ปลดผนึกหัวใจหวนรัก Love and Redemption: Chapter0004 ตอนที่ 4
ตอนที่ 4 กักขัง (2)
จงหมิ่นเหยียนเป็นผู้อายุน้อยสุดในบรรดาศิษย์รุ่นอักษรหมิ่นของเส้าหยาง รุ่นอักษรหมิ่นยังเป็นศิษย์รุ่นอายุน้อยสุดของสำนักเส้าหยาง ดังนั้นหลายเรื่องที่บรรดาศิษย์พี่ขี้เกียจจัดการ ก็จะมอบให้เขาไปดูแล ทุกวันเขายุ่งกว่าศิษย์คนอื่นหลายเท่า
ดังนั้นเรื่องลืมจึงเป็นเรื่องเกิดขึ้นได้เสมอ
วันนี้หลังกินอาหารกลางวันเสร็จ เขาก็มาถึงลานฝึกยุทธ์แต่หัววัน ถือกระบี่มากวัดแกว่งไปไม่กี่ที ก็มีศิษย์พี่มาตามหารือกับเขา ศิษย์พี่รองเฉินหมิ่นเจวี๋ยเจ้าเล่ห์ที่สุด เห็นว่ากระบวนกระบี่ใกล้แพ้ให้ศิษย์น้อง ก็พลันเอ่ยขึ้นว่า “หมิ่นเหยียน เจ้าต้องส่งอาหารไปให้ศิษย์น้องเล็กใช่หรือไม่”
จงหมิ่นเหยียนตกใจ กระบวนท่ากระบี่เปิดช่องโหว่ เฉินหมิ่นเจวี๋ยฉวยจังหวะทันที พลิกข้อมือฟันกระบี่เขาร่วง ยิ้มกล่าวว่า “เจ้าแพ้แล้ว รีบไปส่งอาหารใช่หรือไม่ ไม่เช่นนั้น อาจารย์หญิงรู้คงเจ็บปวดใจ”
เขาถึงกับลืมไปได้! จงหมิ่นเหยียนรีบลนลานออกจากลานฝึกยุทธ์ไปยังห้องครัวเอาอาหาร เพราะเสวียนจีไม่ค่อยได้ปรากฏตัวที่ลานฝึกยุทธ์ เขาเองก็ขี้เกียจสนใจเรื่องศิษย์น้องเล็ก ตอนเช้าวิชาเซียนที่เรียนรู้ใหม่ก็ซับซ้อนอีก เขาได้แต่ตั้งใจฝึกฝน ถึงกับลืมเรื่องที่นางถูกกักขังไปหมดสิ้น
น่ารำคาญใจยิ่ง ฉู่เสวียนจีต้องแค้นเขาแน่ นางถูกกักขัง ทำให้เขาพลอยซวยไปด้วย ทุกวันต้องไปถ้ำแสงฉานที่น่ากลัวนั่นวันละสามเวลา เวลาฝึกบำเพ็ญเพียรหลังเที่ยงก็น้อยลงไปด้วย
แม้ปกติเขาชอบล้อเล่น เรื่องอันใดก็ยิ้มร่าเหมือนไม่ใส่ใจ แต่ที่จริงเป็นคนถือตัวมาก เขาอายุน้อยสุดในรุ่น ปกติก็ไม่มีใครให้ความสำคัญเท่าไร มักถูกเรียกใช้ทำนั่นทำนี่เสมอ ดังนั้นเรื่องฝึกวิชา เขาจึงเคร่งครัดยิ่ง สาบานว่าจะต้องเก่งว่าศิษย์พี่ใหญ่ ไม่ให้ผู้ใดดูแคลนตนเองได้อีก ตอนนี้เพราะต้องไปส่งอาหารให้เสวียนจี เวลาบำเพ็ญเพียรหลังเที่ยงจึงเท่ากับถูกลดทอนลงครึ่งหนึ่ง จะไม่ให้เขาไม่พอใจได้อย่างไร
แม่ครัวเตรียมอาหารไว้ให้เสวียนจีนานแล้ว วางไว้ในตะกร้า พอเห็นเขามาก็ยิ้มส่งให้เขา กล่าวว่า “เอ้า รีบไปสิ อย่าให้เสวียนจีหิว น่าสงสารนางนัก”
น่าสงสารกับผีน่ะสิ! น่าแค้นใจเสียมากกว่า! นางแอบเกียจคร้านถูกลงโทษ ถึงกับพาคนอื่นลำบากไปด้วย!
จงหมิ่นเหยียนเดินไปได้ครึ่งทางก็แอบเปิดฝาออก เห็นด้านในมีอาหารสองจาน ข้าวสวยชามหนึ่ง ยังมีน้ำผลไม้อีกถ้วยหนึ่ง เขาแอบหยิบกระดูกหมูเปรี้ยวหวานชิ้นใหญ่ที่สุดชิ้นหนึ่งยัดเข้าปาก กินจนออกรสออกชาติ
เชอะ ไม่ให้เจ้าเด็กนั่นได้กิน!
ในถ้ำแสงฉานไร้แสงสว่าง ดังนั้นจงหมิ่นเหยียนจึงเตรียมคบไฟมาด้วย กว่าจะพายเรือมาถึงห้องหินได้ก็ไม่ง่าย ด้านในมืดมิด ไม่มีเสียงใด เขาส่งเสียงเรียกเย็นชาว่า “ฉู่เสวียนจีกินข้าว”
ไม่มีผู้ใดสนใจเขา
จงหมิ่นเหยียนเริ่มรำคาญ “ฉู่เสวียนจี!” เขาขึ้นเสียงสูง
ยังคงไม่มีผู้ใดสนใจเขา
ในที่สุดจงหมิ่นเหยียนก็รู้สึกผิดปกติ รีบกระโดดขึ้นฝั่งเข้าไปในห้องหิน กวาดคบไฟไป มองเห็นเด็กหญิงตัวน้อยขดตัวกลมหลับอยู่บนเตียงหิน ในมือกำกลองป๋องแป๋งเอาไว้ แท่นหินข้างๆ มีกองน้ำตาเทียนที่ละลายหมดเล่ม ยังมีอีกสามเล่มที่ยังไม่ได้จุดกับหินจุดไฟ
เขาถอนหายใจ เอื้อมมือไปผลักนางกล่าวว่า “ฉู่เสวียนจี ตื่นๆ กินข้าวได้แล้ว”
เสวียนจีลืมตาขึ้นงงๆ เห็นแสงไฟสว่างตรงหน้า จงหมิ่นเหยียนมองมาที่ตนด้วยสีหน้ารำคาญยิ่ง ในมือเขายังถือตะกร้าสีดำใบใหญ่
“กินข้าว” จงหมิ่นเหยียนวางอาหารไว้บนแท่นหิน หันกลับไปมอง นางกลับขดตัวไม่เคลื่อนไหว อดโมโหไม่ได้ “หากเจ้าไม่กินก็บอกสักคำ จะได้ไม่เปลืองแรงข้าเหาะไปเหาะมา เสียเวลา”
เสวียนจีรู้สึกเพียงหนาวไปทั้งตัว ขยับก็ยังไม่อยากขยับ คนผู้นี้แต่ไรมาก็รังเกียจไม่ชอบนาง ราวกับนางติดค้างหนี้เขา คิดจะทะเลาะกับเขา พลันรู้สึกไร้เรี่ยวแรง แต่หากไม่กินจริงๆ ก็เกรงแต่ว่าท่านแม่จะเสียใจ นางลังเลเป็นนาน ได้แต่คลานลุกจากเตียง ห่อตัวด้วยเสื้อผ้ากองหนึ่ง ยกชามข้าวขึ้น
ดีที่อาหารยังร้อนอยู่บ้าง อร่อยยิ่ง นางกินไปครึ่งหนึ่ง เงยหน้าเห็นจงหมิ่นเหยียนจ้องตนอยู่ จึงกล่าวเบาๆ ว่า “เจ้าก็อยากกินหรือ”
จงหมิ่นเหยียนถูกนางพูดแทงใจก็หน้าแดงเล็กน้อย แค่นเสียงฮึหนึ่งเสียง “เจ้ารีบกินเข้า ข้าจะได้รีบกลับไปฝึกวิชา”
เสวียนจีดื่มน้ำผลไม้ไปคำหนึ่ง กล่าวว่า “เจ้าไปได้เลย อาหารค่ำค่อยมาเก็บชามพวกนี้ เช่นนี้ก็ไม่เสียเวลาเจ้าเท่าไร”
เขาคิดไม่ถึงว่านางจะกล่าววาจาเช่นนี้เป็น เป็นนานกว่าจะกล่าวว่า “เจ้าอยู่ที่นี่คนเดียว ไม่คิดอยากมีใครเป็นเพื่อนคุยให้มากหน่อยหรือ”
เสวียนจีกลับไม่ตอบ ได้แต่กินอย่างรวดเร็ว วางชามกลับคืนในตะกร้าส่งให้เขา “กินเสร็จแล้ว เจ้านำกลับไปได้”
จงหมิ่นเหยียนเองก็รู้สึกละอายขึ้นมา เขารับตะกร้าคืนไป อยากกล่าวอันใด เห็นนางหนาวจนสีหน้าเขียวคล้ำ ในใจก็อดอ่อนยวบลงไม่ได้ กล่าวอ่อนโยนว่า “เย็นนี้ข้าจะเอาผ้าห่มและเสื้อผ้าหนาๆ มาให้เจ้า?”
เสวียนจีอยากร้องขออย่างยิ่ง ตอนนี้เขาถึงกับเสนอด้วยตนเอง นางพยักหน้าอย่างว่านอนสอนง่าย
อย่างน้อยเขาก็เห็นว่ามารน้อยผู้นี้ว่านอนสอนง่ายเช่นนี้ได้ ต่างจากภาพดื้อรั้นไม่ยอมผู้ใดอยู่มาก จึงไม่อยากจากไปนัก มองซ้ายมองขวา กล่าวอีกว่า “เช่นนั้น...เจ้ายังต้องการอะไรอีก หนังสือ? หรือของเล่น? อยู่ที่นี่คนเดียว ยากจะทนอยู่ได้”
นางส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอก ไม่อยากรบกวนเจ้า”
จงหมิ่นเหยียนได้แต่ขึ้นเรือ พายไปไม่กี่ทีก็วิ่งกลับมา ถอดเสื้อตัวนอกคลุมให้นาง กล่าวน้ำเสียงไม่ดีนักว่า “ให้เจ้ายืมเสื้อผ้าก่อน ห้ามทำเปื้อน เย็นนี้ข้าจะนำหนังสือสองสามเล่มมาให้พร้อมกับเทียน เจ้าเด็กปากแข็ง”
เสวียนจีก้มหน้าไม่กล่าวอันใด เขาไม่ถนัดกับการอยู่ร่วมกันกับคนนิสัยประหลาดเช่นนี้จริงๆ ได้แต่จากไปอย่างเร่งรีบ
พอถึงตอนเย็น เขาถึงกับทำตามคำสัญญา ไม่เพียงเอาผ้าห่มมาสองผืน เสื้อผ้าหนาสองสามชุด ยังมีหนังสืออีกกองหนึ่ง ม้วนกระดาษ หมึก และแท่นฝนพร้อมพู่กัน ถึงกับมีแท่นแขวนพู่กันไม้เล็กๆ เมื่อจัดวางของพวกนี้ ห้องหินที่เย็นเยียบในที่สุดก็มีกลิ่นอายอบอุ่นอยู่บ้าง
“เทียนพวกนี้เจ้าใช้ไปก่อน ใช้หมดแล้วข้าค่อยเอามาให้อีก อาจารย์หญิงฝากข้าบอกเจ้าว่า ในถ้ำหนาวชื้น เจ้าต้องใส่ใจฝึกวิชาทุกวัน ไม่เช่นนั้นอาจล้มป่วยได้ นี่คือเคล็ดวิชาหมัดเสวียนหมิง จำให้ดี ต้องฝึก”
เขาพูดไปพลางมองเสวียนจีพยักหน้าหงึก อดยิ้มกล่าวเสียดสีเบาๆ ไม่ได้ว่า “ตอนนี้รับปาก ข้าหันหลังก็ทำเป็นทวนลมไปแล้วกระมัง”
เสวียนจีกลับไม่ปิดบัง กล่าวว่า “ใช่ ข้าไม่อยากฝึกวิชา แต่ข้าก็ไม่อยากให้ผู้อื่นอยู่ๆ ก็มาโกรธข้า หรือมาพยักหน้าบอกว่าไม่ถูกต้อง”
จงหมิ่นเหยียนหัวเราะขึ้นสองเสียง “เหตุผลบิดเบี้ยว หากมีคนรู้ว่าเจ้าเป็นคนหน้าอย่างหลังอย่าง พูดอย่างทำอย่าง ผู้อื่นก็คงได้แต่โมโห”
“เช่นนั้นก็ช่วยไม่ได้ ข้าไม่ชอบผู้อื่นตวาดใส่ข้า ข้าเองก็ไม่ชอบฝึกวิชา”
“เหตุใดไม่ชอบฝึกวิชา เจ้าไม่คิดสำเร็จผลเป็นเซียนหรือ”
“คิด แต่ข้าขี้เกียจ”
จงหมิ่นเหยียนรู้สึกว่าหากตนเองยังคุยกับนางต่อไป เกรงแต่ว่าจะเกิดความคิดบีบคอนางตายอีก เขารู้สึกคารวะคนเช่นนี้จริงๆ ขี้เกียจจนกล่าวออกมาได้อย่างไม่ละอายใจ แต่ยังเพ้อพกจะสำเร็จผลเป็นเซียน
“อ้อ เช่นนี้เจ้าก็คงได้แต่สำเร็จเป็นเซียนประเภทหนึ่ง” เขาพูดไปก็วางเทียนไว้บนเตียงนาง
“เซียนอะไร” เสวียนจีอย่างไรก็เป็นเด็กน้อย ถึงกับฟังไม่ออกว่าเป็นวาจาเท็จ ถามอย่างตื่นเต้น
จงหมิ่นเหยียนกระดกมุมปาก “เซียนขี้เกียจ เจ้าก็ทำตัวไม่ทำอันใดเช่นนี้ต่อไป ไม่แน่ว่าวันใดสวรรค์อาจส่งคนมารับเจ้า แต่งตั้งเจ้าเป็นเซียนขี้เกียจ”
ที่แท้ก็เยาะเย้ยเสียดสีนาง เสวียนจีรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง เงียบอยู่เป็นนาน ก่อนกล่าวว่า “ข้าไม่คิดฝึกวิชา แต่ข้าต้องสำเร็จผลเป็นเซียน”
“ใช่ ใช่ เจ้าก็รอเป็นเซียนขี้เกียจแล้วกัน!” จงหมิ่นเหยียนหันกายขึ้นเรือ ขี้เกียจจะพูดกับนางต่อ
ห้องหินกลับคืนสู่ความเงียบอีกครา เสวียนจีจ้องมองแสงเทียนบนโต๊ะ ทำภารกิจต่อเนื่องเช่นทุกวัน ก็คือเหม่อลอย
ต้องสำเร็จผลเป็นเซียน เมื่อครู่เหมือนนางจะกล่าวเช่นนี้
ที่จริงนางเองก็เบื่อหน่าย ความมั่นใจเหมือนบ้าคลั่งนี้แท้จริงแล้วมาจากไหนกัน ทำให้นางหลุดปากกล่าวเหลวไหลออกไปได้ นางไม่เป็นยุทธ์ ไม่มีพลังเซียน แม้แต่กระบี่ก็กุมไม่เป็น แต่นางกลับรู้สึกว่าตนเองควรจะสำเร็จผลเป็นเซียนได้
จงหมิ่นเหยียนอาจกล่าวได้ถูกต้อง นางได้แต่เป็นเซียนขี้เกียจก็พอแล้ว
เซียนอื่นเป็นไม่ได้ แต่เซียนขี้เกียจ ไม่ใช่นางแล้วจะเป็นผู้ใด
ในห้องทางนี้ เสวียนจีคนเดียวคิดเหลวไหลไปมา อีกทางทุกคนในสำนักเส้าหยางกลับยุ่งกับการจัดงานชุมนุมปักบุปผา ลืมเรื่องของนางไปเสียสิ้น
วันที่สิบสี่เดือนแปดก่อนเทศกาลไหว้พระจันทร์หนึ่งวัน เจ้าสำนักห้าสำนักใหญ่และสำนักอื่นต้องมารวมตัวกันที่ยอดเขาเส้าหยางเพื่อคัดเลือกด่านสุดท้ายของงานชุมนุมปักบุปผาเหมือนกับทุกปี จับสลากตัดสินคนห้าคนไปจับมารปีศาจในพื้นที่รกร้างมาเป็นด่านสำคัญสุดท้ายของการประลอง
กล่าวถึงงานชุมนุมปักบุปผา ผู้อื่นยังไม่เท่าไร หลิงหลงกลับเป็นคนหนึ่งที่ตื่นเต้นที่สุด ทั้งวันเห็นนางวิ่งเข้าวิ่งออก ติดตามท่านพ่อท่านแม่นางไปทุกแห่ง เพราะงานชุมนุมปักบุปผาห้าปีจัดครั้งหนึ่ง ทั้งสำนักเส้าหยาง รวมถึงศิษย์จงหมิ่นเหยียนที่อายุน้อยที่สุดก็เคยเห็นมา ดังนั้นแม้ว่าตื่นเต้นแต่ก็ยังระงับไว้ได้ หลิงหลงกลับเป็นครั้งแรกที่ได้ร่วมงานประลองนี้ ห้าปีก่อนนางอายุเพียงหกขวบ ภาพงานประลองตอนนั้นนางไหนเลยจดจำได้ เพียงแต่ในความนตื่นเต้นก็ยังแอบรู้สึกเศร้าใจกับเรื่องเสวียนจี นางถูกขังในถ้ำแสงฉานมืดมิดคนเดียว ไม่ได้เห็นความครึกครื้นในตอนนี้
วันนี้นางประกบติดอยู่กับมารดาแต่เช้า จะขอไปร่วมดูการจับสลากบนยอดเขาด้วย เหอตันผิงใช้ขนมดอกกุ้ยปลอบใจนางอยู่ก็นาน ผู้ใดจะรู้ว่านางเพิ่งออกไป หลิงหลงก็รบเร้าให้จงหมิ่นเหยียนเป็นเพื่อนนางขึ้นยอดเขาด้วยกันทันที
“ไม่ได้ ข้าต้องไปส่งอาหารให้เสวียนจีแล้ว จะว่าไปอาจารย์หญิงก็บอกแล้วว่าเด็กน้อยอย่าได้ไปร่วมครึกครื้น ที่นั่นมีแต่อาวุโสที่สำเร็จผล ไม่ระวังอาจเดินชนเอาได้ ผู้ใดไปล้วนไม่เป็นการดี”
จงหมิ่นเหยียนปฏิเสธคำขอร้องนาง
หลิงหลงรีบกล่าวว่า “เช่นนั้นเจ้าส่งอาหารแล้วค่อยไปกัน! พวกเราขึ้นไปดูนิดเดียวแล้วก็ลงมาดีไหม ข้ารับรองว่าจะเชื่อฟังยิ่ง จะไม่ก่อเรื่องเด็ดขาด”
จงหมิ่นเหยียนหยิบอาหารลงตะกร้าไปก็กล่าวไปว่า “ส่งอาหารเสร็จข้าก็ต้องกลับมาฝึกวิชาอีก เจ้าอย่าใจร้อนเลย อีกครึ่งเดือนก็มีเรื่องสนุกเจ้าชมจนพอใจ ไม่มีผู้ใดขวางเจ้าอีก”
หลิงหลงไหนเลยจะทนได้ ดึงแขนเสื้อเขา เรียกพี่ชายที่แสนดี หมิ่นเหยียนตัวบิดแทบจะเป็นขนมเกลียวทอดแล้ว
“เป็นเพื่อนข้าไปดูหน่อยน้า! ดูจับสลากกันน้า! พี่หมิ่นเหยียน! พี่ชายแสนดี! ขอร้องท่านแล้ว พาข้าไปน้า!”
จงหมิ่นเหยียนแต่ไรมาหากใช้วิธีแข็งบังคับล้วนไร้ประโยชน์ ได้แต่ถอนหายใจกล่าวว่า “บรรพชนข้า[footnoteRef:1]เจ้าปล่อยมือก่อน หากให้บรรดาศิษย์พี่เห็นเข้า หนังข้าคงรักษาไว้ไม่ได้ ต้องถูกอาจารย์ถลกแน่ ข้าเอาอาหารไปส่งศิษย์น้องเสวียนจีก่อน กลับมาค่อยไป ดีไหม” [1: คำเรียกขานประชดประชันว่าเป็นดังบรรพชนที่ไม่อาจทำตามคำขอ]
หลิงหลงเห็นเขารับปากแล้ว ในใจอดดีใจไม่ได้ กล่าวอีกว่า “พวกเราขึ้นไปดูก่อน เดี๋ยวเดียวก็ลงมา จากนั้นค่อยไปส่งอาหารให้เสวียนจี! ไปดูเดี๋ยวเดียว จะได้ไม่ต้องกลัวใครพบเข้า!”
จงหมิ่นเหยียนไร้หนทางปฏิเสธ ได้แต่วางตะกร้าลง ปล่อยให้นางลากตนวิ่งไปทางยอดเขา
ยอดเขาเส้าหยางเป็นเรือนโส่วหยางถังในความดูแลของเจ้าสำนักฉู่เหล่ย เป็นโถงใหญ่ที่ไว้ต้อนรับผู้มาเยือน ต้องการขึ้นไปมีเพียงสองเส้นทาง ใช้แผ่นหยกขาวฉางกุย[footnoteRef:2]ที่แขวนอยู่ริมหน้าผาเหินขึ้นไป หรือไม่ก็เดินขึ้นบันไดไปแต่โดยดี ค่อยๆ หมุนวนขึ้นไปทีละรอบ อย่างน้อยต้องใช้เวลาครึ่งชั่วยาม [2: กุยคือแผ่นหยกสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีปลายแหลมไว้ถือยามเข้าประชุมขุนนางในสมัยก่อน]
นี่เป็นความทรนงในเกียรติแห่งสำนักเส้าหยาง ไม่ยอมต้อนรับผู้ไร้ความสามารถโดยง่าย เจ้าไม่ยอมกลับไปแต่โดยดี เจ้าก็ต้องค่อยๆ เดินขึ้นไป ยอดเขาเส้าหยางสูงตระหง่านเสียดเมฆา รูปร่างแปลกประหลาด คนปกติส่วนใหญ่มองแล้วย่อมกลัวเกรง
“เดินขึ้นไป?” จงหมิ่นเหยียนสีหน้าราวกับกินมะระขม มองไปยังขั้นบันไดที่ส่วนใหญ่หลบซ่อนตัวอยู่ในเมฆหมอก ขาเขาก็สั่นระริก
“แน่นอนว่าเหินขึ้นไป!” หลิงหลงเบ้ปาก “ข้าไม่ปีนบันไดแน่! ต้องเสียเวลานาน!”
“ผู้ใดเหิน? เจ้าเรียกของวิเศษเหินเป็น?”
หลิงหลงยิ้มร่า ชี้ไปทางปลายจมูกเขากล่าวว่า “อย่าแสร้งทำเลย! แน่นอนย่อมเป็นเจ้า! คิดว่าข้าไม่เคยเห็นหรือ! วันนั้นผู้ใดแอบเหินกระบี่ไปยังด้านหลังเขา? ข้ายังไม่ได้ซักถามเจ้าเลย! หากเจ้ายังเสแสร้งอีก ข้าจะไปบอกท่านพ่อ!”
จงหมิ่นเหยียนหน้าแดง “ในเมื่อถูกเจ้าพบเห็นเข้าแล้ว...อย่าบอกอาจารย์! ศิษย์น้องเชื่อฟังข้า อย่าบอกผู้ใด รู้ไหม”
หลิงหลงกล่าวอย่างแปลกใจว่า “เหตุใดไม่อยากให้ท่านพ่อรู้ เจ้าเรียกของวิเศษเหินเป็นแล้ว เทียบกับพวกศิษย์พี่สี่คนแล้วร้ายกาจกว่ามาก ท่านพ่อได้ยินต้องดีใจเป็นแน่!”
จงหมิ่นเหยียนหน้าตาจริงจังกล่าวว่า “ได้หน้าสร้างประโยชน์ได้ไม่มาก โทษกลับมีมาก อาจารย์ย่อมดีใจแน่ แต่บรรดาศิษย์พี่ที่เหลือที่ยังเรียนเรียกของวิเศษเหินไม่เป็น คงได้ถูกดุด่ายกใหญ่ พวกเขาถูกด่ามา ความโมโหก็ย่อมมาลงที่หัวข้าสิ?”
หลิงหลงเหมือนจะกล่าวอันใด หากพยักหน้ากล่าวว่า “เจ้าพูดได้ถูกต้อง...แต่เรื่องพวกนี้ก็ซับซ้อนมาก...พวกผู้ใหญ่ปกติล้วนคิดมากกันหรือ”
จงหมิ่นเหยียนอดยิ้มไม่ได้ กล่าวว่า “คิดกันมากกว่านี้อีกมากเลยเชียวแหละ! มา อย่ากล่าวเสียเวลา ไม่ใช่ว่าจะขึ้นไปดูเรื่องสนุกหรือ ยังไม่ไปอีกก็ไม่ทันส่งอาหารให้เสวียนจีแล้ว”
เขาเดินไปยังริมหน้าผา ตามคาด ที่นั่นมีแผ่นหยกขาวฉางกุยเรียงอยู่ เขาหยิบอันกลางเก่ากลางใหม่มาก่อนจะใช้เท้าซ้ายกดลงเบาๆ ฉางกุยก็ลังเลเล็กน้อยก่อนจะยกร่างเขาลอยขึ้น ราวกับยังไม่อาจสั่งการเหินได้ตามใจต้องการนัก เขาลองบินสองรอบ ก่อนจะกลับมาเรียกหลิงหลงเบาๆ ยื่นมือไปยิ้มกล่าวว่า “ขึ้นมาได้ บรรพชนข้า! ขึ้นมาแล้วอย่าได้ส่งเสียงพูดนั่นนี่เด็ดขาด”
หลิงหลงดีใจที่สุด ไม่เช่นนั้นเหตุใดนางจึงชอบเล่นกับจงหมิ่นเหยียน เพราะศิษย์พี่หกดีที่สุด อันใดก็ตามใจนาง วาจายังไพเราะ
ตอนเขาเหินขึ้นไป หลิงหลงพลันคิดบางอย่างได้ คว้าแขนเสื้อเขาไว้กล่าวด้วยอารมณ์เด็กน้อยว่า “เจ้าหก เจ้าอย่าได้เหมือนศิษย์พี่สาม ศิษย์พี่ห้าเมื่อก่อน ทนลำบากไม่ไหวก็แอบหนีลงเขากลับบ้านไปนะ”
จงหมิ่นเหยียนเกือบหัวปักร่วงจากฉางกุย กว่าจะบังคับตัวให้นิ่งได้ก็นาน เขายิ้มเฝื่อน “ตาข้างไหนเจ้ามองเห็นว่าข้าบ่นลำบากจะกลับบ้านกัน จะว่าไป บ้านข้า...ข้าไม่มีบ้านให้กลับแล้ว พ่อแม่ข้าตายเพราะโรคระบาดไปหมดแล้ว เส้าหยางก็คือบ้านข้าแล้ว”
“เช่นนั้นพวกเราเกี่ยวก้อยกัน” หลิงหลงยื่นนิ้วก้อยไป กะพริบตาโตดำขลับ กล่าวว่า “เจ้าหกต้องอยู่กับพวกเราตลอดไป พวกเราไม่แยกจากกันตลอดไป”
จงหมิ่นเหยียนกลับอดยิ้มไม่ได้ กล่าวเบาๆ ว่า “ล้วนเป็นเรื่องละเล่นของบรรดาเด็กผู้หญิง ผู้ชายอย่างพวกข้าพูดแล้วไม่คืนคำ แม้ไม่เกี่ยวก้อยก็ทำได้”
หลิงหลงรับไม่ได้ที่สุดที่ผู้อื่นโต้แย้งตนเอง ขมวดคิ้วกล่าวว่า “ไม่สน! จะเกี่ยวก้อย!”
จงหมิ่นเหยียนยื่นแขนออกไป “อะ เกี่ยวแขนละกัน เกี่ยวก้อยเป็นพฤติกรรมเด็กผู้หญิง ข้าไม่ทำ”
หลิงหลงหัวเราะเริงร่า ใช้แขนเกี่ยวกับแขนเขา สองคนราวกับเด็กน้อย กล่าวว่า “หากวันหน้าไม่ทำตามคำสาบานแอบลงเขาไป ขอให้เจ้าหกฟันร่วงหมดปาก เป็นตาแก่ไร้ฟัน!”
สาบานเสร็จ สองคนก็หัวเราะดังขึ้น รู้สึกสนุกสนานอย่างมาก เขาสองคน คนหนึ่งสิบสี่ คนหนึ่งเพิ่งสิบเอ็ด ล้วนเป็นอายุที่ยังบริสุทธิ์ไม่เข้าใจโลก ที่เรียกว่าตลอดไปนั้น ในสายตาพวกเขาก็มีเพียงสิ่งราวภาพฝันเท่านั้น ในใจพวกเขาก็เหมือนกับงานชุมนุมปักบุปผาที่กำลังจะจัดขึ้น อยู่ตรงหน้านี้ พริบตาก็พ้นผ่านไป เรื่องเหล่านี้ไม่มีวกวนทนทุกข์ และไม่มีความเศร้า
ยอดเขาที่สองคนหมุนวนผ่านเมฆหมอกขึ้นไป ด้านบนมีแท่นที่ปูลาดด้วยหินหยกมรกตแผ่นใหญ่ ส่องประกายแวววาวฉ่ำ สวยงามยิ่ง ทั้งสองก้มตัวลอดผ่านพุ่มต้นไม้ด้านข้าง ก็มองเห็นรอบบนแท่นเต็มไปด้วยศิษย์พี่สำนักเส้าหยางยืนกันหนาแน่น เห็นชัดว่าเป็นผู้รับหน้าที่เฝ้ารักษาการณ์ หลิงหลงคิดไม่ถึงว่าการจับสลากจะเป็นทางการเช่นนี้ รู้สึกตกใจในทันที กระซิบว่า “นี่แย่แล้ว เฝ้ารักษาการณ์แน่นหนาเช่นนี้ จะแอบดูอย่างไร”
จงหมิ่นเหยียนมองสภาพการณ์แล้ว แอบดูเป็นไปไม่ได้เด็ดขาดแล้ว เขาก้มหน้าเงียบไปพักหนึ่ง อยู่ๆ พลันคิดแผนได้ บีบมือหลิงหลง บุ้ยใบ้ให้ทำตามเขา ตามเขาไป เขากระแอมไอเสียงหนึ่ง ยืนตรงขึ้นจากต้นไม้ ปัดฝุ่นบนเสื้อผ้าตน เดินตรงไปยังแท่นอย่างไม่เกรงกลัว ในอกหลิงหลงราวกับมีกระต่ายน้อยตัวหนึ่งซ่อนอยู่ อยู่ๆ ก็เต้นไปมารุนแรง นางไม่รู้ว่าจงหมิ่นเหยียนทำบ้าอันใด แต่รู้สึกตื่นเต้น น่าสนุกที่สุด จึงเดินตามด้านหลังเขาไปอย่างว่านอนสอนง่าย
ตามคาด เพียงแค่ก้าวขึ้นบันได ศิษย์พี่สองคนก็เข้ามาขวางไว้ กล่าวว่า “อาจารย์บอกไว้แล้ว ตอนนี้กำลังดำเนินการจับสลากของเจ้าสำนักแต่ละสำนัก ผู้ใดก็ห้ามรบกวน”
จงหมิ่นเหยียนไม่ร้อนไม่รน ยิ้มกล่าวว่า “ศิษย์พี่ทั้งสองท่านรุ่นอักษรเจินกระมัง พวกเรารับคำสั่งจากอาจารย์อาอิ่งหงหออวี้หยางถัง นำวาจามายังฮูหยินเจ้าสำนัก”
ทั้งสองคนได้ยินอาจารย์อาอิ่งหงสีหน้าก็ลำบากใจ
สำนักเส้าหยางทั้งหมดมีเจ็ดหอ หรือเจ็ดสาขาสำนัก แบ่งกันดูแลหน้าที่ต่างกัน ฉู่อิ่งหงดูแลหออวี้หยางถัง ก็คือดูแลเรื่องการกำหนดกฎระเบียบทางเข้าออก ทั้งวันสวมชุดขาวเข็มขัดเขียวตรวจตราอยู่ในเขาแรกอรุณ พวกที่คอยเฝ้าดูว่าศิษย์ทั้งหลายอยู่ในกฎวินัยหรือไม่ก็คือบรรดาศิษย์หออวี้หยางถัง ฉู่อิ่งหงเป็นดังพยัคฆ์ยิ้ม ใบหน้ายิ้มแต่ในใจดุราวพยัคฆ์ ในบรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้องรุ่นเดียวกันนางอายุน้อยสุด ปีนี้ไม่ถึงสามสิบเจ็ด แต่แม้แต่เจ้าสำนักก็ยังถอยให้นางสามส่วน
หนึ่งเพราะสามีนางก็คือผู้อาวุโสเหอหยางแห่งหอเจิ่นเสียถัง ดูแลการลงโทษโดยเฉพาะ สองเพราะตัวนางเองแม้ดูอ่อนโยนนุ่มนวล แต่ความจริงนั้นรับมือยากมาก ผู้ใดหากฝ่าฝืนกฎระเบียบ ก็จะลงโทษโดยไม่ไว้หน้า หากเจ้าเห็นว่านางใจดีเข้าไปขอร้อง สีหน้านางยิ้มแย้มรับปาก แต่พอหันหลังก็ลงโทษหนักขึ้นสิบเท่า
ตอนนั้นเส้าหยางกับสำนักเซวียนหยวนแห่งเขาหนานซานมีเรื่องกัน อาศัยนางออกหน้า สตรีหนึ่งคนทำเอาอาวุโสทุกคนสำนักเซวียนหยวนแห่งเขาหนานซานไร้วาจาจะกล่าว สุดท้ายนักพรตจู้สือเจ้าสำนักเซวียนหยวนต้องมาขอขมากับอดีตเจ้าสำนักเส้าหยางด้วยตนเอง สองสำนักรับปากตกลงสัมพันธ์กันต่อ ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันต่อ
สตรีไม่เหมือนผู้ใดเช่นนี้ ทำให้เจ้าสำนักตอนนั้นชมไม่ขาดปาก เสียงเรียกร้องให้นางเป็นเจ้าสำนักคนต่อไปก็มาก เจ้าสำนักคิดไตร่ตรองหลายรอบ กลับปล่อยนางผู้มีความสามารถเช่นนี้ไป เลือกฉู่เหล่ยที่พูดน้อยหนักแน่นแทน ดีที่นางมิได้คิดเป็นใหญ่ นิยมความอิสระ ยอมเป็นเจ้าสำนักหออวี้หยางถังซึ่งเป็นสำนักสาขาเส้าหยาง แต่มาถึงวันนี้บรรดาศิษย์เก่าแก่ยังกล่าวว่า เพียงนางบอกว่าจะจากไป เส้าหยางอย่างน้อยหนึ่งในสามก็ย่อมเลือกติดตามนางไปด้วย ไม่อาจไม่ยอมรับว่าความสามารถนางนั้นไม่ธรรมดา
ในเมื่ออาจารย์อาอิ่งหงที่ร้ายกาจเช่นนี้มีวาจามา กอปรกับนางก็ไปมาหาสู่สนิทกับฮูหยินเจ้าสำนัก ทั้งสอง ไหนเลยกล้ารั้งไว้ จึงได้ยอมเปิดทางให้แต่โดยดี
หลิงหลงคิดไม่ถึงว่าจะปล่อยให้พวกนางปลอมปนเจ้าไปง่ายดายเพียงนี้ ยิ่งต้องมองจงหมิ่นเหยียนใหม่ คนผู้นี้กล่าววาจาโกหกหน้าไม่แดง ใจไม่เต้น ราวกับจริง นางเงยหน้าลอบมองจงหมิ่นเหยียน เขายังคงวางท่าปกติ แต่สายตามีแววซุกซน
หลิงหลงบีบแขนเขาที่อยู่ใต้แขนเสื้อ กำลังจะชมว่าเขาทำได้ดี ก็ได้ยินเสียงสองคนวิ่งตามมา เรียกไว้ว่า “ช้าก่อน!”
ในใจเขาสองคนตื่นตระหนก คิดว่าวาจาโกหกถูกเปิดโปงแล้ว หากไม่อาจไม่ปั้นหน้าตายหันกลับมา