นิติเวชหญิงแห่งต้าถัง

นิติเวชหญิงแห่งต้าถัง: Chapter 006 ตอนที่ 6

#6Chapter 006

ตอนที่ 6 เด็กจมน้ำตาย

หรั่นเหยียนพยักหน้าด้วยจิตใจปลอดโปร่ง ปล่อยให้หวั่นลวี่พยุงเธอเดินไปช้าๆ ระหว่างทางได้พบหญิงชาวบ้านคนสองคนเป็นระยะ ทุกคนจำหวั่นลวี่ได้ เมื่อเห็นหวั่นลวี่พยุงสตรีนางหนึ่ง ย่อมรู้ว่าสตรีนางนั้นคือคุณหนูหรั่นสิบเจ็ด พวกนางจึงหลบไปยืนอยู่ด้านข้าง แล้วย่อตัวเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพ

หรั่นเหยียนเกรงใจจึงบอกพวกนางว่าไม่ต้องทำความเคารพ ทำให้ผู้คนประทับใจความเป็นกันเองของเธอ

เพื่อย่นระยะทาง หวั่นลวี่กับหรั่นเหยียนเดินตัดผ่านเข้าไปในหมู่บ้าน จึงพบผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ

ยุคราชวงศ์ถังไม่มีธรรมเนียมโขกศีรษะพร่ำเพรื่อ ถึงเหล่าชาวบ้านจะเป็นลูกจ้างชาวนาของบ้านสกุลหรั่น เมื่อได้พบหรั่นเหยียน หรือแม้กระทั่งนายใหญ่สกุลหรั่น พวกเขาก็เพียงทำความเคารพทักทายอย่างง่ายๆ

ขณะที่ทั้งสองเข้าไปในหมู่บ้าน พลันได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย ผ่านไปไม่นาน ก็เห็นเด็กน้อยสิบกว่าคนถูกท่านผู้เฒ่าคนหนึ่งถือไม้เท้าไล่ตาม ภาพที่เห็นเหมือนฝูงนกน้อยกำลังกระพือปีกพึ่บพั่บ ส่งเสียงร้องพลางวิ่งหนีสุดชีวิต

เด็กหญิงทุกคนเกล้ามวยสองข้าง เด็กโตหน่อยสวมกระโปรง ส่วนเด็กหญิงอายุน้อยใส่กางเกงและเสื้อที่มีสาบด้านหน้าทับกัน การแต่งตัวของเด็กชายหลากหลายกว่า บ้างก็เกล้ามวยสองข้างเหมือนเด็กหญิง บ้างก็เกล้ามวยผมอันเดียว ยังมีเด็กน้อยจ้ำม่ำอายุห้าหกขวบคนหนึ่ง โกนหัวเหลือผมปอยหนึ่งไว้ด้านหน้า เบะปากราวกับจะร้องไห้

หรั่นเหยียนเห็นเนื้อตัวพวกเขาเปรอะโคลน เด็กสองคนมีรอยเลือดอยู่บนหน้า เธอจึงคาดว่าเด็กๆ กลุ่มนี้คงแอบตีกันลับหลังผู้ใหญ่

เป็นดั่งที่คาดจริงๆ แค่เพิ่งคิด หรั่นเหยียนพลันได้ยินเสียงหวั่นลวี่ล้อเด็กจ้ำม่ำผู้วิ่งรั้งท้ายสุดว่า “ผิงเสี่ยวหลาง โดนจับได้ว่าตีกันอีกแล้วใช่ไหม! รีบวิ่งเร็วเข้า หากโดนผู้อาวุโสจับได้ กลับถึงบ้านเจ้าโดนมารดาลงโทษแน่!”

เด็กน้อยตัวอ้วนร้องไห้เสียงดังอย่างน่าสงสาร แต่ไม่ได้ชะลอฝีเท้าเลย ขาเล็กๆ สั้นๆ ทั้งสองข้างยังออกแรงวิ่งไปเพราะกลัวโดนจับได้ ท่าทางเช่นนั้นช่างน่ารักน่าเอ็นดู

หรั่นเหยียนกล่าวด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข “หวั่นลวี่ เจ้าช่างร้ายจริงๆ!”

เมื่อเห็นหรั่นเหยียนร่าเริงกว่าเมื่อก่อนมาก หวั่นลวี่รู้สึกยินดียิ่ง จึงจงใจหยอกล้อคุณหนูว่า “คุณหนูเองยังมองด้วยความสนุกสนานถึงเพียงนี้ ยังจะมาว่าบ่าวอีก!”

หรั่นเหยียนมีนิสัยเช่นนี้มาตลอด เมื่อโดนผู้อื่นอ่านความคิดออกก็อดเขินไม่ได้ เธอกระแอมสองคำ แต่ยังไม่ทันพูด ก็พลันโดนชนเข้าอย่างแรงจนเซไปด้านหนึ่ง หวั่นลวี่ร้องด้วยความตกใจ รีบจับเธอไว้ ทั้งสองโซเซไปหลายก้าว แต่ค่อยๆ ทรงตัวได้ จึงไม่ล้มลงไปในร่องน้ำข้างถนน

เมื่อหรั่นเหยียนยืนมั่นคง เธอเงยหน้าขึ้นมองผู้ที่มาชนตนเอง ฝ่ายนั้นเป็นหญิงชาวบ้านสวมกระโปรงผ้าป่านสีน้ำตาลอ่อน นางวิ่งไปไกลแล้ว แม้ไม่อาจเห็นหน้านางชัดเจน แต่ก็เห็นฝีเท้าสะเปะสะปะรีบร้อน และท่าทางอกสั่นขวัญหาย

“เหตุใดไร้มารยาทถึงเพียงนี้!” หวั่นลวี่โมโหทันที “คุณหนู บ่าวจะส่งท่านกลับเรือนก่อน แล้วค่อยกลับมาคิดบัญชีกับหญิงนางนั้น!”

หรั่นเหยียนหันกลับมากล่าวเสียงเรียบว่า “ช่างเถอะ เห็นฝีเท้านางเร่งร้อน คงมีธุระด่วน”

“ธุระด่วนอะไร ฟ้าจะถล่มหรือ! ถึงกับวิ่งชนคนแล้วไม่ขอโทษ!” หวั่นลวี่กล่าวเสียงเกรี้ยว

หรั่นเหยียนได้แต่ยิ้มอย่างจนปัญญา เมื่อเห็นท่าทางโมโหโกรธาของหวั่นลวี่

หรั่นเหยียนรู้สึกว่าหลายวันมานี้ตัวเองเริ่มสบายใจขึ้น แม้จะไม่มีอะไรทำเลย แต่ก็ร่าเริงขึ้นกว่าเดิมมาก ก่อนหน้านี้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศพ เพื่อเป็นการให้เกียรติผู้ตาย ต้องปฏิบัติกับศพอย่างระมัดระวัง ห้ามประมาทเด็ดขาด เธอเองก็เป็นคนบ้างาน นานเข้าจึงกลายเป็น ‘คนหน้าตาย’ ที่ทุกคนเคารพ แต่ไม่กล้าเข้าใกล้

การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้อาจเป็นเรื่องดีก็ได้!

หวั่นลวี่พยุงหรั่นเหยียนไปถึงท้ายหมู่บ้าน เพียงข้ามสะพานโค้งอีกสะพานหนึ่งก็จะถึงเรือนสกุลหรั่น ขณะที่ทั้งสองเพิ่งก้าวขึ้นสะพาน เสียงร้องไห้เจ็บปวดก็ดังทำลายความสงบยามสาย ทำให้นกที่อยู่ริมน้ำตกใจจนกางปีกบินหนีเตลิด รับกับคำว่า ‘ฟ้าถล่ม’ ที่หวั่นลวี่เพิ่งเอ่ยปากเมื่อครู่พอดี

“ซานหลาง! ซานหลาง!”

เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของสตรีอยู่ไม่ไกลนัก จากนั้นก็ได้ยินเสียงปลอบโยนเซ็งแซ่ของคนทุกเพศทุกวัย ซึ่งคงเป็นคำปลอบใจให้สตรีนางนั้นระงับความโศกเศร้า

ความเจ็บปวดจากการสูญเสียบุตรชาย คงเจ็บปวดรวดร้าวสุดหัวใจ ยิ่งกว่านั้น โจวซานหลางยังเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของแม่ม่ายหลิว ก่อนหน้านี้นางหลิวมีบุตรชายสองคน ซึ่งป่วยตายไปแล้วทั้งคู่ สามปีก่อนสามีก็ด่วนจากไปอีก ทิ้งสายเลือดของสกุลโจวที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียวให้นางดูแล สองแม่ลูกมีชีวิตอยู่เพื่อกันและกัน ความเจ็บปวดนี้จึงยากจะทานรับได้

นางหลิวกล่าวด้วยความหวาดกลัวว่า “ไม่ ซานหลางตายไม่ได้ ข้าจะไปหาหมอเทวดาอู๋! เขาต้องช่วยซานหลางของข้าให้ฟื้นได้แน่!”

“ใช่แล้วๆ อาซ้อหลิวท่านรอก่อน พวกเราจะพาซานหลางไปหาหมอเทวดาอู๋!” ชายคนหนึ่งกล่าว

เห็นเต็มตาว่าโจวซานหลางตายแล้ว แต่ทุกคนดูจะลุ่มหลงงมงายกับอู๋ซิวเหอ พากันคิดไปเองว่าเขาเป็นหมอเทวดาที่สามารถทำให้โจวซานหลางฟื้นจากความตาย

หลังจากได้ยินเสียงอึกทึกวุ่นวาย หรั่นเหยียนเห็นคนกลุ่มหนึ่งออกมาจากป่าอย่างรีบร้อน ผู้นำหน้าคือชายชาวนาที่อุ้มเด็กคนหนึ่ง ชายผู้นั้นใส่เสื้อตัวสั้นคอแคบและกางเกงสั้นสีเทา เสื้อผ้าผมเผ้าเปียกน้ำแนบติดตัว เผยให้เห็นรูปร่างล่ำสัน ที่ข้างกายเขามีชายหนุ่มร่างกำยำที่เปียกน้ำโชกอีกคน

ผู้ที่ติดตามอยู่ด้านหลังคือสตรีสวมกระโปรงผ้าป่านตัวยาวอีกหลายคน หนึ่งในนั้นคือสตรีที่วิ่งชนหรั่นเหยียนเมื่อครู่

คนกลุ่มนั้นเห็นหรั่นเหยียนและหวั่นลวี่ที่ยืนอยู่หัวสะพานแต่ไกล พากันตะโกนว่า “คุณหนู! รีบไปเชิญหมอเทวดาอู๋มาช่วยกันเร็ว!”

หวั่นลวี่กล่าวเสียงเบากับหรั่นเหยียนด้วยความกระวนกระวายว่า “วันนี้หมอเทวดาอู๋ออกไปเก็บสมุนไพรบนเขาซีซานแต่เช้าแล้ว ตอนนี้ต้องยังไม่กลับมาแน่! ทีนี้จะทำอย่างไรกันดี!”

“ไม่ว่าอย่างไรก็กลับไปดูก่อนเถอะ ไม่แน่เด็กคนนี้อาจยังไม่ถึงฆาต!” หรั่นเหยียนเอ่ยเร่งรัด

หวั่นลวี่รู้สึกว่าหรั่นเหยียนกล่าวมีเหตุผล นางกระทืบเท้าครั้งหนึ่ง ยกชายกระโปรง ก่อนหันกายรีบวิ่งเข้าเรือน

จากนั้น คนทั้งกลุ่มวิ่งพึ่บพั่บผ่านหรั่นเหยียนไป หรั่นเหยียนยื่นมือจับชายหนุ่มคนหนึ่ง จนตัวเองเซไปตามแรงเหวี่ยงของเขา

“คุณหนูท่านนี้ อย่าเพิ่งรั้งผู้น้อยไว้ ช่วยชีวิตคนเป็นเรื่องสำคัญ!” ชายหนุ่มร้อนรน แต่ยังเคร่งครัดธรรมเนียม ไม่ได้ยื่นมือมาแกะมือหรั่นเหยียนออก

“ท่านไปแล้วจะทำอะไรได้ หากหมอเทวดาอู๋ไม่อยู่ล่ะ! ยังไม่รีบหาม้าไปเชิญหมอที่อยู่ใกล้ๆ มาอีก! เตรียมพร้อมไว้ก่อนดีกว่า” หรั่นเหยียนกล่าวเสียงเย็น

ชายหนุ่มตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรีบยกมือคำนับ “ขอบคุณคุณหนูที่ชี้แนะ!”

หรั่นเหยียนไม่อยู่พิรี้พิไรกับเขา กล่าวจบรีบตามกลุ่มคนเหล่านั้นไป น้ำไกลไม่อาจดับกระหายใกล้ หากเด็กน้อยยังพอมีทางรอด เธอก็ไม่อาจปล่อยโอกาสนั้นให้เสียเปล่า

หรั่นเหยียนเป็นหมอนิติเวชมานาน จึงมีข้อเสียอย่างหนึ่ง คือเมื่อใดที่เห็นศพก็อยากไปดู หากเห็นว่าคนนั้นยังมีทางรอด เธอต้องทุ่มเทเต็มที่เพื่อหาทางช่วยชีวิตให้ได้ ในการสืบสวนคดี คนมีชีวิตย่อมให้ข้อมูลได้มากกว่าคนตายแน่นอน

ดังนั้นเหตุผลมากกว่าครึ่งที่หรั่นเหยียนต้องการช่วยชีวิตเด็กคนนั้น คือสัญชาตญาณของความต้องการ ‘เก็บคนเป็นไว้’ ไม่ใช่เพราะความเมตตา

กลุ่มคนไปหยุดอยู่นอกเรือนสกุลหรั่น แล้วมองข้างในด้วยความกระวนกระวาย สตรีนางนั้นเพียงร้องไห้กอดเด็กน้อยไว้

เหมือนเวลาแต่ละนาทีจะผ่านไปอย่างเชื่องช้า เพิ่งผ่านไปไม่นาน ผู้คนที่เฝ้ารออยู่ด้านนอกก็เริ่มกระสับกระส่าย ชายที่ตอนนั้นอุ้มเด็กน้อยมากล่าวว่า “ช่วยชีวิตคนเป็นเรื่องใหญ่ เข้าไปหาหมอเทวดาอู๋ในเรือนเลยดีกว่า! หากท่านเจ้าบ้านเอาเรื่อง ข้าจะรับผิดชอบเอง!”

หากพวกเขาจะบุกเข้าเรือนไป คนเฝ้าประตูเพียงสองคนคงต้านไม่อยู่ ผู้คนจึงต่างคล้อยตาม ทว่าขณะที่จะบุกเข้าเรือน กลับเห็นหวั่นลวี่วิ่งกระหืดกระหอบออกมา “วันนี้หมอเทวดาอู๋ขึ้นเขาซีซานไปเก็บสมุนไพรตั้งแต่เช้า ข้าหาจนทั่วเรือนแล้ว ท่านผู้เฒ่ายังไม่กลับมา!”

ข่าวนี้เป็นเช่นสายฟ้าฟาด หวั่นลวี่เพิ่งกล่าวจบ สตรีนางนั้นก็ร้องไห้โฮทันที “สกุลโจวมีทายาทเพียงคนเดียว ข้ากลับไม่อาจปกป้องเขาได้! ท่านพี่ ข้าผิดต่อท่าน!”

ชาวบ้านล้วนเงียบงัน หญิงชาวบ้านสองสามคนเดินไปปลอบโยนนางหลิว

หรั่นเหยียนแหวกผู้คนออกไปยืนอยู่หน้านางหลิวโดยไร้สุ้มเสียง แล้วกล่าวว่า “วางเด็กลงกับพื้น”

แม้เสียงจะไม่ดัง แต่ฟังน่าเลื่อมใส เธอกล่าวเสียงเรียบราวกับไร้อารมณ์ ซึ่งทำให้นางหลิวที่กำลังร้องไห้ไม่หยุด ตะลึงงัน

“หากอยากช่วยชีวิตเขาจริง ก็เชื่อฟังข้า” หรั่นเหยียนนั่งยองๆ รับตัวเด็กน้อยมาจากนางหลิวที่นิ่งงัน

ผ่านผ้าโปร่งสีดำที่บางราวปีกจักจั่น มองเห็นใบหน้าสีม่วงคล้ำของเด็กน้อยได้ชัดเจน ส่วนท้องบวมน้ำเล็กน้อย ทั่วทั้งร่างกายแช่น้ำจนซีดเผือด มือกำแน่น ในมือมีสาหร่ายและหินกับทราย หรั่นเหยียนใจหายวาบ เธอยื่นมือออกไปนวดท้องที่บวมเบาๆ ก่อนหันไปถามนางหลิวเพื่อความแน่ใจว่า “ท่านไม่เห็นลูกทั้งคืนเลยหรือ”

เมื่อนางหลิวเห็นท่าทางจริงจังของหรั่นเหยียน ก็เหมือนคนจมน้ำที่คว้าซุงท่อนสุดท้ายได้ รีบกล่าวว่า “เมื่อคืนหลังกินข้าวเย็น ซานหลางบอกว่าจะไปเล่นที่ท้ายหมู่บ้านสักพัก ตอนเขากลับถึงบ้าน สีหน้าดูไม่ค่อยมีความสุข บอกว่าตัวเองโตแล้ว ต้องการแยกห้องไปอยู่คนเดียว ตอนนั้นข้าเพียงคิดว่าเขาคงได้ยินคำนินทามาแน่ จึงรับคำไป เช้าวันนี้เมื่อข้าเรียกเขามากินอาหารถึงเห็นว่าเขาไม่ได้อยู่ในห้อง...ฮือ ฮือ...”

นางกล่าวพลางร้องไห้จนในที่สุดก็ไม่อาจเอ่ยปากอีก

เมื่อนางหลิวกล่าวจบ ผู้คนที่เหลือล้วนถอดใจ คนจมน้ำอยู่หนึ่งคืนจนกลายเป็นสภาพเช่นนี้ ไม่มีเหตุผลที่จะรอดชีวิตได้ ต่อให้เป็นหมอเทวดาอู๋ก็คงยากจะช่วยได้ ทุกคนพากันทอดถอนใจ ปลอบให้นางหลิวระงับความโศกเศร้า

นางหลิวที่มีน้ำตานองหน้ากลับยังจ้องหรั่นเหยียนอย่างไม่ถอดใจ แม้จะไม่เอ่ยวาจาใด แต่แววตาวิงวอนเห็นชัด

หรั่นเหยียนเลิกผ้าโปร่งคลุมหน้าสีดำ ใช้ปลายนิ้วกดดวงตาของเด็ก สังเกตการเปลี่ยนแปลงของรูม่านตา

นี่เป็นหนึ่งในวิธีพิสูจน์ว่าคนตายจริงหรือตายหลอก หากรูม่านตาโดนกดแล้วเปลี่ยนรูป แต่คืนสภาพเดิมได้หลังจากคลายนิ้วมือ นั่นก็แสดงว่าคนนั้นยังไม่ตาย

ทางนิติวิทยาศาสตร์มีภาวะหนึ่งเรียกว่า ‘ตายหลอก’ หรือสัญญาณชีพอ่อนแรง หมายถึงภาวะที่ระบบสูบฉีดเลือด ระบบหายใจ และสมองถูกกดทับ จนประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายอ่อนแอ หากตรวจด้วยวิธีธรรมดาจะไม่พบสัญญาณชีพใดๆ ดูภายนอกจึงเหมือนคนตาย แต่ความจริงยังมีชีวิตอยู่ หากได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกต้อง ก็อาจกลับมามีชีวิตได้ชั่วคราว หรืออาจมีชีวิตยืนยาวได้

ภาวะตายหลอกพบได้บ่อยเมื่อระบบร่างกายเสียหาย เช่น การโดนมัดจนตาย การโดนบีบคอตาย การจมน้ำตาย และการโดนพิษทุกชนิด หรั่นเหยียนเคยพบเหตุการณ์ลักษณะนี้ในการทำงานหลายครั้ง

หรั่นเหยียนเห็นรูม่านตาของเด็กคืนสภาพเดิมได้ จึงคิดว่าเขาน่าจะยังไม่ตาย หรั่นเหยียนใช้ผ้าเช็ดหน้ารัดปลายนิ้วของเด็กไว้เพื่อยืนยันผลการวินิจฉัย

“รีบไปเอาดินแห้งมา! ยิ่งแห้งยิ่งดี ขนมาที่นี่ มันช่วยชีวิตเขาได้” หรั่นเหยียนเงยหน้าขึ้น ใช้คำพูดที่กระชับและตรงประเด็นบอกสิ่งที่ต้องการ

ผู้คนมองหน้ากันเลิกลั่ก ชาวซูโจวสร้างบ้านอยู่ริมน้ำ มีดินแห้งที่ไหนกันเล่า

…………………………

devc-a3b5dd88-33025นิติเวชหญิงแห่งต้าถัง: Chapter 006 ตอนที่ 6