แฟ้มคดีสืบสวนกุญแจเลือด: Chapter0028 ตอนที่ 29
ตอนที่ 28 หลอกล่อ
“หาวีดีโอต้นฉบับเจอแล้ว” พี่มู่มองไปที่โหลวเยวี่ยด้วยความดีใจ “ตรงกับที่พวกเราคาดกเดาไว้ก่อนหน้านี้ ว่าแล้วเป็นช่วงจุดทิ้งศพที่ถูกตัดออกไปจริงๆ ด้วย”
พูดขณะพูดไปพี่มู่ก็เอาวีดีโอฉายบนจอ “ช่วงแรกเหมือนกับที่พวกเราได้ดูก่อนหน้านี้แล้ว ข้ามไปที่ 9 นาที 20 วินาทีแล้วเริ่มดูกันเลย”
จินเปียวที่อยู่บนจอเริ่มเล่าอีกครั้ง แต่ว่าครั้งนี้เนื้อหาเพิ่มขึ้นไปเยอะ
“วันที่ 26 เดือนเมษายนกลางดึก ผมขับรถของผมไปทิ้งศพ ประมาณเที่ยงคืน ผมขับไปที่ทางหลวงริมทะเลหมายเลข 11 ที่อยู่ห่างไกลที่สุด ที่นั่นมีโรงงานร้างอยู่ เพื่อที่ตอนทิ้งจะได้สะดวก ผมเลยลากอู๋เสวียปิงไปที่โกดังเล็กๆ ที่เตรียมเอาไว้แล้ว ผมหั่นศพอยู่ในนั้น ใส่กระสอบป่านไว้แล้ววางไว้ท้ายรถ จากนั้นผมขับไปตามทางหลวงหมายเลข 11 ระหว่างขับไปแล้วก็ทยอยทิ้งไปด้วยเป็นช่วงๆ ยังดีที่ตอนนั้นไม่ค่อยมีคนเลยไม่ถูกพบเห็น พอทิ้งศพเสร็จผมก็กลับไปเลย”
ภาพหยุดนิ่ง
“ฉันเทียบวีดีโอทั้งสองฉบับอย่างละเอียดแล้ว สิ่งที่แตกต่างเพียงสิ่งเดียวก็คือช่วงของเมื่อสักครู่” พี่มู่พูดขึ้น
“ทางหลวงริมทะเลหมายเลข 11 ?” โหลวเยวี่ยพูดเสียงเบา “ถ้าผมจำไม่ผิดล่ะก็ ทางหลวงนั้นเพิ่งจะสร้างเสร็จ น่าจะยังไม่ได้เปิดใช้งานนี่ิ”
“ใช่แล้ว” พี่มู่พยักหน้า “แต่ก็เพราะเป็นแบบนี้ ถนนช่วงนั้นจึงแทบจะไม่มีคนเลย กล้องวงจรปิดก็ยังไม่ได้ติดตั้ง สำหรับจินเปียวแล้วเป็นจุดทิ้งศพที่ดีมาก”
“ที่บริเวณทางเข้าทางหลวงไม่มีราวกั้นเหรอ? ทำไมรถภายนอกถึงสามารถเข้าไปได้?”
“ราวกั้นน่ะมี แต่ตอนนั้นเป็นเวลากลางดึก ที่นั่นน่าจะไม่ได้จัดเจ้าหน้าที่ให้มาอยู่เวร พูดในเชิงตรรกะแล้ว แค่อ้อมผ่านราวกั้นก็สามารถเข้าทางหลวงได้อย่างง่ายดาย”
โหลวเยวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่ได้พูดอะไร
“ถ้าพวก `ซื่อ` จงใจตัดช่วงนี้ออก ฉันผมคิดว่าในนั้นน่าจะมีสิ่งที่พวกเขาไม่อยากให้เรารู้ ดังนั้นฉันเลยผมให้อาฉีไปตรวจสอบสถานที่แล้ว ถ้าหากจินเปียวทำการการหั่นศพที่โกดังร้างตรงนั้นอย่างที่พูดจริงๆ ล่ะก็ งั้นในที่สถานที่เกิดเหตุต้องมีปรากฏการลูมินอล* (*หมายเหตุ : ลูมินอลเป็นสารเคมีทดสอบชนิดหนึ่ง สามารถทำปฏิกิริยาออกซิเดชั่นกับฮีเฮโมโกลบินในเลือดได้ แสดงการทำให้เกิดการเรืองแสงสีน้ำเงินเขียว ในทางนิติวิทยาศาสตร์มักจะใช้พิสูจน์คราบเลือดที่ถูกเช็ดออกหรือผ่านระยะเวลาไปนาน)”
“จากการคาดเดาของฉัน อาจจะเป็นเพราะสถานที่หั่นศพเหลือหลักฐานที่ไม่ส่งผลดีต่อ `ซื่อ` ดังนั้นพวกเขาเลยจงใจตัดทิ้งออกไป” พี่มู่พูดเสริม
โหลวเยวี่ยจ้องมองที่หน้าจอวีดีโอ นิ่งเงียบคิดอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็เหมือนจะต้องการพิสูจน์อะไรบางอย่าง จึงได้ย้อนวีดีโอกลับไปแล้วเริ่มดูอีกรอบ
“วันที่ 26 เดือนเมษายนกลางดึก ผมขับรถของผมไปทิ้งศพ ประมาณเที่ยงคืน ผมขับไปที่ทางหลวงริมทะเลหมายเลข 11 ที่อยู่ห่างไกลที่สุด...”
“วันที่ 26 ตอนเที่ยงคืน... ทางหลวงริมทะเลหมายเลข 11...” โหลวเยวี่ยเท้าคางเบาๆ พูดกับตัวเอง
“ตรงนี้มีปัญหาอะไรเหรอ?” พี่มู่มองตามสายตาของโหลวเยวี่ย สังเกตไปที่หน้าจอวีดีโอ
“ถ้าหากต้องการแค่ปกปิดโกดังที่ใช้หั่นศพ แค่ตัดช่วงหลังออกไปก็ได้แล้ว ทำไมแม้กระทั่งจุดทิ้งศพที่เป็นทางหลวงริมทะเลหมายเลข 11 ก็ต้องตัดออกด้วย? การที่ข้อมูลสำคัญในของคำสารภาพความผิดไม่ครบถ้วนเป็นข้อห้ามอย่างยิ่ง พวก `ซื่อ` ไม่น่าจะผิดพลาดแบบปัญญาอ่อนเช่นนี้ ถ้าอย่างนั้นก็มีแค่คำอธิบายเดียวคือ `ทางหลวงริมทะเลหมายเลข 11` เป็นข้อมูลที่ต้องตัดออก หรือก็คือเป็นจุดที่พวกเขาจงใจที่จะปกปิดเอาไว้”
พูดไปโหลวเยวี่ยก็หันกลับไปมองที่พี่มู่ พูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “มู่อวิ๋น ตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับทางหลวงริมทะเลหมายเลข 11 ในวันที่ 26 เดือนเมษายนทุกข้อมูลเลย ไม่เว้นแม้แต่ข้อมูลเดียว!”
--------------------
ตอนกลางคืนเวลาสามทุ่ม เย่อวี้รีบเดินตามทางกลับหอคนเดียว
นานๆ จะได้กลับบ้านที พ่อแม่ดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ ไม่ใช่แค่ทำกับข้าวที่เย่อวี้ชอบกินเต็มโต๊ะ แถมยังรั้งเอาไว้คุยอยู่นาน
ตั้งแต่ครั้งที่แล้วก่อนที่ห้องเช่าถูกระเบิดไป พ่อแม่ขอร้องอย่างหนักให้เขากลับไปอยู่ที่บ้าน แต่สุดท้ายเย่อวี้ยืนยันไม่หยุดว่าที่จะอยู่หอพักถึงยอมตกลงด้วยความไม่เต็มใจ ทว่าในแต่ตอนหลังเวลาต่อมา เพราะด้วยเหตุผลต่างๆ เย่อวี้จึงไม่ได้กลับบ้านอีกเลย
ตอนแรกพ่อแม่ขอให้เขาอยู่ที่นี่ค้างคืนหนึ่ง ตแต่พอนึกถึงเหตุระเบิดครั้งก่อนกับสถานภาพของตัวเองในตอนนี้ เย่อวี้ได้แต่ปฏิเสธโดยโกหกว่าต้องกลับไปทำงานล่วงเ้วลาเลยปฏิเสธ เรื่องนี้ทำให้เย่อวี้รู้สึกผิดไม่น้อย
คนร้ายพวกนี้เมื่อไหร่ถึงจะจับคนร้ายพวกนี้ได้สักที... หรือว่าต้องให้ผมอยู่อย่างระแวงแบบนี้ไปตลอดเลยเหรอ? เย่อวี้แอบบ่นในใจ
บนถนนคนเดินผ่านไปผ่านมา ถนนที่เต็มไปด้วยผู้คนทำให้ในใจเย่อวี้รู้สึกปลอดภัยขึ้นมาเล็กน้อย เพื่อพยายามป้องกันการอยู่คนเดียวแล้วเจอการถูกลอบทำร้ายอีก เขาเลยจงใจอ้อมทางเปลี่ยว เลือกเดินเฉพาะถนนที่มีคนเยอะ
ไม่ว่ายังไง อย่างน้อยตอนนี้ก็ปลอดภัยอยู่ คนรอบๆ ตัวเยอะขนาดนี้ น่าจะไม่มีไอ้โง่คนไหนเลือกลงมือในเขตเมืองมั้ง?
ขณะที่เย่อวี้กำลังคิดอยู่ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงของผู้หญิงข้างๆ ตะโกนขึ้นมาว่า
“ช่วยด้วย!! มีคนกระชากกระเป๋า!!”
ปัดโธ่โว้ย! ยังมีไอ้โง่แบบนี้อยู่จริงๆ ด้วย!
เห็นเงาดำผอมๆ วิ่งผ่านเย่อวี้ไป ข้างหลังมีป้าวัยกลางคนคนหนึ่งตามมาด้วยติดๆ ด้วยป้าวัยกลางคนคนหนึ่ง
ป้าเห็นเย่อวี้ที่ยืนงงอยู่กับที่ เขาเธอตะโกนใส่เย่อวี้อย่างอารมณ์เสียว่า “คุณยังยืนบื้ออยู่ได้! ช่วยฉันจับเขาไว้สิ!!”
“อ๊ะ่า... อ่า! ได้ครับ!” เย่อวี้ที่เพิ่งรู้สึกตัวรีบตามขึ้นไป
เห็นได้ชัดว่ากลุ่มคนรอบๆ ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ ตรงข้างหน้ามีเงาดำที่ว่องไวเหมือนลิงถือกระเป๋าผู้หญิงหลบซ้ายหลบขวา ข้างหลังตามมาด้วยชายหนุ่มผอมสูง ที่อยู่ข้างหลังอีกคนคือป้าวัยกลางคนที่กำลังหอบหายใจอยู่
“หยุดนะ! อย่าวิ่ง!” เย่อวี้ตะโกนใส่เงาดำพร้อมตะโกนใส่คนรอบๆ ว่า “คนใส่เสื้อสีดำข้างหน้านี้กระชากกระเป๋า! รีบช่วยผมหยุดเขาเร็ว!”
สุดท้ายในที่สุดเริ่มมีคนรอบๆ ก็เริ่มที่รู้สึกตัว เตรียมที่จะปิดล้อมเงาร่างดำๆ นั้น
เงาร่างสีดำเห็นท่าไม่ดี เลี้ยวขวาวิ่งเข้าไปในซอยเก่าแก่ซอยหนึ่ง เย่อวี้ที่ตามมาอยู่ก็เข้าไปในซอยด้วย
แสงในซอยเก่ามืดมัวมาก เย่อวี้ที่เพิ่งตามเข้าไปเหมือนเห็นมีเงาวิ่งอยู่ตามทาง หายเข้าไปในมุมเลี้ยวของซอย
“ฉันเห็นผมเจอแกคุณแล้ว! อย่าคิดจะหนี!” เย่อวี้รีบตามขึ้นไป แต่พอตามไปถึงมุมเลี้ยวของซอย กลับไม่มีใครอยู่ตรงหน้า ไม่รู้ว่าเงาดำนั้นวิ่งไปอยู่ไหน
“แฮ่ก...แฮ่ก...” เย่อวี้หอบหายใจอย่างแรง หยุดเดินแล้วเริ่มสำรวจรอบๆ อย่างละเอียด
ซอยเก่าซอยนี้มีไฟข้างถนนสลัวๆ ดวงหนึ่งที่มืดมัว แต่ส่องได้แค่บริเวณเล็กๆ ตรงปากซอย ลึกเข้าไปกลับมืดสนิท ก็ไม่รู้ว่ามีทางเข้าออกอื่นๆ อยู่อีกหรือเปล่า
ในซอยเก่าเงียบมากๆ เย่อวี้ได้ยินแต่เสียงหอบหายใจของตัวเอง ตรงหน้าไม่มีแม้แต่เงาคน อาจจะเป็นเพราะว่าตัวเองวิ่งเร็วเกินไป ข้างหลังยังไม่มีใครตามขึ้นมาทัน แม้กระทั่งป้าคนนั้นไปไหนแล้วก็ไม่รู้...
เย่อวี้เปิดไฟฉายที่อยู่บนห่วงกำไลข้อมือ ค่อยๆ เดินไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง
ไฟฉายค่อยๆ ส่องเห็นท้ายซอยของซอยเก่านี้ เย่อวี้พบทันทีว่าข้างหน้าเป็นซอยตัน หรือก็คือว่าหมายความว่าซอยนี้ไม่มีทางออก
จู่ๆ เหมือนเย่อวี้คิดอะไรได้ พร้อมกันนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเบาๆ จากด้านหลัง
ว่าแล้วว่าต้องแอบอยู่ในที่มืด!
เย่อวี้หันกลับมาอย่างรวดเร็ว มีดเล่มหนึ่งพุ่งตรงมาที่ศีรษะหัวของตัวเอง เขา เขาเย่อวี้รีบเอียงหัวศีรษะไปข้างหนึ่ง คมมีดได้เฉี่ยวหนังศีรษะหัวตัวเองของเขาไป ทำให้เย่อวี้ตกใจจนเหงื่อตก
“เหอะหื่มๆ อยากเป็นฮีโร่? ผมว่าครั้งนี้มึงคุณไม่รอดแน่ๆ !” เงาดำพูดอย่างเยือกเย็น
ภายใต้แสงไฟมืดที่สลัว ชายผอมดำใบที่หน้าดูไม่เป็นมิตรกำมีดสั้นเล่มหนึ่ง กำลังจ้องมมาที่เย่อวี้ด้วยความอาฆาต แววตาที่ไร้วิญญาณแผ่ความอาฆาตแค้นออกมา ไม่รอให้เย่อวี้ได้ตั้งตัวก็รีบแกว่งมีดสั้นพุ่งเข้าใส่
พอเห็นท่าทางแบบนี้ เย่อวี้คิดวิธีได้กระทันหัน เขายกมือใช้เอาไฟฉายบนกำไลห่วงข้อมือส่องส่องไปที่ตาของคนร้าย
คนร้ายไม่คิดว่าเย่อวี้จะทำแบบนี้ จึงถูกแสงส่องจนแสบตาทันที รีบเอามือมาบังอย่างอัตโนมัติ
เย่อวี้รีบฉวยโอกาสอ้ฮ้อมไปที่ด้านหลังคนร้าย เปิดระบบช็อตไฟฟ้าบนห่วงข้อมือขึ้นมา ดิดจะช็อตอีกฝ่ายให้อยู่หมัด
แต่ว่าทว่าคนร้ายรายคนนี้เหมือนไม่คิดจะนิ่งดูดาย เขากำมีดสั้นแน่นแล้วเหวี่ยงแหว่งไปที่ด้านหลัง เย่อวี้ที่หลบไม่ทันถูกฟันจนเป็นมีแผลที่บนแขนขึ้นมาทันที และเลือดก็ไหลไม่หยุดในฉับพลัน
แย่แล้ว!
เย่อวี้รู้ตัวรู้สึกสถานการณ์ไม่ดี รีบเอามือกดอุดแขนที่เลือดไหลอยู่พลางรักษาระยะห่างกับคนร้าย มองชายที่อยู่ตรงหน้าอย่างระวัง
“แม่ง กล้าลอบโจนตีกัดกูเหรอ! ดูสิกูจะจัดการกับมึงยังไง!” เห็นได้ชัดว่าคนร้ายถูกยั่วโมโหเข้าแล้ว กวัาดแกว่งมีดสั้นที่อยู่ในมือพุ่งเข้ามาอีกครั้งอย่างไม่มีสติ
เย่อวี้ที่ได้รับบาดเจ็บตอนนี้มีแค่ทางเลือกเดียวก็...คือ วิ่ง!
ดังนั้นสถานการณ์ในตอนนี้จึงกลายเป็นคนละเรื่องกับเมื่อสักครู่ ชายหนุ่มร่างตัวผอมสูงปิดกดแผลที่แขนวิ่งอย่างทุลักทุเล และส่วนด้านหลังก็คือคนร้ายชุดดำที่กวัดแกว่งมีดสั้นไล่ตามอย่างบ้าคลั่งอาฆาตแค้นกวาดแกว่งมีดสั้นไล่อย่างบ้าคลั่ง
เช็๊ด! เข้! ช่วงนี้มันจะดวงซวยไปไหน!
เย่อวี้แทบจะเป็นบ้า ก่อนหน้านี้เพิ่งจะรอดชีวิตมาได้ ตอนนี้กลับกำลังถูกคนตามข้างหลังไล่ฆ่าอีกแล้ว นี่มันสถานการณ์อะไรเนี่ย! หรือว่าช่วงนี้จะพุธย้อน*เหรอ! (*อธิบาย: `พุธย้อน` คือคำเรียกย่อดาวพุธที่เคลื่อนที่ย้อนกลับ ตอนแรกเป็นแค่ปรากฏการณ์ธรรมดาทางดาราศาสตร์ แต่บนอินเทอร์เน็ตมีเรื่องเล่าว่าเกี่ยวกับ `ดาวพุธเคลื่อนที่ย้อนกลับ` จะทำให้คนโชคไม่ดี)
แต่ว่าบ่นคือบ่น ตอนนี้ความคิดของเย่อวี้ชัดเจนมาก นั่นก็คือหนีไปที่คนอยู่เยอะๆ ต่อให้เป็นคนร้ายที่ไม่มีสติแค่ไหน ก็ไม่น่าจะกล้าฟันคนบนถนนในเขตเมือง
“แฮ่ก...แฮ่ก...” เย่อวี้ที่วิ่งสุดกำลังเห็นได้ชัดว่าเริ่มจะหมดแรง พอเห็นคนร้ายที่อยู่ข้างหลังเข้าใกล้เข้ามา ก็ได้แต่วิ่งต่อไปอีก
หลังผ่านทางโค้งไปหลายโค้ง ข้างหน้าซอยเก่ามีแสงไฟจากไฟนีออน ทางออกน่าจะเป็นถนนคนเดินย่านการค้าถนนคนเดิน
ดีมากเลย! มาถึงตัวเมืองสักที!
เย่อวี้ดีใจ รีบตะโกนสุดชีวิตว่า “ช่วยด้วย! ฟันคนแล้ว!!” พร้อมใช้พลังงานเฮือกสุดท้ายพุ่งเข้าไปในฝูงชน
...นี่น่าจะปลอดภัยแล้วมั้ง?
แต่ว่ายังไม่ทันที่เย่อวี้จะได้พัก ก็ได้ยินเสียงคนรอบๆ ร้อง “อ๊ะ...” อย่างตกใจแล้ว เริ่มหนีไปคนละทิศคนละทาง เย่อวี้หันกลับมามอง เห็นคนร้ายคนนั้นแกว่งมีดสั้นพุ่งเข้ามาในใส่ฝูงชน วิ่งเข้ามาพยายามที่จะฆ่าเขาอย่างไม่ลดละตัวเอง
เข้! ปลอดภัยกับผีอ่ะสิ! ทำไมเราถึงลืมไปได้ว่าเจ้านี่คนนี้เป็นไอ้งั่งาที่กล้ากระชากกระเป๋าในเขตตัวเมือง!
เย่อวี้ที่ตื่นตกใจอยู่รีบหันกลับไปคิดจะหนีต่อ แต่เท้ากลับอ่อนแรงกระทันหัน ล้มหัวทิ่มทันที
ล้มครั้งนี้เจ็บไม่เบาเลยทีเดียว แต่เย่อวี้ไม่มีเวลามาบ่น เขารีบพยุงตัว พยายามที่จะลุกขึ้น แต่ยังไม่ทันที่จะยืนขึ้นสำเร็จก็ถูกฝูงชนรอบๆ ที่วิ่งหนีอยู่ชนล้มไปกับพื้นอีกครั้ง
ครั้งนี้เย่อวี้พยายามยังไงก็ลุกไม่ขึ้นแล้ว เขารู้สึกว่าแรงที่แขนขาเหมือนจะใช้หมดไปตั้งแต่ตอนที่ถูกวิ่งไล่ เขาได้แต่หันกลับมาอย่างยากลำบาก มองคนร้ายที่ไร้สติเข้าใกล้เรื่อยๆ
“หึๆ ... มึงคุณคงนึกไม่ถึงว่าจะมีวันนี้สินะ!” คนร้ายจ้องเย่อวี้อย่างน่ากลัว พูดด้วยความแค้นว่า “วันนี้กูจะให้มึงชดใช้ด้วยชีวิต!”
“ชดใช้ด้วยชีวิต” ?! ลูกพี่เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า! เมื่อกี้ผมเราก็แค่ส่องไฟฉายไปที่ลูกพี่คุณเฉยๆ ถึงกับต้องฆ่ากันเลยเหรอ? มันไม่สมเหตุสมผลเกินไปแล้ว!
เย่อวี้ตะโกนอยู่ในใจ ไม่สามารถเข้าใจความคิดของคนร้ายได้
แต่ว่าตอนนั้นเย่อวี้ก็ไม่มีเวลามาบ่นแล้ว คนร้ายที่อยู่ข้างหน้าจู่ๆ ก็ง้างมีดสั้นในมือขึ้นกำลังจะแทงมาที่ตัวเองเขา
“อ๊ะ!!”
ที่ร้องเสียงหลงคือคนร้ายที่ใส่ชุดดำนั่นเอง
เย่อวี้มองเห็นไม่ชัด ยังไม่ทันรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ได้ยินเสียงร้องของคนร้ายที่ที่กำลังเอามือกดมืออีกข้างหนึ่งไว้ดังขึ้น มีดสั้นในมือหล่นลงไปตามเสียงร้อง ที่มือของคนร้ายมีถูกไม้จิ้มเสียบลูกชิ้นเสียบอยู่ทะลุฝ่ามืออออกไปอยู่
“ไอ้หยา คนร้ายในปัจจุบันสมัยนี้บ้าระห่ำขึ้นทุกวันจริงๆ ยังถึงกับกล้าฟันคนกลางถนน”
เสียงของผู้ชายคนหนึ่งลอยมาจากในฝูงกชน เห็นคนคนหนึ่งเดินแกว่งแขนกางขาเข้าออกมา ในมือเหมือนจะถือลูกชิ้นอยู่ไม้หนึ่ง
“สงสัยผมต้องไปคุยกับสารวัตรเจ้าซะแล้ว”
---------------------------------------------------------------------------------------------