แฟ้มคดีสืบสวนกุญแจเลือด

แฟ้มคดีสืบสวนกุญแจเลือด: Chapter0030 ตอนที่ 31

#31Chapter0030

ตอนที่ 30 ข้อสันนิฐานใหม่

“ทำไมคุณถึงอยู่ที่นี่!” เย่อวี้ยยู่ชี้ไปที่ชายชุดแดงที่อยู่ตรงหน้าด้วยความตกใจ พูดออกมาอย่างลืมตัว

“ทำไม พวกคุณเคยเจอกันมาก่อนเหรอ?” คนที่พูดคือโหลวเยวี่ย

“ไม่ใช่แค่เคยเจอ แถมยังช่วยชีวิตเขาไว้ด้วย” ชายชุดแดงลุกขึ้นยืน หัวเราะแล้วพูดแหย่ว่า “นึกไม่ถึงว่าหนุ่มซื่อบื้อที่ไม่ไม่ดูกำลังตัวเองเมื่อวาน จะเป็นก็คือคนที่คุณพูดถึงอยู่นั่นเอง”

“ตกลงเกิดอะไรขึ้น?” โหลวเยวี่ยมองไปที่เย่อวี้ที่ยืนงงอยู่ตรงที่ประตู และสุดท้ายก็มองไปที่แขนที่มีผ้าพันแผลพันอยู่ จากนั้นขมวดคิ้วเล็กน้อย “แขนคุณเป็นอะไร”

“ผม... ผม...” เย่อวี้พูดไม่ออก

“ผมเล่าให้ฟังดีกว่า” ชายชุดแดงพูดต่อ

อย่า! อย่านะ!

ในใจของเย่อวี้ร้อนรนขึ้นมาทันที แต่ยังไม่ทันที่เขาจะห้าม ชายชุดแดงก็เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้โหลวเยวี่ยฟัง โดยไม่สนใจสีหน้าที่ทำตัวไม่ถูกของเย่อวี้แม้แต่น้อย

“คร่าวๆ ก็ประมาณนี้ ส่วนรายละเอียดคุณถามเขาเอาเองแล้วกัน” พูดจบชายชุดแดงก็เหลือบไปมองเย่อวี้ด้วยความสะใจอย่างสนุปสนานบนความทุกข์ของคนอื่น แอบหัวเราะแล้วนั่งกลับลงไปที่เก้าอี้

เย่อวี้แทบจะแทรกแผ่นดินหนีทีเดียว

“ผมให้ห่วงกำไลข้อมือคุณ ไม่ใช่ให้คุณไปใช้อวดเก่ง” แน่นอนว่าสีหน้าของโหลวเยวี่ยเหมือนมีเมฆดำปกคลุมอย่างที่คิดเครียดขึ้นมา แม้น้ำเสียงที่เรียบเฉย แต่อารมณ์เคร่งเครียดที่สื่อออกมาแทบจะฆ่าคนได้เลย

“หัวหน้า... ขอโทษครับ!” เย่อวี้รู้ตัวว่าผิดจึง ก็ไม่อธิบายต่อ ได้แต่ขอโทษอย่างเดียว “หลังจากวันนี้ผมจะไม่ทำอะไรด้วยอารมณ์ชั่ววูบอีกแล้ว! จริงๆ ครับ!”

“ฮ่าๆ ๆ ๆ !” ชายชุดแดงที่เห็นเย่อวี้เป็นแบบนี้ก็ ยิ่้งหัวเราะดังกว่าเดิม “มีไอ้หนุ่มจอมก่อเรื่องแบบนี้ คุณนี่เจ๋งคงลำบากไม่เบาเลยนะ มิน่าหัวหน้าใหญ่ต้องให้ผมมาช่วยคุณ”

โหลวเยวี่ยถอนหายใจเบาๆ มองเย่อวี้ที่ยืนทำตัวไม่ถูกอยู่ข้างๆ ทำตัวไม่ถูกอย่างเย็นชา “ `คุณสมบัติขับไล่` อะไรกัน... ผมว่าน่าจะเป็น `คุณสมบัติก่อเรื่อง` ถึงจะถูก”

“งั้นเอาอย่างนี้ไหม” ชาสยชุดแดงที่หัวเราะจนพอใจพิงที่พนักพิงเก้าอี้เบาๆ มองเย่อวี้หัวจรดเท้า “เห็นแก่ที่ว่าวันนี้ข้าผมอารมณ์ดี งั้นผมจะช่วยคุณฝึกเขาสักหน่อยเป็นไง?” พูดจบก็หันศีรษะหัวไป ส่งสายตาให้โหลวเยวี่ย

ฝึก? หมายความว่ายังไง? เย่อวี้ฟังแล้วยังงงๆ อยู่

“ก็ดี...” หลังจากที่คิดอยู่นาน โหลวเยวี่ยก็พูดออกมา “งั้นช่วงเวลานี้ ผมจะมอบเขาไว้ให้กับคุณเลยแล้วกัน”

แม้เย่อวี้จะไม่เข้าใจในสถานการณ์ในตอนนี้ แต่ดูจากท่าทางของทั้งสองคนแล้ว จู่ๆ ก็เกิดความรู้สึกเหมือนถูกขายออกไปอย่างไรอย่างนั้น... ขณะกำลังจะถามอยู่ ก็เห็นชายชุดแดงลุกขึ้นเดินมมาหาตัวเอง

“จะว่าว่าไปแล้ว ผมยังไม่ได้แนะนำตัวเองเลย” ชายชุดแดงเดินมมาถึงหน้าเย่อวี้ ยื่นมือาไปจับไหล่ของเย่อวี้ไว้

“ผมเป็นหัวหน้าหน่วยตรวจสอบพิเศษสาขาย่อยเขตตะวันตก หลานสวี่ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป คุณเป็นคนของผมแล้ว”

---------------

“หาข้อมูลใหม่ๆ เจอแล้ว คุณดูนี่ก่อน” อาฉีเดินเข้ามาในออฟฟิศต นำเอกสารชุดหนึ่งส่งให่พี่มู่ที่กำลังตรวจสอบวีดีโอของจินเปียวครั้งแล้วครั้งเล่ากลับไปกลับมา “เกี่ยวกับคำสารภาพความผิดของจินเปียว พวกเราเจอเรื่องประหลาดอีกเรื่องหนึ่ง”

พี่มู่รับเอกสารไป ได้เห็นรูปซากรถคันหนึ่ง

“นี่คือ...?”

“ยังจำคดีก่อนหน้านี้ที่จินเปียวชนเขื่อนตายได้ไหม? ตอนนั้นรถที่จินเปียวขับก็คือรถของตัวเอง” อาฉีชี้ไปที่รูปถ่ายแล้วพูดต่อ “ถึงแม้ว่ารถจะพังยับเยิน แต่พวกเราก็ยังเก็บกู้ซากกลับมาได้ และได้ทดลองปฏิกิริยาลูมินอลกับท้ายรถของเขา เพราะว่าเนื่องจากในวีดีโอสารภาพผิดของจินเปียวพูดถึงว่า หลังจากที่เขาหั่นศพแล้วก็เขาได้ซ่อนเอาไว้ที่ท้ายรถ ถ้าหากเป็นอย่างนั้นจริง งั้นท้ายรถของเขาต้องตรวจพบรอยเลือด”

“แล้วผลล่ะ?”

“ไม่มีเลือดแม้แต่หยดเดียว” อาฉีแบมือ ทำหน้าไม่รู้จะทำยังไงต่อ “และจินเปียวก็มีแค่รถคันนี้คันเดียว”

“หรือก็คือว่า หมายความว่าไม่ใช่แค่จุดที่ทิ้งศพที่มีปัญหา แม้กระทั่งเรื่องการทิ้งศพก็อาจจะไม่ใช่เรื่องจริงด้วย?” พี่มู่เอานิ้วชี้เท้าคางเบาๆ แล้วพูดกับตัวเอง

อาฉีพยักหน้า “ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว วีดีโอสารภาพผิดของจินเปียวมีแต่จุดบกพร่อง ผมเลยคิดว่านี่คือสาเหตุที่ทำไม `ซื่อ` ถึงตัดวีดีโอช่วงนั้นออก”

“หึ แต่การที่พวกเขาทำแบบนี้ นี่มันกินปูนร้อนท้องชัดๆ ” พี่มู่หึเบาๆ แววตาส่องประกายเฉียบคมคมกรีดออกมา “ถ้าหากข้อสันนิษฐานของฉันไม่ผิด การที่ `ซื่อ` ทำแบบนี้ จริงๆ แล้วกำลังชี้คนร้ายตัวจริงให้เรา”

“คุณรู้แล้วเหรอว่าใครคือคนร้ายตัวจริง?” อาฉีรีบถามขึ้นมา

“งั้นพวกเราลองคิดกลับกันดู เอาเรื่องทั้งหมดคิดย้อนดูอีกที” พี่มู่มองไปที่วีดีโอที่อยู่ข้างหลัง “ `ซื่อ` จงใจตัดต่อเอาวีดีโอที่มีปัญหาตัดต่ออย่างแนบเนียน ก็เพื่อให้เราเชื่อเนื้อหาที่จินเปียวสารภาพออกมา และในวีดีโอนั้นจินเปียวหลักๆ แล้วสารภาพอะไร?”

“ก็คือสารภาพเรื่องที่เขาช่วยเฉินเหยียนทิ้งศพไม่ใช่เหรอ?”

“ใช่แล้ว `ซื่อ` อยากให้พวกเราเชื่อว่าจินเปียวจัดการกับศพของอู๋เสวียปิงไปแล้ว” พี่มู่ยิ้มขึ้นมา “หรือก็คือว่าก็หมายความว่า ต้องการให้พวกเราเชื่อว่าเรื่องที่อู๋เสวียปิงได้ตายไปแล้ว”

“นี่...!” อาฉีพูดไม่ออก

“ตอนที่พวกเราสืบเรื่องชู้ลับของหลี่ลี่แล้วเแบนสายตาไปที่อู๋เสวียปิง ตอนนั้น `ซื่อ` ก็ได้วางแผนเอาวีดีโอที่จัดเตรียมไว้ส่งมาให้ พอลองคิดดูดีๆ แล้ว ชัดเจนมากว่าการกระทำที่ต้องการจะปกปิดชัดเจนมาก”

“แต่ว่า ถ้าหากจงใจทำวีดีโอนี้ขึ้นมาเพื่อต้องการให้อู๋เสวียปิงหลุดจากข้อสงสัยแล้วจงใจทำขึ้นมา หรือว่าจินเปียวกับ `ซื่อ` จะเป็นพวกเดียวกัน? ถึงได้สร้างหลักฐานปลอมให้?” อาฉีพูดด้วยความสงสัย “แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น มันก็ยังมีจุดที่อธิบายไม่ได้อยู่ดี”

อาฉีหยุดพักหนึ่ง แล้วเริ่มพูดอีกครั้ง

“ข้อแรก เมื่อดูจากจดหมายเดิมที่ได้จากอีเมลของจินเปียวแล้ว เขาอัดวีดีโอเอาไว้ตั้งแต่ก่อนเฉินเหยียนก่อนเกิดเรื่องจริงแถมยังตั้งเวลาส่งให้กับทางตำรวจ เขาในตอนนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะคิดถึงไม่มีทางคาดเดาได้ว่าตอนหลังพวกเราจะสงสัยอู๋เสวียปิง”

“ข้อสอง ต่อให้ถ้าจินเปียวจะเป็นพวกเดียวกันกับ `ซื่อ` งั้นส่งวีดีโอให้พวกเขาโดยตรงก็ได้แล้ว ถ้าหากตอนหลังพวกเราสงสัยตัวถึงอู๋เสวียปิง ถึงตอนนั้นค่อยส่งให้ตำรวจก็ได้ ถ้าเป็นอย่างนี้เขาก็ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงที่จะต้องเหลือร่องรอยโดยการตั้งเวลาส่งอีเมลออกไป”

“ข้อสาม เขาก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องสารภาพความผิดที่เขาก็ไม่เคยทำกับตำรวจ แถมเขายังพูดเป็นจริงเป็นจังมาก ต้องรู้ว่าเขาเพิ่งออกมาจากคุก ถ้าเข้าไปอีกครั้งจะเป็นโทษหนัก ในอีกแง่หนึ่ง ต่อให้จินเปียวจงใจใส่ร้ายว่าเฉินเหยียนฆ่าคน ก็ไม่ได้มีผลดีอะไรสำหรับต่อเขาเลยนี่? ดังนั้นจากสามข้อที่พูดมา การกระทำของจินเปียวจึงน่าแปลกมาก มันไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด...”

“มันนั่นก็เป็นเรื่องที่ฉันคิดไม่ออกเหมือนกัน” พี่มู่เอามือกอดอก ก้มหน้าใช้ความคิด “จะมีทางอื่นไหมที่จะอธิบายในสิ่งที่จินเปียวทำไปทั้งหมดได้...”

“เป็นไปได้ไหมว่า... จินเปียวถูกหลอกล่อด้วยสิ่งเร้าภายนอก” อาฉีมองไปที่พี่มู่ ตั้งข้อสันนิษฐานใหม่ “อย่างเช่นว่า เรื่องทั้งหมดนี้เป็นประสบการณ์ที่ `โลกเสมือนจริง` สร้างขึ้น แต่จินเปียวเชื่อว่าเป็นความจริง?”

“แต่ฉันไม่คิดว่า`ความฝัน` ที่ `โลกเสมือนจริง` สร้างขึ้นมาครั้งเดียวจะสามารถทำให้จินเปียวเชื่อว่าตัวเองทำเรื่องแบบนี้ลงไปได้ เพราะว่าสภาพแวดล้อมตอนที่ตกอยู่ใน `โลกเสมือนจริง` ก่อนหลังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป เหมือนงานหนักอย่างขับรถออกไปทิ้งศพที่ทั้งเหนื่อยและเสียเวลาแบบนี้ ต่อให้มีประสบการณ์ใน `ความฝัน` แต่หลังจากจินเปียวออกจาก `โลกเสมือนจริง` พอได้เห็นสภาพแวดล้อมที่ไม่ตรงกันก็จะต้องรู้ว่าเป็นของปลอม” พี่มู่วิเคราะห์อย่างใจเย็น

“อืม... เหมือนจะเกินไปจริงๆ ด้วย” อาฉีเกาหัว แสดงสีหน้าสงัสัย

“ทั้งคดีเหมือนขาดเหตุผลสำคัญ `จิ๊กซอว์` สำคัญไปชิ้นหนึ่ง ต้องเป็นอะไรที่พวกเราคาดไม่ถึงแน่ๆ ถ้าหากได้ข้อมูลมากกว่านี้ก็คงจะดีไม่น้อย...” พี่มู่พูดอยู่กับตัวเอง แต่เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้แล้วหัวเราะเบาๆ

“ไอ้หยา ฉันเกือบลืมไปแล้วว่าครั้งนี้ยังมีไอ้หนุ่มแซ่หลานอยู่ด้วย” พี่มู่เงยหน้าขึ้นหันไปที่อาฉี “รีบบอกหัวหน้าเรื่องความคืบหน้าล่าสุดที่พวกเราได้มา ถึงเวลาที่พวกเขาต้องออกโรงกันแล้ว”

---------------

“ยังเดินอะไรอยู่อีก? วิ่งสิวิ่ง!”

หลานสวี่ใส่แว่นดำ นั่งไขว่ห้าง นั่งอย่างสบายๆ ตรงในที่นั่งข้างสนามของโค้ช ในมือถือไม้ชี้ไปชี้มา เหมือนอย่างราวกับเจ้านายของทาสไม่มีผิด

และ ตอนนี้ `ทาส` ของเขาก็ ตอนนี้กำลังวิ่งรอบสนามฝึกซ้อมที่มีขนาดครึ่งสนามฟุตบอลเพียงลำพัง วิ่งจนเหนื่อยแทบตาย

“แฮ่กร่... ผม... วิ่ง... วิ่งไม่ไหวแล้ว... จริงๆ ... ”“ เย่อวี้โอดครวญ รู้สึกไม่มีแรงแม้แต่จะยืนเลย

แต่ `เจ้านาย` ที่อยู่ข้างๆ กลับไม่สนใจการโอดครวญของเขา ยังคงแกว่งไม้สั่งว่า “เพิ่งจะวิ่งแค่หกรอบก็ไม่ไหวแล้ว? หลอกใครห๊ะแบบนี้จะไปเกทับใครได้ฮะ! วิ่งต่อไป!”

ภายใต้แสงแดดอันแรงจ้า เย่อวี้รู้สึกว่าตัวเองใกล้จะล้มลงแล้ว ถ้าหากตอนนี้มีลมพัดมา เขาสงสัยว่าตัวเองน่าจะล้มลงทันที

ปี... ปีศาจชัดๆ !

จริงๆ แล้วตอนที่เมื่อคืนนั้นเห็นชายชุดแดงคนนี้จัดการคนร้ายอย่างง่ายดาย เมื่อคืน เย่อวี้ก็รู้สึกได้แล้วว่าคนคนนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่ แต่นึกไม่ถึงว่าจะเป็นถึงหัวหน้าหน่วยตรวจสอบพิเศษสาขาย่อยเขตตะวันตก

นี่ยังไม่เท่าไหร่นับ ที่เย่อวี้นึกไม่ถึงคือโหลวเยวี่ยกลับ `ขาย` ตัวเองเขาให้กับหัวหน้าหลานคนนี้ และสิ่งแรกที่อีกฝ่ายทำหลังจากที่อีกฝ่ายรับตัวเองเขามาก็สิ่งแรกที่ทำคือ พาเย่อวี้ตัวเองมาที่สานามซ้อมพิเศษของหน่วยตรวจสอบ แล้วยังจากนั้นสั่งให้ตัวเองเขาวิ่งทันทีสิบรอบโดย ไม่คิดจะอธิบายไม่แม้แต่คำเดียว

ช่วยด้วย... ที่นี่เป็นค่ายฝึกนาซีหรือไง!?

ในใจเย่อวี้พังทลายลง

“เชอะ วิ่งแค่ 3000 เมตรต้องใช้เวลาถึง 15 นาที 40 วินาที” หลานสวี่เหลือบมองนาฬิกาจับเวลา มองเย่อวี้ที่อ้วกจนเละเทะอยู่ข้างๆ อ้วกจนเละเทะด้วยสายตาดูถูก “ดูสารรูปของคุณแกตอนนี้ ถ้าสมัครสอบเจ้าหน้าที่ตรวจสอบคง ไม่ผ่านตั้งแต่ด่านแรกแหงๆ !”

ขณะพูดพูดไป หลานสวี่ก็เดินไปข้างๆ เย่อวี้แล้ว ปลดเครื่องวัดบนข้อมือเย่อวี้ออก ดูไปส่ายหน้าไป “ความแข็งแรงกล้ามเนื้อต่ำ ความอดทนต่ำ แรงกระชากระเบิดพลังในช่วงเวลาสั้นๆ พอใช้ได้ ความว่องไวธรรมดา ความเสถียรต่ำ... เฮ้อ ทนดูต่อไปไม่ได้จริงๆ สมรรถภาพร่างกายห่วยขนาดนี้ ผมว่าปกติคุณไม่ออกกำลังกายฝึกฝนหรือไง?”

เย่อวี้ไม่มีแรงกแม้แต่จะพูด อ้วกเสร็จก็นั่งลงกับพื้น ท่าทางโทรมจนดูไม่ได้

หลานสวี่ลากเย่อวี้ขึ้นมาจากพื้น พาเข้าไปที่ร่ม โยนผ้าชุบน้ำไว้บนหัวเขา รอจนให้เย่อวี้ฟื้นกำลังกลับมาบ้างก็ยัดน้ำขวดหนึ่งให้เขาอีกขวดหนึ่ง

“ดูคุณสิ วันนี้แค่ระดับง่ายๆ นี้ก็อยู่ในสภาพเละนี้แล้ว การฝึกต่อไปในทุกๆ วันคุณเตรียมใจไว้เลย” หลานสวี่ถอนหายใจ ท่าทางหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก

“อะ... อะไรนะ! ทุกวันจะต้องทำแบบนี้อีก!?” เย่อวี้ฟังปุ๊บก็แล้ว รีบเงยหน้าขึ้นมามองที่หลานสวี่ แล้วตะโกนอย่างตกใจ

“ใช่แล้ว นี่เป็นคำสั่งพิเศษจากหัวหน้าโหลวของคุณนั่นแหละ” หลานสวี่พูดอย่างเรียบเฉย “เพื่อให้คุณมีทักษะป้องกันตัวพื้นฐานไงล่ะ”

---------------------------------------------------------------------------------------------

devc-a3b5dd88-33025แฟ้มคดีสืบสวนกุญแจเลือด: Chapter0030 ตอนที่ 31