นิติเวชหญิงแห่งต้าถัง: Chapter 005 ตอนที่ 5
ตอนที่ 5 ข้าวสารหนึ่งโต่วกี่อีแปะ
กระทั่งวันที่สาม หรั่นเหยียนก็ฟื้นขึ้นจนได้
หรั่นเหยียนเห็นหวั่นลวี่กอดล่วมยาพิงข้างตั่งก็รู้สึกอบอุ่นใจ หลายวันนี้แม้เธอจะสลบ แต่ยังได้สติเป็นครั้งคราว จึงพอดีได้ยินตอนที่หวั่นลวี่รั้งตัวอู๋ซิวเหอไว้ไม่ยอมปล่อย
ตอนนี้เรื่องที่เธออยู่ต้าถังเป็นความจริงที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว หรั่นเหยียนเห็นสิงเหนียงและหวั่นลวี่ทำสีหน้ากลัดกลุ้มทั้งวันก็ไม่สบายใจ จึงตัดสินใจเลิกคิด สิ่งที่ควรทำคือใช้ชีวิตต่อไปให้ดี
แว่วเสียงเอะอะดังมาจากด้านนอก หรั่นเหยียนไม่รบกวนหวั่นลวี่ ลุกขึ้นใส่เสื้อคลุมก่อนลงจากตั่งเงียบๆ เดินไปที่ระเบียง สวมรองเท้า จัดแต่งเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วเดินตามเสียงไป
เมื่อออกจากเรือน หรั่นเหยียนพบว่าบ้านในชนบทของสกุลหรั่นไม่ใช่มีแค่เรือนน้อยของเธอ นอกเรือนยังเป็นสวนดอกไม้ขนาดใหญ่ ในแปลงดอกไม้มีวัชพืชงอกขึ้นไม่น้อย เห็นชัดว่าไม่ค่อยมีใครดูแล ตลอดข้างทางยังมีเรือนพักอีกหลายหลัง กระเบื้องดำ กำแพงขาว ดาษดื่นธรรมดา เทียบไม่ได้กับความสวยงามโอ่อ่าของเรือนเธอ
เสียงด้านนอกชัดเจนขึ้นทุกขณะที่เธอเดินไปข้างหน้า ท่ามกลางเสียงเอะอะนั้น เธอจับน้ำเสียงสองประโยคได้รางๆ ว่าเป็นสำเนียงอ่อนหวานของคนท้องถิ่นนี้ แม้แต่เสียงของผู้ชายก็ยังแฝงความนุ่มนวล ก่อนนี้หรั่นเหยียนพูดเป็นแต่สำเนียงมาตรฐาน ทว่าเมื่อได้ยินสำเนียงรื่นหูกลับฟังเข้าใจ
“หมอเทวดาอู๋ ไก่ตัวนี้ท่านต้องรับไว้!”
“หมอเทวดาอู๋ นี่คือไชเท้าบ้านข้า ขอท่านอย่าได้รังเกียจ”
……
หรั่นเหยียนพลันนึกขึ้นได้ เหมือนหวั่นลวี่กับสิงเหนียงก็ไม่ได้พูดสำเนียงท้องถิ่น เมื่อนึกดูให้ละเอียดจึงรู้ว่าที่แท้ตระกูลหรั่นสืบเชื้อสายมาจากหรั่นยง (หนึ่งในศิษย์เอกของขงจื๊อ) ในยุคชุนชิว (770-476 ปีก่อนคริสตกาล) มาจนยุคราชวงศ์เว่ย (ค.ศ. 220-265) และราชวงศ์จิ้น (ค.ศ. 265-316) ยังให้กำเนิดหรั่นหมิ่นผู้ก่อตั้งแคว้นหรั่นเว่ยยุคสิบหกแคว้น (ค.ศ. 304-439) สายตระกูลของหรั่นเหยียนเป็นทายาทของหรั่นอิ้นลูกชายหรั่นหมิ่น แต่เดิมอาศัยอยู่แถบซานซี ต่อมาย้ายถิ่นฐานหลายคราล้วนอยู่ทางเหนือ เพิ่งไม่นานมานี้ที่ทั้งตระกูลย้ายมาทางใต้
หรั่นเหยียนนึกเพลินไปจนเดินมาถึงต้นเสียงเอะอะโดยไม่รู้ตัว
เสียงโหวกเหวกที่ปากประตูใหญ่เงียบลงทันทีที่หรั่นเหยียนปรากฏตัว ชาวบ้านตรงปากประตูหลายคนที่กำลังยัดของในมือให้อู๋ซิวเหอ พอเห็นหรั่นเหยียนก็ตะลึงพรึงเพริด
ขณะอยู่กลางแจ้ง หรั่นเหยียนใส่กระโปรงหรูฉวินลายดอกเอวสูงถึงอก สวมเสื้อผ้าต่วนหลวมๆ ทับไว้ด้านนอก เส้นผมสยาย ใบหน้างามลออแต่ซีดเผือดตัดกับเส้นผมสีดำราวน้ำหมึก แยกดำและขาวชัดเจน งามนั้นงามมาก แต่เหมือนบึงน้ำดำมืด ชวนให้ผู้พบเห็นอดสะท้านใจลึกๆ ไม่ได้
เมื่ออู๋ซิวเหอเห็นหรั่นเหยียนก็หายหน้านิ่วคิ้วขมวด สั่งคนเฝ้าประตูรีบรับของไปเก็บ จากนั้นประสานมือขอบคุณชาวบ้านทีละคน แล้วค่อยหันกลับมาพิจารณาหรั่นเหยียนตั้งแต่หัวจรดเท้าเที่ยวหนึ่ง “สีหน้าดีขึ้นบ้างแล้ว”
“ท่านผู้มีใจเมตตามีวิชาแพทย์เก่งกาจได้ช่วยชีวิตข้าไว้ ตอนนี้ข้าไม่มีอะไรติดตัวสักอย่าง มิกล้าเอ่ยเพียงคำขอบคุณ วันหน้าจะต้องตอบแทนท่านแน่นอน!” หรั่นเหยียนรู้ว่าอู๋ซิวเหอเป็นคนเห็นแก่ประโยชน์ ควักหัวใจเอ่ยคำขอบคุณย่อมไม่เท่าให้คำสัญญาอย่างจริงใจ
อู๋ซิวเหอชะงักแค่ครู่หนึ่ง แล้วลูบเคราแย้มยิ้มทันที “ข้าทุ่มเทแรงกายแรงใจรักษาท่านสองปี สวรรค์ไม่รังแกผู้มีความเพียร ตอนนี้จะดีจะชั่วท่านก็หายดีแล้ว”
ท่าทางเช่นผู้สูงส่งนี้ หากเป็นหรั่นเหยียนคนก่อนต้องถูกหลอกแน่ แต่หรั่นเหยียนคนนั้นตายไปแล้ว
“คุณหนู!” หวั่นลวี่กอดล่วมยาวิ่งมาอย่างรีบร้อน เมื่อเห็นหรั่นเหยียนจึงออกจะโล่งอก แต่บ่นว่า “คุณหนู ทางใต้กับทางเหนือแตกต่างกัน ที่นี่มีกฎเกณฑ์มากนะเจ้าคะ! ท่านแต่งตัวเช่นนี้ให้คนนอกเห็นเกรงว่าจะไม่ดีนัก!”
หรั่นเหยียนอยากพูดเหลือเกินว่าเธอโดนคนนอกเห็นแล้ว และไม่ใช่แค่คนเดียวด้วย แต่เห็นหวั่นลวี่บ่นแล้วกลัวจะโดนบ่นไม่หยุด เลยกล้ำกลืนคำพูด ก้มหน้าทำท่ารับฟังคำสั่งสอน
หวั่นลวี่เห็นเธอทำท่าเหมือนสะใภ้คนเล็ก ก็อดหัวเราะไม่ได้ “ปกติบ่าวพูดมากประโยคหนึ่ง คุณหนูก็ไม่ยอมฟัง ตอนนี้กลับว่าง่ายนัก”
ว่าง่ายหรือ หรั่นเหยียนกะพริบตา สิบกว่าปีแล้วที่ไม่มีใครวิจารณ์เธอแบบนี้!
หวั่นลวี่เห็นหรั่นเหยียนไม่โศกเศร้าอ่อนไหวง่ายเหมือนก่อน ก็ดีอกดีใจนัก
สองคนย่อตัวคารวะอู๋ซิวเหอ หวั่นลวี่ส่งล่วมยาคืนให้เขา แล้วจูงมือหรั่นเหยียนกลับเรือนด้านหลัง
หวั่นลวี่กวาดตามองรอบๆ เห็นไม่มีคนจึงวางใจเอ่ยว่า “คุณหนู ปิ่นอันนั้นขายไปแล้วนะเจ้าคะ ได้เงินมาสิบห้าตำลึง ใช้ซื้อข้าวสารจ่ายไปไม่ถึงตำลึง พอให้พวกเรากินครึ่งปีกว่า ใช้ซื้อยาไปสองตำลึง ล้วนเป็นยาบำรุงชั้นเลิศ” ต่อมากัดฟันพูดด้วยสีหน้าปวดใจ “บ่าวยังเจ้ากี้เจ้าการซื้อตัวยาชั้นดีหลายอย่างส่งไปให้หมอเทวดาอู๋ เขาชอบอะไรเช่นนี้”
หรั่นเหยียนพยักหน้า “สมควรแล้ว”
หรั่นเหยียนนึกทบทวนอย่างละเอียด ในสมองยังไม่มีความรู้เรื่องเงินสิบห้าตำลึงอยู่ดังเก่า จึงอดลอบถอนใจไม่ได้ เจ้าของร่างเดิมช่างเป็นคุณหนูใหญ่ที่ไม่รู้ประสาจริงๆ หากเธออยากมีชีวิตอยู่ต่อจะเป็นแบบนี้ไม่ได้ จึงถามไปว่า “เงินหนึ่งตำลึงซื้อข้าวสารได้มากน้อยแค่ไหน”
หวั่นลวี่ปวดใจ เดิมทีหากคุณหนูยังอยู่ที่เรือนใหญ่ น่าจะได้เรียนรู้การดูแลจัดการบ้านแล้ว แต่ตอนนี้แม้แต่ข้าวสารราคาเท่าไรก็ไม่รู้...
ปวดใจก็ส่วนปวดใจ หวั่นลวี่ยังพูดกับหรั่นเหยียนอย่างเอาใจใส่ยิ่ง “เงินหนึ่งตำลึงมีหนึ่งพวง หรือก็คือหนึ่งพันอีแปะ ข้าวสารหนึ่งโต่ว (ประมาณ 5.9 กิโลกรัม) ราคาห้าอีแปะ สิบโต่วเป็นหนึ่งตั้น (ประมาณ 59 กิโลกรัม) เงินหนึ่งตำลึงซื้อข้าวได้ยี่สิบตั้น นี่เป็นในช่วงปกติ หากเป็นช่วงเก็บเกี่ยว แถบเจียงหนานเราข้าวสารราคาโต่วละสามสี่อีแปะก็มีอยู่บ่อยไป”
หรั่นเหยียนพยักหน้า ข้าวหนึ่งตั้นหนักประมาณห้าสิบเก้ากิโลฯ เรื่องนี้เธอรู้ เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าเงินหนึ่งตำลึงที่ต้าถังกลับซื้อข้าวสารได้ถึงพันกว่ากิโล!
ขณะเดียวกันก็ทอดถอนใจ ชนชั้นสูงสมัยโบราณใช้ชีวิตกันฟุ้งเฟ้อจริงๆ ปิ่นอันหนึ่งสามารถแลกข้าวสารมากมายปานนั้นเชียว!
“คุณหนูร่างกายไม่แข็งแรง บ่าวซื้อข้าวป้อมมรกต (ข้าวพันธุ์ดีขึ้นชื่อของจีน) มาส่วนหนึ่ง ข้าวนี้ผลิตจากเหอเป่ย ที่นี่ไม่มี โต่วหนึ่งราคาสี่สิบอีแปะเชียวเจ้าค่ะ” หวั่นลวี่ถอนใจ ข้าวป้อมมรกตส่วนใหญ่ถูกส่งไปขายที่ฉางอัน ส่งไปขายที่อื่นไม่มาก พ่อค้ามักยินดีนำไปกำนัลที่บ้านผู้บุญหนักศักดิ์ใหญ่ ดังนั้นไม่เพียงแต่แพง ทว่ายังหาซื้อยาก หวั่นลวี่ต้องวิ่งเต้นแทบตายกว่าจะซื้อมาได้ห้าสิบชั่ง
“เฮ้อ น่าเสียดาย” หวั่นลวี่พลันถอนใจ
หรั่นเหยียนส่งสายตาเชิงถามนาง
หวั่นลวี่ตอบว่า “ปิ่นผีเสื้อฝังพลอยอันนั้นมีเป็นคู่ ขายอันเดียวราคาตกไปไม่น้อย หากตอนนั้นคุณหนูดึงปิ่นอีกอันจากผมคุณหนูสิบแปดมาพร้อมกัน พวกเราจะขายได้ราคาสี่สิบตำลึงเชียวเจ้าค่ะ!”
หรั่นเหยียนอดหัวเราะไม่ได้ “เจ้านี่ใจดำทีเดียว!”
“ใจดำก็ใจดำเถอะ! บ่าวก็แค่กำเงินของคนอื่นไว้ในมือ โล่งอกโล่งใจ แต่คุณหนูกลับประกาศศักดาครั้งใหญ่ เป็นหัวโจกอันธพาลไปครั้งหนึ่ง!” หวั่นลวี่นึกถึงท่าทางองอาจ ‘หน้าไม่เปลี่ยนสีแม้ภูเขาไท่ซานถล่มตรงหน้า’ ของหรั่นเหยียนเมื่อหลายวันก่อน ก็ตื่นเต้นจนตาเป็นประกาย
หรั่นเหยียนแย้มยิ้ม ปล่อยให้หวั่นลวี่พูดจ้ออยู่ด้านข้าง เข้าเรือนแล้วสองคนถอดรองเท้าที่ระเบียง เพียงสวมถุงเท้าเดินบนพื้นไม้ ขนบเช่นนี้ของญี่ปุ่นก็ได้รับสืบทอดมาจากสมัยถังนี่เอง
ปัญหาเรื่องดำรงชีพคลี่คลายแล้ว อาการป่วยของหรั่นเหยียนก็ดีวันดีคืน บรรยากาศในเรือนน้อยจึงชื่นมื่นเพิ่มขึ้นมาก
ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นกับอู๋ซิวเหอ จู่ๆ เขาก็ตัดสินใจไม่ไปแล้ว มีคนให้ดื่มให้กิน ก็ไม่ไปนั่งตรวจในเมืองอีก บางคราวก็ขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรมีค่ามาเพิ่มเติม ใช้ชีวิตแต่ละวันอย่างสุขสงบ
คนรับใช้ไม่กี่คนในบ้านเพียงดูแลบ้าน ไม่มีหน้าที่ดูแลหรั่นเหยียน สิงเหนียงและหวั่นลวี่จึงวิ่งวุ่นกันมาก ไม่ว่างพักสักขณะ
มีแต่หรั่นเหยียนที่ว่างจนรากงอก ก่อนนี้เธอเป็นพวกบ้างาน แต่อยู่ที่ต้าถังไม่มีศพให้เธอชันสูตร ทำให้ขาดที่พึ่งทางใจ จึงมักเหม่อลอยหงอยเหงา แม้สิงเหนียงและหวั่นลวี่จะช่วยออกความคิดเห็นให้เธอหลายอย่าง แต่การขับกลอนวาดภาพไม่ใช่ความชอบของหรั่นเหยียน ดังนั้นจึงไม่รู้จะทำอะไรอยู่นั่นเอง
เธอถือพู่กันเขียนอักษร ‘นิ่ง’ ตัวบรรจงบนกระดาษ หรั่นเหยียนเริ่มใจลอยอีกครั้ง เธอไม่เพียงสืบทอดความทรงจำมาจากร่างเดิม แต่ยังสืบทอดความสามารถมาด้วย ส่วนระดับฝีมือเป็นอย่างไร หรั่นเหยียนก็ไม่รู้ชัด เพียงรู้สึกว่าตัวอักษรนี้เขียนได้สวยเป็นระเบียบดี สำหรับเธอตัวอักษรเพลินตาก็พอใจ ไม่เรียกร้องอย่างอื่นอีก
“หวั่นลวี่ ข้าอยากออกไปเดินเล่นสักหน่อย” หรั่นเหยียนวางพู่กันลง มองหวั่นลวี่ที่วุ่นมาแต่เช้ากว่าจะมีเวลาว่าง
“หมอเทวดาอู๋บอกว่าร่างกายคุณหนูฟื้นฟูได้ดี ออกไปเดินเล่นบ้างก็ดีเจ้าค่ะ” หวั่นลวี่เป็นคนตรงเปิดเผย ได้ก็ว่าได้ ไม่พูดอ้อมค้อมเด็ดขาด นางพูดพลางรีบลุกไปหยิบหมวกบังกายมาสวมให้หรั่นเหยียน
คนทั่วไปคิดว่าต้าถังเปิดกว้างร้อนแรง นิยมความงามแบบอกอวบตะโพกผาย แต่อันที่จริงไม่ใช่ อย่างน้อยต้นยุคเจินกวานก็ยังไม่ใช่เช่นนี้ สตรีออกจากบ้านยังต้องปกปิดบ้าง ไม่อาจเผยใบหน้าให้คนนอกเห็นส่งเดช
หมวกบังกายคล้ายเป็นงอบชนิดหนึ่ง มีผ้าโปร่งสีดำยาวคลุมโดยรอบ เมื่อสวมแล้วจะบังตัวมิด หมวกคลุมหน้ายุคหลังก็พัฒนามาจากหมวกบังกายนี้เอง หรั่นเหยียนจึงรู้สึกแปลกใหม่มาก
เวลาเช้ายังไม่มีไอร้อน ในสายลมฤดูร้อนเจืออุณหภูมิเย็นสบาย
หรั่นเหยียนยืนบนเนินดินเล็กๆ ต้นหมู่บ้าน ก้มมองหมู่บ้านที่มีคันดินตัดทะลุถึงกัน ควันจากเตาไฟลอยกรุ่น มีเสียงสุนัขเห่าเป็นครั้งคราว บ้านเรือนเตี้ยๆ ตลอดแนวอาบแสงอรุณสีแสดช่างสงบมีชีวิตชีวา ความรู้สึกยินดีที่ได้เกิดใหม่พลันท่วมท้นในใจเป็นครั้งแรก
หรั่นเหยียนสูดหายใจลึก รับรู้ถึงโลกอันบริสุทธิ์นี้ แต่จู่ๆ ในใจกลับมีเรื่องว้าวุ่นผุดขึ้นมากมาย หรั่นเหยียนที่โด่งดังในแวดวงนิติวิทยาศาสตร์ตายไปแล้ว ส่วนฆาตกรที่ฆ่าเธอนั้น เชื่อว่าจะต้องถูกจับไปรับโทษตามกฎหมายในเวลาอันรวดเร็วแน่
หรั่นเหยียนเป็นคนรอบคอบ ในที่ทำงานเธอมีเอกสารลับมากมาย เธอจึงแอบติดกล้องวงจรปิดไว้ในห้อง ตอนตำรวจสืบสวนจะต้องตรวจพบแน่ เมื่อผู้ช่วยจางกลับไปเอาเอกสารฉบับนั้น จะต้องมีภาพบันทึกอยู่ บวกกับเอกสารในตู้เซฟฉบับนั้นมีลายนิ้วมือ แค่หลักฐานสองชิ้นนี้ก็พอให้ทางตำรวจเห็นเขาเป็นผู้ต้องสงสัยคนสำคัญแล้ว หรั่นเหยียนเชื่อความสามารถของผู้กองหลี่จากกองคดีอาญา เธอต้องไม่ตายเปล่าแน่...
สิ่งที่ต้องกังวลคือสภาพของเธอในตอนนี้ไม่สู้ดี ต้องคิดให้ดีว่าต่อแต่นี้ไปจะอยู่อย่างไรที่ต้าถัง
เป็นนักชันสูตรศพหรือ เหล่าผู้อาวุโสในตระกูลของหรั่นเหยียนน่าจะยินดีให้เธอตาย คงไม่ยอมตกลงกระมัง ยิ่งกว่านั้น เธอยังไม่รู้ชัดว่าผู้หญิงในยุคเจินกวานจะรับราชการได้ไหม ต่อให้ได้เป็นนักชันสูตรศพ ก็กลัวแต่ว่าในอนาคตจะไม่มีใครกล้าแต่งกับเธอเหมือนชาติที่แล้วอีก! แม้เธอจะรักอาชีพนี้มาก แต่ก็ต้องคิดดูตามสภาพความเป็นจริงด้วย
ตัวคนเดียวมาอยู่ราชวงศ์ถัง หรั่นเหยียนพลันปรารถนาความอบอุ่นของครอบครัว
สวรรค์ให้โอกาสเธอมีชีวิตอีกครั้ง หรั่นเหยียนเห็นว่าเธอไม่ควรเดินซ้ำรอยเดิม เมื่อนึกได้ว่าตนยังมีวิชาแพทย์ สามารถบุกเบิกหนทางได้ เพียงแต่ถ้าจู่ๆ เธอเกิดเป็นวิชาแพทย์จะทำให้คนสงสัย ควรกราบอู๋ซิวเหอเป็นอาจารย์ไว้ก่อนดีกว่า...
หรั่นเหยียนเห็นว่าความคิดนี้เข้าท่า เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ก็นั่งนิ่งครู่หนึ่ง ได้ยินพวกผู้หญิงในหมู่บ้านเริ่มทยอยกันออกจากประตูบ้านมาเรียกลูกของตนกินข้าว
“คุณหนู พวกเราจะกลับกันเลยไหมเจ้าคะ” หวั่นลวี่ถาม
…………………………