองดาบเล่มนั้นจ่อมายังคอของตัวเองอย่างเงียบๆ

“เจ้าจะทำอะไร ไอ้หน้าขาว!” ฉู่อวี๋มองผู้ที่ถือดาบด้วยความโมโหเล็กน้อย

เจ้านี่จงใจลบหลู่ทักษะในการต่อสู้ของนางว่าด้อยงั้นหรือ!

จินเย่าจ้องมองนางอย่างเยือกเย็น และฉู่อวี๋ก็มองเห็นเจตน่าฆ่าที่ไม่ปิดบังเลยแม้แต่น้อยภายในดวงตาของเขา

“ข้าพูดแล้วใช่หรือไม่ หากเจ้ากล้าคิดร้ายต่อคุณชายสามหรือเรือนเฉียนคุน ก็จะสับเจ้าให้เป็นหมื่นชิ้น”

ภายในใจของฉู่อวี๋กระตุกทีหนึ่ง หรือว่าเมื่อสักครู่นี้จินเย่าจะเห็นตอนที่นางกับหลิ่วฮูหยินอยู่ด้วยกัน?

นางเอ่ยขึ้นอย่างบริสุทธิ์ใจ “ข้าคิดร้ายต่อคุณชายสามของเจ้าตั้งแต่เมื่อไร ข้าว่าคงเป็นเพราะว่าเจ้าเห็นข้าแล้วขัดหูขัดตา จะทำร้ายข้า เจ้าก็ไม่กลัวถูกคุณชายสามของเจ้าเห็น!”

มีบางเรื่อง ก็จะพูดต้องโกหก

จินเย่ามองนาง ทว่ากลับไม่ได้พูดอะไร นัยน์ตาดอกท้อของเขาค่อยๆ ปรากฏรอยยิ้มขึ้น ทันใดนั้นกลับดึงดาบที่จ่อลงบนคอของนางออก

แต่ว่าฉู่อวี๋กลับถูกความเยือกเย็นจากนัยน์ตาดอกท้อของเขาทิ่มแทงเสียจนสั่นสะท้านไปทั้งตัว ลอบเอ่ยขึ้นในใจท่าไม่ดีแล้ว

นางหมุนตัวเตรียมหลบหนี ทว่าต่อมาถูกคนบีบตรงกระดูกสะบักเบาๆ จากนั้นความเจ็บปวดอย่างมากก็แทรกซึมไปทั่วร่างกายของนางในชั่วพริบตา

“อ๊าก!”

นางส่งเสียงร้องอย่างอนาถ นางคิดว่าตัวเองส่งเสียงร้องอนาถออกมา แต่ในความเป็นจริงนางเจ็บปวดเสียจนขดตัวล้มลงบนพื้นในชั่วพริบตา กระทั่งเสียงร้องอนาถนั่นก็ยังไม่ทันได้ร้องออกมา ค่อยๆหายไปในโลกแห่งความว่างเปล่า

ความเจ็บปวดทรมานทั่วร่างกายคล้ายกับเส้นลมปราณถูกมือใหญ่กระชากอย่างรุนแรง ทำให้นางเจ็บปวดเสียจนส่งเสียงร้องไม่ออก เหงื่อเย็นหยดลงจากร่างกายอย่างทันที

“ทำให้ร่างกายของคนๆ หนึ่งไม่มีรอยแผลใดๆ ทว่ากลับเจ็บปวดเสียจนไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อ เป็นหนึ่งในวิธีการที่ต่ำที่สุดของสำนักเย่า”

น้ำเสียงเย็นชาของจินเย่าดังขึ้นเหนือศีรษะ เหงื่อเย็นหยดลง นางมองไปอย่างเลือนราง เห็นข้างกายของเขายังมีคนอีกสองคน หนึ่งในนั้นกำลังหยิบเข็มเล่มยาวอย่างยิ่งออกมา

เข็มเล่มยาวปรากฏแสงสีน้ำเงินออกมามากมายนั่นทำให้รูม่านตาของฉู่อวี๋หดเล็กลง

จินเย่ามองลงไปยังฉู่อวี๋ที่นอนขดตัวอยู่บนพื้น เอ่ยถากถาง “ฉู่อวี๋ ความอดทนของคนย่อมมีขีดจำกัด อย่าคิดว่ามีคุณชายสามอยู่ พวกเราก็ทำอะไรเจ้าไม่ได้ บนโลกนี้สิ่งที่ง่ายที่สุดก็คือความตาย สิ่งที่ยากที่สุดกลับเป็นการมีชีวิตมิสู้ตายไปเสีย หากว่าเจ้าไม่อยากลองวิธีการอื่นๆ ของสำนักเย่า ทางที่ดีก็บอกกับพวกเรา เจ้ากับหลิ่วฮูหยินวางแผนอะไรกัน”

ฉู่อวี๋อดทนต่อความเจ็บปวดอย่างมาก ขดตัว เอ่ยขึ้นเสียงสั่น “นางต้องการให้ข้าใช้...ฉินเซิง...ให้ฉินเซิงมอบอำนาจเจ้าบ้านของตระกูล”

สายตาของจินเย่าเยือกเย็นยิ่งขึ้น “หืม...”

“แต่ว่า...ข้าไม่ได้ตอบตกลง...ข้าไม่ได้...ข้าไม่ได้ตกลงจริงๆ !” ทันใดนั้นฉู่อวี๋ยื่นมือไปจับขากางเกงของจินเย่าแน่น ร้องตะโกนเสียงดัง น้ำตาก็ไหลออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่

เจ็บมาก เจ็บมากจริงๆ!

จินเย่ามองคนที่ดิ้นรนกับความเจ็บปวดที่อยู่บนพื้นด้วยสายตาเย็นชาครู่หนึ่ง เพียงแค่มองก็จะสลบลง จึงหัวเราะเยาะเบาๆ เสียงหนึ่ง “เจ้าไม่มีจะดีที่สุด”

หลังจากนั้น เขาถึงจะมองไปยังคนที่อยู่ด้านข้าง เอ่ยขึ้นอย่างเย็นชา “สุ่ยเย่า พอได้แล้ว”

สุ่ยเย่าพยักหน้า ย่อตัวลง ยื่นมือออกมาบีบไหล่ของนางเบาๆ อีกครั้ง

เวลาต่อมา ฉู่อวี๋ก็รู้สึกว่าความเจ็บปวดอย่างถึงขีดสุดเหล่านั้นค่อยๆ หายไปจากร่างกายในชั่วพริบตาราวกับกระแสน้ำ คล้ายกับว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ทว่าความอ่อนเพลียทั่วร่างไม่สามารถปกปิดได้ ทั้งยังมีเหงื่อไหลท่วมตัวคล้ายกับถูกสาดน้ำอย่างไรอย่างนั้น ล้วนเห็นได้ชัดว่าความเจ็บปวดที่เลวร้ายนั่นเคยเกิดขึ้นจริงๆ

“ข้าเชื่อว่าผู้ที่รู้จักเอาตัวรอดเช่นเจ้า จะต้องรู้ว่าอะไรควรพูด อะไรไม่ควรพูดอย่างแน่นอน” จินเย่าก้มหน้าลงมองเงาร่างที่อยู่บนพื้นซึ่งตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก เอ่ยขึ้นอย่างเยือกเย็น

“ท่านประมุขถูกเจ้าหลอกลวง ทว่าก็ไม่สามารถอยู่กับเจ้าได้ตลอดเวลา”

ฉู่อวี๋หลับตา พยักหน้าอย่างอ่อนแรง

จินเย่ายิ้มเยาะ หมุนตัวเดินจากไป

สุ่ยเย่าและคนอื่นๆ รีบตามไป ไม่มีใครสนใจหญิงสาวที่นอนอยู่บนพื้น

ค่อยๆ ไกลออกไป มู่เย่าลังเลครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงต่ำด้านหลังจินเย่า “ท่านหัวหน้า เมื่อสักครู่นี้พวกเราก็ได้ยินบทสนทนาที่ฉู่อวี๋กับหลิ่วฮูหยินคุยกันมิใช่หรือ เหตุใดยังจะต้องแสดงเช่นนั้นอีก?”

เรือนเฉียนคุนเป็นสถานที่แบบใด คุณชายฉินเนื่องจากงานราชการมักจะออกเดินทางไกล ถ้าหากว่าท่านประมุขไม่อยู่ก็ควบคุมไม่ได้ เช่นนั้นจะสามารถกลายเป็นศูนย์บัญชาการของสำนักเย่าได้อย่างไร

หากมิใช่ท่านป้าจินต้องการที่จะรู้ว่าหลิ่วฮูหยินวางแผนการอะไรเอาไว้ ก็คงไม่ปล่อยให้นางแอบเข้ามาได้

เป็นไปตามที่พวกเขาคาดไว้ หลิ่วฮูหยินรีบไปหาฉู่อวี๋โดยตรง

“เด็กสาวนั่นมีอิทธิพลต่อท่านประมุขมากกว่าที่พวกเราคาดคิด แต่นางไม่นับว่าโง่มากพอ ทว่าเรือนเฉียนคุนจะหลงเหลือทรายแม้แต่เม็ดเดียวก็มิได้[footnoteRef:3] คนโง่บางคน จะต้องจัดการ มิฉะนั้นวันใดจะคิดว่าตัวเองสามารถควบคุมโอรสแห่งสวรรค์บัญชาการเจ้าผู้ครองแคว้น[footnoteRef:4]ได้จริงๆ” จินเย่ายกยิ้มมุมปากอย่างเหยียดหยาม [3: หมายถึงบางเรื่องที่ไม่ได้ดั่งใจ ไม่สามารถอดทนได้] [4: หมายถึงอ้างชื่อของเจ้านายเพื่อสั่งให้ผู้อื่นทำตามสิ่งที่ตัวเองต้องการ]

“แต่ว่าถ้าหากนางไปฟ้องคุณชายฉิน...” สุ่ยเย่าขมวดคิ้วเล็กน้อย ยังคงกังวลอยู่บ้าง

จินเย่าเอ่ยขึ้นอย่างเย็นชา “หลังจากที่ได้ลองวิธีการที่โหดเหี้ยมของสำนักเย่าแล้ว เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าฉู่อวี๋ผู้ที่คิดว่าตัวเองฉลาด คนต่ำต้อยที่ปรับตัวตามสถานการณ์เพื่อเอาตัวรอดนั่นจะมีความกล้าหรือ หากว่านางกล้าทำเรื่องโง่ๆ เช่นนั้น สำนักเย่าก็มีวิธีที่จะทำให้นางเสียใจภายหลัง”

“ขอรับ” สุ่ยเย่าและมู่เย่าสองคนนึกถึงพฤติกรรมปกติของฉู่อวี๋แล้ว ก็พยักหน้าอย่างพร้อมเพรียงกัน

……

“เฮ้อ...ให้ตายเถอะ” หญิงสาวที่นอนอยู่บนพื้น ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ทอดถอนใจอย่างช้าๆ รู้สึกเพียงแค่แสงอาทิตย์ในฤดูใบไม้ร่วงนั้นบาดตา คล้ายกับว่าครึ่งชีวิตล้วนหายไปภายใต้แสงอาทิตย์ที่เย็นเยือกนี้

ไม่มีผู้ใดเห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและความรู้สึกเหน็บหนาวนั่นที่ค่อยๆ ลืมขึ้นอย่างช้าๆ

ใช่แล้ว คนต่ำต้อยเช่นนาง จะกล้าไปฟ้องได้อย่างไร?

นางไม่ไปฟ้องอย่างแน่นอน

เพียงแต่ว่า นางจะเป็นเพียงแค่ คนต่ำต้อยที่คิดว่าตัวเองฉลาด

devc-3daa7acd-33865ลวงล่อคุณชายให้เผลอใจ: Chapter 010 ตอนที่ 10