แฟ้มคดีสืบสวนกุญแจเลือด: Chapter0029 ตอนที่ 30
ตอนที่ 29 คำโกหก
เย่อวี้อ้าปากค้าง ไม่เข้าใจว่าเมื่อสักครู่เกิดอะไรขึ้น
กลับกลายเป็นคนร้ายที่อยู่ตรงหน้าที่ได้สติก่อน หันศีรษะหัวกัดฟันตะโกนใส่ผู้ชายที่เดินออกมาว่าว่า “เป็นมึงคุณ! เมื่อกี้เป็นมึงคนที่ทำ?!”
“งืม... ม่ายผิดผิดอะไร ช่ายแหลวโหล” ผู้ชายคนนั้นปากเคี้ยวลูกชิ้น พูดจาไม่ชัด ค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้ๆ เย่อวี้ถึงเพิ่งจะเห็นหน้าอีกฝ่ายได้ชัด
เขาเป็นผู้ชายร่างที่สูงใหญ่กำยำ ใส่เสื้อแจ็คเก็ตสีแดงเข้มกับกางเกงทหารสีดำและรองเท้ามาร์ตินส์ ดูแล้วเป็นคนเคยผ่านการฝึกฝน ผมยาวเล็กน้อย มัดไว้หลังศีรษะหัว หน้าตาคมเข้มราวกับรูปเหมือนใช้มีดแกะสลักออกมา ต้นในขาที่ยาวๆ นั่นเหมือนจะรู้สึกได้ถึงพลังที่ซ่อนอยู่ในกล้ามเนื้อ
และที่สำคัญคือ ถึงแม้คนคนนี้จะทำหน้าขี้เกียจไม่สนโลก แต่ทั้งร่างตัวแผ่รังสีน่าเกรงขามที่ต่างจากคนปกติทั่วไป ทำให้คนร้ายไม่กล้าหือ
คนร้ายเห็นท่าไม่ดี รีบหันหลังหวังจะหนี แต่ว่ายังไม่ทันที่เขาจะวิ่งได้สองก้าว ก็ถูกกระโดดถีบกลับไปอยู่ที่เดิม คนร้ายล้มลงกับพื้นร้องอย่างเจ็บปวดไร้ทางสู้
“ชิชะเชอะ โดนเตะครั้งเดียวก็ล้มซะแล้ว เป็นแค่ไอ้ไก่อ่อนมาทำเป็นฟันคน” ชายชุดแดงเอาไม้เสียบลูกชิ้นที่กินหมดแล้วโยนลงถังขยะ เดินไปย่อตัวลงตรงหน้าคนร้าย ตบๆ หน้าเขาเบาๆ “หลังออกจากคุกแล้ว ให้จำไว้ว่าต้องกลับตัวกลับใจทำตัวใหม่เป็นคนดีนะ”
“วี้หว่อ... วี้หว่อ....” ตามมาด้วยเสียงไซเรนของตำรวจ ตำรวจที่ได้รับแจ้งเหตุได้ใส่กุญแจมือคนร้ายและพาออกจากสถานที่ และรถพยาบาลเองลาบก็มาช่วยรักษาพยาบาลให้ผู้บาดเจ็บจากในเหตุการณ์ครั้งนี้
“พ่อหนุ่ม! ขอบใจมาก!”
ป้าวัยกลางคนคนหนึ่งเดินมาที่เย่อวี้ด้วยสีหน้าขอบคุณ เหมือนจะเป็นป้าที่ถูกปล้นก่อนหน้านี้ ในมือเธอขาอุ้มกระเป๋าถืออยู่ ดูเหมือนว่าจะได้กระเป๋ากลับมาแล้ว
เย่อวี้กดอุดแผลที่ถูกมีดฟันตรงอยู่บนแขน พูดด้วยความรู้สึกอึดอัดใจว่า “อ่า ไม่เป็นไรครับ! ยังไงผมก็เป็นเจ้าหน้าที่...” ยังไม่ทันที่เย่อวี้จะพูด `ทางการ` ออกมา ก็เห็นคุณป้าเดินผ่านเย่อวี้ วิ่งไปที่ข้างหลังของเขา ไม่มองเย่อวี้แม้แต่นิดเดียว
เย่อวี้หันมาอย่างงงๆ เห็นป้าวัยกลางคนกำลังจับมือกับหนุ่มหล่อชุดแดงด้วยสีหน้าดีใจ พูดขอบคุณไม่หยุด
“เพราะว่ามีคุณอยู่ถึงได้กระเป๋าคืนมาได้! ข้างในมีเงินก้อนใหญ่อยู่ด้วย! ต้องขอบคุณจริงๆ !” พูดไปพลางยังเขย่ามือหนุ่มหล่ออยู่นานไม่ยอมปล่อย
“ฮ่าๆ ... เป็นเรื่องที่ต้องทำอยู่แล้ว...” ชายชุดแดงยิ้มให้อย่างมีด้วยมารยาท และขณะเดียวกันก็พยายามที่จะดึงมือออก
“ไม่อย่างนั้นคุณทิ้งเบอร์โทรศัพท์เอาไว้ ครั้งหน้าฉันเลี้ยงข้าวคุณแล้วกัน” คุณป้าไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยมือ
“ไม่ๆ ๆ ... ไม่ต้องเกรงใจจริงๆ !” ชายชุดแดงรีบสะบัดมือ ไม่รู้จะทำยังไง
“คุณผู้หญิงครับ ช่วยมาที่สถานีตำรวจให้ปากคำกับพวกเราที่สถานีตำรวจด้วย” นายตำรวจท่านหนึ่งเดินมา ขอร้องกับป้าคนนั้น
“ใช่ๆ ๆ รีบไปเถอะ ตำรวจต้องให้คุณช่วยถึงตั้งข้อหาได้นะ” เหมือนราวกับได้ฟฝางช่วยชีวิตไว้อย่างไรอย่างนั้น ชายชุดแดงรีบคล้อยตามทันที
สุดท้ายคุณป้าก็ยอมปล่อยมืออย่างเสียดาย ออกจากสถานที่นั้น่นกับนายตำรวจ ชายชุดแดงเพิ่งจะได้ถอนพักหายใจเบาๆบ้าง และเพิ่งสังเกตเห็นเย่อวี้ที่ยังงงอยู่ข้างๆ
“ทำไมคนคนนั้นถึงต้องฆ่าคุณ?” ชายชุดแดงเดินเข้าขึ้นมา ถามกับเย่อวี้
“เอ่อ... คนคนนั้นปล้นกลางถนน ผมวิ่งไล่ไปคนเดียวหวังจะจับเขาได้ ตอนหลังเขาโมโห... มันก็เลย...” เย่อวี้รู้สึกละอายใจ ไม่กล้ามองอีกฝ่ายตรงๆไ เสียงก็เบาล็กลงเรื่อยๆ
สายตาของชายคนนั้นมองไปที่แขนของเย่อวี้ ขมวดคิ้วเล็กน้อย สีหน้าที่ขี้เกียจคร้านเหมือนจะเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
“ในมือไม่มีอาวุธ ยังกล้าไล่ตามคนร้ายที่ถือมีดคนเดียว คุณไม่เอาชีวิตแล้วหรือไง!” พูดไปชายคนนั้นก็ยื่นมือจับที่แขนที่บาดเจ็บอยู่ของเย่อวี้ที่ บาดเจ็บอยู่ตรวจอย่างละเอียด “ยังดีที่ไม่บาดฟันโดนเส้นเลือดใหญ่ เลือดออกไม่เยอะ ถือว่าคุณโชคดีไป!”
“ผม... ผมก็คิดแค่อยาก... จะต้องช่วยเหลือคน...” เย่อวี้ก้มหน้าลง รู้สึกแย่แต่บอกไม่ได้ไม่ได้รับความเป็นธรรม
ไปวิ่งไล่คนร้ายแต่กลับเอาตัวไม่รอด ไม่ใช่แค่ผู้เสียหายจะไม่ขอบคุณ ยังจะถูกคนเขาต่อว่าอีก นี่มันใช่เรื่องไหมล่ะ!
“ฮ่าๆ จะต้องช่วยเหลือคน?” เสียงของชายคนนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “การจะช่วยเหลือคน ก่อนอื่นเลยคือคุณต้องป้องกันตัวเองได้! ขนาดตัวเองยังยังป้องกันตัวเองไม่ได้ เลยยิ่งไม่ต้องยังจะพูดถึงเรื่องไปช่วยเหลือคนอื่น? นี่เรียกว่าสร้างปัญหา! อีกอย่าง คุณโทรเรียกตำรวจไม่ได้เหรอ? คุณคิดว่าตำรวจมีไว้ทำอะไร!”
น้ำเสียงของชายคนนั้นดุดัน ไม่มีความเกรงใจ แต่ทุกคำพูดก็มีเหตุผล เย่อวี้ไม่สามารถเถียงได้เลย
“รีบไปที่รถพยาบาลทำแผลที่รถพยาบาลก่อน!” ชายคนนั้นออกคำสั่ง จากนั้นก็คุยกับเจ้าหน้าที่พยาบาลที่อยู่ข้างๆ เล็กน้อย ให้พวกเขาพาเย่อวี้ไป
ความเจ็บปวดที่แขนมาเป็นระลอก เย่อวี้ได้แต่ปล่อยวางความรู้สึกแย่ๆลง ตามเจ้าหน้าที่พยาบาลไปที่รถพยาบาล พอหันกลับมาอีกที ปรากฏว่าชายชุดแดงคนนั้นได้หายตัวไปในฝูงชนแล้ว
--------------------
โหลวเยวี่ยมองไปที่เว็บเพจบนจอด้วย สีหน้าเคร่งเครียด
มันเหมือนจะเป็นการนำเสนอข่าว หัวข้อตัวหนาสีดำสะดุดตา `ระทึกซิ่งกลางดึก ชนทางหลวงใหม่ยับเยิน`
“มันเป็นข่าวที่เพิ่งออกมาได้ไม่นาน” พี่มู่มองไปที่หน้าจอ อธิบายให้โหลวเยวี่ยฟัง
“วันที่ 26 เดือนเมษายน เวลาประมาณห้าทุ่มครึ่ง มีเด็กแว้นกลุ่มหนึ่งฉวยโอกาสช่วงที่ไม่มีคนแอบเข้าไปซิ่งบนทางหลวงหมายเลข 11 ที่เพิ่งสร้างเสร็จ นึกไม่ถึงว่าจะเกิดอุบัติเหตุ ถนนช่วงหนึ่งถูกชนพัง เนื่องจากมีคนหนึ่งในกลุ่มนี้ที่บ้านมีอิทธิพล จึงทำให้ข่าวนี้เงียบหายไป ผ่านระยะเวลาไปนานกว่าจะถูกเปิดเผย”
“วันที่ 26 เดือนเมษายน ห้าทุ่มครึ่ง... ตรงกับช่วงเวลาก่อนที่จินเปียวไปทิ้งศพตามที่เล่า” โหลเยวี่ยโหลวเยวี่ยพูดเบาๆ
“ใช่แล้ว ตอนนั้นหลังเกิดเหตุ หน่วยกู้ภัยรีบไปที่สถานที่เกิดเหตุพร้อมปิดเส้นทางบริเวณรอบๆ ห้ามรถคันอื่นเข้าใกล้ ปฏิบัติการกู้ภัยดำเนินถึงตีสองของอีกวัน” พี่มู่หันมามองโหลเยวี่ยโหลวเยวี่ย
“หรือก็คือว่า ตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน ห้าทุ่มครึ่งจนถึงวันที่ 27 ตีสอง เป็นไปไม่ได้ที่จินเปียวจะเข้าไปทางหลวงหมายเลข 11 เพื่อไปทิ้งศพ และตอนนั้นก็เป็นไปไม่ได้ด้วยที่จะ `ไม่ค่อยมีคน` เหมือนที่เขาพูดไว้”ว่า `ไม่ค่อยมีคน` “ โหลเยวี่ยโหลวเยวี่ยขมวดคิ้ว
พี่มู่พยักหน้า “นอกจากนั้น เรื่องที่เกี่ยวกับจินเปียวหั่นศพก็น่าสงสัยมาก อาฉีพาคนไปที่โกดังร้างที่จินเปียวพูดถึงในวีดีโอแล้ว และทำการทดสอบปฏิกิริยาลูมินอลทั่วทุกที่ แต่ที่น่าแปลกคือ ที่นั่นไม่มีคราบเลือดเลย”
“ไม่มีเลยแม้แต่นิดเดียว?”
“ใช่” พี่มู่ตอบอย่างใจนเย็น “ความเป็นจตริงแล้ว การหั่นศพเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีคราบเลือดเลยแม้แต่นิดเดียว แถมเวลาเพิ่งผ่านไปได้ไม่นานด้วย”
“ดูจากตรงนี้แล้ว รวมกับข้อมูลที่ได้มา น่าจะมีเพียงข้อสรุปเดียวเท่านั้น...” โหลเยวี่ยโหลวเยวี่ยเงยหน้าขึ้น แลกเปลี่ยนสายตากับพี่มู่ “จินเปียวโกหก” พี่มู่มองที่โหลเยวี่ยโหลวเยวี่ยแล้วพูดต่อ “เขาไม่ได้หั่นศพที่โกดังนั้นแต่แรก และก็ไม่ได้ทิ้งศพที่ทางหลวงหมายเลข 11 ด้วย เนื่องจากข่าวนั้นที่ถูกปิดบังไว้นาน ดังนั้นตอนที่จินเปียวที่ตอนนั้นอัดวีดีโออยู่จึงไม่สังเกตเห็นถึงข้อบกพร่อง จนกระทั่งข่าวที่ถูกเปิดเผยออกมาถึงเห็นข้อผิดพลาดนี้”
“แต่ว่าไหนๆ ก็จะสารภาพความผิดแล้ว ทำไมเขาต้องโกหกเรื่องสถานที่ลงมือ... หรือว่าจุดที่ทิ้งศพจริงๆ จะมีปัญหา?” โหลเยวี่ยโหลวเยวี่ยวิเคราะห์ขึ้นมา แต่ก็รีบล้มล้างข้อสมมติฐานของตัวเอง “ไม่ใช่ ถ้าหากต้องการจะปกปิดอะไรบางอย่างก็ไม่จำเป็นต้องอัดวีดีโอสารภาพความผิดอะไรแบบนี้ โกหกเพียงแค่สถานที่ลงมือไม่มีประโยชน์อะไรเลย หากถ้าถูกหาเจอข้อผิดพลาดนี้เจอจะไม่เป็นผลดีต่อตัวเองแน่นอน”
ในขณะที่การถกปัญหาของทั้งสองคนคุยถึงทางตัน ในกระเป๋าเสื้อของโหลเยวี่ยโหลวเยวี่ยก็มีเสียงโทรศัพท์สั่นดังขึ้นมา
โหลเยวี่ยโหลวเยวี่ยหยิหิบมือถือขึ้นมา พอได้เห็นเบอร์ที่แสดงอยู่บนจอ หางตาก็กระตุกเล็กน้อย จากนั้นแล้วก็โยนมือถือทิ้งไว้ข้างๆ ไม่มีทีท่าว่าจะรับสาย
มือถือยังคงสั่นอยู่ ไม่มีวี่แววอาการที่จะหยุดเลย
พี่มู่เหลือบเห็นชื่อที่แสดงบนจอมือถือ มุมปากเชิดขึ้นเล็กน้อย พูดแบบแกล้งนิดๆ ว่า “ฉันว่าคุณรับสายเถอะ ไม่อย่างนั้นมันคงจะสั่นอยู่อย่างนั้นแหละ”
ใบสีหน้าของโหลเยวี่ยโหลวเยวี่ยแสดงอารมณ์จำใจความเบื่อหน่ายที่ยากจะสังเกตขึ้นแวบหนึ่ง ถอนหายใจออกมายาวๆ ลุกขึ้นหยิบโทรศัพท์ขึ้นแล้วมา กดปุ่มรับสาย
“ผมกำลังยุ่งอยู่ แค่นี้นะวางก่อน”
ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะได้พูด โหลเยวี่ยโหลวเยวี่ยก็ชิงพูดก่อนอย่างเย็นชา พูดจบก็เตรียมจะวางสาย
“เฮ้ยแอ้ๆ ๆ ! คุณรอก่อนสิ!” อีกฝั่งของโทรศัพท์ตะโกนอย่างร้อนรน เหมือนกลัวโหลเยวี่ยโหลวเยวี่ยมือไวรีบกดปุ่มวางสาย “ผมมีเรื่องจริงจังต้องคุย!!”
“เฮ้อ” พี่มู่ที่อยู่ข้างๆ แทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่ เอามือปิดปากหันหลังไปอย่างยากเย็น “เชิญคุณต่อเลย... ฉันออกไปก่อนนะ” พูดจบก็รีบออกจากออฟฟิศตไป
“...ว่ามา” โหลเยวี่ยโหลวเยวี่ยหยุดท่าทีที่จะวางสาย นวดคิ้วเบาๆ แสดงสีหน้าที่เบื่อหน่ายที่ปกติยากที่จะได้เห็นออกมา
“...”
“คุณว่าอะไรนะ?” สีหน้าโหลเยวี่ยโหลวเยวี่ยแข็งทื่อ ตัวแข็งเหมือนหิน
“ผมพูดว่า ผมถึงเมืองเซี่ยหยางแล้วนะ ตอนนี้อยู่ข้างล่างออฟฟิศตของคุณ”
--------------------
เย่อวี้ยืนอยู่หน้าห้องทำงานของโหลเยวี่ยโหลวเยวี่ยอย่างกระวนกระวาย ไม่กล้าเคาะประตู
ตั้งแต่เช้า เย่อวี้ก็ได้รับข่าวจากเสี่ยวเหยียน ตั้งแต่เช้า บอกว่าหัวหน้าต้องการพบเขาตัวเอง เย่อวี้ที่รู้ตัวว่าผิดกำลังใจฝ่อนึกถึงเรื่องซวยของเมื่อคืนที่ตัวเองเกือบโดนแทงตายขึ้นมาทันที เหมือนว่าโหลเยวี่ยโหลวเยวี่ยจะรู้แล้วว่าตัวเองไปก่อเรื่องมาอีก คงหนีไม่พ้นโดนด่าครั้งใหญ่นี่คงหนีไม่พ้นแล้ว
เย่อวี้ลูบแขนที่มีผ้าพันอยู่อย่างโดยไม่ตั้งใจ นึกถึงคำสั่งสอนของชายชุดแดงลึกลับคนนั้น ถึงแม้จะเป็นแค่แผลเล็กๆ ที่พอได้ทำแผลแล้วก็ไม่เป็นอะไร และก็ไม่ได้บาดกลึกถึงเส้นเลือดใหญ่ แต่ในใจเย่อวี้ยังกลัวอยู่นิดๆ รู้สึกเสียใจภายหลังกับอารมณ์ชั่ววูบในตอนนั้น
แต่จะว่าไปแล้ว ชายชุดแดงคนนั้นเป็นใครกันนะหรอ...
ช่างมันเถอะ คิดมากไปก็เท่านั้น ยังไงก็ขอโทษหัวหน้าแล้วยอมรับผิดเถอะ...
เย่อวี้ที่ตัดสินใจได้แล้วสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ แล้วเคาะประตูห้องทำงานของโหลเยวี่ยโหลวเยวี่ย
“หัวหน้าครับ ผมเอง”
“เข้ามา”
เย่อวี้ก้มหน้าลง ผลักประตูออกอย่างระมัดระวัง กำลังจะพูดคำยอมรับผิดที่ตัวเองคิดเอาไว้ตั้งนาน ทันใดนั้น เขาก็
เหลือบไปเห็นคนหนึ่งเงาร่างที่คุ้นเคยกำลังบนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานของโหลเยวี่ยโหลวเยวี่ย
“อ้าวเอ้า คุณเองเหรอ”
เมื่อได้ยินเสียงจากข้างหลัง คนคนนั้นจึงหันกหลับมา มองเย่อวี้อย่างด้วยความตะลึงเล็กน้อย
รูปร่างที่สูงใหญ่กำยำ ใบหน้าที่คมเข้ม แถมยังมีแจ็คเก็ตสีแดงนั่น้นอีก... ผู้ชายที่อยู่ตรงหน้า ก็คือชายชุดแดงลึกลับที่เย่อวี้เจอเมื่อคืน
---------------------------------------------------------------------------------------------